Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เรือ

53 views

Published on

เรือ
สำนักศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภักราชนครินทร์

โดย
ประเสริฐ ศรีรัตนา
จินดา เนื่องจำนงค์

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

เรือ

  1. 1. บอกกลาวนํา เรือเปนยนตกรรมแหงภูมิปญญาไทย ภูมิปญญาชาวบานที่ชวยใหมนุษยสามารถขับเครื่อง เดินทางไปในลําน้ํา ไดอยางเหมาะสมสอดคลองกับสภาพทองถิ่นและธุรกรรมในอดีต แตเรือในปจจุบัน อาจนับไดวาเปนเพียงมรดกแหงประวัติศาสตร ที่เลือนลางจางหายไปกับ กาลเวลา สํานักศิลปวัฒนธรรมมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร เล็งเห็นความสําคัญของเรืออัน เปนยานพหนะแหงอารยธรรมทางปญญาของบรรพชนในอดีต จึงไดพยายามเก็บรวบรวมขอมูล เกี่ยวกับเรือเทาที่ศักยภาพแหงเวลาและแหลงขอมูลจะเอื้ออํานวย ขอขอบพระคุณ พิพิธภัณฑเรือจิ๋วและพิพิธภัณฑเรือไทย ที่กรุณาอนุเคราะหขอมูลเบื้องตน และขอขอบคุณแหลงขอมูลทั้งปวงที่ไดกลาวอางดังปรากฏในหนังสือนี้ อีกทั้งขออภัยที่อาจหยิบ ยกคําหรือขอความโดยมิไดขออนุญาตจากทางโดยตรงหรือมิไดอางถึง อันเนื่องจากความผิดพลาด ดวยเหตุใดก็ตามและขอใหเขาใจรวมกับวาผูรวบรวมลวนตางไมมีความรูเรื่องเรือมากนักอาศัยความ มุงมั่นที่จะเก็บขอมูลจากแหลงตาง ๆ มาเรียบเรียงเพื่อพิมพเผยแพรทางการศึกษาโดยไมเกี่ยวของ กับธุรกรรมทางการคา,ทั้งสิ้น จึงหวังวาขอมูลเหลานี้นาจะใหประโยชนแกผูสนใจไดในระดับหนึ่ง และหากมีขอแนะนํา ใดที่จะชวยใหเกิดความสมบูรณในขอมูลเกี่ยวกับเรือแลว เราขอนอมรับไวดวยความจริงใจ ประเสริฐ ศีลรัตนา และจินดา เนื่องจํานงค
  2. 2. สารบัญ หนา บอกกลาวนํา เกริ่น ๑ อะไรคือเรือ ๓ ประเภทของเรือ ๔ เรือขุด ๔ เรือตอ ๑๐ ชนิดของเรือ ๑๓ เรือชะลา ๒๐ เรือมาด ๒๓ เรือหมู ๒๖ เรือพายมา ๒๘ เรืออีโปง ๓๐ เรือสําปน ๓๔ เรืออีแปะ ๓๙ เรือปาบ ๔๑ เรือเข็ม ๔๓ เรือผีหลอก ๔๕ เรือบด ๔๗ เรือเปด ๔๙ เรือกระแซง ๕๐ เรือขางกระดาน ๕๓ เรือเอี๊ยมจุน ๕๕ เรือแมปะหรือเรือหางแมงปอง ๕๗ เรือฉลอม ๕๙ เรือเมล ๖๑ เรืออื่น ๆ ๖๓ แหลงขอมูล ๖๗
  3. 3. ในอดีตกาลตั้งบานเรือนมักเลือกทําเล ชัยภูมิที่มีลําน้ําไหลผานเปนประการสําคัญ ทั้งนี้ เพราะสายน้ําเปรียบประดุจเสนเลือดใหญที่ถือเปนปจจัยสําคัญแหงการดํารงชีวิต ทั้งในดาน การบริโภคและอุปโภค ไมวาจะเปนการอาบ กิน เพาะปลูก เลี้ยงสัตว สัญจร คาขาย ทองเที่ยว งานบุญบันเทิง การศึกสงคราม และอื่น ๆ ตลอดจนการอยูอาศัย ดังนั้น ชุมชนในอดีตจึงมักปลูกสรางเรียงรายไปตามแมน้ํา ลําคลอง หรือชายทะเล ในลักษณะสภาพ “หมูบานริมลําน้ํา” (River Linear village) และชื่อเรียกหมูบานมักจะขึ้นตน ดวยคําวา “บาง” เชน บางกอกนอย บางปลามา บางปลาสรอย บางปะกง เปนตน หมูบานริมลําน้ํา ที่เกิดขึ้นมักมีลักษณะยาวติดตอกันเปนพืดไปตามริมฝงลําน้ํา สวนดานหลังมักจะเปนสวน ถัดสวน ออกไปก็จะเปนไรหรือทุงนา (ฤทัย ใจจงรัก, ๒๕๑๘ : ๑๑) ชีวิตความเปนอยูตามแมน้ําลําคลองเชนนี้จะมีเรือเปนยานนาวา นําพาชีวิตใหเคลื่อนไหว โลดแลน สรางสีสันแกสองฟากฝงลําน้ํายาวนานนับรอยนับพันป จวบจนถนนถูกพัฒนาและใชเปน เสนทางสัญจรหลักแทนลําน้ํา รถถูกสรางเปนพาหนะสัญจรแทนเรือ ภาพชีวิตที่เคยเคลื่อนไหวโลด แลนบนพื้นผิวน้ําก็จางหายไปกับกาลเวลา กลายมาเปนความสับสนวุนวายบนทองถนน ความฉ่ํา เย็นแหงชีวิตจากไอละอองน้ํา กลับกลายมาเปนความรอนลุมของเปลวแดด และกลุมหมอกละออง ควันของทอไอเสีย แมน้ําลําคลองเริ่มเงียบเหงา และถูกปลอยละเลยใหตื้นเขินสกปรก บานเรือนพรอมใจกัน หันหนาเขาหาถนน ปลอยทิ้งรางลําน้ําไวกับภาพอดีต เรือ แพ ผุพังขาดการเอาใจใส และจมหายไป กับลมหายใจของบรรพชนจนนาเสียดาย ถาภาพเหลานั้นจะตองสิ้นไปจากใจและความทรงจําของ คนรุนเกา และถูกจัดเปนสิ่งแปลกประหลาดเมื่อเอยเลาบอกใหแกคนรุนใหมวา ปจจุบันทองถนน เบียดแนนไปดวยยวดยานหลากหลายลักษณะและขนาดเชนไรในอดีตเสนทางน้ําสายสัญจรก็เนื่อง แนนไปดวยเรือหลากหลายรูปแบบลักษณะและขนาดเชนนั้น ภาพเรือในอดีตก็ไมตางไปจากภาพ รถในปจจุบันที่มีความแตกตางกันทั้งชื่อเรียก รูปลักษณะ คุณคาและจุดมุงหมายในการใชสอย หรือ การเพิ่มสถานภาพบงบอกถึงฐานะทางคานิยม ทางการเงินในสังคม เพราะในอดีตเรือคือปจจัย สําคัญที่ชวยนําพาชีวิตของผูคนใหลองลอยไปตามวิถีทางแหงการดําเนินชีวิตมายาวนาน จวบจนรถ เขามารับชวงแทนในปจจุบัน หากภาพวิถีชีวิตของเรือจะตองขาดหายไปจากหนาหนึ่ง แหงประวัติศาสตรการเดินทาง ของผูคนบนสองฟากฝงน้ําในอดีต ก็นับเปนสิ่งที่นาเสียดาย ดังนั้นจึงขอสานสรางความทรงจําแหง อดีตใหหวนกลับมาโลดแลนในความรูสึกอีกครั้ง เทาที่ศักยภาพแหงการคนหาพึงมี และเทาที่ขีด ความสามารถจะพึงกระทําการรวบรวมหรือเรียบเรียงได ดังนี้
  4. 4. อะไรคือเรือ เรือ หมายถึง ยานพาหนะที่ใชสัญจรในน้ํา อันเนื่องมาจากลักษณะทั่วไปทางภูมิศาสตร ของประเทศไทยสวนใหญเปนที่ราบ ที่ลุม มีแมน้ําและลําคลองไหลผานเกือบทุกยาน ผูคนนิยม สรางบานเรือนที่อยูอาศัยริมฝงน้ํา และอาศัยลําน้ําเปนเสนทางคมนาคมในการปฏิบัติภาระกิจตาง ๆ โดยอาศัยพาหนะที่เรียกวา “เรือ” เรือมีคุณสมบัติทางกายภาพที่ถูกกําหนดสรางขึ้นใหลอยอยูไดเหนือผิวน้ํา แมจะบรรทุกคน หรือบรรจุสิ่งของลงมากหรือหนักเพียงใดก็ตาม ถาน้ําไมเขาหรือทวมเรือก็ยากที่จะจม ดังนั้นใน อดีตที่ผานมาเรือจึงมีความสําคัญและนับเปนปจจัยหนึ่งของการดํารงชีวิตของผูคน ในประเทศไทยไดพบหลักฐานวามีการใชเรือมานานนับพันป และที่ปรากฏหลักฐานวามี การใชเรือมาก คือ ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทําเลที่ตั้งอยูในที่ราบลุมมีแมน้ํา ลําคลองมากมาย พาหนะชนิดเดียวเทานั้นที่ใชไดสะดวก ก็คือ เรือ(ภูธร ภูมะธน, ๒๕๔๒ : ๕๖๒๑) ประเภทของเรือ เรือที่ใชกันมาตั้งแตสมัยโบราณจวบจนกระทั่งปจจุบัน แบงออกตามประเภทของการสราง ได ๒ ประเภท คือ เรือขุด และเรือตอ ๑. เรือขุด เรือขุดเปนเรือดั้งเดิมที่มีมาตั้งแตโบราณไมเฉพาะแตไทยเราเทานั้น ชาติอื่น ๆ ก็นิยมเอาไม ซุงมาขุดเปนเรือ สวนไทยเราใชเรือขุดกันอยางแพรหลาย เพราะใชไดตลอดทั่วไป ทั้งในคู คลอง และตามแกงตาง ๆ ที่มีโขดหิน เรือจะครูดไปตามพื้นดิน พื้นหิน ไมแตกงาย เพราะทองเรือหนา การ ทําเรือขุดในสมัยโบราณงายกวาการตอเรือ เพราะไมตองใชอุปกรณมาก และเปนเรือขนาดเล็กไม เสียเวลานาน ตนไมใหญ ๆ ก็ยังมีอุดมสมบูรณ การทําเรือขุดจึงใชฝมือความชํานาญมากกวาการใช เครื่องมือ ซึ่งเครื่องมือที่ใชในการทําเรือขุด ก็มีเพียงขวาน สิ่ว มีด ขวานก็มีหลายขนาด รวมไปถึง ชนิดที่มีรูปรางคลายจอบที่เรียกวา “ผึ่ง” เครื่องมือตามที่กลาว ทําใหเห็นวาการทําเรือขุดใชอุปกรณ นอยกวาการทําเรือตอในชวงตอ ๆ มา ไมที่นํามาใชทําเรือสวนมากจะเปนไมตะเคียน ไมเต็งรัง ซึ่งเปนไมเนื้อแข็ง เหนียวทนทาน อยูไดนานหลายสิบป แตถาเปนไมยางก็จะไมทน ดังนั้นเรือขนาดใหญจะขุดจากไมตะเคียนเปน สวนมาก เพราะมีลําตนใหญวาไมอื่น ๆ (ส. พลายนอย, ๒๕๓๗ : ๕๓–๕๕) ไมตะเคียนเปนไมที่มี ถิ่นกําเนิดอยูในปาดงดิบทั่วประเทศไทยและมีหลายชนิด คือ ตะเคียนทอง ไมตะเคียนหนู ตะเคียน หิน ตะเคียนหยก ตะเคียนดง และตะเคียนไพร มีคุณสมบัติดีคือเปนไมเนื้อแข็ง ลอยน้ํา น้ําหนัก พอประมาณ แชอยูในน้ําไดดีไมผุงาย
  5. 5. กรรมวิธีและขั้นตอนการทําเรือขุด โดยทั่วไปมักจะเชื่อกันวาการทําเรือขุด เปนเทคนิควิธีที่พัฒนามาหลังจากมนุษยรูจักใชซุง ทําแพใชแลว ซึ่งการขุดเรือนั้นจะตองเริ่มจากการหาตนไมที่มีความสูง ลําตนตรงและรอบวงตน ใหญพอเหมาะที่จะทําเรือขุดแตละประเภทขึ้นใช วิธีการทําซุงใหเปนเรือขุดนั้นมีผูบันทึกไวเปน หลักฐานขั้นตอน ดังนี้ ราชาวดี งามสงา กลาวถึงกรรมวิธีและขั้นตอนการสรางเรือขุด ดังนี้ ๑. เลือกทอนซุงที่มีขนาดกวาง ยาว พอเหมาะกับความตองการและหนาที่ของเรือที่จะ นําไปใชงานตามความเหมาะสมของผูเปนเจาของ ตามฐานะและยศศักดิ์ ๒. ใชขวานถากซุงใหเปนรูปเรืออยางหยาบ ๆ เชน มีหัวและทายเล็กแหลมกวาสวนกลาง การกระทําเชนนี้เรียกวา “มาด” ๓. ขุดลํารางไปตามความยาวของเสนมาด และรูปทรงของเรือใหมีความลึกพอประมาณ ที่จะใสแกลบหรือเชื้อเพลิงอยางอื่นลงไปได หลังจากเทแกลบใสลํารางที่ขุดไวจนเต็มแลว ก็สุมไฟ ใหคุอยูขางในตลอดเวลา ไฟจะกินเนื้อไมเปนรองลึกลงไป เมื่อหมดแกลบที่ใสไว ชางจะดับไฟเสียคราวหนึ่ง คุยเถาแกลบออกแลวฟนไมในรองที่เปน ถานทิ้ง หากยังไดความกวางและลึกไมเพียงพอ ก็จะสุมแกลบอีกครั้ง ทําเชนนี้เรื่อยไปจนพอแก ความตองการ ๔. ใชขวานขุดแตงทองเรือที่ขุดสุมดวยแกลบจนเปนที่พอใจใหเรียบรอย เพื่อใหไดปาก เรือที่กวางขึ้น ขณะสุมแกลบทองเรือพอดีแลวจะนําน้ํามารดแกลบที่กําลังรอนนั้น ซึ่งจะทําใหเนื้อ ไมที่ถูกความรอนจากเปลวไฟ เย็นลงอยางรวดเร็ว จะทําใหปากเรือขยายออกไปอีก การเบิกปากเรือใหขยายกวางออกไปนี้ บางทีก็ใชคบไฟมาลนภายในลําเรือที่ขุดแลว พรอม กับใชกงดีดจับปากเรือดึงใหเบิกกวางออกไป (ราชาวดี งามสงา, ๒๕๓๕ : ๒๖–๒๙) ภูธน ภูมะธน กลาวถึงกรรมวิธีการทําเรือขุดวามี ๒ ขั้นตอน คือ ๑. การฟนเรือ ขั้นตอนนี้เริ่มจากการตัดซุงใหไดขนาดความยาวตามตองการ แลวใชขวาน ฟนถากเบิกปากเรือขุดภายในใหเปนรูปรางคลายรางหมู เสร็จแลวพลิกคว่ําเอาดานทองขึ้น ฟนถาก หัวทายใหแหลมเปนรูปหัวทายเรือเรียกวา “ฟนแกมหมู” เมื่อตกแตงใหดีแลวจึงพลิกคว่ําหงายขึ้น อีกครั้งหนึ่ง ก็จะไดรูปเรือคราว ๆ ซึ่งเรียกวา “เรือโกลน” ๒. การเบิกเรือ ที่ทําโดยทั่วไปนั้น คือ นําเศษไม เปลือกไมที่ขุดได กอไฟเปนทางยาว ตลอดลําเรือ นําเรือที่ขุดไดคว่ําลง ลนไฟใหความรอนตลอดลําเรือ เมื่อลําเรือรอนแลวก็หงายขึ้นทํา การเบิกเรือ โดยใชไมปากกา (รูปรางเหมือนกรรไกร) งัดกราบเรือทั้งสองขางแลวใชไมค้ํากราบเรือ
  6. 6. ทิ้งไวจนเนื้อไมแหงลงจึงปลอยไมปากกาหรือไมค้ําออก การเบิกปากเรือนี้จะคอย ๆ เปนคอย ๆ ไป ทําหลาย ๆ ครั้ง เพื่อเบงกราบเรือใหกวางออกไดขนาดที่ตองการและยังมีวิธีการเบิกปากเรือโดยวิธี “เบิกน้ํา” คือ เอาน้ําใสทองเรือจนเต็ม ทิ้งไวหลาย ๆ วัน น้ําจะดันเบิกแคมเรือใหกวางออกไป และ “เบิกปากขวาน” คือ การตกแตงฟนดวยขวาน (ภูธน ภูมะธน, ๒๕๔๒ : ๕๖๒๔) ส. พลายนอย กลาววาการทําเรือขุดนั้นใชความชํานาญมากกวาการใชเครื่องมือ ถาเปนเรือขนาด เล็กก็ใชขวานตัดตนไมใหเปนทอนตามขนาดที่ตองการ ตามปกติเรือธรรมดาที่ใชกันอยูทั่วไป จะมี ขนาดกวาง ๒ ศอก ยาว ๓ วา เมื่อลอกเอาเปลือกไมออกหมดแลว ก็กะขนาดความยาวของเรือโดย เวนหัวทายไวขางละ ๒ ศอก แลวจึงใชขวานขุดแซะตั้งแตหัวไปหากลาง และจากทายไปหา กลาง ใหลึกตามลําดับลงไปจนถึงกลางลําซึ่งจะลึกอยูในราว ๑๐ นิ้ว ถึง ๑๕ นิ้ว เมื่อเปนรองลึกตามตองการแลว จึงเอาขวานที่ใชถากนั้นมาเปลี่ยนดามใชตางสิ่วใหญเซาะ เนื้อไมตรงกลางลําเรือใหกวางออก แลวตะแคงขางลงใชขวานเกลาตกแตงภายนอกใหเปนรูปเรือ โกลน โดยเหลือความหนาของไมไว ๓ นิ้ว เมื่อโกลนเปนรูปเรือเสร็จแลวก็วางเรือใหตรง กอไฟในบริเวณที่เซาะเอาเนื้อไมออกตลอด หัวทาย พอไมรอนจัดแลวก็ดับไฟ เอาไมขนาดยาว ๑๐ นิ้ว ค้ําเบิกทั้งทางหัวและทางทาย แลวเพิ่ม ความยาวของไมขึ้นตามลําดับ เพื่อเบิกกลางลําเรือใหกวางออก การที่ตองใชไฟก็เพื่อชวยใหเนื้อไม ออนตัว การขยายหัวเรือครั้งแรกอาจไมเปนไปตามที่ตองการ ก็ตองทิ้งไวจนไมอยูตัวแลวจึงจะขยาย ใหมตอไป จนกวาจะไดขนาดตามที่พอใจ หลังจากแตงเกลาเปนรูปเรือเรียบรอยแลว ถารูปรางของเรือยังไมงามดีก็อาจตกแตงไดอีก โดยใชหลักไมงาม ๔ หลัก ปกพอใหเหมาะกับเรือ ใชไมทําคานพาดระหวางหลักยกเรือขึ้นพักบน คานใหสูงจากพื้นดินราว ๑ คืบ ผูกเรือกับคานใหแนน แลวใชโคลนทาทองเรือปดเนื้อไมใหมิด กอ ไฟใตทองเรือ โคลนที่ทาไวจะปองกันไมใหไฟไหมทองเรือ เมื่อเนื้อไมออนตัวก็ใชไมงัด แตงสวน ที่ไมงามหรือบิดเบี้ยวใหเขารูปตามตองการ การทําเรือขุดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญก็ทํา เชนเดียวกันนี้ (ส. พลายนอย, ๒๕๓๗ : ๕๓–๕๔) จุลทัศน พยาฆรานนท กลาววา “เรือเมื่อสมัยที่ผานมาทําขึ้นดวยไมชนิดตาง ๆ เชน ไม ตะเคียน โดยนําไมทั้งตนมาตัดเปนทอนยาวตามขนาดที่ตองการ จัดการโกลนแตงเปนรูปเรือขึ้น อยางหยาบ คือสวนหัวและทายเรือเรียวบาง สวนกลางปอง แลวใชแกลบกองเปนทางไปตามยาว ของทอนไมที่โกลนไวนี้ จุดไฟใหคุไปตามกองแกลบใหไฟไหมเนื้อไมลงไปคราวละนอย ๆ แลวใช เครื่องมือชนิดที่เรียกวา “ผึ่ง” ถากไมซึ่งไหมลงเปนรองตามความยาวของทอนไมนั้น ทอนไมที่ถาก โกลนและทําเปนรองยาวนี้เรียกกันวา “ เรือโกลนหรือลูกมาด” เรือโกลนหรือลูกมาดนี้ ยังไมเปนเรือที่จะใชงานไดเพราะรูปรางเทอะทะ และรองที่ถากขุด เปนทางยาว ๆ บนหลังทอนไมนั้นยังแคบอยู จะใชนั่งหรือบรรจุสิ่งของไมได กับแลดูไมสูงาม ซึ่ง
  7. 7. จะตองจัดการถากและขุดแตงใหไดรูปทรงไดสวนที่ดีงามตอไป ดังนั้นจึงมีคําที่คนแตกอนกลาว เปนเชิงเตือนวา “อยาติเรือยังโกลน อยาติโขนยังไมรัดเครื่อง” เรือโกลนหรือลูกมาดนี้ ตองจัดการ “เบิกปาก” คือ การถากปากรองรางยาวนั้นใหกวาง ออกไปโดยใชไฟสุมใหตัวเรือโกลนรอน แลวใชเครื่องมือที่เรียกวา “ปากกา” ดึงปากเรือโกลนทั้ง สองขางใหถางออกจากกันทีละนอย ๆ ระหวางที่ทําการเบิกปากใหถางออกนี้ตองใชไมค้ําระหวาง ปากทั้งสองไมใหบีบกับเขาหากัน ทําการเบิกปากไปเปนระยะจนปากตอนกลางลํากวางไดขนาดจึง หยุด แลวจัดการถากตกแตงภายในลําเรือและรูปทรงภายนอกลําใหสวนหัวและทายเรียว สวนทอง ปองปานหรือกลมตามตองการ ทอนไมขนาดใหญซึ่งไดถากขุดจนเปนรูปทรงเรือในชั้นนี้เรียกกัน วา “มาด” หรือ “เรือมาด” เรือมาดจัดเปนเรือหรือพาหนะที่คนในภาคกลางใชสัญจรไปตามทางน้ําเปนอยางเกากวา เรือชนิดใด และเรือมาดอาจจะกลาวไดวาเปนตนแบบของเรือชนิดที่ทําขึ้นดวยวิธีขุดในภายหลัง เชน เรือหมู เรือพายมา เรือยาว เรือกราบ เปนตน (จุลทัศน พยาฆรานนท, ๒๕๔๒ : ๕๖๑๕) ประดิษฐ สรรพชาง กลาวถึงเรือขุดในทางภาคเหนือวา “เรือโกลน เปนเรือที่โกลนหรือขุด ขึ้นจากตนไมทั้งทอน เปนเรือที่มีขนาดใหญ บรรทุกคนไดประมาณ ๕-๖ คน ลักษณะทั่วไปของเรือ โกลนมีรูปเกือบสี่เหลี่ยม (ยกเวนเรือแขง) การสรางเริ่มจากการคัดเลือกตนไมสักที่มีเนื้อไมที่ดี คือ ไมมีตาขนาดใหญ ลําตนสวย เนื้อ ไมไมบิดไปมา แลวจึงวัดใหไดขนาดความยาวตามที่ตองการ ทิ้งทอนไมดังกลาวไวในที่รมที่มี อากาศผานอยางนอย ๖ เดือนขึ้นไป เพื่อใหทอนไมนั้นแหงพอสมควร จากนั้นจึงใชขวานถากแตง ใหเปนลักษณะเรือ คือ ตรงกลางกวาง ๒ หัวทายสอบเขา สวนทองดานนอกทั้งหัวและทายก็ถาก จากลางขึ้นไปใหเชิดขึ้น โดยมีสวนทองแบน ในระหวางที่ถากแตงใหเปนรูปเรือนั้น สิ่งที่ตองคํานึง อันสําคัญประการหนึ่ง คือ การวัดขนาดความกวางของดานนอก จากแคมหนึ่งไปถึงอีกแคมหนึ่ง แลวนําไปวัดตั้งแตหัวเรือถึงหางเรือใหไดถูกตามโฉลก จึงจะเปนเรือที่เปนมงคล เมื่อถากเปนเคา รูปทรงของเรือแลว จึงขุดไมสวนในออกยาวไปตามไมใหเหลือแคมเรือทั้งสองขางหนาประมาณ ๑ นิ้ว ไมหนึ่งทอนใชเนื้อไมนิดเดียว นอกนั้นขุดทิ้งออกเปนเศษไมทั้งหมด เหมือนกับคําพูดที่วา “ฆา ชางเอางา” เมื่อไดรูปทรงพอประมาณแลว นําลงแชน้ําไวสักประมาณ ๑๐ วัน เพื่อใหยางไมออกจาก เนื้อไม ถาทิ้งไวกลางแจงแลว ความบางของไมที่เหลืออยู อาจจะทําใหเนื้อไมมีรอยแตกขึ้นได เมื่อ นําขึ้นจากน้ําแลวทิ้งไวในรมผึ่งใหแหง จากนั้นจึงทําการถากขุดใหความหนาเทากัน และถากแตง ใหเกลี้ยง สวนดีของเรือโกลนอยูตรงที่ไมมีรอยตอของแผนไม ไมตองใสยางไมหรือคอยระวังในการ รั่วซึมของน้ํา นอกเสียจากเมื่อใชไปนาน ๆ อาจจะมีรอยแตก ก็ใชยางไมอุดทาที่รอยแตกเทานั้นเอง สวนเสียของเรือโกลน คือหนัก ทําใหเกิดการพลิกคว่ํางาย เนื่องจากมีสวนทองเรือที่มนนั่นเอง การ ทรงตัวในน้ําจึงไมคอยดี (ประดิษฐ สรรชาง, ๒๕๔๒ : ๕๗๔๐)
  8. 8. ๒. เรือตอ เรือตอเปนเรือที่มีขึ้นภายหลังเรือขุด ทําขึ้นโดยใชไมกระดานหลายแผนมาตอประกอบกัน เขาเปนรูปเรือ จากหลักฐานของการตอเรือขึ้นใชในประเทศไทยนั้นมีมาตั้งแตสมัยกรุงศรีอยุธยา ที่วา ในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ (พ.ศ. ๒๑๔๘–๒๑๕๓) ปรากฏวาไดมีการสั่งชางตอเรือมาจาก ประเทศฮอลันดา เขาใจวาคงจะดําริตอเรือกําปนแบบฝรั่งสําหรับใชในราชการ สวนเรือสําเภาแบบ จีนคงจะตอไดอยูแลว โดยใชชางตอเรือชาวจีนเปนหัวหนา (ภูธร ภูมะธน, ๒๕๔๒ : ๕๖๒๑) เรือตอ หมายถึง การนําแผนกระดานมาตอประกอบเปนรูปเรือขึ้น เรือตอประกอบดวย กระดานกระดูกงู ซึ่งใชไมหนากวาแผนกระดานที่นํามาประกอบเปนตัวเรือ และมีความยาว ตลอดไปจนถึงทวนหัวและทวนทาย ซึ่งจะเชิดขึ้นตามลักษณะของเรือแตละชนิด เรือจะมีขนาด กวางใหญเทาไร ก็อยูที่กงเรือที่วางอยูบนกระดูกงูจะกางออกมากหรือนอย เมื่อวางกงเปนโครงแลว ก็เสริมกระดานตอจากกระดูกงูเรียงขึ้นไปตามลําดับ กระดานเหลานี้จะยึดอยูกับกง การยึดกระดาน ใหติดกับกงนั้นเขาใชลูกประสัก ซึ่งทําดวยไมแสมสารเนื้อไมเปนสีดําเนื้อแข็งมาก ทวนหัวและทวนทายของเรือ จะเปนแผนกระดานดัดใหออนงอนขึ้นดวยวิธีลนไฟ ปลาย ทวนที่จะเปนหัวเรือจะปาดใหมีรูปสามเหลี่ยม สวนปลายทวนทายเรือจะเปนรูปมนปาน หางเสือของเรือตอ จะโคงเขากับรูปทายเรือ และมีเดือยเหล็ก ๒ เดือย สอดเขาไปในหวงที่ ติดอยูกับทวนเรือ ทําใหหางเสือเบนไปมาไดคลอง ทอนบนของหางเสือมีไมพังงาสอดไว เมื่อจะ บังคับใหหางเสือบิดไปทางซายหรือขวา ก็ดันไมพังงาไปตามทิศทางที่ตองการ เรือตอมีหลายขนาด ถาใชตามคลองที่มีขนาดเล็กก็ใชเรือตอขนาดเล็ก ถาตองการบรรทุก ของใหมาก ๆ และไปมาตามลําน้ําใหญก็ใชเรือตอขนาดใหญ รูปรางของเรือจะคลาย ๆ กัน เพียงแต มีขนาดเล็กหรือใหญเทานั้น ในสมัยกอนเรือตอมีลักษณะเพรียว เพราะยังตองแจว ตองถอหรือใชใบ เรือจะแลนไดเร็ว ไมหนักแรง แตในปจจุบันนิยมใชเรือยนตลากจูง เรือตอจึงไมจําเปนตองทําใหเพรียวอีกตอไป รูปรางของเรือจึงปอมมีความกวางและมีความสูงมากกวาแตกอน เพื่อจะไดบรรทุกของไดมาก ๆ ไม ตองหวงวาจะแจวหรือถอใหหนักแรง ถึงรูปรางดูเทอะทะปะทะน้ํามากก็ไมตองหวงเพราะใชเรือ ยนตลากจูงตลอดทาง (ส. พลายนอย, ๒๕๓๗ : ๗๒–๗๓) เรือตอนี้ไทยเราไดแบบอยางเรือมาจากประเทศจีน โดยเฉพาะเรือขนาดเล็กที่ใชไปมา ระหวางเรือสําเภากับฝงที่เรียกวา “ซําปง” ซึ่งมีเขามาในเมืองไทยเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยาเปนราชธานี แตดูจะเปนเรือที่ไมไดรับความนิยมในสมัยนั้น เรือตอแบบซําปงมาไดรับความนิยมขึ้นหนาขึ้นตา มากก็ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แหงกรุงรัตนโกสินทร เมื่อคราวที่ตองการเรือเล็กและเบา สําหรับเจานาย และทาวนางฝายใน ใชพายเลนในสระในพระราชอุทยานหลวงที่เรียกวาสวนขวาเปนตนมา นับแต นั้นความนิยมตอเรือและใชเรือตอก็ไดแพรหลายออกไปมาก และมีเรือตอชนิดตาง ๆ ตามมาอีก
  9. 9. หลายชนิด เชน เรือสําปน เรืออีแปะ เรือปาบ เรือเข็ม เปนตน (จุลทัศน พยาฆรานนท, ๒๕๔๒ : ๕๖๑๕) สวนเรือตอของชาวลานนาที่เรียกเรือกาบปลี ประดิษฐ สรรพชาง ไดกลาวถึงวาเรือแบบนี้ เปนเรือที่มีขนาดเล็กชนิดหนึ่ง เกิดจากการประกอบขึ้นจากแผนไมกระดานเขาดวยกัน เรียงจาก สวนทองขึ้นถึงแคมทั้งสอง สวนทองมีรูปกลมมน วิธีสรางเริ่มจากการสรรหาทอนไมสักที่มีลําตน ตรง ไมบิด ดูลายไมใหตรงตลอด แผนไมกระดานที่จะนํามาประกอบเรือกาบปลีแตเดิมนั้น ตองเปน แผนไมกระดานที่ผาออกจากทอนไม ดวยการใชลิ่มตีออกเปนแผน ๆ ไมกระดานที่ไดจากการเลื่อย ถือวาไมดี เพราะจะทําใหมีรอยแตกและการราวของแผนไมไดงาย ดังนั้นจึงตองใชการผาทอนไม ดวยลิ่ม จึงตองคัดเลือกทอนไมสักที่ตรงทั้งทอนและของเนื้อไม เมื่อไดทอนไมมาแลว เก็บไวในที่รมที่มีอากาศผานอยางนอย ๑ ป ใหไมทอนนั้นแหงแลว จึงทําการผา ถาผาในขณะที่ยังไมแหงเมื่อเปนแผนแลวมักจะมีรอยแตกไดงาย วิธีผาตองใชความ ชํานาญและมีประสบการณของผูผา โดยเริ่มผาทอนไมออกเปนสองซีกเสียกอน จากนั้นจึงทําการตี ผาซอยออกใหเปนแผนไมกระดาน ที่ใชตอเรือกาบปลีที่มีขนาดเล็ก ใชไมกระดานหนาประมาณ ๑/ ๒ นิ้ว กวางประมาณ ๖-๗ นิ้ว การผาตองผาใหหนาประมาณ ๑ นิ้ว เมื่อไดไมกระดานที่ผาออกมาแลว ก็จะเก็บผึ่งลมไวอยางนอย ๒-๓ เดือนขึ้นไป เมื่อไมแหง สนิทดีแลวจึงใชขวานถากแตงใหเรียบตรงและเมื่อถากแตงแลวก็จะเหลือความหนาของไมประมาณ ๑/๒ นิ้ว เรือกาบปลีที่ใชเปนพาหนะทั่วไปใชไมกระดาน ๕ แผน อยางมากก็ ๗ แผนเทานั้น สวน การประกอบเรือจะเริ่มจากการเอาแผนไมกระดาน ๑ แผน มาวางตะแคงกับพื้นดินแลวตีหลัก ประกบ เพื่อใหไมกระดานแผนนั้นมีรูปโคง ทิ้งไวประมาณ ๑๐ วัน เมื่อเห็นวาไมกระดานแผนนั้น โคงจนอยูตัวแลว จึงนําเอาแผนไมกระดานอีก ๔ แผน มาถากดานขางออกใหเรียวไปทางหัวและ ทาย แลวจึงลองประกบตอเขากับไมแผนกลางที่โคงนั้นขางละ ๒ แผน เมื่อเขารูปดีแลว จึงเอาไมไผ กีบเล็ก ๆ มาวัดออมดานนอกของเรือ ตั้งแตแคมหนึ่งไปถึงอีกแคมหนึ่ง แลวเอาไมนั้นมาวัดตั้งแต หัวถึงทายใหไดโฉลกที่เปนมงคล เมื่อวัดไมไดก็ทําการตัดความยาวออกใหตรงกับโฉลก จากนั้นเอากีบไมขนาด ๕ ๒ นิ้ว ยาวตั้งแตกลางลําเรือถึงแคมเรือมาถากใหเปนรูป โคงตามทองเรือดานใน ตั้งแตกึ่งกลางทองเรือขึ้นถึงแคมขางละ ๑ อัน จัดใสเปนคู ๆ เรียกวา “ไมดูก งู” ความยาวของแตละคูจะไมเทากัน ตรงกลางจะยาวและจะคอย ๆ สั้นไปที่หัวและทายเรือ ใส ระยะหางกันประมาณ ๕๐ เซนติเมตร จํานวนกี่คูก็แลวแตความยาวของเรือ การวางไมดูกงูนั้น ที่ รอยตอตรงกลางเรือจะไมใหติดกัน คือ ใหหางกันประมาณ ๑ นิ้ว เมื่อใชงานแลวเกิดมีรอยรั่วซึม ของน้ํา น้ําจะไดไหลไปรวมกันอยูตรงกลางทําใหตักออกทิ้งไดงาย เมื่อวางไมดูกงูแลวจึงตีตะปูหรือใสสลักไม เพื่อยึดไมกระดานใหแนนติดกับไมดูกงู จากนั้นจึงประกบรอยตอของไมดานนอกดวยไมกีบขนาดเล็กที่มีความหนาประมาณ ๑/๒ นิ้ว กวาง ประมาณ ๑ นิ้ว เหลาใหเรียบแบนแลวตอกตะปูยึดกับไมดูกงู แลวจึงจัดแตงดานในและดานนอกให
  10. 10. เรียบรอยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแตงเรือใหเขารูปแลวก็ยังอาจมีรอยรั่วที่เกิดจากการเขาไมไมสนิทหรือมี รูเจาะ ก็จะยารูรั่วเหลานั้นโดยคว่ําเรือลงกับพื้น แลวนําเอายางไมหรือชันมาเคี่ยวใหละลาย แลวทา ตรงที่มีรอยตอของไมโดยรอบก็เปนอันเสร็จพิธีในการสรางเรือ (ประดิษฐ สรรพชาง, ๒๕๔๒ : ๕๗๓๘–๕๗๓๙) ชนิดของเรือ เรือที่ขุดหรือตอขึ้นจะมีรูปราง ชื่อเรียก จุดประสงคในการใชสอย การขับเคลื่อนขนาดที่ แตกตางกันออกไป เพื่อสะดวกตอการจดจําและทําความเขาใจ ภูธร ภูมะธน ไดจัดแบงเรือที่พบใน ภาคกลางออกเปน ๓ ชนิด คือ ๑. เรือพาย ไดแก เรือเข็ม เรือบด เรือปาบ (เรือแตะ) เรือผีหลอก เรือพายมา เรือมาด เรือสําปน เรือหมู เรืออีโปง เรือยาว ๒. เรือแจว ไดแก เรือสําปนเกง เรือฉลอม เรือขางกระดาน เรือสามเกลา เรือกระแซง เรือเครื่องเทศ เรือเปด เรือโปะจาย เรือแมปะ (เรือหางแมงปอง) เรือกําปน เรือชะลา ๓. เรือกลหรือเรือยนต ไดแก เรือกลไฟ เรือเมล เรือหมอ เรือแทกซี่ (ภูธร ภูมะธน, ๒๕๔๒ : ๕๖๒๔) สวนจุลทัศน พยาฆรานนท แบงเรือออกเปน ๒ พวก คือ เรือแมน้ํากับเรือทะเล ๑. เรือแมน้ํา คือ เรือที่ใชไปมาในแมน้ํา ลําคลอง มีทั้งเรือขุดและเรือตอ ไดแก เรือมาด เรือพายมา เรือหมู เรือชะลา เรืออีโปง เรือมวง เรือมังกุ เรือสําปนนี เรือเปด เรือยาว เรือสําปน เรือปาบ เรือเข็ม เรือขางกระดาน เรือผีหลอก เรือโปะจาย เรืออีแปะ เรือบด เรือแหวด เรือกระแซง เรือเอี้ยมจุน เรือพวกนี้ใชไปมาในแมน้ําลําคลองหรือลํากระโดง ทําใหเคลื่อนที่หรือแลนไปไดดวย การใชพาย แจวหรือถอ ตามความเหมาะสมตามขนาดของเรือหรือระดับลึกตื้นของน้ํา อนึ่งการบังคับเรือใหแลนตรงไป หรือเหหันหัวเรือไปทางซายขวาของเรือบางชนิดอาจใช หางเสือ ซึ่งติดไวขางทายเรือเปนอุปกรณชวยบังคับเรือ เชน เรือสําปน เรือขางกระดาน เรือโปะจาย ๒. เรือทะเล คือ เรือที่ใชไปมาในทะเลและเลียบชายฝง เปนเรือชนิดเรือตอมีดังนี้ เรือ ฉลอม เรือฉลอมทายญวณ เรือเปดทะเล เรือกุแหละหรือเรือกุไหล เรือโล เรือสําเภา เรือปู เรือ เหลานี้ทําใหเคลื่อนที่หรือแลนไปไดดวยการใชเสาติดใบเปนเครื่องรับลม ผลักใหเรือแลนไปได อยางหนึ่ง กับใชแจวติดแคมขางเรือหรือใชแจวที่ทายเรือ สําหรับแจวหรือโลใหเรือเคลื่อนไป ขางหนาอีกอยางหนึ่ง เรือทะเลบางชนิดติดหางเสือไวที่ตอนทายเรือ สําหรับชวยบังคับใหเรือแลนไปตามทิศทาง ที่ตองการ แตเรือทะเลบางชนิด เชน เรือฉลอม เรือเปดทะเล มีทายเรือเรียวและแคบไมสะดวกที่จะ ติดหางเสือ เรือพวกนี้จึงใช “จังกูด” หรือ “ตะกุด” เปนอุปกรณสําหรับบังคับเรือแทนหางเสือ โดย หอยใหราน้ําไวขางทายเรือ สําหรับบิดบังคับเรือใหหันเหหัวไปตามทิศทางที่จะไป
  11. 11. นอกจากแบงเรือเรือออกเปนชนิดที่ใชในแมน้ําลําคลองและใชในทะเลแลว ยังอาจแบง ชนิดตามประโยชนใชสอยไดอีก คือ ๑. เรือที่ใชเปนพาหนะ สําหรับคนโดยสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งโดยทางน้ํา และใช บรรจุสินคา สัตวเลี้ยง พืชผักไปมาคาขายในระหวางแมน้ําลําคลองและทะเล เหลานี้เปนชนิดปกติ ทั่วไป ๒. เรือชนิดที่ใชเปนที่อยูอาศัยถาวร โดยปูกระดานเต็มทองเรือคลายกระดานพื้นเรือน ทํา หลังคาเปนทรงกาบกลวยคลุมไปตามยาวลําเรือเรียกวาประทุน สําหรับกันแดดกันฝน แลวใชชีวิต กินอยูหลับนอนอยูในในเรือนั้นตลอด คนที่อาศัยเรือเปนที่อยูแทนเรือนนี้เรียกวา “ชาวเรือ” มักจอด เรืออยูกันเปนหมูหลายลําตามยานชุมชนแถบหัวคลอง ๓. เรือชนิดที่ใชรับจาง รับคนโดยสารขามแมน้ําหรือลําคลอง จากฟากหนึ่งไปสงอีกฟาก หนึ่ง เรือชนิดนี้มักเรียกกันวาเรือจาง อนึ่งเรือจางนี้ยังอาจวาจางใหไปสงยังที่ไกล ๆ นอกเสียจาก รับสงขามฟากไดอีกดวย ๔. เรือชนิดที่ใชสําหรับหาปลา โดยติดกระดานแผนยาว ๆ ทาสีขาวไวที่ขางเรือขางหนึ่ง ทําแผนกระดานใหเอียงลงหาน้ําเล็กนอย ที่แคมเรือฟากตรงขามขึงตาขายผืนยาวไปตามลําเรือไวรับ ปลา เรือชนิดนี้เรียกวาเรือผีหลอก เมื่อออกเรือพายไปตามแหลงที่มีปลาชุม ปลาเห็นกระดานขางเรือ สีขาว ๆ ก็ตกใจกระโดดขามเรือและจะตกลงในเรือ หรือไมก็เลยไปตกที่ตาขายใหคนเรือจับ ๕. เรือชนิดที่ทําขึ้นสําหรับแขงขัน เรียกวาเรือยาวเปนเรือที่ตองคนเปนฝพาย ลําหนึ่ง ๆ ไมนอยกวา ๒๐ คน ๖. เรือสําหรับพระภิกษุ ใชนั่งเพื่อไปบิณฑบาต เปนเรือขนาดเล็ก รูปรางผอมเพรียวมักลม งาย ลําหนึ่งนั่งไดเพียงรูปเดียว เรียกกันวาเรือเข็มบาง เรือเพรียวบาง ๗. เรือชนิดที่ใชในเทศกาลตาง ๆ เพื่อจัดเปนขบวนแหไปทางน้ํา เชน เทศกาลทอดกฐิน เทศกาลชักพระ เรือที่เขารวมในขบวนจะไดรับการตกแตงตาง ๆ ใหสวยงามกวาปกติ ๘. เรือชนิดที่ใชในการเลนทางน้ํา ตามประเพณีนิยมกันเมื่อสมัยกอน เชน การเลนสักวา การเลนเรือเพลง หรือเลนทั่งในหนาน้ํานอง เรือแตละอยางแตละชนิดที่อธิบายมานี้ เปนแตจําพวกเรือพาย เรือแจว และเรือใบซึ่งมีใช กันอยูทั่วไปในสังคมเมื่ออดีต (จุลทัศน พยาฆรานนท, ๒๕๔๒ : ๕๖๑๖ และ ๕๖๒๑) ในอดีตเรือที่ขุดหรือตอจะถูกกําหนดสรางขึ้นใชงานดานใดดานหนึ่งโดยเฉพาะมิใชใน ลักษณะเอนกประสงคดังในชวงถัดมา ถาเปนเรือขายของ เรือขายหมู เรือขายผัก เรือขายกาแฟ เรือ ขายกวยเตี๋ยว เรือขายหมอ เรือขายหอย ฯลฯ ก็จะมีลักษณะเฉพาะเปนเอกลักษณของสินคาแตละ ประเภทที่มีลักษณะ ขนาด ความจุ และรูปแบบที่แตกตางกันอันเนื่องมาจากเหตุปจจัยดังนี้
  12. 12. ๑. วัสดุ ไมซุงที่เปนวัสดุหลักในการสรางเรือขุดจะมีหลายขนาด แตละขนาดจะถูก ออกแบบสรางใหเปนเรือที่มีลักษณะแตกตางกัน มีชื่อเรียกและรูปแบบที่ไมเหมือนกันทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ ๒. จุดประสงคการใชงาน ถาบรรทุกน้ําหนักมาก ปริมาณมาก ก็จะตอโดยใชแผน กระดานมาประกอบเปนเรือที่มีขนาดใหญ ถาตองการวิ่งในน้ําตื้น ตองการใหเคลื่อนไหวเร็ว สามารถเลี้ยวเลาะไปตามซอกซอยได ก็จะขุดหรือตอเรือขนาดเล็ก เพรียว ทองแบน ๓. การออกแบบ ชางเรือในอดีตจะแกปญหาในเรื่องวัสดุหนึ่ง ออกแบบตามจุดประสงค ของการใชงานหนึ่ง และสรางสรรรูปลักษณตามภูมิปญญาอีกหนึ่ง ความหลากหลายในรูปแบบ ลักษณะของเรือ นับเปนภูมิปญญาของชางที่สรางภาพลักษณของเรือแตละชนิดแตละประเภทใหมี ความหลากหลาย ที่สามารถทรงตัวไดอยางสมดุล ขับเคลื่อนไปไดในอัตราความเร็วตามตองการ บรรทุกน้ําหนักไดตามมวลปริมาตรของที่จะบรรทุก มีรูปทรงที่เปนลักษณะเอกลักษณ ฯลฯ ตลอดจนแสดงถึงสกุลฝมือชางเฉพาะคน เฉพาะกลุม เฉพาะทองถิ่น หรือโคตรตระกูล (กมล วิบูลกิจ ธนากร, ๒๓ มกราคม ๒๕๔๗ : การสัมภาษณ) เรือเปนยานพาหนะที่ใชสัญจรไปมาในแมน้ํา มักทําดวยวิธีขุดไมทั้งตน หรือนํากระดาน สังกะสี เหล็ก เปนตน มาตอประกอบกันเขาเปนเรือในรูปลักษณตาง ๆ การขุดหรือตอเรือ ในอดีตจะไมมีรูปแบบหรือแบบแผนที่ตายตัว จะพลิกแพลงสรางสรรค ไปตามคุณสมบัติทางกายภาพของวัสดุที่นํามาใช และจะมีรูปลักษณะที่หลากหลายไปตาม จุดประสงคของการใชงาน ทําใหเรือพาย เรือแจว เรือบรรทุก เรือแขง เรือคนธรรมดา เรือคหบดี เศรษฐี เจานาย เรือพระ ลวนมีรูปลักษณะที่ถูกรังสรรคขึ้นมาใหมีรูปรางหนาตา แตกตางกันไปตาม จินตนาการสรางสรรคของชางแตละคน แตละสกุลชางที่สืบทอดอารยธรรมทางปญญา ทําใหเรือ ของไทยมีนับรอยชนิดแตละชนิดมีหลากหลายลักษณะ ความแตกตางของรูปลักษณะเหลานี้ เปนเพราะชางเรือในอดีตออกแบบสรางสรรคจาก สติปญญาและจินตนาการ ไมใชสรางตามลักษณะแบบแผนเหมือนชางเรือในยุคหลัง ที่ยึดถือ รูปลักษณของชางรุนกอนแลวลอกเลียนตามแบบ ไมกลาที่จะจินตนาการสรางสรรครูปแบบเรือที่ ตางไปจากแบบแผน ทําใหความหลากหลายในรูปลักษณคอย ๆ ลดนอยลง และคงเหลือแบบเรือ หลัก ๆ เพียงไมกี่ชนิดในปจจุบัน ชางเรือในอดีตสรางเรือขึ้นแตละลํา แมจะมีจุดหมายหลัก คือ การใชสอย แตจินตนาการ และความคิดสรางสรรคทําใหรูปลักษณเรือแตละลํา ลวนแลวแตผานกระบวนการออกแบบให เหมาะสมสอดคลองกับการใชงาน ผานกระบวนการแกปญหาในเรื่องวัสดุ เทคนิควิธีการ ประกอบการและแฝงเรนไวดวยภูมิปญญาดานคติ ความเชื่ออันเปนลักษณะเฉพาะของชางที่แทรก แฝงแสดงใหเห็นในภาพลักษณขององคประกอบสวนตาง ๆ ของเรือ
  13. 13. เรือแตละลําดุจภาพศิลปะที่ถายทอดความรูสึกนึกคิดจิตวิญญาณของศิลปนผานสื่อวัสดุ แสดงใหเห็นเปนรูปธรรม สามารถมองเห็นเปนรูป จับตองได ใชงานได เรือแตละลําจึงแฝงเรนเรื่องราวมากมายใหชวนคนหาถึงที่มา จุดประสงค แนวคิด ปรัชญา เทคนิควิธีการ ขั้นตอน ความเชื่อ ฯลฯ จากเรือแตละลํา ซึ่งหากเราสามารถคนหาความรูและคําตอบ ในสิ่งที่กลาวเหลานี้ได ก็เทากับวาคนสรางเรือขึ้นมาในอดีต เพื่อใหเรือสอนคนในปจจุบัน เชน ที่มา…ที่มาอันเปนจุดเริ่มตนของการสรางเรือแตละลํา ที่มา…หรือสาเหตุการสราง…สรางไปทําไม ที่มา…ของวัสดุ ไมสัก ไมซุง ตนตาล แผนกระดาน ฯลฯ มาจากไหน ที่มา…ของแนวคิด ภาพของเรือเกิดขึ้นไดจากแรงบันดาลใจ อะไรทําใหออกแบบ จินตนาการ สรางสรรคเปนภาพโครงสรางเชนนี้ได ฯลฯ จุดประสงค คือ ที่ไปหรือเปาหมาย หรือจุดสิ้นสุดของการสราง สรางเพื่ออะไร ใชบรรทุก ใชเปนยานพาหนะสัญจร ใชแขง ใชเสริมประดับบารมี ฯลฯ แนวคิดปรัชญา ในองคประกอบของรูปแบบที่กําหนดเรียก กําหนดสรางขึ้น มีเหตุผลหรือ แนวคิดอยูบนรากฐานความเชื่อ ความจริงอะไรบาง ทําไมหัวเรือถึงเชิด ทําไมทองเรือตองแบน ทําไมหัวตองแหลม ทําไมตองหัว-ทายเรียว ฯลฯ เหลานี้ มีคติธรรม ความเชื่อ ภูมิปญญาอะไรแฝงไว ใหคนหาบาง เทคนิควิธีการ จากวัตถุดิบ สูการแปรรูปและตอประกอบ มีการคิดแกปญหา และ ออกแบบสรางดวยกระบวนการขั้นตอนอยางไร ทําไมใชขุด ทําไมทําเปนแผนแลวตอประกอบ ทําไม ทําไม และทําไม เรือแตละลําจะถูกสรางขึ้นในอดีต และปรากฏใหเห็นในปจจุบัน ลวนโลดแลนผานกระแส แหงกาลเวลามายาวนาน และในแตละชวงกระแสแหงกาลเวลาไดเก็บเกี่ยวบรรทุกเรื่องราวไว มากมาย ใหคนรุนใหมที่สนใจไดศึกษาหาความรูในดานศิลปะ สังคม วัฒนธรรม คติธรรม ภูมิ ปญญา ฯลฯ แลว แตวาใครจะคนพบอะไร มองเห็นสัจธรรมอะไรจากเรือแตละลํา เรือชะลา นับวาเปนเรือตนแบบของเรือขุดทั้งหลายที่ขุดจากไมซุงทั้งตน ทําใหเปนรูปเรือ โดยไมตองเบิกปากเรือใหกวาง ทองเรือแบน ความกวางของลําเรือเทากันเกือบตลอดลํา เมื่อขุดแลว ไมมีการตกแตงมาก เพียงแตปาดหัวปาดทายเรือไมใหตานน้ํามากเทานั้น สวนบนของหัวทายเรือจะ แบน เชิดขึ้นเล็กนอยพอสวยงาม หากมีขนาดใหญมากจะใสกงเรือ บางลําใชแจวทายเรือ บางลําใช ถอแตก็ยืนถอไดเฉพาะตอนหัวและทายเรือเทานั้น เพราะในตัวลําเรือไมมีที่เดิน เรือชนิดนี้ใชบรรทุกขาวเปลือกตามคลองตื้น ๆ แคบ ๆ ลําเลียงเขาบานหรือไปโรงสี เพราะ ทองเรือแหงสนิท ขาวเปลือกไมเปยกน้ําและสามารถบรรทุกไดมาก
  14. 14. เรือมาดนับวาเปนเรือเกาแกชนิดหนึ่งของไทย ขุดจากซุงไมสักหรือไมตะเคียนขนาดตาง ๆ กันตามประเภทของเรือ เมื่อขุดภายในและโกลนเปนรูปมาดแลว จะใชไฟลนใหเนื้อไมรอนแลว หงาย ใชปากกาจับปากเรือผายออกใหไดวงสวยงาม ลักษณะเปนเรือทองกลมรูปรางคลายเรือ พายมา แตหัวทายเรือแบนกวางกวา ไมเสริมกราบแตมีขอบไมทาบปากเรือภายนอก เพื่อเพิ่มความ แข็งแรงของปากเรือ กลางลํากวางเสริมกงเปนระยะ หัวทายเรือมีแอกสั้น ๆ ไมยื่นมากไวใชผูกโยง เรือและแอกเหยียบขึ้นลงเรือ เรือมาดมีหลายขนาด ขนาดใหญจะใชแจวหลาย ๆ แจว ขนาดกลางใชแจวสองแจว หรือใช ถอ ถาเปนขนาดเล็กใชพาย หากติดประทุนจะเรียกวา “เรือมาดประทุน” และหากมีเกงกลางลําเรือ จะเรียกวา “เรือมาดเกง” สามารถทําประทุนและปูพื้นใชอยูอาศัยแทนบานเรือนได เรือหมู เรือหมูเปนเรือขุดจากซุงไมขนาดเล็ก ประเภทไมตะเคียน ไมมะคา ไมสัก มีลักษณะคลาย เรือพายมาแตเล็กกวา หัวและทายเรือถากเปนรูปแทงเรียวเหลาแบน สวนทายจะงอนเชิดกวาสวนหัว เล็กนอย เสริมกราบทั้ง ๒ ขาง เพื่อใหบรรทุกไดมากขึ้น พื้นหัวและทายเรือมีแครปดเปดได สวนกลางลําบางทีมีแครโปรงลูกระนาด ใชไดทั้งพายและถอ เปนเรือขุดที่คงรูปแบบประจําถิ่นอัน เกาแกของภาคกลางชนิดหนึ่ง ใชโดยสารระยะใกล หรือใชหาปลาตามทุงทองนาดวยการลงเบ็ดลง ขาย เรือพายมา เรือพายมาเปนเรือขุดจากซุงไมสักหรือไมตะเคียน เปนเรือทองกลม หัว-ทายเชิด ทางหัวจะ ยาวและต่ํากวาทายเล็กนอย ขางเรือจะเสริมกราบใหสูงขึ้นดวยไมเพียงแผนเดียว ซึ่งกวางในราว ๔- ๕ นิ้ว มีกงตั้ง มีไมหูกระตายติดขวางอยูทั้งหัวและทาย เพื่อรับกับกราบเรือ และเพื่อเสริมกราบเรือ ใหสูงขึ้น ตรงกลางลําปองออก หัว-ทาย ปูแครเกือบเสมอปากเรือ สวนกลางลําตามปกติจะใช บรรทุกสิ่งของ เรือพายมาที่มีขนาดใหญจะมีขยาบหรือประทุนอยูตอนทาย สําหรับพักอาศัย และใช แจวในการทําใหเรือขับเคลื่อน สมเด็จเจาฟากรมพระยานริศรานุวัติวงศฯ ทรงสันนิษฐานวา คงจะไดรับแบบอยางมาจากพมา เพราะมีรูปรางเหมือนเรือขุดขนาดเล็กของพมาและชื่อเรือพายมา คงเพี้ยนมาจากชื่อเดิม คือ เรือพมา นอกจากนี้ยังมีชื่อเรียกตางกันไปอีก เชน เรือเผนมา เรือแพมา เรือพะมา หรือเรือพลายมา ก็มี
  15. 15. เรืออีโปง เรืออีโปง หรือเรือหลุมโปง เปนเรือขุดที่มีลักษณะพิเศษกวาเรือขุดอื่น ๆ เพราะทําจากตน ตาลผาซีก แลวใชแกลบสุมไสจนเหลือแตเปลือกนอก จากนั้นจึงปดทายดวยไมกระดานแลวยาดวย ชันไมใหน้ํารั่วซึม เรือชนิดนี้เปนเรือที่ชาวบานทําขึ้นเพื่อใหใชงานงาย ๆ พายในน้ําตื้นหรือติดตอ ไปมาระหวางบานใกลเรือนเคียง บรรทุกของหนักไมไดอายุใชงานสั้น จัดเปนเรือไมถาวรและเปน เรือพื้นบานอยางแทจริง เรือสําปน เรื่อสําปน จัดอยูในประเภทเรือตอ เพราะใชกระดาน ๓ แผนมาประกอบเขาเปนเรือ คือ ทองเรือแผนหนึ่งแลวเสริมตอขึ้นมาขางละแผน มีบังใบสองขาง ทายเรือแบน กวางสูงกวาทางหัว เรือซึ่งมีลักษณะเดียวกัน มีเหล็กพืดคาดประกบทําใหมั่นคงแข็งแรง ชื่อเรือสําปน กลาวกันวามาแตภาษาจีนแตจิ๋วที่ออกเสียงวา “ซําปง” แปลวา กระดาน สาม แผน แลวไทยมาเรียกวา “เรือสําปน” เรือสําปนของจีน หมายถึง เรือขนาดเล็กที่ใชลําเลียงคนหรือ ของจากเรือใหญไปขึ้นฝง เพราะเรือใหญกินน้ําลึกเขาเทียบฝงไมได จึงตองใชเรือสําปนเปนเรือ ลําเลียง สวนเรือสําปนในเมืองไทยไดมีใชกันมาแตสมัยกรุงธนบุรีที่เรียกวา “สามปาน” เปนเรือ ใหญ เรื่องของเรือสําปนมีกลาวถึงในสมัยรัตนโกสินทร รัชกาลที่ ๒ เมื่อพระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหลานภาลัย โปรดเกลาฯ ใหสรางสวนขวาขึ้นในปเถาะ พ.ศ. ๒๓๖๒ ไดขุดสระใน พระบรมมหาราชวังสําหรับเปนที่สําราญพระราชหฤทัย เสด็จประพาสลงเรือพระที่นั่งสําปนนอย พรอมดวยเจานายฝายใน เรือสําปนเหลานี้แตแรกตอขึ้นดวยไมฉําฉา ที่สั่งมาจากเมืองจีน เปนแบบ จีนลักษณะคลายเรือสําเภา มีหัวเรือและทายเรืองอนขึ้นขางบน ประกอบดวยแผนกระดานนํามาตอ กัน แลวยาดวยชันเพื่อไมใหน้ําเขาไปในเรือ ชางไทยเห็นวาสําปนจีนไมงดงามและไมนาดูจึงคิดดัดแปลงแกไขรูปรางใหเพรียว กะทัดรัดขึ้นโดยผูเชี่ยวชาญในการตอเรือ คือ สมเด็จพระยาบรมมหาประยูรวงศ (ดิศ บุญนาค) แต ครั้งยังเปนพระยาสุริยวงศมนตรี จางวางมหาดเล็ก โดยขยายขนาดใหใหญขึ้นและมีรูปรางคลายเรือ มาด มีขนาดยาวประมาณ ๗-๘ ศอก เรือชนิดนี้เดิมมีไวใชในราชการและเรียกชื่อวา “เรือสําปน” ตลอดมา เรือสําปนมีหลายขนาด สําหรับขนาดเล็กมีหัวทายยาวเพรียว สามารถนั่งไดเพียงคนเดียว เรียกวา “สําปนเพรียว” เปนเรือที่พระใชสําหรับบิณฑบาต ถาขนาดใหญขึ้นกวาเรือพระ แตยังเปน ขนาดเล็ก คือ เรือขายกวยเตี๋ยว ขายกาแฟ ถาโตขึ้นอีกเทาหนึ่งก็เรียกวา “สําปนคอน” ใชเปนเรือ บรรทุกผักหญา ผลไม แตยังคงใชพาย
  16. 16. ถาเปนเรือที่โตกวาสําปนคอน ก็เปนเรือขนาดเรือจางที่ตองใชแจวและบางทีก็ติดหางเสือ เพื่อชวยใหไมตองวาดใหแรงนัก ถาโตกวาเรือจางเรียกวา “สําปนสวน” เพราะชาวสวนนิยมใช บรรทุกพืชผักผลไมของสวนออกมาขาย สวนเรือสําปนที่มีขนาดใหญที่สุดก็คือ เรือบรรทุกสินคา ซึ่งใชเปนที่อยูอาศัยไดดวย เรือ สําปนขนาดใหญเปนเรือที่มีขนาดกวางราว ๒ วา เปนเรือมีประทุนมีขยาบหัวขยาบทาย ตองใชแจว ทั้งทายและหัวเรือ ถาใชเปนเรือที่อยูอาศัยจะปูกระดานเต็มลํา ประทุนเรือสําปนขนาดใหญนี้ จะมุง ดวยจากและไมไผสานเปนแผนปดทับ ทาดวยชันเหลวอีกชั้นหนึ่งจึงเปนหลังคาประทุนที่แข็งแรง และดูสวยงาม บนหลังคาประทุนมีรางไมยาวตลอด เมื่อตองการเก็บขยาบหัวและทายก็เลื่อนไปบน รางไมนี้ไดสะดวก การเรียกขนาดของเรือสําปนจะไมเรียกตามความกวาง ความยาว แตเรียกเปน “มือลิง” มือลิงเปนไมติดขางเรือดานใน สวนบนจะโคงมนและเรียวเล็กลงไปตามลําดับ นอกจากเรือสําปนที่ ใชประจําบาน หรือพอคาแมคานํามาใชเปนเรือคาขายแลว เรือสําปนยังสามารถนํามาตกแตงใหมี ความแตกตางกันออกไปอีก เชน ติดแจว ติดใบ เหลานี้จะเรียกกันวา “เรือสําปนแปลง” (ส.พลาย นอย, ๒๕๓๗ : ๗๙–๘๒) เรืออีแปะ เรืออีแปะ เปนเรือตอชนิดหนึ่งคลายเรือสําปน แตหัวและทายเรือสั้นกวาและถากตรง เสริม กราบรอบตลอดลําเรือ ทองแบน มีตํานานเลามาวาเดิมเปนเรือสําปน หลุดลอยตามลมพายุฝนมา และมีผูเก็บเรือได แตไมรูวาเรือลํานั้นเปนของใคร ไดมีการสอบถามหาเจาของเรือ ก็มีผูอางเปน เจาของเรือหลายคนและตกลงไมไดวาใครเปนเจาของที่แทจริง ผูเก็บเรือไดจึงทําการดัดแปลงเรือ เสียใหม ใหแตกตางจนจําไมไดวาเคยเปนเรือสําปนมากอน ตอมาเรืออีแปะเปนที่นิยมของพอคาชาว จีนนําใชเปนเรือขายโอเลี้ยง กาแฟ ดังนั้นเมื่อนึกถึงเรืออีแปะก็ทําใหนึกถึงอาแปะขายกาแฟดวย เรือปาบ เรือปาบ เปนเรือตอที่มีลักษณะหัวทายเรียวมน กลางลํากวาง ทองแบนกลมเกือบแบน พัฒนามาจากเรือแตะของภาคกลาง ชางตอมักใชไมสักตอจากภาคเหนือ อาจสงไมมาตอแถวยาน รังสิต โดยใชกงเรือไมใชเปยะ มีพื้นสวนหัวและสวนทายเรือ กลางลําลดพื้นลงต่ํา ใชพายติดตอใบ หมู เรือปาบใชบรรทุกของเล็ก ๆ นอย ๆ หรือโดยสารไมเกิน ๓-๔ คน ความยาวเรือประมาณ ๒ วา ใชสอยทั่วไปตามริมหนอง คลอง บึง มักจะเปนเรือตอสําเร็จรูปจากจังหวัดที่มีไมสักมากและ ลําเลียงลงมาขายในภาคกลาง

×