Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

รวมผลงานวิจัยของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

4,240 views

Published on

รวมผลงานวิจัยของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

รวมผลงานวิจัยของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์

  1. 1. คำนำ ศู น ย์ ศิ ล ป ะ วั ฒ น ธ ร ร ม แ ล ะ ท้ อ ง ถิ่ น ม ห ำ วิ ท ย ำ ลั ย ร ำ ช ภั ฏ ร ำ ช น ค ริ น ท ร์ ได้ดำเนินงำนตำมพันธกิจหลักของมหำวิทยำลัยในบริบทของกำร อนุรัก ษ์ ส่งเส ริมใ น ก ำรสืบ ส ำน ศิล ป ะ วัฒ น ธร ร มแ ล ะ พัฒน ำ แ ล ะ ภู มิ ปั ญ ญ ำ ท้ อ ง ถิ่ น ต ล อ ด จ น สืบ ส ำน โ ค ร ง ก ำ ร อัน เนื่ อ ง ม ำจ ำ ก พ ร ะ ร ำช ด ำ ริ โดยได้จัด ท ำงำน วิจัย เกี่ยวกับก ำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้อ งถิ่น กำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ของชุมชน กำรจัดกำรควำมรู้ด้ำนสมุนไพร ควำมพึงพอใจในกำรบริกำรของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น กำรนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำประยุกต์ใช้กับนักศึกษำ กำรประเมินผลกำรฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของสถำบันเศรษฐกิ จ พ อ เ พี ย ง ตลอดจนกำรสร้ำงองค์ควำมรู้และพัฒนำผลิตภัณฑ์ด้วยหญ้ำแฝก นอกจำกนี้ยังมีเครือข่ำยจำกหน่วยงำนภำยนอกได้ทำกำรวิจัยเกี่ย ว กั บ ส ถ ำ บั น เ รื่ อ ง ก ำ ร พั ฒ น ำ ศิ ล ป ะ วัฒ น ธ ร ร ม แ ก่ เ ด็ ก แ ล ะ เ ย ำ ว ช น ข อ ง ศู น ย์ ศิ ล ป ะ วัฒนธรรมแ ละท้องถิ่น และเรื่อง ก ำรบริหำร จัดกำรศูนย์ศิลป ะ วั ฒ น ธ ร ร ม แ ล ะ ท้ อ ง ถิ่ น ซึ่ ง ท ำใ ห้เกิด ฐำ น แ ล ะ มุม ม อ ง ใ น ก ำ ร น ำข้อ มูล ม ำป รับ ป รุง แ ล ะ ว ำ ง แ ผ น ก ำ ร ด ำ เนิ น ง ำ น ด้ ำ น ท ำ นุ บ ำ รุง ศิ ล ป ะ วัฒนธรรมได้เป็นอย่ำงดี ผลงำนวิจัยดังกล่ำวได้จัดทำตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ถึงปัจจุบัน และมีผลงำนวิจัยที่คณะผู้ทำวิจัยได้ส่งไปเผยแพร่และตีพิมพ์ลงใน ว ำ ร ส ำ ร ร ะ ดั บ ช ำ ติ เพื่อให้งำนวิจัยเกิดประโยช น์ทำงวิช ำกำร ต่อ ชุมชน และสังค ม จึงได้วิเคร ำะห์ สังเคร ำะห์ ร วบร วมผ ลง ำนวิจัยที่ไ ด้จัด ท ำขึ้น มำเผยแพร่ต่อชุมชนและหน่วยงำนภำยนอก หำกท่ำนผู้สนใจงำนวิ จัยดังกล่ำวสำมำรถดูได้ที่ http://culture.rru.ac.th
  2. 2. คณะกรรมกำรบริหำรศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ๒๔ มีนำคม ๒๕๕๔ สำรบัญ หน้ำ ผลงำนวิจัยของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ๑ ปีพ.ศ.๒๕๔๘ - ๒๕๕๓ กำรวิจัยกำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่น เพื่อพัฒนำคุณภำพมำตรฐำนผลิตภัณฑ์ ๒ ตะเกียงไม้ ต.พิมพำ อ.บำงปะกง จ.ฉะเชิงเทรำ กำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เด็กและเยำวชนของศูนย์ศิลปะ ๕ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์
  3. 3. กำรบริหำรจัดกำรศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ๗ กระบวนกำรเรียนรู้และจัดกำรควำมรู้เรื่องตะไคร้ของประชำชน ตำบลคลองเขื่อน ๙ กิ่งอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรำ รำยงำนกำรวิจัยกระบวนกำรถ่ำยทอดควำมรู้และกำรส่งเสริมภู มิปัญญำท้องถิ่น ๑๓ ต.หัวไทร อ.บำงคล้ำ จ.ฉะเชิงเทรำ รำยงำนกำรวิจัย เรื่อง ควำมพึงพอใจในกำรบริกำร ๑๖ ของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น รำยงำนกำรวิจัย กำรนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำประยุกต์ใช้ ๒๐ กับนักศึกษำ คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ รำยงำนกำรวิจัย เรื่อง กำรประเมินผลกำรฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของ ๒๔ สถำบันเศรษฐกิจพอเพียง มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ รำยงำรกำรวิจัย เรื่อง กำรศึกษำกระบวนกำรเพิ่มทุนทำงสังคมและ ๒๘ ภูมิปัญญำท้องถิ่นด้วยมะพร้ำว กำรสร้ำงองค์ควำมรู้และพัฒนำผลิตภัณฑ์ด้วยหญ้ำแฝก กรณีศึกษำ : ๓๗ ค่ำยออกแบบพัฒนำผลิตภัณฑ์จำกใบหญ้ำแฝก ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหำชน)
  4. 4. บทควำมวิจัยที่ได้รับกำรตีพิมพ์ในวำรสำรระดับชำติ ๔๘ วำรสำรกำรวิจัยกำสะลองคำ มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงรำย ๔๙วำรสำรกำรพัฒนำท้องถิ่น ๕๒ วำรสำรรำชนครินทร์ ๕๕ งำนวิจัยที่ได้นำไปเสนอและเผยแพร่ ณ มหำวิทยำลัยอีวำ และ ๕๘ มหำวิทยำลัยยอนเซ สำธำรณรัฐเกำหลี ผลงำนวิจัย ของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินท
  5. 5.
  6. 6. ชื่อเรอื่ง : กำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่นเพื่อพัฒนำคุณภำพ มำตรฐำนผลิตภัณฑ์ตะเกียงไม้ ของตำบลพิมพำ อำเภอบำงปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรำ ชื่อผู้วิจัย : ผศ.ประเสริฐ ศีลรัตนำ, นำยจินดำ เนื่องจำนงค์, นำงสำวอำรียำ บุญทวี, นำยชูชำติ นำโพตอง, นำงสำวพรนภำ พุทธรักษำ, นำงสำววำทิตำ เอื้อเจริญ, นำงอรวรรณ แสงอรุณ, นำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ บทคัดย่อ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษำประวัติควำมเป็นมำและกระบวนกำรผลิตตะเกียงไม้ ของตำบลพิมพำ อำเภอบำงปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรำ เมื่อได้แนวพัฒนำคุณภำพมำตรฐำนผลิตภัณฑ์ตะเกียงไม้รวมทั้งเ พื่อส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่นในกำรพัฒนำวัตถุดิบกับ กระบวนกำรผลิตได้คุณภำพมำตรฐำนสำกล กำรวิจัยครั้งนี้เป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพโดยใช้ระเบียบวิจัยแบ บวิจัยเชิงคุณภำพโดยใช้ ระเบียบวิจัยแบบวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research) โดยเลือกหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ ประเภทศิลปะประดิษฐ์ของที่ระลึก (ตะเกียงไม้) ของนำยศรีโพธิ์ เจริญสุข ตำบลพิมพำ อำเภอบำงปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรำ ทั้งนี้ คณะผู้วิจัยได้ใช้ทฤษฎี(CIPP MODEL) มำวิเครำะห์ข้อมูล ๓
  7. 7. ผลกำรวิจัยพบว่ำนำยศรีโพธิ์ เจริญสุข ได้จุดประกำยในกำรทำตะเกียงจำกกำรที่ภรรยำได้นำไม้ขนุนมำเ ผำเป็นถ่ำน เพื่อมำประกอบอำหำรจึงทำให้คุณลุงคิดว่ำไม้ขนุนสวยประกอบกั บเห็นตะเกียงเจ้ำพำยุจึงมีควำมคิดว่ำสำมำรถแปรรูปไม้ขนุนมำทำ เป็นตะเกียงหลอดไฟฟ้ำได้ดี จึงพัฒนำฝีมือเป็นหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ กระบวนกำรถ่ำยทอด ได้มีกำรถ่ำยทอดให้กับกลุ่มคนพิกำรในโรงเรียนวัดเนิน ส่วนกำรพัฒนำคุณภำพตะเกียงไม้ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่นได้สอบถำมควำมต้องกำรของคุณลุงศรีโพธิ์ เจริญสุข โดยได้ให้นักศึกษำโปรแกรมวิชำศิลปกรรม ออกแบบสติ๊กเกอร์เพื่อติดผลิตภัณฑ์ตะเกียงไม้ให้ดูเด่นชัด และออกแบบกล่องใส่ตะเกียงควบคู่กันไป ปัญหำและอุปสรรคในกำรผลิตตะเกียงไม้ที่ลูกค้ำเป็นกลุ่มเป้ำ หมำยส่วนใหญ่ จะซื้อไปเป็นของฝำก และจะซื้อในช่วงเทศกำลเท่ำนั้นเป็นเพรำะว่ำผู้ที่มีฝีมือในกำรผลิต และผู้สนใจมีจำนวนน้อยมำก เนื่องจำกบุคคลเหล่ำนี้ เข้ำไปทำงำนในโรงงำนอุตสำหกรรม
  8. 8. ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง กำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่น เพื่อพัฒนำคุณภำพมำตรฐำนผลิตภัณฑ์ตะเกียงไม้ ของตำบลพิมพำ อำเภอบำงปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรำ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ดังนี้ ๑. ทำให้ผลิตภัณฑ์ตะเกียงไม้ มีบรรจุภัณฑ์และมีโลโก้สินค้ำ ซึ่งสำขำวิชำศิลปกรรม คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้นำนักศึกษำไปช่วยออกแบบกล่องผลิตภัณฑ์และตรำโลโก้ที่เป็ นสัญลักษณ์ของตะเกียงไม้ให้กับเจ้ำของผลิตภัณฑ์ ๒. ทำให้ผลิตภัณฑ์ได้รับกำรพัฒนำ ดำว จำก ๓ ดำว เป็น ๔ ดำว ตำมมำตรฐำนสินค้ำหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เกิดประโยชน์ต่องำนวิจัย ๑. ทำให้มหำวิทยำลัยได้เข้ำไปมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำผลิตภัณฑ์ให้ กับชุมชน ๒. นักศึกษำสำขำวิชำศิลปกรรม คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ ได้ฝึกปฏิบัติในกำรออกแบบผลิตภัณฑ์ และควำมคิดสร้ำงสรรค์ ซึ่งผลเกิดจำกกำรบูรณำกำรกำรเรียนกำรสอน วิชำออกแบบผลิตภัณฑ์ กับงำนบริกำรวิชำกำรและวิจัย ๔
  9. 9. ชื่อเรอื่ง : กำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เด็กและเยำวชนของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม และท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ชื่อผู้วิจัย : นำงพรรณวลัย คีรีวงศ์วัฒนำ บทคัดย่อ กำรวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำ ๑) วิธีกำรดำเนินงำนพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เด็กและเยำวชนของศูนย์ศิลปะ ๕
  10. 10. วัฒนธรรมและท้องถิ่นรำชภัฏรำชนครินทร์ ๒) กำรเห็นคุณค่ำศิลปะ วัฒนธรรมของเด็กและเยำวชนในจังหวัดฉะเชิงเทรำที่ได้รับกำรพั ฒนำศิลปะจำก ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่นรำชภัฏรำชนครินทร์ ๓) แนวทำงในกำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เยำวชนที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น เป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพ รวบรวมข้อมูลโดยกำรศึกษำเอกสำร กำรสัมภำษณ์เจำะลึก กำรสนทนำกลุ่ม กำรสังเกตแบบมีส่วนร่วม กลุ่มตัวอย่ำง ได้แก่ ผู้อำนวยกำรศูนย์ศิลปะฯ ครูศิลปะ ผู้ปกครองเด็กและเยำวชนที่ร่วมกิจกรรมกำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรม ผลกำรวิจัยพบว่ำ ๑. กำรดำเนินงำนพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เด็กและเยำวชนของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น รำชภัฏรำชนครินทร์ มีกำรดำเนินกำรโดยจัดเป็นประจำต่อเนื่องไปตลอดปี รวม ๑๙ ครั้งต่อปี ด้วยวิธีกำรพัฒนำในรูปแบบต่ำง ๆ ได้แก่ จัดกิจกรรมส่งเสริมประเพณีท้องถิ่น กิจกรรมเผยแพร่ควำมรู้ในรูปแบบนิทรรศกำร สื่อสิ่งพิมพ์และสื่ออิเลกทรอนิกส์ กำรปลูกฝังอบรม กิจกรรมส่งเสริมควำมสำมำรถพิเศษนักเรียน นักศึกษำและเยำวชนด้ำนศิลปะและวัฒนธรรม ๒. กำรเห็นคุณค่ำศิลปะ วัฒนธรรมของเด็กและเยำวชนในจังหวัดฉะเชิงเทรำที่ได้รับกำรพั ฒนำศิลปะ วัฒนธรรม จำกศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่นรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้รับองค์ควำมรู้ในด้ำนควำมรู้พื้นฐำนทำงศิลปะ เทคนิคและทักษะกำรสร้ำงสรรค์งำนศิลปะ วัฒนธรรมไทยและท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์
  11. 11. ๓. แนวทำงในกำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เยำวชนที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น ได้แก่ ๑) จัดกิจกรรมที่เป็นประสบกำรณ์ตรงและหลำกหลำย ๒) ส่งเสริมควำมรู้และทักษะทำงด้ำนศิลปกรรมวัฒนธรรมและภูมิปัญ ญำในท้องถิ่น รวมทั้งคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ที่สอดคล้องกับสังคมไทย และ ๓) เน้นกำรมีส่วนร่วมของหน่วยงำนและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับกำรพัฒ นำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เยำวชน ผลของกำรวิจัยมำพัฒนำศิลปะฯ เรื่อง กำรพัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมแก่เด็กและเยำวชนของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรม และท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ กำรวิจัยเกิดประโยชน์ต่อหน่วยงำนและชุมชน ดังนี้ ๑. ได้แนวทำงในกำรพัฒนำงำนบริกำรวิชำกำร งำนทำนุบำรุงศิลปะฯ ๖
  12. 12. ดำเนินงำนจัดกิจกรรมค่ำยศิ ลปะ พัฒนำสุนทรียภำพให้กับเด็ก และเยำวชน นักเรียน นักศึกษำ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน
  13. 13. ชื่อเรอื่ง : กำรบริหำรจัดกำรศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ชื่อผู้วิจัย : นำงสำวอำรี พรธวัลวงศำ ข้อสรุปขององค์กรในกำรบริหำรจัดกำรศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้เล็งเห็นถึงควำมสำคัญของกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำมำโดย ตลอด และได้เริ่มดำเนินกำรอย่ำงเป็นรูปธรรมมำกขึ้น เมื่อคณะกรรมกำรสภำมหำวิทยำลัยได้ออกประกำศ เรื่อง นโยบำยและแนวทำงกำรดำเนินกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยหน่วยงำนต่ำง ๆ ได้ปฏิบัติตำมนโยบำยของคณะกรรมกำรสภำมหำวิทยำลัยอย่ำงต่ อเนื่อง ต่อมำเมื่อมีกำรประเมินคุณภำพภำยนอกจำกสำนักงำนรับรองมำต รฐำนและประเมินคุณภำพกำรศึกษำ (องค์กำรมหำชน) ปี ๒๕๔๕ – ๒๕๔๖ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ จึงได้มีกำรดำเนินกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำอย่ำงจริงจังมำกขึ้ น เพื่อให้เป็นไปตำมสำระสำคัญของหมวดที่ ๖ แห่งพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๒ สำนักศิลปวัฒนธรรม มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ๗ งำนอนุรักษ์ภูมิปัญญำ มรดกไทย ศิลปะไทย
  14. 14. จึงได้มีกำรดำเนินกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำอย่ำงจริงจังมำกขึ้ น เพื่อให้เป็นไปตำมสำระสำคัญของหมวดที่ ๖ แห่งพระรำชบัญญัติ ดังกล่ำว ผลกำรดำเนินงำนในอดีตจนถึงปี พ.ศ.๒๕๔๘ ที่ผ่ำนมำ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้ดำเนินกำรประเมินคุณภำพกำรศึกษำตำมกำรสร้ำงดัชนีบ่งชี้แล ะเกณฑ์ประเมินคุณภำพด้ำนกำรทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ของสำนักงำนรับรองมำตรฐำนประเมินคุณภำพกำรศึกษำ (สมศ.) โดยมีผู้แทนจำกสถำบันกำรศึกษำระดับอุดมศึกษำทั่วประเทศและ หน่วยงำนทำงวัฒนธรรมอื่น ๆ ร่วมกันระดมควำมคิดเห็นเพื่อสร้ำงดัชนีบ่งชี้และเกณฑ์ประเมินคุ ณภำพด้ำนกำรทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมขึ้น เพื่อกำหนดควำมหมำย ขอบเขตของ “ศิลปวัฒนธรรม” สรุปบทบำท หน้ำที่ในกำรอนุรักษ์ ส่งเสริม พัฒนำศิลปะ วัฒนธรรมของสถำบันกำรศึกษำ องค์กร และหน่วยงำนที่เกี่ยงข้อง ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มีกำรดำเนินกำรประเมินคุณภำพขึ้น จึงได้จัดกำรประชุมคณะกรรมกำร เพื่อสร้ำงควำมเข้ำใจถึงนโยบำยของกำรประกันคุณภำพอย่ำงต่อเ นื่อง โดยได้จัดทำคู่มือประกันคุณภำพของศูนย์ศิลปะฯ มีกำรศึกษำตนเองและประเมินตนเอง และมีกำรเตรียมกำรเพื่อกำรตรวจสอบคุณภำพภำยในและกำรปฏิ บัติกำรเพื่อรองรับกำรตรวจสอบคุณภำพจำกภำยนอก กำรดำเนินงำนทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ในรอบปีงบประมำณ ๒๕๔๘ ของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ โดยภำระหน้ำที่นอกจำกดำเนินงำนตำมพันธกิจหนึ่งของมหำวิทย ำลัยแล้ว ยังต้องดำเนินงำนในนำมของศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรำด้ วย จำเป็นต้องอำศัยหน่วยงำนทั้งภำยใน ภำยนอกหรือเครือข่ำยบูรณำกำรงำนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
  15. 15. ทำหลำยงำนให้เป็นงำนเดียวต่อเนื่อง และได้ผลหลำยแนวทำง ภำยใต้ปรัชญำ อนุรักษ์ พัฒนำ สร้ำงสรรค์ศิลปะ วัฒนธรรมและภูมิปัญญำท้องถิ่น โดยทุกกิจกรรมมุ่งเน้นให้นักเรียน นักศึกษำ ประชำชน หน่วยงำนและองค์กรต่ำง เข้ำมำมีส่วนร่วม อันจะส่งผลในกำรสืบสำน ถ่ำยทอดจำกรุ่นหนึ่งไปยังเยำวชนรุ่นใหม่ได้ สิ่งที่แสดงถึงควำมงำม สุนทรียรสให้เกิดควำมซำบซื้ง พัฒนำจิตให้งดงำมได้ คือ ศิลปะ โดยให้สังคมเกิดควำมเจริญงอกงำมตำมวิถีทำงวัฒนธรรม ซึ่งต้องมีมำตรกำรหล่อหลอมให้เยำวชน ได้ตระหนักเห็นคุณค่ำของประเพณีที่ดีงำมของไทย รวมทั้งงำนภูมิปัญญำท้องถิ่นด้วย ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้ตระหนักและมุ่งเน้นกำรจัดกิจกรรมอย่ำงต่อเนื่อง สำมำรถแยกเป็นกิจกรรมหลักแต่ละด้วน คือ กิจกรรมด้ำนศำสนำ ด้ำนกำรบริกำรวิชำกำร ด้ำนกำรฝึกอบรมและพัฒนำ ด้ำนหอวัฒนธรรม และด้ำนศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น แม้ว่ำในภำวะปัจจุบันหรืออนำคต กระแสสภำวะแวดล้อมทำงกฎหมำย สังคม เศรษฐกิจกำรเมือง ที่ส่งผลกระทบต่อวัฒนธรรมองค์กร วิถีชีวิตควำมเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นมำกน้อยเพียงใด เอกลัษณ์แห่งควำมเป็นไทย ควำมเป็นท้องถิ่นของเรำก็ต้องฟื้นฟู อนุรักษ์ รักษำ สืบสำนไว้ให้คงอยู่กับเยำวชนสืบต่อจำกรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งต่ อไปในชุมชนท้องถิ่นตรำบนำนเท่ำนำน สำหรับกำรดำเนินงำนในอนำคตคอันใกล้นี้ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ได้เริ่มดำเนินกำรอย่ำงเป็นรูปธรรมมำกขึ้น เมื่อคณะกรรมกำรสภำมหำวิทยำลัยได้ออกประกำศ เรื่อง นโยบำยและแนวทำงกำรดำเนินกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำ พ.ศ.๒๕๓๙ โดยหน่วยงำนต่ำง ๆ ๘
  16. 16. ได้ปฏิบัติตำมนโยบำยของคณะกรรมกำรสภำมหำวิทยำลัยมำอย่ำ งต่อเนื่อง ต่อมำเมื่อมีกำรประเมินคุณภำพภำยนอก จำกสำนักงำนรับรองมำตรฐำนและประเมินคุณภำพกำรศึกษำ (องค์กำรมหำชน) ปี ๒๕๔๕ – ๒๕๔๖ ศูนย์ศิลปะฯ จึงได้มีกำรดำเนินกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำอย่ำงจริงจังมำกขึ้ น เพื่อให้เป็นไปตำมสำระสำคัญของ หมวดที่ ๖ แห่งพระรำชบัญญัติกำรศึกษำแห่งชำติ พ.ศ.๒๕๔๒ จึงจัดทำคู่มือกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำ เพื่อใช้เป็นแนวทำงใกำรดำเนินงำนด้ำนกำรประกันคุณภำพกำรศึ กษำ ในช่วงปีกำรศึกษำ ๒๕๔๗ (วันที่ ๑ มิถุนำยน ๒๕๔๗ ถึง วันที่ ๓๑ พฤษภำคม ๒๕๔๘) และช่วงปีงบประมำณ ๒๕๔๘ (วันที่ ๑ ตุลำคม ๒๕๔๗ ถึง วันที่ ๓๐ กันยำยน ๒๕๔๘) โดยจะรวบรวมประวัติควำมเป็นมำของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ปรัชญำ วิสัยทัศน์ พันธกิจ วัตถุประสงค์ คณะกรรมกำรบริหำร โครงสร้ำงกำรบริหำรงำน ขอบข่ำยงำน กลยุทธ์ หน่วยงำน ผังกำรดำเนินงำนทำงวัฒนธรรม แผนกกลยุทธ์ และแผนปฏิบัติกำร นโยบำยแผนงำน / แผนกลยุทธ์ / ปฏิทินกำรดำเนินงำน ปี ๒๕๔๘ และควำมรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกำรประกันคุณภำพกำรศึกษำ เกี่ยวกับด้ำนกำรทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม โดยใช้เกณฑ์ใหม่ ๕ มำตรฐำน ที่สมศ. ได้จัดทำดัชนีและตัวบ่งชี้ ด้ำนกำรทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมขึ้นมำสำหรับกำรประเมินโ ดยเฉพำะเพื่อเป็นมำตรฐำนเดียวกันทั้งระบบภำยในและภำยนอก สำหรับวิสัยทัศน์ ปีงบประมำณ ๒๕๔๙ – ๒๕๕๒ สิ่งที่น่ำจะสะท้อนให้เห็นควำมเป็นรูปธรรม คือ เป็นศูนย์ข้อมูลท้องถิ่น และบูรณำเครือข่ำยศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น โดยดำเนินงำนภำยในปรัชญำที่ว่ำ “อนุรักษ์ พัฒนำ สร้ำงสรรค์ศิลปะและวัฒนธรรม และภูมิปัญญำท้องถิ่น” ที่สอดคล้องกับยุทธศำสตร์มหำวิทยำลัย ยุทธศำสตร์จังหวัดและยุทธศำสตร์ประเทศ
  17. 17.
  18. 18. ชื่อเรอื่ง : รำยงำนกำรวิจัยเรื่องกระบวนกำรเรียนรู้และจัดกำรควำมรู้เรื่ องตะไคร้ ๑ ๐
  19. 19. ของประชำชน ตำบลคลองเขื่อน กิ่งอำเภอคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรำ นักวิจัย : อำจำรย์อำรียำ บุญทวี อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ นักวิจัยร่วม : ดร.เทพนครทำคง อำจำรย์กิจจำ สิงห์ยศ นำงอรวรรณ แสงอรุณ น.ส.นวลลออ อนุสิทธิ์ บทคัดย่อ กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ๑. เพื่อวิเครำะห์ปัญหำและแนวทำงพัฒนำกำรแปรรูปตะไคร้ ๒. เพื่อวิเครำะห์กระบวนกำรเรียนรู้และกำรจัดกำรควำมรู้เรื่องตะไคร้ กลุ่มตัวอย่ำงในกำรวิจัย คือ ประชำกรหมู่ ๒ , ๓ และหมู่ ๔ ตำบลคลองเขื่อน กิ่งอำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรำ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำกเอกสำรและกระบวนกำรแลกเปลี่ยนคว ำมรู้ โดยใช้เทคนิคกำรมีส่วนร่วมในชุมชน ผลกำรวิจัยปรำกฏดังนี้ ๑. ประชำชนในตำบลคลองเขื่อนมีปัญหำในกำรพัฒนำแปรรูปตะไคร้ ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มำตรฐำน ส่วนแนวทำงกำรพัฒนำตะไคร้ประชำชนเห็นว่ำกำรพัฒนำตะไคร้ ควรทำเป็นเครื่องดื่มสมุนไพร เนื่องจำกสำมำรถลดต้นทุนรวมทั้งสำมำรถใช้ทรัพยำกรท้องถิ่นให้ เกิดประโยชน์ ๒. กระบวนกำรเรียนรู้ของประชำชนแต่เดิมส่วนใหญ่เป็นกระบวนกำ
  20. 20. รเรียนรู้แบบซ่อนเร้น (tacit knowledge) กล่ำวคือ เป็น กำรถ่ำยทอดควำมรู้ในครอบครัวและเครือญำติ แต่ในปัจจุบันมีกระบวนกำรกำเรียนรู้แบบชัดแจ้ง (explicit knowledge) เพิ่มขึ้นกล่ำวคือ กระบวนกำรเรียนรู้ โดยผ่ำนกำรอบรมระยะสั้น จำกสถำบันกำรศึกษำและองค์กำรบริหำรส่วนตำบล ๓. กำรจัดกำรควำมรู้ของประชำชนนำไปสู่กำรพึ่งพำตนเองแบบยั่งยื น โดยกำรแปรรูปตะไคร้ให้เป็นอำหำรว่ำง เครื่องดื่มและลูกประคบ Title : Learning Process and Knowledge Management on Lemongrass of the ๑ ๑
  21. 21. People in Tambon Khlong Khuan, King Amphoe Khlong Khuan, Chachoengsao Province Researchers: Ajarn Areeya Boonthawee and Ajarn Jinda Nuangjumnong Co-researchers: Dr.Thepnakhorn Thakhong Ajarn Kitcha Singyot Ms.Orawan Saeng-aroon Ms.Nuanla-or Anusit Abstract The purposes of this study were to 1) analyze the guidelines for lemongrass processing development and identify any problems associated with implementing the guidelines and 2) analyze the learning processes and managerial processes associated with lemongrass production and development. The sample group was comprised of the people who live at Moo 2, 3 and 4 in Tambon Khlong Khuan, King Amphoe Khlong Khuan. The data were collected from documents, knowledge exchange process and by employing community participation techniques. The results revealed that:
  22. 22. 1. There is a problem processing lemongrass. The quality of the processing does not meet the required standards. The participants also expressed their opinion that there should be more lemongrass juice processing done locally. Because it can reduce their costs and more local resources can be used. 2. Up to the present time the knowledge of the people has been transmitted from generation to generation ; however, the researchers feel the people can improve their knowledge base by taking short courses on lemongrass processing conducted by the educational institutions and the Tambon Administration Organization 3. Giving the people more knowledge and the specific skills related to lemongrass processing can help the people to become more self – reliant and give them the opportunity create a more sustainable lifestyle for themselves by processing lemongrass to be snacks, drinks and hot compress.
  23. 23. ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง กระบวนกำรเรียนรู้ และจัดกำรควำมรู้ เรื่องตะไคร้ของประชำชนตำบลคลองเขื่อน อำเภอคลองเขื่อน จังหวัดฉะเชิงเทรำ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ดังนี้ ๑. ทำให้ประชำชนในหมู่ ๒, หมู่ ๓ และหมู่ ๔ สำมำรถนำตะไคร้ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจประจำหมู่บ้ำน มำแปรรูปเป็นน้ำสมุนไพร ผสมดอกอัญชันและได้ใช้เป็นเครื่องดื่มในกำรจัดเวทีประชำคมขอ งหมู่บ้ำนตลอดมำ จนได้มีธนำคำรเพื่อกำรเกษตรและสหกรณ์เกษตร มำจ้ำงให้ทำเป็นเครื่องดื่ม เลี้ยงผู้เข้ำประชุม นอกจำกนี้ชำวบ้ำนยังสำมำรถนำตะไคร้มำทำเป็นแชมพูตะไคร้ รวมทั้งอำหำรว่ำง ได้แก่ โดนัทตะไคร้ ๒. ทำให้ชุมชนนำทุนทำงธรรมชำติที่มีอยู่มำใช้ประโยชน์ เกิดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ผลกำรจิจยัเกิดประโยชน์ต่อหน่วยงำนภำยนอก ๑. นำงำนวิจัยไปเผยแพร่ ลงในวำรสำรกำรวิจัย กำสะลองคำ มหำวิทยำลัยรำชภัฏเชียงรำย ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๑ มกรำคม – มิถุนำยน ๒๕๕๑ ๒. นำงำนวิจัยไปตีพิมพ์ลงในวำรสำรกำรพฒันำท้องถนิ่ของกรมส่งเส ริมกำรปกครองท้องถนิ่ กระทรวงมหำไทย ปีที่๔ ฉบับที่๑ กันยำยน – ธันวำคม ๒๕๕๒ ๓. นำงำนวิจัยไปนำเสนอ และเผยแพร่ในรูปโปสเตอร์ ในวันที่ ๑๗ มีนำคม ๒๕๕๓ ณ มหำวิทยำลัยอีวำ และมหำวิทยำลัยยอนเซ ณ สำธำรณรัฐเกำหลี ๑ ๒
  24. 24. ๑ ๓
  25. 25. ชื่อเรอื่ง : รำยงำนกำรวิจัยเรื่องกระบวนกำรถ่ำยทอดควำมรู้ และกำรส่งเสริมภูมิปัญญำ ท้องถิ่น ต.หัวไทร อ.บำงคล้ำ จ.ฉะเชิงเทรำ นักวิจัยหลัก : อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ ดร.เทพนคร ทำคง อำจำรย์อำรียำ บุญทวี นักวิจัยร่วม : อำจำรย์ชูชำติ นำโพตอง อำจำรย์กิจจำ สิงห์ยศ อำจำรย์ศิวพำ สิริจำมร นำงอรวรรณ แสงอรุณ และนำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ บทคัดย่อ กำรวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเครำะห์กระบวนกำรเรียนรู้ กำรจัดกำรควำมรู้ของชุมชน และเพื่อถ่ำยทอดควำมรู้ในด้ำนภูมิปัญญำท้องถิ่นให้กับชุมชน กลุ่มตัวอย่ำงในกำรวิจัย คือ กลุ่มสตรี ในตำบลหัวไทร อำเภอบำงคล้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรำ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำกเอกสำรและสัมภำษณ์เชิงลึก ได้ผลกำรวิจัยดังนี้ ควำมรู้ถือว่ำเป็นทรัพยำกรหลัก เป็นสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ดังนั้น กำรเรียนรู้หรือกำรแสวงหำควำมรู้ จำเป็นต้องดำเนินกำรอย่ำงต่อเนื่อง ซึ่งจำกกำรสำรวจควำมรู้กลุ่มสตรี ในตำบลหัวไทร อำเภอบำงคล้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรำ ได้รูปแบบกำรเรียนรู้และถ่ำยทอดควำมรู้ จำกกำรสืบทอดในครอบครัว จำกพ่อแม่ไปสู่ลูกหลำนในชุมชนและกำรฝึกจำกผู้รู้ และผู้เชี่ยวชำญในท้องถิ่น เช่น สถำบันรำชกำร มหำวิทยำลัย ๑ ๔
  26. 26. และองค์กำรบริหำรส่วนตำบล เทคนิคกำรถ่ำยทอดควำมรู้ ได้จำกกำรลงมือปฏิบัติจริง และกำรแลกเปลี่ยนควำมรู้ ระหว่ำงชุมชนกับหน่วยงำนภำยนอกโดยจัดวิทยำกรมำเพิ่มพูนคว ำมรู้ให้กับท้องถิ่น กำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่นต้องอำศัยกำรมีส่วนร่วมของประ ชำชน สถำบันกำรศึกษำ และองค์กำรบริหำรส่วนตำบล โดยศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ได้ส่งเสริมภูมิปัญญำ เรื่องกำรประกอบอำชีพและกำรจัดกำรทรัพยำกรธรรมชำติ ในท้องถิ่น คือ กล้วยและมะขำมมำแปรรูปเป็นกล้วยกวนรสมะขำม ทั้งนี้ โดยอำศัยกำรจัดกำรควำมรู้ ทำให้เกิดควำม เข็มแข็ง ในชุมชนและเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่สร้ำงมูลค่ำเพิ่มทำงเศรษฐกิจและสั งคมรวมทั้งภูมิปัญญำ ผลของกำรนำ วิจัยไปใช้ประโยชนต์่อหนว่ยงำนภำย นอกหรือชุมชน ๑ ๕
  27. 27. เรื่อง กระบวนกำรถ่ำยทอดควำมรู้และกำรส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่น ตำบลหัวไทร อำเภอบำงคล้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรำ เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ดังนี้ ๑. กำรพัฒนำทรัพยำกรในท้องถิ่น เช่น กล้วย, มะละกอ มำแปรรูปเป็นผลไม้แปรรูป เช่น กล้วยกวนรสมะขำม, มะละกอแก้ว, เห็ดปรุงรส เป็นต้น ๒. กลุ่มสตรี สำมำรถทำเป็นอำชีพเสริมและของว่ำงให้แก่ครอบครัว นำไปสู่วิถีชีวิตแบบพอเพียง เกิดประโยชน์ต่องำนวิจัย ๑. เป็นกำรเผยแพร่ และส่งเสริมภูมิปัญญำท้องถิ่นในตำบลหัวไทร อำเภอบำงคล้ำ จังหวัดฉะเชิงเทรำ ระดมควำมคิดเห็น / สอบถำมปัญหำ จัดอบรมเชิงปฏิบัติกำร บริกำรวิชำกำร โดยใช้วิทยำกรที่มีควำมเชี่ยวชำญเฉพำะด้ำน ผลจำกำรฝึกอบรม ผลิตภัณฑ์จำกกระบวนกำรถ่ำยทอดควำมรู้
  28. 28. ๑๖
  29. 29. ชื่อเรื่อง : ควำมพึงพอใจในกำรบริกำรของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น คณะผู้วิจัย : อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ ดร.เทพนคร ทำคง อำจำรย์อำรียำ บุญทวี นำงอรวรรณ แสงอรุณ นำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ หน่วยงำน : ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ปีงบประมำณ : ๒๕๕๐ บทคัดย่อ กำรวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำควำมพึงพอใจของผู้มำรับบริกำร ของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น และกระบวนกำร กำรมีส่วนร่วมในกำรรับบริกำร กลุ่มตัวอย่ำงในกำรศึกษำ คือ ครู ๑ ๗
  30. 30. – อำจำรย์ นักศึกษำ ผู้นำท้องถิ่นและข้ำรำชกำรในองค์กำรบริหำรส่วนตำบลหัวไทร สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ค่ำเบี่ยงเบนมำตรฐำน ผลกำรวิจัยปรำกฏว่ำ ๑. ควำมพึงพอใจของผู้รับบริกำร โดยภำพรวมมีควำมพึงพอใจในระดับ มำก ในด้ำนกำรบริกำรเจ้ำหน้ำที่และในด้ำนกิจกรรมที่เข้ำรับบริกำร ๒. ด้ำนกำรบริกำรของเจ้ำหน้ำที่ ผู้รับบริกำรพึงพอใจ มำกที่สุด ได้แก่ ควำมรู้ควำมสำมำรถของเจ้ำหน้ำที่ ๓. ด้ำนกิจกรรมที่เข้ำรับบริกำร ผู้รับบริกำรพึงพอใจ มำกที่สุด ได้แก่ กิจกรรมที่จัดมีประโยชน์ต่อชุมชน ๔. กำรมีส่วนร่วมในกำรรับบริกำร ผู้รับบริกำรมีส่วนร่วมในกำรอบรมสัมมนำ มำกที่สุด Research Title : Satisfaction of the Services Provided by the ๑๘
  31. 31. Art and Local Culture Center Researchers : Ajarn Jinda Nuangchamnong, Dr. Thepnakhorn Thakhong, Ajarn Areeya Boonthawee, Orawan Sangarun, Ms. Nuanla-or Anusit Unit : The Art and Local Culture Center Fiscal Year : 2007 (B.E.2550) Abstract The purpose of this study was to investigate the satisfaction of the services provided by the Art and Local Culture Center and participatory processes in services. The samples were teachers, students local leaders and government officials of Huasai Tambon Administration Organization. Statistics used for analyzing data were percentage, means and standard deviation. The results revealed as follows : 1. The satisfaction of services as a whole is at the “high” level in the aspects of services provided by the officers and the provided activities. 2. The satisfaction of services provided by the officers is at the “highest” level in an aspect of the officers’ knowledge and abilities.
  32. 32. 3. The satisfaction of the provided activities is at the “highest” level in an aspect of the usefulness of the activities towards the community. 4. The participation of the people involved in services is at the “highest” level in an aspect of attending the seminar. ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง ควำมพึงพอใจในกำรบริกำรของศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น เกิดประโยชน์ต่อชุมชน ดังนี้ ๑. ได้นำผลกำรวิจัยมำพัฒนำในงำนบริกำรวิชำกำรแก่นักศึกษำและ ประชำชน ๒. ในกำรจัดกิจกรรมได้ให้นักศึกษำมีส่วนร่วม โดยเชิญแกนนำนักศึกษำ เข้ำมำร่วมประชุม เช่น ๑ ๙
  33. 33. โครงกำรรำชภัฏวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ, โครงกำรประกวดมำรยำทไทย, โครงกำรทอดกฐิน เป็นต้น เกิดประโยชน์ต่องำนวิจัย ๑. ใช้ในกำรพัฒนำงำนประกันคุณภำพกำรศึกษำ ของหน่วยงำนให้เกิดประสิทธิภำพและประสิทธิผลมำกยิ่งขึ้น ๒. สำมำรถนำมำต่อยอดงำนวิจัย คือ กระบวนกำรพัฒนำกำรบริกำรของหน่วยงำนให้เกิดประสิทธิภำพ ๒๐
  34. 34. ชื่อเรื่อง กำรนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำประยุกต์ใช้กับนักศึ กษำ คณะมนุษยศำสตร์ และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ผู้วิจัย อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ อำจำรย์อำรียำ บุญทวี อำจำรย์กิจจำ สิงห์ยศ ผู้ร่วมวิจัย นำงสำวอรวรรณ เล็กชะอุ่ม นำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ นำงสำวฐิติรัตน์ เอนกสุวรรณกุล นำยนวพันธ์ เที่ยงเจริญ หน่วยงำน ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ปีงบประมำณ ๒๕๕๑ บทคัดย่อ กำรวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อศึกษำกำรนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำประยุกต์ใช้ใน กำรดำเนินชีวิตของนักศึกษำ คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ ๒) เพื่อให้นักศึกษำตระหนักถึงหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียง ๒๑
  35. 35. โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจำกแบบสอบถำม จำกนักศึกษำคณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ จำนวน ๒๔๒ คน และวิเครำะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน ผลกำรวิจัยพบว่ำ นักศึกษำนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนใหญ่นำหลักควำมมีภูมิคุ้มกันร้อยละ ๔๓.๘๐ รองลงมำคือหลัก ควำมพอประมำณ ร้อยละ ๔๑.๓๒ ควำมมีเหตุผล ร้อยละ ๓๐.๑๖ หลักควำมรอบรู้ ร้อยละ ๒๓.๑๔ และหลักควำมมีคุณธรรม ร้อยละ ๒๑.๐๗ ส่วนควำมเป็นไปได้ในกำรประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียง มีค่ำเฉลี่ยร้อยละ ๓.๘๘ โดยนักศึกษำประพฤติตนเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชำติ ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบำยมุข ในระดับมำก มีค่ำเฉลี่ย ๔.๑๑ นักศึกษำคิดว่ำจะนำพระรำชดำรัสปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียง มำใช้กับกำรดำเนินชีวิตของตนเองได้ในระดับมำก มีค่ำเฉลี่ย ๔.๑๐ นักศึกษำปฏิบัติตน โดยไม่เอำเปรียบเพื่อนในกำรเรียนและกำรทำงำนกลุ่ม ในระดับมำก มีค่ำเฉลี่ย ๔.๐๒ นอกจำกนี้นักศึกษำมีควำมมำนะ อดทนต่อกำรเรียนและแบ่งเบำภำระในครอบครัวในระดับมำก มีค่ำเฉลี่ย ๓.๙๗
  36. 36. Abstract Title: Use of the Philosophy of Sufficiency Economy Applied to the Students in the Faculty of Humanities and Social Sciences, Rajabhat Rajanagarindra University Researchers: Ajarn Jinda Nuangjumnong Ajarn Areeya Boonthawee Ajarn Kiteha Siwgyot Co-researchers: Miss Orawan Lekcha-aum Miss Nuanla-or Anusit Miss Thitirat Aneksuwankul Mr. Nawapan Taengcha-roen Organization: The Center of Art, Culture and Local Budget Year: 2008 The objectives of this research are 1) to study the use of the philosophy of sufficiency economy applied to the way of living of the students in the Faculty of Humanities and Social Sciences and 2) to have the students realize the philosophy of sufficiency economy. The data collection was conducted through questionnaires from 242 students in the Faculty of Humanities and Social Sciences. The data were analyzed by the statistical ๒ ๒
  37. 37. analysis. The statistics of percentage, mean and standard deviation were used. The research findings were summarized as follows: In terms of use of the philosophy of sufficiency economy in students’ daily lives, it was found that, 43.80% of the students used the principle of self-immunity, 41.32% used the principle of moderation, 30.16% used the principle of reasonableness, 23.14% used the condition of knowledge and 21.07% use the condition of morality, respectively. In terms of possibility of sufficiency economy application, it was found that, the mean was 3.88. The students were good citizens of the nation, and did not get involved with bad things, mean was 4.11. The students considered the use of the sufficiency economy in their ways of life, mean was 4.10. The students did not unfairly exploit their friends for their own benefits in study and group work, mean was 4.02. In addition, the students were determined, giving effort in their studies and helped their families, mean was 3.97.
  38. 38. ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง กำรนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงมำประยุกต์ใช้กับนักศึกษำ คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ งำนวิจัยทเี่กิดประโยชน์ต่อนักศึกษำ ดังนี้ ๑. ทำให้นักศึกษำสำมำรถนำหลักปรัชญำเศรษฐกิจพอเพียงของพระ บำทสมเด็จพระเจ้ำอยู่หัวมำประยุกต์ใช้ได้ ๒. ทำให้นักศึกษำได้องค์ควำมรู้เกี่ยวกับกำรแปรรูปอำหำร, กำรทำสมุนไพร ทำให้เกิดมีควำมรอบรู้ทำงวิชำกำร และสำมำรถใช้เวลำว่ำงให้เกิดประโยชน์ได้ ผลงำนวิจัยเกิดประโยชน์ต่อกำรบริกำรวิชำกำรและบูรณำกำรกบั กำรเรียนกำรสอน ๑. ได้นำงำนวิจัยไปนำเสนองำนรำชนครินทร์ ครั้งที่ ๔ วันอังคำรที่ ๑๕ มิถุนำยน ๒๕๕๓ เวลำ ๑๐.๐๐ – ๑๐.๒๐ น. ณ ห้อง ๒๐๓ อำคำรเรียนรวมและอำนวยกำร มหำวิทยำลัยรำชภัฏ รำชนครินทร์ ๒. ได้นำงำนวิจัยไปบูรณำกำรกับกำรสอนวิชำหลักปรัชญำพอเพียงข องนักศึกษำ สำขำวิชำรัฐประศำสนตร์ คณะมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ๒ ๓
  39. 39. รายงานการวิจัย เรื่อง การประเมินผลการฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของ สถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ คณะผู้วิจัย อาจารย์จินดา เนื่องจานงค์ อาจารย์อารียา บุญทวี ๒๔
  40. 40. อาจารย์กิจจา สิงห์ยศ นางสาวอรวรรณ เล็กชะอุ่ม นางสาวนวลลออ อนุสิทธ์ิ นางสาวฐิติรัตน์ เอนกสุวรรณกุล นายนวพันธ์ เที่ยงเจริญ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ๒๕๕๒ ชื่อเรื่อง กำรประเมินผลกำรฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของสถำบันเศ รษฐกิจพอเพียง มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ผู้วิจัย นำยนวพันธ์ เที่ยงเจริญ ผู้ร่วมวิจัย นำงสำวอรวรรณ เล็กชะอุ่ม นำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ นำงสำวฐิติรัตน์ เอนกสุวรรณกุล ที่ปรึกษำ อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ อำจำรย์อำรียำ บุญทวี อำจำรย์กิจจำ สิงห์ยศ หน่วยงำน ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ปีงบประมำณ ๒๕๕๒ บทคัดย่อ ๒๕
  41. 41. กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกำรฝึกอบรมเศรษฐกิ จพอเพียงของสถำบันเศรษฐกิจพอเพียง มหำวิทยำลัยรำชภัฎรำชนครินทร์ กลุ่มตัวอย่ำงในกำรศึกษำ คือ ผู้เข้ำรับกำรอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของสถำบันเศรษฐกิจพอเพียง มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ ข้อมูล ได้แก่ ค่ำร้อยละ ค่ำเฉลี่ย ผลกำรวิจัยปรำกฎว่ำ ๑. ควำมคิดเห็นของหลักสูตรกำรฝึกอบรม โดยภำพรวมอยู่ในระดับมำก ในด้ำนควำมทันสมัยของเนื้อหำที่ได้รับกำรฝึกอบรม ควำมเหมำะสมกับพื้นฐำนควำมรู้ของผู้อบรม ประโยชน์ในกำรนำไปพัฒนำตนเอง ประโยชน์ในกำรนำไปพัฒนำอำชีพที่ประกอบในปัจจุบันหรือในอ นำคต เป็นกำรเสริมควำมรู้ตำมนโยบำยของรัฐบำล ๒. ควำมคิดเห็นเกี่ยวกับกระบวนกำรจัดกำรศึกษำ โดยภำพรวมอยู่ในระดับมำก วิทยำกรมีกำรกำหนดจุดหมำยขอบข่ำยและกิจกรรมเกี่ยวกับเศรษ ฐกิจพอเพียงอย่ำงชัดเจน มีกำรแลกเปลี่ยนประสบกำรณ์ระหว่ำง อำจำรย์และผู้เรียน มีกิจกรรมฐำนกำรเรียนรู้ที่เหมำะสมกับกำรนำไปพัฒนำกำรประก อบอำชีพ มีกำรเปิดโอกำสให้ฝึกทักษะด้วยตนเอง มีกำรเปิดโอกำสให้ผู้เรียนซักถำมถึงควำมรู้ในกำรอบรม มีกิจกรรมกำรเรียนที่เหมำะสมกับเวลำ ๓. ควำมคิดเห็นในผลผลิตของหลักสูตร โดยภำพรวมอยู่ในระดับมำก ผู้อบรมมีควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกับเศรษฐกิจพอเพียง ผู้อบรมสำมำรถนำควำมรู้และประสบกำรณ์ที่ได้จำกฐำนกำรเรียน รู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ผู้อบรมสำมำรถนำควำมรู้ที่ได้จำกกำรอบรมในครั้งนี้ไปปรับปรุงแ ละพัฒนำกับอำชีพที่ประกอบอยู่ในปัจจุบันได้ ผลและประโยชน์ที่ได้จำกกำรอบรม
  42. 42. ผู้อบรมสำมำรถเป็นวิทยำกรถ่ำยทอดควำมรู้ให้กับคนในชุมชนที่อ ำศัยอยู่ได้ Abstract Title: Evaluation of Sufficiency Economy Training Conducted by Sufficiency Economy Institute, Rajabhat Rajanagarindra University Researcher: Mr. Nawapan Taengcha-roen Co-researchers: Miss Orawan Lekcha-aum Miss Nuanla-or Anusit Miss Thitirat Aneksuwankul Advisors: Ajarn Jinda Nuangjumnong Ajarn Areeya Boonthawee Ajarn Kitcha Singyot Organization: The Center of Art, Culture and Local Budget Year: 2009 ๒๖
  43. 43. The objective of this research is to evaluate the sufficiency economy training of Sufficiency Economy Institute, Rajabhat Rajanagarindra University. The samples were participants of sufficiency economy training course conducted by Sufficiency Economy Institute, Rajabhat Rajanagarindra University. The statistics of percentage and mean were used The research findings were summarized as follows: 1. The opinion of training course in overview was at high level, especially the update content, being consistent with the background knowledge of the participants, benefits for self-improvement and benefits for career development presently or in the future according to the government policy. 2. The opinion of education procedure in overview was at high level. The instructors clearly defined goals, scope and activities of sufficiency economy. There were experiences shared between instructors and learners. At each learning base, there were activities which are suitable for career development. The learners had opportunity to practice on their own and were allowed to ask for more information. In addition, time schedule was suitable for learning.
  44. 44. 3. The opinion of course outcome in overview was at high level. Participants had knowledge and had understood the sufficiency economy. Participants were able to use their knowledge and experiences from learning base to be applied in their daily lives. Participants were able to use the knowledge from this training to improve and develop their present career. Finally, participants could be the instructors to educate people in the community. ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง กำรประเมินผลกำรฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของสถำบันเศรษฐกิ จพอเพียง มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ งำนวิจัยทเี่กิดประโยชน์ต่อนักศึกษำ ดังนี้ ๑. ผู้เข้ำอบรมได้ทรำบแนวพระรำชดำริของพระบำทสมเด็จพระเจ้ำอ ยู่หัว ๒. ผู้เข้ำอบรมสำมำรถนำควำมรู้ที่ได้จำกกำรอบรม เช่น กำรทำน้ำยำเอนกประสงค์ กำรทำปุ๋ยชีวภำพ กำรทำน้ำส้มควันไม้ ซึ่งสำมำรถนำไปใช้กับงำนทำงกำรเกษตร และสำมำรถดำรงชีวิตอยู่อย่ำงพอเพียงได้ ๒ ๗
  45. 45. งำนวิจัยเกิดประโยชน์ต่องำนวิจัย ๑. สำมำรถนำไปพัฒนำฐำนศูนย์ฝึกอบรมเศรษฐกิจพอเพียงของสถำ บันเศรษฐกิจพอเพียง ๒. ได้ตีพิมพ์งำนวิจัยลงในวำรสำรรำชนครินทร์ ปีที่ ๗ ฉบับที่ ๑๗ มกรำคม – มิถุนำยน ๒๕๕๓
  46. 46. ๒ ๘
  47. 47. ชื่อเรื่อง กำรศึกษำกระบวนกำรเพิ่มทุนทำงสังคมและภูมิปัญญำท้องถิ่ นด้วยมะพร้ำว ผู้วิจัย นำยนวพันธ์ เที่ยงเจริญ ผู้ร่วมวิจัย นำงสำวอรวรรณ เล็กชะอุ่ม นำงสำวนวลลออ อนุสิทธิ์ นำงสำวฐิติรัตน์ เอนกสุวรรณกุล ที่ปรึกษำ อำจำรย์จินดำ เนื่องจำนงค์ อำจำรย์อำรียำ บุญทวี อำจำรย์กิจจำ สิงห์ยศ หน่วยงำน ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น ปีงบประมำณ ๒๕๕๓ ๒ ๙
  48. 48. บทคัดย่อ กำรวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษำวิธีกำรและกระบวนกำรเพิ่ มทุนด้วยมะพร้ำวและทรำบว่ำมะพร้ำวมีคุณค่ำทำงภูมิปัญญำท้อง ถิ่นในด้ำนใดบ้ำงและกำรสร้ำงกระบวนกำรถ่ำยทอดในกำรเพิ่มทุ นด้วยมะพร้ำว ผลกำรวิจัยปรำกฎว่ำ มะพร้ำวสำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ในกำรเพิ่มทุนทำงสังคม ๑)ในด้ำนอำหำรคำวและหวำน ซึ่งใช้กะทิเป็นส่วนประกอบ แกงต่ำง ๆ เช่น แกงเขียวหวำน แกงพะแนง แกงบวดต่ำง ๆ เป็นต้น ใช้เนื้อมะพร้ำวเป็นส่วนประกอบ ขนมชนิดต่ำง ๆ เช่น ขนมจำก วุ้นมะพร้ำวอ่อน มะพร้ำวแก้ว ข้ำวโพดคลุก เกสรลำเจียก เป็นต้น ใช้ส่วนของลำต้นเป็นส่วนประกอบอำหำรที่มีส่วนประกอบของยอ ดมะพร้ำว เช่น แกงเขียวหวำนเนื้อสัตว์ยอดมะพร้ำว ห่อหมกยอดมะพร้ำว แกงส้มยอดมะพร้ำว กระเพำะปลำยอดมะพร้ำว เป็นต้น ๒) ด้ำนสิ่งประดิษฐ์เครื่องใช้ในครัวเรือน ๓) ด้ำนเครื่องประดับตกแต่งบ้ำน พวงกุญแจ ที่ปักธูป โคมไฟ ที่เปิดซองจดหมำย เชิงเทียน ๔) ด้ำนควำมเชื่อและพิธีกรรมต่ำง ๆ กะลำตำเดียว ๕) กำรแพทย์แผนไทย กะลำนวดฝ่ำเท้ำ ๖) ด้ำนกำรประดิษฐ์ของเล่นเด็ก เต่ำกะลำ กะลำประกบ โก๋งเก๋งกะลำ (เดินกะลำ) ๗) ด้ำนสมุนไพรดื่มน้ำมะพร้ำว นำมำสกัดเป็นน้ำเกลือ แก้ร้อนใน รักษำดีซ่ำน แก้คลื่นไส้อำเจียน แก้ตำอักเสบแก้โรคบิด บำรุงผิวพรรณ แก้ปัสสำวะขัด แก้ปวดศีรษะ แก้พิษเบื่อเมำ แก้วิงเวียน เมำ ปวดท้อง แก้เมำเหล้ำ แก้ไอ น้ำมันมะพร้ำวช่วยป้องกันโรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคเบำหวำน โรคอ้วน โรคข้อเสื่อมและโรคอื่นๆ ใช้น้ำมันมะพร้ำวทำนวดตัวเพื่อรักษำโรคกระดูก ปวดเมื่อย รักษำผิวไม่ให้กร้ำนแดดและเหี่ยวย่น ตลอดจนใช้น้ำมันมะพร้ำวชโลมผมให้ดกดำเป็นเงำงำม กะลำนวดฝ่ำเท้ำ ๘) ด้ำนพลังงำนสำมำรถทำไบโอดีเซล ๙) ด้ำนเกษตรกรรมเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ๑๐) ด้ำนอุตสำหกรรม
  49. 49. สำมำรถแปรรูปเป็นถ่ำนกะลำมะพร้ำวอัดแท่ง กะทิปรุงอำหำรในรูปของบริษัท และอุตสำหกรรมกำรแปรรูปมะพร้ำวเพื่อใช้เป็นวัสดุในกำรก่อสร้ำ งที่อยู่อำศัย ผลของกำรนำวิจัยไปใช้ประโยชน์ต่อชุมชน เรื่อง กำรศึกษำกระบวนกำรเพิ่มทุนทำงสังคมและภูมิปัญญำท้องถิ่นด้วย มะพร้ำว งำนวิจัยทเี่กิดประโยชน์ต่อนักศึกษำ ดังนี้ ๑. เกิดกำรจัดกำรควำมรู้ เรื่องมะพร้ำวและได้นำประโยชน์ของมะพร้ำวในเรื่องกำรแปรรูปเ ป็นอำหำรหวำน เช่น ทำขนมจำก ไปสอนนักเรียน และ นักศึกษำหอพัก (บำงคล้ำ) ในโครงกำรต้นกล้ำวัฒนธรรม และโครงกำรตลำดนัดวัฒนธรรม วันที่ ๑๙ มกรำคม ๒๕๕๔ ณ ศูนย์วิชำกำรท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ บำงคล้ำ งำนวิจัยเกิดประโยชน์ต่องำนวิจัย ๓๐
  50. 50. ๑. ได้นำงำนวิจัยไปเผยแพร่และจัดนิทรรศกำรในงำนรำชนครินทร์วิ จัย ครั้งที่ ๔ วันที่ ๑๔ – ๑๕ มิถุนำยน ๒๕๕๔ ณ ลำนหน้ำอำคำรเรียนรวมและอำนวยกำร มหำวิทยำลัยรำชภัฏรำชนครินทร์ ๒. ได้ถอดองค์ควำมรู้จำกงำนวิจัยมำเขียนบทควำมลงในวำรสำรของ ศูนย์ศิลปะฯ ในชื่อเรื่อง “กว่ำจะเป็นขนมจำก”
  51. 51. บทควำม กว่ำจะเป็นขนมจำก ที่สังเครำะห์มำจำกงำนวิจัย เรื่อง กำรศึกษำกระบวนกำร เพิ่มทุนทำงสังคมและภูมิปัญญำท้องถิ่นด้วยมะพร้ำว นวพันธ์ เที่ยงเจริญ ศูนย์ศิลปะ วัฒนธรรมและท้องถิ่น มหำวิทยำลัยรำชนครินทร์ ขนมไทยนั้นเกิดขึ้นมำนำนนับแต่ประเทศไทยยังคงใช้นำมประเท ศ ว่ ำ ส ย ำ ม โดยมีกำรนำทรัพยำกรที่มีอยู่ในท้องถิ่นมำดัดแปลงให้เหมำะสมกั บส ภ ำพ ท้อง ถิ่น ไม่ว่ำจะ เป็น วัต ถุดิบที่มีต้น ก ำเนิด ใน ท้อง ถิ่น ๓๑
  52. 52. เครื่องมือเครื่องใช้อันแสดงถึงควำมชำญฉลำดของประชำกรที่อำ ศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆตลอดจนวัฒนธรรมกำรกินอยู่ที่มีเอกลักษณ์ อั น โ ด ด เ ด่ น ใ น แ ต่ ล ะ ภู มิ ภ ำ ค แ ล ะ ท้ อ ง ถิ่ น อันแสดงถึงควำมชำญฉลำดของชนที่อำศัยอยู่ในท้องถิ่นนั้นๆซึ่งมั ก จ ะ มีก ำร น ำท รัพ ย ำก ร ที่ ทีอ ยู่ ใ น ท้อ ง ถิ่น เช่น ส่ว น ต่ำง ๆ ของพืชมำรังสรรจนเกิดเป็นวัฒนธรรมกำรกินอยู่อย่ำงอำรยะเหนือ กว่ำชนชำติใดในโลก ประวัติขนมจำก จำกเป็นพืชที่ผูกพันกับวิถีชีวิตคนไทยมำช้ำนำนหำกเรำได้ ชมภำพยนตร์หรือละครย้อนยุคจะสังเกตได้ว่ำบรรพบุรุษของพวกเ รำชำวไทยมีกำรใช้ประโยชน์ของใบจำกเป็นส่วนหนึ่งในกำรดำเ นินชีวิตประจำวันเพรำะฉะนั้นกำรถือกำเนิดขึ้นของขนมจำกจึงน่ำ จะยำวนำนดังที่บรรพบุรุษของพวกเรำชำวไทยได้นำส่วนต่ำงๆขอ งจำกมำเป็นส่วนหนึ่งในกำรดำเนินชีวิตประจำวัน ขนมจำกไม่มีหลักฐำนปรำกฏแน่ชัดว่ำมีกำรคิดค้นและทำขึ้ นครั้งแรกเมื่อใด จำกข้อมูลที่ได้จำกกำรสอบถำมผู้สูงอำยุที่มีภูมิลำเนำอยู่บริเวณวัด หลวงพ่อพุทธโสธร ได้บอกเล่ำสืบต่อกันมำว่ำมีกำรทำสืบทอดกันมำนับ ๑๐๐ ปี ขนมจำกถือเป็นสินค้ำทำงวัฒนธรรมของท้องถิ่นที่มีต้นจำกเ ป็นต้นไม้ประจำถิ่นที่มีอยู่ไม่กี่แห่งในประเทศไทยขนมจำกเป็นขน มไทยอีกชนิดหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงควำมเป็นอำรยชนของคนในท้ องถิ่นนั้นๆที่คิดค้นและรังสรรขนมจำกขึ้น ต้นจำก (Mangrove Palm) ๓ ๒
  53. 53. ชื่อพฤกษศำสตร์ ของต้นจำกคือ Nypa fruitcans ต้นจำก ขึ้นอยู่ตำมริมลำน้ำและตำมที่ดินตะกอน ที่ลุ่มริมฝั่งและป่ำชำยเลนใกล้ชำยฝั่งและป่ำชำยเลน โดยเฉพำะบริเวณใกล้ปำกแม่น้ำสำยต่ำง ๆ โดยพบตั้งแต่ประเทศศรีลังกำ ชำยฝั่งด้ำนตะวันออกของประเทศอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ฟิลิปปินส์, หมู่เกำะโซโลมอน, ตอนเหนือของออสเตรเลีย, และหมู่เกำะริวกิว (หรือโอกินำวำ) ของประเทศญี่ปุ่น ลักษณะ แตกต่ำงจำกพืชวงศ์ปำล์มอื่นๆ หลำยอย่ำง เช่น ลักษณะของช่อดอกและ ลำต้น จนต้องจัดอยู่ในวงศ์ย่อยของ ต้น จนต้องจัดอยู่ในวงศ์ย่อยของ ตัวเองแยกต่ำงหำก ดอกแต่ละดอกเป็นดอกเพศเดียว แต่ในช่อดอกนึงนั้นจะมีทั้ง ดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียเมื่อเมล็ดเริ่มแก่ก็จะงอกรำกตั้งแต่เมล็ดยังคงติดอยู่ กับทะลำย เมื่อแก่เต็มที่ก็จะหล่นลงน้ำ และลอยไปกับสำยน้ำก่อนจะไปติดตำมสันดอน หรือตลิ่งที่อยู่ห่ำงออกไปเพื่อเติบโตเป็นต้นใหม่ต่อไป ลำต้นของต้นจำกนั้นอยู่ใต้ดิน โดยจะแตกหน่อใหม่ออกไปเรื่อยๆในลักษณะทวีคูณ (Dichotomous) คือจำกหนึ่งก็จะแตกออกเป็นสองต้น จำกนั้นก็จะกลำยเป็นสี่, แปด, สิบหก, สำมสิบสอง ไปเรื่อย ๆ
  54. 54. ตำมลำดับหลักฐำนทำงฟอสซิลแสดงให้เห็นว่ำ ต้นจำกนี้ถือกำเนิดขึ้นหลำยล้ำนปีมำแล้ว และคำดว่ำจะเป็นหนึ่งในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวชนิดแรก ๆ ที่วิวัฒนำกำรขึ้นมำ เนื่องจำกมีกำรพบฟอสซิลของละอองเกสรของดอกจำก ในตะกอนดินยุคอีโอซีน (Eocene) (ประมำณ ๖๐ ล้ำนปี) จำกบริเวณใกล้ ๆ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นหลักฐำนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ำในอดีตภูมิอำกำศของโลกนั้ นแตกต่ำงไปจำกปัจจุบัน ในปัจจุบันนี้ต้นจำกจะพบเฉพำะในบริเวณเอเชียตะวันออกเ ฉียงใต้ และพื้นที่ใกล้เคียงเท่ำนั้น ส่วนประกอบหลักของขนมจำก ใบจำก เป็นพืชในวงศ์ปำล์ม ลักษณะของช่อดอกและลำต้นดอกแต่ละดอกเป็นดอกเพศเดี่ยวแต่ ในช่อดอกแต่ละช่อดอกนั้นจะมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียเมื่อเมล็ ดเริ่มแก่จะมีรำกงอกออกจำกเมล็ดแต่เม็ดจะยังคงติดอยู่กับทะลำย เมื่อแก่เต็มที่จะหล่นลงน้ำและลอยไปกันน้ำก่อนจะไปติดกับสันดอ นหรือตลิ่งที่อยู่ห่ำงออกไปเพื่อเติบโตเป็นต้นใหม่ ๓ ๓
  55. 55. นอกจำกบรรพบุรุษของเรำจะนำใบจำกมำทำขนมจำกแล้วท่ ำนยังนำส่วนต่ำงๆของมันมำทำประโยชน์ในงำนประเพณีหรือที่อ ยู่อำศัย เช่น ฐำนของกระทงลอย ใบอ่อนนำมำใช้มวนกับยำตั้งไว้สูบได้คล้ำยกับบุหรี่ เป็นต้น เคล็ดลับกำรเลือกใบจำกทใี่ช้ในกำรทำ ขนมจำก ใบจำกต้องแก่จนมีสีเขียวเข้มและมีขนำดไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป มะพร้ำว เป็นพืชในวงศ์ปำล์มอีกชนิดหนึ่งที่มนุษย์รู้จักนำมำใช้ประโย ชน์กันมำแต่อดีตกำลตั้งแต่เกิดจนตำย รวมทั้งขนมจำกที่ถือว่ำมะพร้ำวมีควำมสำคัญอย่ำงมำกเรำสำมำร ถรับประทำนผลมะพร้ำวได้ทุกช่วงวัยของผลมะพร้ำว เคล็ดลับกำรเลือกใช้มะพร้ำวทใี่ช้ในกำรทำ ขนมจำก กำรทำขนมจำกเรำสำมำรถที่จะบันดำลให้ขนมจำกของเรำมี ควำมนุ่มละมุนต่อลิ้นทำนแล้วมีควำมสุขและประทับใจนึกถึงผู้ทำข นมหรือทำนแล้วรู้สึกเป็นอริกับลำคอของผู้รับประทำนได้ด้วยตัวเร ำเองด้วยกำรจัดหำมะพร้ำวสองช่วงวัยคือมะพร้ำวที่จะนำมำขูดละเ อียดนั้นควรจะป็นมะพร้ำวที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไปหรือที่เรำเรีย กว่ำมะพร้ำวทึมทึกและสำหรับมะพร้ำวที่จะนำมำเป็นตัวดึงดูดให้ผู้ พบเห็นอยำกรับประทำนขนมจำกของเรำนั้นควรจะเป็นมะพร้ำวอ่ อนที่มีเนื้อหนำกว่ำมะพร้ำวอ่อนที่รับประทำนกันตำมชำยทะเลและ สถำนที่ท่องเที่ยวหรือที่เรียกว่ำมะพร้ำวเนื้อกุ้งนั่นเอง
  56. 56. ข้ำวเหนียว ข้ำวเหนียวเป็นข้ำวที่ลักษณะเด่นคือกำรติดกันเหมือนกำวข องเมล็ดข้ำวที่สุกแล้วปลูกมำกทำงภำคตะวันออกเฉียงเหนือ (อิสำน) ของประเทศไทยและประเทศลำว ด้วยภูมิปัญญำของบรรพบุรุษไทยที่ได้นำข้ำวเหนียวมำบดหรือโม่ ให้ละเอียดแล้วนำมำป็นส่วนประกอบหลักในขนมไทยที่หลำกหลำ ย เช่น ขนมต้มขำว ต้มแดงซึ่งเป็นขนมมงคลตำมควำมเชื่อของพรำหมณ์ เคล็ดลับในกำรเลอืกแป้งข้ำวเหนียวทจี่ะใช้ในกำรทำ ขนม จำก แป้งข้ำวเหนียวนับเป็นส่วนประกอบหลักของขนมจำกที่จะข ำดไม่ได้เพรำะถ้ำขำดแล้วขนมจำกของเรำจะไม่มีควำมเหนียว กำรเลือกใช้แป้งข้ำวเหนียวในกำรทำขนมจำกของเรำนั้นควรเลือ กใช้แป้งข้ำวเหนียวที่ผลิตมำจำกข้ำวเหนียวที่เก็บเกี่ยวใหม่ (ข้ำวใหม่) และในกำรเลือกใช้แป้งข้ำวเหนียวดำควรเป็นข้ำวเหนียวดำที่ผ่ำน กำรโม่ละเอียดใหม่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่สะอำดและปรำศจำกร่องรอ ยจำกกำรทำลำยของสัตว์เชื้อโรคต่ำง ๆ น้ำตำล ๓๔

×