หน่วยที่ 2 ระบบนิเวศ

22,736 views

Published on

2 Comments
6 Likes
Statistics
Notes
  • ขอบคุณนะค่ะ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
  • ขอบคุณครับ เนื้อหาดีมากครับ
       Reply 
    Are you sure you want to  Yes  No
    Your message goes here
No Downloads
Views
Total views
22,736
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
15
Actions
Shares
0
Downloads
337
Comments
2
Likes
6
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

หน่วยที่ 2 ระบบนิเวศ

  1. 1. หน่วยที่ 2 หลักนิเวศวิทยา Principle of Ecology
  2. 2. นิเวศวิทยา <ul><li>Ecology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คำว่า </li></ul><ul><li>Eco = Oikos หมายถึง บ้าน ( House ) </li></ul><ul><li>Logy = logos หมายถึง การศึกษา ( Study ) </li></ul><ul><li>นิเวศวิทยา หมายถึง การศึกษาที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต โดยศึกษาถึงชนิดของสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตด้วยกันเอง รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต </li></ul>
  3. 3. ศัพท์ทางนิเวศวิทยา <ul><li>Biosphere หมายถึง อาณาบริเวณที่มีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ ซึ่งประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>ดิน ( Geosphere ) </li></ul></ul><ul><ul><li>น้ำ ( Hydrosphere ) </li></ul></ul><ul><ul><li>อากาศ ( Atmosphere ) </li></ul></ul>
  4. 6. <ul><li>Population หมายถึง สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันที่เกิดขึ้นและดำรงชีพอยู่ในระบบนิเวศหนึ่งๆ </li></ul><ul><li>Community หมายถึง ประชากรต่างชนิดกันที่อาศัยอยู่ในระบบนิเวศหนึ่ง </li></ul><ul><li>Habitats หมายถึง บริเวณที่เป็นที่อยู่อาศัยเฉพาะของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด ซึ่งสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจะดำรงชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นถิ่นที่อยู่ของตนเอง ในสภาพแวดล้อมหนึ่งๆ จะมีสิ่งมีชีวิตที่มีชนิดและลักษณะต่างกันออกไป </li></ul>
  5. 8. ระบบนิเวศ ( Ecosystem ) <ul><li>หมายถึง ระบบที่ประกอบด้วยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด และสิ่งไม่มีชีวิตที่อาศัยในบริเวณเดียวกัน มีความสัมพันธ์ต่อกัน เพื่อถ่ายทอดสารอาหารและพลังงานให้กัน </li></ul>Community + Habitat + Relation
  6. 9. การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ ( Ecological succession ) <ul><li>ระบบนิเวศหนึ่งๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือช้าต่างๆกัน </li></ul><ul><li>เมื่อองค์ประกอบในระบบนิเวศเปลี่ยน จะทำให้เกิด </li></ul><ul><li>การเปลี่ยนแปลงการถ่ายทอดสารอาหารและพลังงาน </li></ul><ul><li>ซึ่งจะทำให้ลักษณะของระบบนิเวศนั้นเปลี่ยนแปลงไป </li></ul>
  7. 10. ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในระบบนิเวศ
  8. 11. ทำไมต้องศึกษาระบบนิเวศ ? เพื่อให้องค์ประกอบในระบบนิเวศมีอยู่ครบถ้วน และทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  9. 12. องค์ประกอบในระบบนิเวศ ( Component of Ecosystem ) แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ <ul><li>1. องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ( Abiotic component ) ได้แก่ </li></ul><ul><li>- สารอินทรีย์ ( Organic compound) </li></ul><ul><li>- สารอนินทรีย์ ( Inorganic cpd ) </li></ul><ul><li>- สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ( Physical factor ) </li></ul>
  10. 13. 2. องค์ประกอบที่มีชีวิต ( Biotic component ) แบ่งเป็น 2.1 ผู้ผลิต ( Producer ) จัดเป็น Autotroph
  11. 14. <ul><li>ผู้บริโภค ( Consumer ) heterotroph </li></ul><ul><ul><li>บริโภคพืช ( Herbivore ) </li></ul></ul><ul><ul><li>Primary Consumer </li></ul></ul>
  12. 15. <ul><ul><li>บริโภคสัตว์ ( Carnivore ) secondary </li></ul></ul>
  13. 16. บริโภคทั้งพืชและสัตว์ ( Omnivore ) Tertiary
  14. 17. บริโภคซาก ( Scavenger ) Detritivore
  15. 18. 2.3 ผู้ย่อยสลาย Decomposer
  16. 19. <ul><li>สารอินทรีย์ ( Organic substance ) </li></ul><ul><li>สารอนินทรีย์ </li></ul><ul><li>( Inorganic substance ) </li></ul>
  17. 20. ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศ 1. แบบพึ่งพา ( mutualism ) + , + ไลเคนส์ ( lichens ) คือ การดำรงชีวิตร่วมกันของรากับสาหร่าย แบคทีเรียไรโซเบียม    ( Rhizobium )    ในปมรากพืชวงศ์ถั่ว โปรโตซัวในลำไส้ปลวก
  18. 21. 2. การได้ประโยชน์ร่วมกัน Protocooperation + , + • แมลงกับดอกไม้ • นกเอี้ยงกับควาย                • มดดำกับเพลี้ย                • ปูเสฉวนกับดอกไม้ทะเล   ( sea  anemone )
  19. 22. 3. แบบเกื้อกูล ( Commensalism ) + ,0 <ul><li>ปลาฉลามกับเหาฉลาม </li></ul><ul><li>กล้วยไม้กับต้นไม้ใหญ่ </li></ul><ul><li>นกทำรังบนต้นไม้ </li></ul>
  20. 23. 4. การล่าเหยื่อ ( Predation ) + ,- <ul><li>เสือกับกวาง </li></ul><ul><li>กบกับแมลง </li></ul><ul><li>ผู้ล่า เรียกว่า Predator </li></ul><ul><li>เหยื่อ เรียกว่า Prey </li></ul>
  21. 24. 5. ภาวะปรสิต ( Parasitism ) + ,- <ul><li>ฝ่ายได้ประโยชน์ คือ ปรสิต ( Parasite ) </li></ul><ul><li>ฝ่ายเสียประโยชน์ คือ ผู้ถูกอาศัย ( Host ) </li></ul><ul><li>- Ectoparasite </li></ul><ul><li>- Endoparasite </li></ul>
  22. 25. 6. ภาวะเป็นกลาง ( Nutralism ) 0,0 <ul><li>คนกับแมว </li></ul><ul><li>เสือกับต้นหญ้า </li></ul>
  23. 26. 7. ภาวะแข่งขัน ( Competition ) -,- <ul><li>ต้นหญ้าในนาข้าว มีการแย่งชิงที่อยู่อาศัย อากาศ น้ำ แสงแดด แร่ธาตุ </li></ul><ul><li>สิ่งมีชีวิตทั้งสองชนิดจะเจริญได้ไม่ดี เนื่องจากมีการยับยั้งการเจริญซึ่งกันและกัน </li></ul>
  24. 27. การถ่ายทอดสารอาหารในระบบนิเวศ <ul><li>การถ่ายทอดสารอาหารในระบบนิเวศเกิดขึ้นอย่าง เป็นวัฏจักร ( Cycle ) ผ่านทางสายโซ่อาหารและสายใยอาหาร </li></ul><ul><li>สายโซ่อาหาร ( Food chain ) </li></ul><ul><li>คือ การกินต่อกันเป็นทอด ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายพลังงาน </li></ul><ul><li>และวัตถุธาตุในระบบนิเวศผ่านผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคในระดับ </li></ul><ul><li>ต่าง ๆ </li></ul>
  25. 29. ประเภทของห่วงโซ่อาหาร <ul><li>Predator food chain หรือ Grazing food chain </li></ul><ul><li>Detritous food chain </li></ul><ul><li>Parasite food chain </li></ul>
  26. 30. Detritous food chain <ul><li>ซากใบไม้ เชื้อรา แบคทีเรีย </li></ul><ul><li>Parasitic food chain </li></ul><ul><li>ต้นไม้ ไวรัส 1 ไวรัส 2 </li></ul>
  27. 31. การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ <ul><li>ในระบบนิเวศจะเกิดในทิศทางเดียว ไม่หมุนกลับเป็นวัฎจักร ( Non cycle ) </li></ul><ul><li>การถ่ายทอดพลังงานในระบบนิเวศ จะเป็นไปตาม กฎ 10 % ( Ten percent law ) ในระบบนิเวศบนบกทั่วไป ประมาณร้อยละ 90 ของผลผลิตสุทธิ จะไม่ผ่านไปสู่สัตว์ พลังงานจะตกค้างอยู่ในส่วนของพืช กลายเป็นเนื้อเยื่อและกิ่งก้าน </li></ul><ul><li>พลังงานจะถ่ายทอดในระบบนิเวศตามกฎเทอร์โมไดนามิกส์ข้อแรกที่ว่า พลังงานจะสร้างขึ้นมาใหม่หรือทำลายให้สูญไปไม่ได้ แต่พลังงานสามารถเปลี่ยนจากสภาพหนึ่งไปเป็นอีกสภาพหนึ่งได้ </li></ul>
  28. 32. <ul><li>พลังงานจากดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ระบบนิเวศในรูปของแสง จากนั้นพืชใบเขียวจะตรึงพลังงานจากแสงบางส่วนแปรสภาพมาเป็นพลังงานทางชีวเคมี อยู่ในรูปมวลชีวภาพ ( Biomass ) ของพืช </li></ul><ul><li>ข้อที่สองที่ว่า ทุกครั้งที่มีการถ่ายทอดพลังงานจะเกิดการหมุนเวียนพลังงาน พลังงานนั้นไม่สามารถถ่ายทอดได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ พลังงานบางส่วนจะสูญเสียไปในการหายใจ ของสัตว์และจุลินทรีย์ ในที่สุดพลังงานจะถูกปล่อยออกจากระบบนิเวศในรูปความร้อน ร้อยละ 90 </li></ul><ul><li>การถ่ายทอดพลังงานผ่านสายโซ่อาหารทำให้เสียพลังงานไปตามลำดับ ดังนั้น ลำดับขั้นของการบริโภคจะไม่ยาวเกินห้าลำดับขั้น </li></ul>
  29. 33. <ul><li>ผัก หนอน นก คน เชื้อรา </li></ul>690 Kcal 69 Kcal 6.9 Kcal 0.69 Kcal 0.069 Kcal ผู้ผลิตมีพลังงาน 100 ส่วน ผู้บริโภคได้รับ 10 ส่วน ถ้า ผู้ผลิตมีพลังงาน 690 ส่วน ผู้บริโภคได้รับ 10 x 690/100 =69 ส่วน 90 % 90 %
  30. 34. <ul><li>คือ สหสัมพันธ์ของสายโซ่อาหารในแต่ละระดับ </li></ul><ul><li>เกิดจากการที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งกินอาหารมากกว่า </li></ul><ul><li>หนึ่งชนิด เช่น คนกินทั้งพืชและสัตว์ นกกินทั้งแมลงและพืช ทำให้เกิดการส่งถ่ายธาตุอาหารและพลังงานในระบบนิเวศหนึ่งๆ อย่างสลับซับซ้อน </li></ul>สายใยอาหาร ( Food web )
  31. 35. ตัวอย่างสายใยอาหาร ( Food web )
  32. 36. ข้าว หนูนา นกเหยี่ยว ตั๊กแตน งู คน เชื้อรา
  33. 38. การถ่ายทอดสารพิษในระบบนิเวศ <ul><li>สารพิษที่ปนเปื้อนในระบบนิเวศเช่น สาร DDT ที่ใช้กำจัดแมลงศัตรูพืช </li></ul><ul><li>การถ่ายทอดสารพิษผ่านสายโซ่และสายใยอาหารจะเกิดขึ้น แบบทวีคูณ </li></ul>
  34. 39. ระบบนิเวศภาคพื้นทวีป <ul><li>ป่าดิบชื้น เป็นป่าเขียวชอุ่มร่มรื่นที่พบบริเวณใกล้เส้นศูนย์สูตรของโลก ทวีปแอฟริกากลาง เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้ อากาศบริเวณนี้มีการเปลี่ยนไม่มากนัก ที่สำคัญคือมีฝนตกชุกทำให้มีความชุ่มชื้น มีอินทรียสารอุดมสมบูรณ์มาก และมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากมาย ที่พบในประเทศไทย มีทั้งป่าดิบเขา ป่าดิบแล้ง ป่าพรุ ฯลฯ </li></ul><ul><li>ไม้ที่พบ เช่น ยาง ตะเคียน เฟิร์น หวาย </li></ul><ul><li>สัตว์ที่พบ เช่น ช้างป่า หมูป่า </li></ul>
  35. 40. รูปป่าอะเมซอน ในทวีปอเมริกาใต้
  36. 41. ป่าผลัดใบ ( Deciduous forest) ป่าผลัดใบได้รับน้ำฝนน้อยกว่าป่าดิบชื้น พบทั้งในเขตอบอุ่น และเขตร้อนของโลก เช่น ในทวีปอเมริกา ยุโรป ตอนเหนือของออสเตรเลีย ประเทศจีน และในประเทศไทย พรรณไม้หลักเป็นไม้ต้นใบกว้างซึ่งทิ้งใบในช่วงฤดูแล้งหรือฤดูหนาว และผลิใบอีกครั้งเมื่อมีฝนตก เช่น ต้นก่อ ต้นเต็ง ต้นรัง สัตว์ที่พบ เช่น กวาง และสุนัขจิ้งจอก
  37. 42.       ทุ่งหญ้าอบอุ่น ( Temperate grassland ) มักมีฝนตกในช่วงฤดูร้อน และแห้งแล้งในฤดูหนาว พบทางตอนเหนือของบราซิล ทุ่งหญ้าในเขตอบอุ่นในทวีปอเมริกาเหนือ เรียกว่า แพรรี่ ( prairie ) ในเขตยูเรเชีย เรียก สเต็ปป์ ( steppe) ในทวีปอเมริกาใต้เรียก แพมพาส (pampas) ในประเทศฮังการี เรียก พัสซ์ทา ( Puszta ) พืชที่พบ คือ ทานตะวัน ถั่ว สัตว์ที่พบ คือ ม้าลาย กระรอกและวัวไบสัน
  38. 43. ระบบนิเวศทุ่งหญ้าเขตร้อน ( Tropical Grassland ) <ul><li>ทุ่งหญ้าในเขตร้อนเช่นที่พบในทวีปอัฟริกา และออสเตรเลีย ประเทศอินเดีย และในประเทศไทย เรียกว่า สะวันนา ( savanna) มีฤดูแล้งยาวนาน </li></ul><ul><li>มีไม้พุ่มที่มีหนาม มีไม้ต้นทนแล้ง และไม้ล้มลุก </li></ul><ul><li>พบ Acacia และ Cactus </li></ul><ul><li>สัตว์ที่พบมีหลากหลาย เช่น ช้าง ม้าลาย สิงโตในอัฟริกา </li></ul><ul><li>หมีโคลา จิงโจ้ และนกอีมูในออสเตรเลีย </li></ul>ฝูงช้างในทุ่งหญ้าสะวันนา ทวีปอัฟริกา
  39. 44.     ทะเลทราย ( Desert ) <ul><li>   คือบริเวณที่มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยไม่เกิน 10 นิ้วต่อปี มีอากาศร้อนจัด เช่น ทะเลทรายซาฮาราในอัฟริกา ทะเลทรายโซโนรันในเม็กซิโก มีฤดูหนาวสั้นๆ ที่ไม่หนาวมากนัก แต่ทะเลทรายบางแห่ง เช่น ทะเลทรายโกบีในมองโกเลียอาจมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็งยาวนานในฤดูหนาว </li></ul><ul><li>พืชที่พบในทะเลทรายเป็นพวกไม้พุ่มทนแล้ง พืชอวบน้ำ และพืชปีเดียว ในทะเลทรายมีสัตว์เลื้อยคลาน พวกงูและกิ้งก่า และสัตว์ใช้ฟันกัดแทะ เช่น พวกหนูและแมลงชุกชุม    สัตว์ส่วนใหญ่หากินกลางคืนเพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในตอนกลางวัน </li></ul>ตะกวดทะเลทราย ( desert monitor ) ทะเลทรายธาร์บริเวณรอยต่อของประเทศอินเดียและปากีสถาน
  40. 45.      ทุนดรา ( Tundra ) <ul><li>  เป็นบริเวณหนาวเย็นที่มีหิมะปกคลุมเกือบตลอดปี แม้ในช่วงฤดูร้อนสั้นๆ ใต้พื้นดินก็ยังเป็นน้ำแข็ง ทำให้เป็นบริเวณที่ไม่พบไม้ต้นใดๆ มีแต่พืชล้มลุก และไม้พุ่ม เขตทุนดรา ได้แก่ พื้นที่ของรัฐอะลาสก้า และ ไซบีเรีย สัตว์ที่พบในเขตทุนดรามีไม่มากชนิดนัก เช่น นก ซึ่งจะอพยพหนีหนาวไปเมื่อฤดูร้อนสิ้นสุดลง </li></ul>ดอกไม้หลากชนิดที่บานในช่วงฤดูร้อนในแถบอาร์กติก
  41. 46. ป่าสน หรือไทก้า ( taiga ) <ul><li>สภาพอากาศหนาวเย็นและแห้ง แต่มีฝนตกมากกว่าเขตทุนดรา และมีฤดูร้อนยาวนานกว่าเขตทุนดราเล็กน้อย มีสนเป็นพรรณไม้หลัก คือ สนสองใบ สนสามใบ พบในแคนาดา จีน ฟินแลนด์ ฯลฯ สัตว์ที่พบในป่าสน เช่นกวางมูส แมวป่า กระต่ายป่า สุนัขป่า </li></ul>
  42. 47. การหมุนเวียนของธาตุ การหมุนเวียนของธาตุเกิดขึ้นแบบหมุนเวียน เป็นวัฏจักร ( Cycle) <ul><li>วัฏจักรคาร์บอน ( Carbon Cycle ) </li></ul><ul><li>แหล่งคาร์บอนจากธรรมชาติ คือ คาร์บอนไดออกไซด์ </li></ul><ul><li>นอกจากนี้ยังมีหินปูน ซึ่งมีคาร์บอเนตเป็นส่วนประกอบ </li></ul><ul><li>และคาร์บอนในรูปน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งเกิดจากการทับถม </li></ul><ul><li>ของซากพืชซากสัตว์นานนับล้านปี </li></ul>วัฏจักรคาร์บอนเกิดขึ้นจากการที่ พืชสีเขียว เปลี่ยนก๊าซ คาร์บอนไดออกไซด์โดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง ( Photosynthesis ) ได้ผลผลิต คือ น้ำตาลกลูโคสและก๊าซออกซิเจน ดังสมการ 6CO 2 + 6H 2 O C 6 H 12 O 6 + 6O 2 light
  43. 48. <ul><li>มนุษย์ สัตว์และจุลินทรีย์จะใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจ ( Respiration ) เพื่อย่อยสลายสารอินทรีย์ให้โมเลกุลมีขนาดเล็กลงโดยอาศัยเอนไซม์ช่วยในการย่อยสลาย เพื่อให้ได้พลังงานมาใช้สำหรับการทำงานของเซลล์ ซึ่งผลที่ได้ คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำกลับสู่บรรยากาศ </li></ul><ul><li>จากนั้นคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกนำไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืชต่อไป </li></ul><ul><li>การหมุนเวียนของวัฏจักรคาร์บอนจึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา </li></ul>
  44. 49. ตัวอย่างวัฏจักรคาร์บอนในแหล่งน้ำ
  45. 50. O 2
  46. 51. ผลกระทบจากการหมุนเวียนคาร์บอนไม่เป็นวัฏจักร <ul><li>หากในบรรยากาศมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินไป จะทำให้ สิ่งมีชีวิตขาดออกซิเจนในการหายใจ </li></ul><ul><li>ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นจะดูดซับความร้อนจากรังสียูวีที่แผ่มาจากดวงอาทิตย์ไว้ในบรรยากาศของโลก ทำให้เกิดปรากฏการณ์เรือนกระจก อุณหภูมิของโลกจะสูงขึ้น สิ่งมีชีวิตบนดินและในน้ำอาจตาย มนุษย์อาจเกิดมะเร็งผิวหนัง หากผิวหนังได้รับความร้อนเป็นเวลานานอาจเกิดการไหม้ ( Sun burn ) หรืออาจ เกิดโรคต้อกระจก จากรังสียูวี </li></ul><ul><li>ความร้อนที่เกิดขึ้นบนโลกส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกเกิดการละลาย เกิดภาวะน้ำท่วม ในพื้นที่ที่เคยเป็นที่ดิน </li></ul>
  47. 52. 2. วัฏจักรไนโตรเจน ( Nitrogen cycle ) วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบด้วย การย่อยสลายโปรตีน ( Proteolysis ) คือ การย่อยสารอินทรีย์ ที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ เช่น โปรตีน กรดนิวคลีอิก ในซากพืชซากสัตว์ด้วยเอนไซม์ ผลที่ได้จากการย่อย ในสภาพที่มีออกซิเจนจะได้ กรดอะมิโน ( Amino acid ) แอมโมนิฟิเคชัน ( Ammonification ) เป็นกระบวนการดึงหมู่ อะมิโนออกจากโครงสร้างของกรดอะมิโน โดยวิธีดีอะมิเนชัน ได้ แอมโมเนีย ( สารอนินทรีย์ไนโตรเจน ) NH 4 - โดยการกระทำของจุลินทรีย์ในธรรมชาติ เช่น เชื้อรา แบคทีเรีย
  48. 53. <ul><li>ไนตริฟิเคชัน ( Nitrification ) </li></ul><ul><li>เป็นการออกซิไดซ์ แอมโมเนีย ไปเป็น ไนไตรท์ และ ไนเตรท </li></ul><ul><li>2NH 3 + 3O 2 Nitrosomonas sp. 2HNO 2 + 2H 2 O </li></ul><ul><li>HNO 2 + ½ O 2 Nitrobacter sp. HNO 3 </li></ul><ul><li>ดีไนตริฟิเคชัน ( Denitrification ) </li></ul><ul><li>เป็นการรีดิวซ์ ไนเตรท ไปเป็น ก๊าซไนโตรเจน </li></ul><ul><li>2NO 3 2NO 2 2NO N 2 O N 2 </li></ul>
  49. 54. <ul><li>การตรึงไนโตรเจน ( Nitrogen fixation ) </li></ul><ul><li>เป็นการตรึง ก๊าซไนโตรเจน ในบรรยากาศเปลี่ยนไปเป็น </li></ul><ul><li>ไนเตรท ในดินหรือน้ำ โดยจุลินทรีย์ในดิน เช่น </li></ul><ul><li>Azotobacter sp. และ Rhizobium เพื่อนำไปเป็นธาตุอาหารแก่พืช </li></ul>
  50. 55. ภาพการเกิดวัฎจักรไนโตรเจน
  51. 57. ผลกระทบจากการหมุนเวียนไนโตรเจน ไม่เป็นวัฏจักร <ul><li>พืช เจริญเติบโตช้าเนื่องจากดินขาดแร่ธาตุไนโตรเจน </li></ul><ul><li>เกิดโรคขาดสารอาหารโปรตีนในสิ่งมีชีวิต เช่น โรคตาลขโมย ทำให้เด็กแคระแกน </li></ul><ul><li>แหล่งน้ำเน่าเสียจากสารประกอบไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียและไนไตรท์ ซึ่งเป็นพิษต่อสัตว์น้ำ </li></ul>
  52. 58. วัฏจักรฟอสฟอรัส ( Phosphorus cycle ) <ul><li>ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของสิ่งมีชีวิต เพราะเป็นองค์ประกอบของ DNA , RNA และ รวมทั้งในการเจริญเติบโตของ พืช </li></ul><ul><li>การหมุนเวียนของฟอสฟอรัสต่างจากธาตุอื่นที่ไม่มีการหมุนเวียนผ่านรูปที่เป็นก๊าซ </li></ul><ul><li>ฟอสฟอรัส เป็นธาตุที่อยู่ในธรรมชาติน้อยมาก และเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ด้วยเหตุนี้ฟอสฟอรัสจึงถูกใช้หมุนเวียนอยู่ระหว่างสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิตในปริมาณที่จำกัด </li></ul>
  53. 59. <ul><li>ฟอสฟอรัสส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของ หินฟอสเฟต ( PO 4 2- ) หรือแร่ฟอสเฟต เมื่อถูกกัดกร่อนโดยน้ำ การชะล้างโดย ฝน และกระแสลมปะปนอยู่ในดิน จะกลายเป็นรูปที่ละลายน้ำได้ ( Soluble Phosphate ) ซึ่งพืชสามารถนำไปใช้ และ จะถูกถ่ายทอดไปในระบบนิเวศตาม ห่วงโซ่อาหาร </li></ul><ul><li>เมื่อพืชและสัตว์ตายลงก็ฟอสเฟตในซากสิ่งมีชีวิตจะถูกย่อยสลายโดยแบคทีเรียกลุ่ม Phosphate reducing Bacteria ในดินให้อยู่ในรูปที่ละลายน้ำได้ และกลับเข้าสู่พืช สัตว์และมนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหารอีกครั้ง </li></ul>ในกรณีที่ธาตุฟอสฟอรัสที่สลายตัวยาก อยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ ได้เรียกว่า หินกัวโน ( Guano rock )
  54. 60. Phosphorus cycle
  55. 61. ผลกระทบจากการหมุนเวียนฟอสฟอรัส ไม่เป็นวัฏจักร <ul><li>หากในดินขาดแร่ธาตุฟอสฟอรัส หรือเมื่อฟอสฟอรัสอยู่ในรูปที่ไม่ละลายน้ำ ทำให้พืชดูดซึมไปใช้ไม่ได้ พืชจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี </li></ul><ul><li>คนเกิดโรคกระดูกผุและฟันผุ ร่างกายไม่แข็งแรง </li></ul><ul><li>หากในแหล่งน้ำมีการปล่อยสารประกอบฟอสเฟต ซึ่งพบในสารซักล้าง เช่น ผงซักฟอก ลงในแหล่งน้ำจะทำให้เกิดการเจริญอย่างรวดเร็วของสาหร่าย ( Algae bloom ) </li></ul>
  56. 62. <ul><li>ในการเกษตรกรรมจะใช้ ปุ๋ยฟอสเฟต ในรูปของ สารประกอบอ นินท รีย์ แต่ถ้าปุ๋ยเหล่านี้ถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำมาก จะเกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของพืชน้ำ เกิด ปรากฏการณ์ยูโทร ฟิเคชั่น ( Eutrophication ) ตามมา </li></ul>
  57. 63. วัฏจักรกำมะถัน ( Sulphur cycle ) กำมะถันในธรรมชาติพบทั้งที่เป็นอิสระ และสารประกอบ นอกจากนี้ยังพบมากบริเวณภูเขาไฟ เมื่อสิ่งมีชีวิตตายจะถูกย่อยสลายและปล่อยกำมะถันออกมา ในรูปซัลเฟต ( SO 4 2- ) สารประกอบซัลเฟตจะถูกพืชนำไปใช้ กลายเป็นกรดอะมิโน ที่มีกำมะถัน รวมเข้าเป็นโปรตีน เมื่อสัตว์กินพืช กำมะถันจึงไปอยู่ในเนื้อเยื่อสัตว์ด้วย ซัลเฟตอาจถูกรีดิวซ์ไปเป็นก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ( H 2 S ) โดย Sulphur reducing bacteria
  58. 64. <ul><li>ไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นจากการรีดิวซ์ซัลเฟตและจากการย่อยสลายกรดอะมิโนจะถูกออกซิไดซ์ไปเป็น ธาตุกำมะถัน </li></ul><ul><li>การทับถมของซากสิ่งมีชีวิตในดินเป็นเวลานานจะทำให้เกิดถ่านหินและน้ำมันซึ่งมีธาตุ กำมะถัน เป็นองค์ประกอบ เมื่อนำเชื้อเพลิงมาเผาไหม้จะเกิด ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ( SO 2 ) </li></ul><ul><li>ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ที่เกิดจากการเผาไหม้จะ รวมตัวกับน้ำ ในบรรยากาศเกิดเป็น กรดซัลฟูริค ( Sulfuric acid/H 2 SO 4 ) เรียกว่า ฝนกรด ( Acid rain ) ในบรรยากาศและตกลงในดิน </li></ul><ul><li>2S + 2H 2 O + 3O 2 2H 2 SO 4 </li></ul>
  59. 65. ภาพแสดงการเกิดวัฏจักรซัลเฟอร์
  60. 66. ผลกระทบจากการหมุนเวียนซัลเฟอร์ไม่เป็นวัฏจักร <ul><li>ฝนกรดที่เกิดขึ้นในบรรยากาศสามารถกัดกร่อนโลหะให้เกิดสนิมหรือทำให้ใบพืชเป็นจุดด่าง เนื่องจากกรดจะทำลายคลอโรฟิลล์ที่ใบพืช ทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้น้อยลง จึงเจริญเติบโตช้า </li></ul><ul><li>ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ในบรรยากาศยังไปปิดปากใบพืช ทำให้ความสามารถในการสังเคราะห์แสงลดลง </li></ul><ul><li>ความเป็นกรดที่เพิ่มขึ้นของน้ำทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ </li></ul><ul><li>ความเป็นกรดในดินเพิ่มมากขึ้น </li></ul>
  61. 67. <ul><ul><ul><ul><ul><li>วัฏจักรของน้ำ </li></ul></ul></ul></ul></ul><ul><li>เริ่มต้นจากการระเหย (Evaporation) ของน้ำที่อยู่ตามแหล่งน้ำต่างๆ ตั้งแต่ มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ คลองต่างๆ รวมทั้งจากพื้นดินด้วย จากการคายน้ำของพืช (Transpiration) กลายเป็นไอน้ำ (WaterVapor) </li></ul><ul><li>ซึ่งอุณหภูมิของไอน้ำจะสูงกว่าจุดเดือด และเมื่ออากาศมีอุณหภูมิต่ำ ไอน้ำจะรวมตัวกัน (Condensation) ตกสู่ผิวโลก </li></ul><ul><li>น้ำในมหาสมุทรมีพื้นที่ประมาณ 70% ของพื้นที่ทั้งโลก และมีการตกสู่พื้นโลกประมาณ 10 % ในรูปของฝนและหิมะ บางส่วนก็จะซึมลงดินและลงสู่แหล่งน้ำต่างๆ และเกิดการระเหยอีกครั้งหนึ่ง </li></ul>
  62. 68. Hydrological cycle

×