Chapter 9

167 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
167
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
2
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Chapter 9

  1. 1. การเลือกใช้สื่อและ วิธีการจัดการเรียนรู้ INNOVATION AND INFORMATION TECHNOLOGY FOR LEARNING นวัตกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการเรียนรู้
  2. 2. สถานการณ์ปัญหา(Problem-based learning) ครูพลกิต เป็นครูที่พึ่งมาบรรจุใหม่หลังจากที่รายการตัวต่อสานักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประจาจังหวัดที่สังกัดแล้วก็ไปรายงานตัวต่อโรงเรียนซึ่งเป็นโรงเรียนประจา จังหวัด ผู้อานวยการโรงเรียนมอบหมายให้ครูพลกิตสอนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเป็นห้องเด็กเก่งด้วย ยิ่งทาให้ครูพลกิตรู้สึกไม่มั่นใจในการสอนว่าตนเองจะสามารถทา ได้ดีหรือไม่และนักเรียนจะสนุกหรือสนใจในวิธีการสอนของตนเองหรือไม่ ที่สาคัญคือ นักเรียนห้องนี้มีลักษณะที่ชอบค้นคว้า หาความรู้ กิจกรรมที่เน้นให้ปฏิบัติได้ลงมือกระทา ฝึกคิดหรือที่ท้ายทายการทางานนักเรียนจะชอบมาก อีกทั้งยังเรียนพิเศษแบบเข้มข้น เนื้อหาในหนังสือเรียนส่วนใหญ่นักเรียนจะรู้และทาความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมาก่อนแล้ว แต่ที่สังเกตได้ชัดคือนักเรียนจะแข่งกันเรียน ทางานกลุ่มไม่ค่อยประสบความสาเร็จ เท่าที่ควร ซึ่งผู้อานวยการโรงเรียนฝากความหวังไว้ที่ครูพลกิตเพื่อช่วยพัฒนาและ แก้ปัญหาการเรียนรู้ของนักเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องนี้ให้ได้
  3. 3. ภารกิจ • ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • ให้วิเคราะห์ว่าจะเลือกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใด จึงจะสอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตาม สถานการณ์ที่กาหนดให้ ?
  4. 4. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การเตรียมสื่อการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องเตรียมความพร้อมของสื่อให้มีความสอดคล้องกับ กระบวนการจัดการเรียนรู้ตามแผนที่ได้ออกแบบไว้ ในขั้นตอนการเตรียมความ พร้อมของสื่อจะเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกสื่อที่ตอบสนองวิธีการเรียนรู้เพื่อใช้ในการนา เสนอความรู้ การพัฒนาหรือปรับปรุงสื่อเพื่อให้สามารถใช้งานได้ ตลอดจนการ ออกแบบและพัฒนาสื่อการเรียนรู้ขึ้นมาใหม่ที่มีความสอดคล้องกับการเสาะแสวงหา ความรู้และเป้าหมายของรายวิชา ในการใช้สื่อนั้นผู้สอนอาจแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ - ก่อนการจัดการเรียนรู้ - ระหว่างการจัดการเรียนรู้ - หลังการจัดการเรียนรู้
  5. 5. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การเตรียมสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ ผู้สอนแบบมืออาชีพ จะต้องกาหนดหรือจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมทางการ เรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถสร้างประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าการ จัดการเรียนรู้นั้นจะเกิดในห้องเรียนก็ต้องเตรียมความพร้อมของห้องเรียนให้น่า เรียน เอื้อต่อการจัดกิจกรรมกลุ่มหรือกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ บางวิชาอาจต้องใช้ ห้องปฏิบัติการดังเช่น วิทยาศาสตร์และภาษา ครูจะต้องเตรียมความพร้อมของ ห้องปฏิบัติการเหล่านั้นให้สามารถใช้การได้ทั้งสิ่งอานวยความสะดวกต่างๆ ดังเช่น - แสงไฟ - เครื่องเสียง - ปลั๊กไฟ - อุปกรณ์ทดลองเฉพาะ โดยให้อุปกรณ์เหล่านั้นมีสภาพที่พร้อมใช้งานได้จริง ไม่ใช้อยู่ในสภาพ ชารุดเสียหาย เพราะอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้
  6. 6. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การเตรียมผู้เรียน เมื่อผู้สอนเริ่มจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียน ผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนนั้นเตรียมตัวและเตรียม ความพร้อมในการเรียนอย่างไร ดังนั้นการเตรียมผู้เรียนจึงมีความสาคัญมากเมื่อ ผู้สอนจะดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามที่วางแผนไว้เพราะผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจ และการปฐมนิเทศก่อนเรียนเป็นสิ่งที่มีความสาคัญมากที่ผู้สอนจะต้องจัดในช่วงแรก ของการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง เทคนิคที่สาคัญที่ผู้สอนสามารถนาไปใช้ได
  7. 7. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การเตรียมผู้เรียน เมื่อผู้สอนเริ่มจัดการเรียนรู้ ขั้นตอนแรกคือการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียน ผู้เรียนจะเรียนรู้อะไรได้ดีนั้นขึ้นอยู่กับว่าผู้เรียนนั้นเตรียมตัวและเตรียม ความพร้อมในการเรียนอย่างไร ดังนั้นการเตรียมผู้เรียนจึงมีความสาคัญมากเมื่อ ผู้สอนจะดาเนินการจัดการเรียนรู้ตามที่วางแผนไว้เพราะผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ลงมือ ปฏิบัติกิจกรรมในการเรียนรู้ด้วยตนเอง ความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการเรียนรู้ การสร้างแรงจูงใจ และการปฐมนิเทศก่อนเรียนเป็นสิ่งที่มีความสาคัญมากที่ผู้สอนจะต้องจัดในช่วงแรก ของการเรียนการสอนในแต่ละครั้ง เทคนิคที่สาคัญที่ผู้สอนสามารถนาไปใช้ได
  8. 8. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การดาเนินการตามบทเรียน หลังจากที่ผู้สอนได้เตรียมการทั้งสื่อ สิ่งแวดล้อมทางการเรียน และ ผู้เรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วเพื่อให้การดาเนินการจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนเป็นไป อย่างราบรื่นบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ ควรดาเนินการตามขั้นตอนดังนี้ - การให้กิจกรรมการเรียนรู้ที่ชัดเจน ผู้สอนควรอธิบายภารกิจการ เรียนรู้หรือสถานการณ์ให้ผู้เรียนทราบถึงแนวทางปฏิบัติในการเรียน และจะต้อง ตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนเกี่ยวกับขั้นตอนในการปฏิบัติกิจกรรม - การกาหนดขั้นตอนในการเรียนรู้ ผู้สอนจะต้องวางขั้นตอนของ กิจกรรมให้ง่ายและขับเคลื่อนให้ผู้เรียนสามารถดาเนินการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย ของกิจกรรม - การสร้างแรงจูงใจในการเรียน ในการเรียนผู้เรียนจะต้องใส่ใจกับ ภารกิจที่ได้รับ ผู้สอนสามารถสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความตระหนักและตื่นตัวในการ เรียน ด้วยการชี้นาให้ผู้เรียนเห็น (มีต่อ)
  9. 9. 1. ครูพลกิตจะมีหลักในการเตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถ จัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร ? • การดาเนินการตามบทเรียน (ต่อ) - การสร้างแรงจูงใจในการเรียน ในการเรียนผู้เรียนจะต้องใส่ใจกับ ภารกิจที่ได้รับ ผู้สอนสามารถสนับสนุนให้ผู้เรียนมีความตระหนักและตื่นตัวในการ เรียน ด้วยการชี้นาให้ผู้เรียนเห็นถึงมุมมองที่หลากหลายเกี่ยวกับภารกิจทั้งประเด็น และแนวทางแก้ปัญหา การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างที่อยู่รอบตัวเพื่อ ค้นหาแนวทางแก้ปัญหา - การตั้งคาถามในระหว่างเรียน การตั้งคาถาม เป็นเทคนิคที่ผู้สอน สามารถใช้ในการกระตุ้นความสนใจเกี่ยวกับการเรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนได้คิด ทั้งยังเป็นการประเมินเพื่อพัฒนาความเข้าใจของผู้เรียนในขณะเรียนได้เป็นอย่างดี
  10. 10. 2. ให้วิเคราะห์ว่าจะเลือกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะ สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสถานการณ์ที่กาหนดให้ ? การเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือ เป็นกลยุทธ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่จัดให้ นักเรียนเรียนด้วยกันเป็นกลุ่มเล็กแบบคละความสามารถ ให้ทางานร่วมกัน ช่วยเหลือกัน ในการผสมผสานความรู้ที่มีอยู่เดิมกับความรู้ใหม่ และค้นพบความหมายของสิ่งที่ศึกษาด้วย กลุ่ม โดยทากิจกรรมในการสืบค้น (Explore) อภิปราย (Discuss) อธิบาย (Explain) สอบสวนแนวความคิดและแก้ปัญหาร่วมกันในกลุ่ม เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายร่วมกัน เป็นวิธี เรียนวิธีหนึ่งที่กาลังได้รับความสนใจและนาไปประยุกต์ในการเรียนการสอนทุกวิชาและทุก ระดับชั้น รูปแบบการเรียนแบบร่วมมือที่เป็นที่ยอมรับกันแพร่หลาย มีดังต่อไปนี้ 1. STAD (Student Teams -Achievement Division) เป็นรูปแบบการเรียนรู้ มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการสัมฤทธิ์พลของการเรียนและทักษะทางสังคมเป็นสาคัญ 2. 2. TGT (Team Games Tournament) เป็นรูปแบบที่คล้ายกับ STAD แต่ เป็นการจูงใจในการเรียนเพิ่มขึ้น โดยการใช้การแข่งขันเกมแทนการทดสอบย่อย
  11. 11. 2. ให้วิเคราะห์ว่าจะเลือกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะ สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสถานการณ์ที่กาหนดให้ ? การเรียนแบบร่วมมือ (ต่อ) 3. TAI (Team Assisted Individualization) เป็นรูปแบบการเรียน ที่ผสมผสานแนวคิด ระหว่างการร่วมมือในการเรียนรู้กับการสอนเป็นรายบุคคล (Individualized Instruction) รูปแบบ ของ TAI เป็นการประยุกต์ใช้กับการสอน คณิตศาสตร์ 4. CIRC (Cooperative Integrated Reading and Composition) เป็นรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือแบบผสมผสาน ที่มุ่งพัฒนาขึ้นเพื่อ สอนการอ่านและการเขียนสาหรับนักเรียนประถมศึกษาตอนปลายโดยเฉพาะ 5. Jigsaw ผู้ที่คิดค้นการเรียนการสอนแบบ Jigsaw เริ่มแรกคือ Elliot – Aronson และคณะ (1978) หลังจากนั้น Slavin ได้นาแนวคิดดังกล่าวมาปรับขยาย เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือมากยิ่งขึ้น เป็นรูปแบบที่เหมาะสมกับ วิชาที่เกี่ยวข้องกับการบรรยาย เช่น สังคมศึกษาวรรณคดี วิทยาศาสตร์ในบางเรื่อง รวมทั้ง วิชาอื่นๆ ที่เน้นการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจมากกว่าพัฒนาทักษะ
  12. 12. 2. ให้วิเคราะห์ว่าจะเลือกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะ สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสถานการณ์ที่กาหนดให้ ? การเรียนแบบร่วมมือ (ต่อ) 6. Co – op Co – op เป็นรูปแบบที่พัฒนาโดย Shlomo และ Yael Shsran ที่ใช้ในงาน เฉพาะอย่าง ลักษณะสาคัญคือ สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มย่อยจะได้รับ มอบหมายให้ศึกษาเนื้อหา หรือ ทากิจกรรมที่ต่างกัน ทาเสร็จแล้วนาผลงานมารวมกันเป็นกลุ่ม ร่วมกันแก้ไขทบทวนแล้วนามาเสนอต่อชั้นเรียน 7. การเล่าเรื่องรอบวง (Round robin) เป็นเทคนิคการเรียนแบบร่วมมือที่ เปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มได้เล่าประสบการณ์ ความรู้ สิ่งที่ตนกาลังศึกษา สิ่งที่ตน ประทับใจให้เพื่อนๆ ในกลุ่มฟัง 8. มุมสนทนา (Corners) เริ่มต้นจากการให้ผู้เรียนกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มเข้าไปนั่ง ตามมุมหรือจุดต่างๆของห้องเรียน และช่วยกันหาคาตอบสาหรับโจทย์ปัญหาต่างๆ ที่ครูยกขึ้น มา และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนอธิบายเรื่องราวที่ตนศึกษาให้เพื่อนกลุ่มอื่นฟัง 9. คู่ตรวจสอบ (Pairs Check) แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มละ 4 หรือ 6 คน ให้ นักเรียนจับคู่กัน ทางาน คนหนึ่งทาหน้าที่เสนอแนะวิธีแก้ปัญหา อีกคนทาหน้าที่แก้โจทย์ เสร็จ ข้อที่ 1 แล้วให้สลับหน้าที่กัน เมื่อเสร็จครบ 2 ข้อ ให้นาคาตอบมาตรวจสอบกับคาตอบของคู่ อื่นในกลุ่ม
  13. 13. 2. ให้วิเคราะห์ว่าจะเลือกใช้สื่อหรือวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใดจึงจะ สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของผู้เรียนตามสถานการณ์ที่กาหนดให้ ? การเรียนแบบร่วมมือ (ต่อ) 10. คู่คิด (Think-Pair Share) ครูตั้งคาถามให้นักเรียนตอบ นักเรียน แต่ละคนจะต้องคิด คาตอบของตนเอง นาคาตอบมาอภิปรายกับเพื่อนที่นั่งติดกับตน นาคาตอบมาเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง 11. ร่วมกันคิด (Numbered Heads Together) เริ่มจากครูถาม คาถาม เปิดโอกาสให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันคิดหาคาตอบ จากนั้นครูจึงเรียกให้ นักเรียนคนใดคนหนึ่งจากกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือทุกๆกลุ่มตอบคาถาม เป็นวิธีการที่นิยม ใช้ในการทบทวนหรือตรวจสอบความเข้าใจ 12. การเรียนแบบร่วมมือกับการสอนคณิตศาสตร์ จอห์นสันและจอห์น สัน (Johmson and Johmson, 1989) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือสามารถ ใช้ได้เป็นอย่างดีในการเรียนคณิตศาสตร์ เพื่อให้นักเรียนคิดทางคณิตศาสตร์เข้าใจ การเชื่อมโยงระหว่างมโนมติและกระบวนการ และสามารถที่จะประยุกต์ใช้ความรู้อย่าง คล่องแคล่ว
  14. 14. ผู้จัดทา นายปริญญา สินยัง 553050005-1 นายณฐกร มิลิน 553050071-8 นายปณิธาน ศักดิ์สุภา 553050085-7 สาขาคณิตศาสตรศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

×