"บล็อกเกอร์ เป็นสื่อหรือไม่?"

18,786 views

Published on

รายงานส่วนบุคคลประกอบหลักสูตรบสก.3 สถาบันอิศรา

"บล็อกเกอร์ เป็นสื่อหรือไม่?"

  1. 1. 1 บทที่ 1 บทนํา1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา ความแพรหลายของอินเทอรเน็ต และการเติบโตของจํานวนผูใชอินเทอรเน็ตในประเทศไทยเพิ่มขึ้นอยางมาก ทําใหผูคนนิยมจะเสพขาวจากสื่อออนไลนผานอินเทอรเน็ตเพิ่มมากขึ้น [1] จากผลการสํารวจผูใชอินเทอรเน็ตป 2553 ของเว็บไซตทรูฮิต (truehits.net) พบวามียอดผูใชงานอินเทอรเน็ตในประเทศไทยทั้งสิ้นจํานวน 21 ลานคน และ[2]จากการสํารวจลักษณะและพฤติกรรมของกลุมผูใชอินเทอรเน็ตในประเทศไทยเปนประจําป 2553 ในชวงเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2553 จากยอดผูตอบแบบสอบถามออนไลนทั้งหมด14,067 คนพบวากิจกรรมที่นิยมทําบนอินเทอรเน็ต คือ การติดตามขาว นอกจากนี้การแพรหลายของสื่อสังคมออนไลน(Social Media) ในหมูคนออนไลนของไทยมีเพิ่มมากขึ้นอยางกาวกระโดด ปจจุบันในประเทศไทยมีคนใช Facebook [3] ประมาณ 14,235,700 คน และมีคนใช Twitter [4] ประมาณ720,000 คน ซึ่งเปนสื่อสังคมออนไลนที่ไดรับความนิยมมากในประเทศไทย ทําใหผูบริโภคจํานวนมากหันมาบริโภคขาวสารอานออนไลนผานการแชรลิงคของเว็บไซตขาวผานทางสื่อสังคม ไมเพียงแตจํานวนผูบริโภคขาวเทานั้นที่เพิ่มปริมาณ ในดานของผูนําเสนอขาวสารก็เพิ่มมากขึ้นเชนกัน ในที่นี้ปรากฏการณอินเทอรเน็ตและสื่อสังคมออนไลนทําใหผูนําเสนอขาวสารผานสื่อชองทางนี้ไมไดมีเพียงสื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) เพียงอยางเดียวอีกตอไป แตไดเปดโอกาสใหทุกคนเปนสื่อไดทั้งสื่อพลเมือง (Citizen Journalist) และบล็อกเกอร (Blogger) โดยเฉพาะในสายขาวเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ไอที (Information and Communication Technology: IT) ที่ในปจจุบันเกิดบล็อกเกอรไอที คือ บล็อกเกอรที่นําเสนอเนื้อหาขาวสารดานไอที มีการเพิ่มจํานวนมากขึ้นอยางมาก และไดรับความนิยมในการบริโภคขาวจากผูบริโภคเพิ่มมากขึ้น [8] ศุภนิตย (2552: 212-213) บอกวา บล็อกเกอร คือ “นักขาวพลเมือง” ที่ปจจุบันมีวัตถุประสงคในการใชงานที่หลากหลายมากขึ้น และการนําบล็อกมาเปนชองทางการเผยแพรขอมูลขาวสาร ซึ่งเปนที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย นักขาวพลเมืองในปจจุบันเลือกใชสื่อออนไลนในรูปแบบ “บล็อก” เปนชองทางในการนําเสนอเนื้อหาขาวสารของตนเอง โดยไมตองผานการคัดเลือกกลั่นกรองจากบรรณาธิการของสื่อมวลชนอีกตอไป จึงเกิดความเปลี่ยนแปลงที่สงผลกระทบตอบทบาทการเปนผูเฝาประตูขาวสารของผูประกอบวิชาชีพดานสื่อมวลชน และเปนกระแสที่มาแรงมากในชวงหลายปที่ ผานมาในหลายประเทศทั่ว
  2. 2. 2โลกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้สวนหนึ่งมาจากความสะดวกของเทคโนโลยีนี้เองที่ ทําใหนักขาวพลเมืองสามารถสงขอความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวเกี่ยวกับขาวหรือเหตุการณตางๆ ที่ตนตองการขึ้นยังบล็อกของตนเองไดทันทีทุกที่ ทุกเวลา ที่สามารถใชงานอินเทอรเน็ตไดจึงเสมือนวามีสื่อมวลชนในการเผยแพรขาวของตน ในชวงปพ.ศ.2554 ที่ผานมาดูเหมือนบทบาทของบล็อกเกอรถูกพูดถึงมากขึ้นในแงของการเปน“สื่อ” ที่นําเสนอขาวสารดานไอทีไปถึงผูบริโภคขาวไอที สวนหนึ่งเปนผลมาจากการเติบโตอยางกาวกระโดดของธุรกิจไอทีที่มีฐานลูกคาเปนประชาชนทั่วไป (Consumers) ทําใหปริมาณขาวไอทีสําหรับผูบริโภคมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเปดโอกาสใหบล็อกเกอรเขามามีสวนในการนําเสนอขาวสารตรงนี้ไปยังผูบริโภคดวยเชนกัน ซึ่งในปที่ผานมาเริ่มมีการพูดถึงบทบาทของนักขาวกับบล็อกเกอรในแวดวงธุรกิจไอทีวามีความเหมือนหรือแตกตางกันอยางไรในแงของความเปน “สื่อ” บล็อกเกอรสายขาวเทคโนโลยี ที่สวนมากจะเปนบุคคลที่มีความรูเรื่องเทคโนโลยี มีความสนใจ และมีความอยากที่จะถายทอดหันมาเขียนบล็อกขาวไอที และรีวิวสินคาไอที เปนจํานวนมาก และไดรับความสนใจและนิยมอานจากผูอานอยางมากเชนกัน จนทําใหเจาของสินคาไอที รวมถึงบริษัทพีอาร เริ่มใหความสําคัญกับบล็อกเกอรในฐานะ “สื่อ” (Press) โดยไดเชิญบล็อกเกอรไปในงานแถลงขาว งานแถลงเปดตัวสินคา และสงสินคาใหทดสอบ (Review) เพื่อใหบล็อกเกอรเหลานั้นเขียน “ขาวสินคา” ลงในบล็อกสวนตัวของพวกเขาเอง กอปรกับผูบริโภคเริ่มใหความสําคัญกับขอเขียนของบล็อกเกอรที่เขียนถึงสินคาไอทีผูบริโภคจะเขามาอานรีวิวสินคาไอทีกอนที่จะตัดสินใจซื้อสินคา ทําใหบทบาทของบล็อกเกอรมีเพิ่มมากขึ้นและทําใหบล็อกเกอรเกิดขึ้นราวกับดอกเห็ด เว็บบล็อกดานขาวและรีวิวสินคาไอทีเกิดขึ้นจํานวนมาก ทําใหหลายครั้งที่เกิดปญหาวาขาวที่เขียนหรือรีวิวที่เขียนนั้นเปนการ “ถูกจาง” จากเจาของสินคาใหเขียนเพื่อเชียรสินคาของตน ทําใหผูอานที่ตองการซื้อสินคานั้นหลงเชื่อ ประกอบกับที่ผานมาเกิดการตั้งคําถามขึ้นวาบล็อกเกอรมีสถานะเปน “สื่อ” หรือไม ที่ผานมาชมรมนักขาวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ(ITPC: Information Technology Press Club) ไดเคยจัดเสวนาเรื่องนี้ขึ้น เพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหวางนักขาวกับพีอารและวงเสวนากับบล็อกเกอร เรื่องบทบาทของนักขาวกับบล็อกเกอรในฐานะ “สื่อ” รวมถึงความรับผิดชอบที่ตองมีตามมา รวมถึงขอเสนอที่ใหบล็อกเกอรเกิดการรวมตัวกันจัดตั้งเปนกลุมที่มีการกําหนด “หลักเกณฑ” ที่จะควบคุมกันเองหรืออยางนอยก็เพื่อที่จะสรางใหเกิดมาตรฐานวิชาชีพบล็อกเกอรขึ้น เพราะในตางประเทศหลายประเทศบล็อกเกอรมีฐานะเปน “สื่อ” อยางเต็มตัวและบล็อกเกอรมีการรวมตัวกันเปนชมรม และมีกติกาในการควบคุมดูแลบล็อกเกอรดวยกันเอง แตสําหรับในประเทศไทยที่บล็อกเกอรกําลังเบงบาน บล็อกเกอรเปน
  3. 3. 3เรื่องใหมที่ทั้งผูบริโภค นักขาวไอทีอาชีพ พีอาร และบริษัทเจาของสินคาไอที จะตองเรียนรูที่จะตอนรับบล็อกเกอรเขาสูระบบนิเวศของการสื่อสารขาวดานไอที และตองเรียนรูที่จะอยูรวมกัน แตทวาบทบาทและความสัมพันธระหวางองคประกอบตางๆ ไมชัดเจน ผูศึกษาจึงอยากจะทําการศึกษาถึงบทบาทและความสําคัญของบล็อกเกอรในฐานะ “สื่อ” วาผูบริโภคมองและยอมรับวาบล็อกเกอร คือ “สื่อ” หรือไมอยางไร1.2 วัตถุประสงคการศึกษา 1.2.1 เพื่อศึกษาความเห็นจากผูบริโภคมองวา “บล็อกเกอร” เปน “สื่อ” (Press) หรือไม 1.2.2 เพื่อศึกษาวาบทบาทของ “บล็อกเกอร”และ “สื่อ” เหมือนหรือตางกันอยางไร 1.2.3 เพื่อศึกษาความตองการ และความคาดหวังของผูบริโภคขาวไอที ที่มีตอ “บล็อกเกอร” 1.2.4 เพื่อสรางการรับรูและกระตุนเตือนใหบล็อกเกอรทราบถึงความตองการที่แทจริงของผูบริโภค1.3 วิธีดาเนินการศึกษา ํ การศึกษานิยาม “สื่อ” (Press) วาคือ อะไร มีองคประกอบอยางไรบาง และมีบทบาทอยางไรในการสื่อขาว ผูศึกษาใชระเบียบวิธีการวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ โดยใชวิธีการประมวลและวิเคราะหเอกสารการวิจัยเอกสารเปนหลัก ไดแก ทฤษฎีการสื่อขาว, นิยาม “ผูสื่อขาว”สัมภาษณ (Depth Interview) ผูบริโภคที่บริโภคขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรจํานวน 12 คน และสัมภาษณบล็อกเกอร 6 คน ผูวิจัยใชวิธีการนาเสนอขอมูลดวยการพรรณนา (Descriptive) เปนหลัก โดยบรรยาย อธิบายความและตีความขอมูลที่ไดมาจากการคนควาและรวบรวมขอมูล1.4. ขอบเขตการศึกษา 1.4.1 ศึกษาทฤษฎีวาดวยการสื่อขาวเพื่อใหทราบถึงวิวัฒนาการ บทบาทและหลักการของสื่อ 1.4.2 ศึกษาทฤษฎีวาดวยบล็อกเกอร เพื่อใหทราบถึงวิวัฒนาการ บทบาทและหลักการของบล็อกเกอร 1.4.3 ศึกษามุมมองของผูบริโภคตอการสื่อขาวของบล็อกเกอรในฐานะ “สื่อ” (Press)
  4. 4. 41.5 สมมติฐานการศึกษา ุ บล็อกเกอรเริ่มมีบทบาทในการสื่อสารขอมูลขาวสารไปยังผูบริโภคเพิ่มมากขึ้น ทําใหตัวบล็อกเกอรคิดวาบล็อกเกอร คือ “สื่อ” ประเภทหนึ่ง แตในความเปนจริงผูบริโภคที่รับขาวสารจากบล็อกเกอรไมใชทุกคนที่จะมองบล็อกเกอรเปน “สื่อ”1.6 นิยามศัพท บล็อกเกอร คือ (จันทวรรณ ปยะวัฒน, 2548) ผูเขียนบันทึกเลาเรื่องราวประจําวันเพื่อสื่อสารความรูสึกนึกคิด มุมมอง ประสบการณ ความรู และขาวสาร ในเรื่องที่สนใจโดยเฉพาะลงในบล็อก (Blog)หรือ เว็บบล็อก (Weblog) สื่อมวลชน (Mass Media) คือ สงที่สามารถนําสารจากผูสงสารไปสูผูรับสารที่ประกอบดวยคน ิ่จํานวนมากไดอยางรวดเร็วภายในเวลาเดียวกัน หรือในเวลาที่ใกลเคียงกัน ไดแก หนังสือพิมพวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน นิตยสาร และภาพยนตร ([15]ปรมะ สตะเวทิน, 2526, หนา 134-135)1.7. ประโยชนที่ไดรับจากการศึกษา 1.7.1.เพื่อสรางความรับรูและความเขาใจถึงบทบาทบล็อกเกอรในสายตาผูบริโภค 1.7.2 กระตุนใหบล็อกเกอรรับรูถึงมุมมองของผูบริโภค 1.7.3 เพื่อกระตุนใหบล็อกเกอรสรางกรอบกติกาและความรับผิดชอบในการนําเสนอขอมูล เพื่อประโยชนแกผูอานบล็อก
  5. 5. 5 บทที่ 2 ผลการศกษา ึ รายงานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงคในการศึกษาวา ผูบริโภคขอมูลขาวสารบนโลกออนไลนมองวา“บล็อกเกอร” เปน “สื่อ” หรือในที่นี่ คือ “ผูสื่อขาว” (Press) และ “นักขาว”(Reporter) หรือไม เพราะอะไรและผูบริโภคมีความเห็นตอบทบาทของ “บล็อกเกอร” และ “ผูสื่อขาว” เหมือนหรือตางกันอยางไร พวกเขามีความคาดหวังตอ “บล็อกเกอร” และ“ผูสื่อขาว” เหมือนหรือแตกตางกันอยางไร ทั้งนี้เพื่อสรางการรับรูและกระตุนเตือนให “บล็อกเกอร” รวมถึง “ผูสื่อขาว”ทราบถึงความตองการที่แทจริงของผูบริโภค รายงานชิ้นนี้ไดทําการวิจัยผานการสัมภาษณเชิงลึกผูบริโภคขอมูลขาวสารทั้งจาก “บล็อกเกอร”และ “ผูสื่อขาว” อยางสม่ําเสมอ จํานวน 12 คน ตามประเด็นคําถามที่วา บล็อกเกอรเปน “สื่อ”หรือไม?บทบาทของ “บล็อกเกอร” และ “ผูสื่อขาว”เหมือนหรือตางกันอยางไร และคาดหวังอะไรจาก “บล็อกเกอร”และ “ผูสื่อขาว” รวมถึงไดสัมภาษณเชิงลึก “บล็อกเกอร”สายขาวเทคโนโลยีสารสนเทศจํานวน 6 คน ตามประเด็นคําถามที่วา ตนเองมองวา “บล็อกเกอร” เปน “สื่อ”หรือไม? และบทบาทของ “บล็อกเกอร” และ “ผูสื่อขาว”เหมือนหรือตางกันอยางไร ผลที่ไดจากการศึกษามีดังตอไปนี้2.1 บล็อกเกอรเปน “สื่อ” หรือไม ? คนสวนใหญมีความเห็นวา “บล็อกเกอร”เปน “สื่อ” อยางหนึ่ง แตไมใช “สื่อ”ในความหมายเดียวกันกับคําวา “สื่อ”ในบริบทของผูสื่อขาว และองคกรขาวทุกประการ แตมีความหมายครอบคลุมไปถึงการเปน“สื่อมวลชน” ที่มีความเปน “สวนตัว” เหตุผลที่บล็อกเกอรเปนสื่อมวลชนเพราะบล็อกเกอรมีพื้นที่ในการนําเสนอขาวสารเชนเดียวกับสื่อมวลชน บล็อกเกอรมีผูรับสารจํานวนหนึ่งหรือจํานวนมากเชนเดียวกับสื่อมวลชน ดังเชนที่ อภิศิลป ตรุงกานนท ผูจัดการฝายผลิตภัณฑ บริษัท อินเทอรเน็ต มารเก็ตติ้ง จํากัดเจาของเว็บไซต พันทิปดอตคอม กลาววา “บล็อกเกอร” เปนสื่อ เพราะบล็อกเกอรมีพื้นที่ในการนําเสนอขอมูลขาวสารของตนเอง และสามารถนําสนอขอมูลขาวสารออกมาใหคนอานได “ผมวาบล็อกเปนสื่อนะ สื่อในที่นี้คือ การสื่อสาร เพราะเขามีพื้นที่ในการนําเสนอ แตหากเทียบกับสื่อกระแสหลัก (Mainstream Media) บล็อกเกอรอาจเขาถึงคนจํานวนมากในคราวเดียวกันไมได แตขอมูล
  6. 6. 6ขาวสารจากบล็อกเกอรจะคอยๆ กระจายออกไปจากการบอกตอๆ กัน จนในที่สุดก็ทําใหเขาถึงผูรับสารไดจํานวนมากเชนกัน” เชนเดียวกับ ธรรณพ สมประสงค (@thanop) ผูกอตั้งเว็บไซต ไทยแวรดอทคอม (Thaiware.com)ก็มองวาบล็อกเกอรเปนสื่อมวลชนสาขาหนึ่งที่นําเสนอขอมูลขาวสารไปสูประชาชนคนรับสาร โดยที่ขาวสารที่นําเสนอไปนั้นจะประกอบดวยขาวและความคิดเห็น ในขณะที่ ณัฐฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการ รายการตอบโจทย ที่นี่ไทยพีบีเอส เห็นวา บล็อกเกอรเปนสื่อมวลชน แตไมใชบล็อกเกอรทุกคนเปนสื่อมวลชน ทั้งนี้ขึ้นอยูกับความนาเชื่อถือของผูเขียนบล็อกนั้น “ปกติอานบล็อกทั้งในและตางประเทศบล็อกที่ติดตามอานเปนประจําคือ บล็อกของคุณสิทธิชัยหยุน และบล็อกของนักขาวตางประเทศ เลยมองวาบล็อกเกอรเปนสื่อมวลชน” จรียวิบูล บุญชนะโกศล Senior Public Relations Officer บริษัท ซีดีจี กรุป จํากัด ก็มีมุมมองวาบล็อกเกอรเปนสื่อมวลชนแขนงหนึ่งที่มีความนาสนใจมาก เพราะมีความรวดเร็วในการนําเสนอขอมูลขาวสารสูสาธารณะ “บล็อกเกอรเปนการเผยแพรขาวสารสูสาธารณะ เพราะฉะนั้น บล็อกเกอรคือสื่อมวลชน” ซึ่งผลการศึกษาในสวนนี้สอดคลองกับความเห็นของ [7] ชาลีวาระดี(เสวนา, 10 ตุลาคม 2550) ที่บอกวา บล็อกเปรียบเสมือนสื่อสวนตัวของเจาของบล็อกที่เจาของสามารถใสเรื่องราวใดๆ ก็ไดตามตองการ อยางไรก็ดี อาจารยปริวรรต องคศุลี หัวหนาภาควิชาวิทยาการคอมพิวเตอร มหาวิทยาลัยสยามมองวาบล็อกเกอรเปนพื้นที่สีเทา (Gray Area) ระหวางความเปนสื่อมวลชน (Journalism) กับ บทความที่แสดงความคิดเห็น (Opinionated Article) “บล็อกเกอรมักจะใสความเห็นของตนลงไปในเนื้อขาว จนบางทีก็คลอยตาม หากเห็นตรงกับเรา” สวนบล็อกเกอรเองนั้นมีความคิดเห็นวา ตนนั้นเปนสื่ออยางหนึ่งเชนกัน ประหยัด โกษาแสง หรือ@kraplam บล็อกเกอรจาก www.krapalm.com บอกวาบล็อกเกอรก็เปนสื่ออยางหนึ่ง “สื่อในความหมายของผมก็คือ ชองทางในการติดตอสื่อสาร” สวน นันทพงศ จงประทีป หรือ @papayatop บล็อกเกอรจาก http://www.papayatop.com/บล็อกเกอรอีกราย ใหความเห็นวา “สวนตัวคิดวาบล็อกเอรเปนสื่อ แตอาจจะไมเปนทางการเทากับนักขาวจริงๆและทุกคนสามารถเปนบล็อกเกอรไดตามความชอบในดานที่เราถนัด” ทั้งนี้มีคนอีกจํานวนหนึ่งมีความเห็นวา บล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอรนั้นไมมีกระบวนการทางดานวารสารศาสตรในการผลิตชิ้นงาน เปนการเขียนจากคนๆ เดียว นอกจากนี้บางครั้งขาดการอางอิงแหลงที่มาของขอมูล และมีการใสอารมณ ความรูสึก และความคิดเห็นเขาไปในงานเขียน ทําให
  7. 7. 7ขาดความเปนกลางในการนําเสนอ นอกจากนี้บล็อกเกอรยังขาดพลังแหงการชี้นําสังคม แมวาบล็อกเกอรหลายรายจะเปนที่รูจักหรือโดงดัง (Celebrity) อยางมากก็ตามที คุณสมบัติหลักที่ทําใหบล็อกเกอรไมมีสถานะเปนสื่อมวลชน คือการขาดการพิจารณาคุณคาของประเด็นขาวที่สงผลกระทบตอสังคมในวงกวาง แตจะเลือกนําเสนอประเด็นจากเรื่องที่ตนสนใจเปนหลักอาจารยสกุลศรี ศรีสารคาม อาจารยประจําคณะนิเทศศาสตร มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต กลาววาบล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชนในนิยามแบบนักขาวที่สังกัดองคกรสื่อ แตบล็อกเกอรเปนกลุมคนที่มีความรูเฉพาะเรื่อง ซึ่งบล็อกเกอรสวนใหญจะเขียนหรือนําเสนอเรื่องที่ตัวเองมีความสนใจ หรือมีความรูในเรื่องนั้นๆในขณะที่นักขาว จะตองพิจารณาประเด็นเรื่องคุณคาของขาวที่นําเสนอ และเรื่องที่มีผลกระทบตอสังคมการเลือกนําประเด็นของเนื้อหาที่จะนําเสนอของบล็อกกับนักขาวมีความแตกตางกัน เชนเดียวกันกับ เชลงพจนพุทธรักษา IT Lead บริษัท Johnson & Johnson Thailand กลาววาบล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชน แตเปนผูสงสาร ที่มีความเปนอิสระจากกระบวนการทางดานวารสารศาสตรเพราะบล็อกเกอรสามารถใสความคิดเห็นสวนตัวเขาไปในงานเขียนที่นําเสนอได แตนักขาวทําไมได ในขณะที่นักขาวตองมีการกลั่นกรองประเด็นและเนื้อหาที่จะนําเสนอรวมกับกองบรรณาธิการ แตบล็อกเกอรไมมีบล็อกเกอรสามารถนําเสนอประเด็นที่ตัวเองสนใจ แตนักขาวจะนําเสนอประเด็นที่เปนภาพกวางที่สงผลกระทบตอคนในจํานวนมากๆ จักรพงษ คงมาลัย Online Marketing Manager Mobile Marketing บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส จํากัด มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันวา บล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชน เพราะขาดองคประกอบสําคัญของการเปนสื่อมวลชน นั่นคือ บล็อกเกอรขาดกระบวนการทางดานวารสารศาสตร และขาดกระบวนการตรวจสอบจริยธรรม เหมือนที่สื่อมวลชนพึงจะตองมี “แตในฐานะของคนทําแบรนดบล็อกเกอร คือ ชองทาง หรือ สื่อ (Medium) ที่สามารถนําพาขาวสารหรือขอมูลที่แบรนดตองการนําเสนอไปยังผูรับสาร หรือผูบริโภคสินคาของซัมซุงได” เชนเดียวกับ รอยโทหญิงนิดา ยิ้มคมขํา เจาหนาที่ประจําแผนกและงบประมาณ กองงบประมาณหนวยบัญชาการทหารพัฒนา ที่มองวา บล็อกเกอรเปนผูนําเสนอบทความหรือความคิดเห็นสวนบุคคลมากกวาจะเปนการนําเสอนขาวสารในฐานะสื่อมวลชน และ กฤษณ กิ่งโก เจาหนาที่จากสํานักงานรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่เห็นวา บล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชน เพราะมีการใสความคิดเห็นลงในงานเขียน การเขียนบล็อกสามารถใหความเห็นหรือมุมมองสวนตัวลงไปในเนื้อหาได แตถาเปนสื่อมวลชนจะนําเสนอแตความจริงไมมีการแทรกความเห็นสวนตัวลงไปในเนื้อหา
  8. 8. 8 สวน ชรัตน เพ็ชรธงไชย วิศวกรตรวจสอบซอฟทแวรอาวุโส บริษัท ทอมปสันรอยเตอรซอฟทแวร(ประเทศไทย) จํากัด บอกวา บล็อกเกอรไมใชสื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอรใสความคิดเห็นของตัวเองเปนหลักในงานเขียน แตนักขาวจะนําเสนอเนื้อหาแบบเปนกลาง ไมมีการใสความคิดเห็นลงในงานขาว อยางไรก็ดี แมวาหลายคนจะเห็นวา บล็อกเกอรไมใชนักขาว ไมใชสื่อมวลชน แตในบางบริบทบล็อกเกอรก็ไดรับการยอมรับเปนสื่อ แตเปนสื่อภาคประชาชน อาจารยสกุลศรี กลาววา ถาเปนการรายงานขาวเหตุการณ จากสถานที่เกิดเหตุจริงของบล็อกเกอร ก็ถือวา บล็อกเกอรทําหนาที่สื่อภาคประชาชน หรือCitizen Journalist เชนเดียวกับมุมมองของพิทยากร ลีลาภัทร ผูจัดการฝายการตลาด บริษัทแคททาลิสท อัลลายแอนซ (ประเทศไทย) จํากัด และผูเขียนหนังสือ “ธนาคารแหงความสุข”ที่มองวา บล็อกเกอรก็เปนสื่อประเภทหนึ่ง ที่เรียกวา “สื่อภาคประชาชน”และสิ่งที่บล็อกเกอรนําเสนอก็เปนบทความ ขอเขียน ความคิดเห็นของผูเชี่ยวชาญในดานนั้นๆ “โดยสวนรูสึกวาบล็อกเกอรเปนผูแสดงความเห็น นําเสนอเรื่องราวในมุมมองที่ตนตองการเสนองานที่นําเสนอจึงเหมือนบทความมากกวาการรายงานขาว” ดังนั้น หากพิจารณาตามหลักเกณฑของวารสารศาสตรแลว ก็ถือไดวาบล็อกเกอรไมใช สื่อมวลชนแตเปนเพียงสื่อหรือชองทางที่สามารถนําพาขอมูลขาวสารออกไปหาคนรับสารได 2.1.1 ที่มาของขอมูลขาวสาร และกระบวนการผลิตเนื้อหา หากพิจารณาในแงของที่มาของขอมูลขาวสารที่บล็อกเกอรนําเสนอนั้น มีความแตกตางจากนักขาวที่มาของขอมูลขาวสารที่บล็อกเกอรนําเสนอ มาจากมุมอง ความคิด ทัศนคติ และความรูสึกของบล็อกเกอรเปนหลัก ทําใหรูปแบบการนําเสนอขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรจึงออกมาในรูปแบบของการสื่อสารดวยภาษาพูดมากกวาภาษาเขียน โดยมีการใสความคิดเห็นสวนตัวของผูเขียนลงไปในเรื่องราวที่นําเสนอ ไมเนนการไดมาซึ่งขอมูลจากบุคคลอื่น ในขณะที่ที่มาของขอมูลขาวสารที่นักขาวนําเสนอนั้นมาจากบุคคลอื่นคือ ไมใชมาจากตัวนักขาวที่เขียนหรือนําเสนอเรื่องราวนั้นเอง บุคคลอื่นในที่นี้ ก็คือ แหลงขาว และแหลงขอมูล ไดแก รายงาน การวิจัย และผลสํารวจขององคกรที่นาเชื่อถือได หรือเปนที่รูจัก เปนตน และสอดคลองกับ ศุภนิตย (2552:218) ที่มองวา ในแงมุมของทักษะดานงานขาวของบล็อกเกอรในฐานะบรรณาธิการที่คัดสรรประเด็นเองนั้น บางคนอาจยังไมมีประสบการณมากเทียบเทากับบรรณาธิการของสื่อมวลชนที่มักเปนผูคร่ําหวอดในแวดวงสื่อมามากกวามุมมองของบรรณาธิการสมัครเลนในการคัดเลือกประเด็นที่จะทําขาวจึงอาจเปนเพียงประเด็นที่ตนเองอยากทําเพราะความสนใจสวนตัวเทานั้น
  9. 9. 9 อภิศิลป กลาววา มีในขณะที่นักขาวตองไปสัมภาษณแหลงขาว และไปรวบรวมขอมูลจากแหลงตางๆ เพื่อนําขอมูลมาเขียนเปนขาวหรือสารคดีเชิงขาวใหผูรับสาร แตบล็อกเกอรนั้นในบางครั้งตัวเขาคือผูเชี่ยวชาญเอง ซึ่งสามารถเขียนและนําเสนอขอมูลขาวสารใหกับผูรับสารไดโดยไมตองไปสัมภาษณใครตัวอยางเชน ขาวการแถลงเปดตัวสินคาใหมของ Samsung สิ่งที่นักขาวทําคือ ไปรวมงานแถลงขาว รับเอกสารขาว (Press Release) จากผูแถลง จากนั้นฟงการแถลง และสัมภาษณแหลงขาวเพิ่มเติม ซึ่งประเด็นที่นักขาวนําเสนอสวนมากอิงตามเอกสารขาวแจก หรือเรียกกันวา “ประเด็นแถลง” อาทิ บริษัทไดเปดตัวสินคาใหม สินคานั้นคืออะไร มีขอดีของสินคาคืออะไร บริษัทคาดหวังยอดขายในสินคาตัวนี้อยางไรกลยุทธทางการตลาดสําหรับบริษัทคืออะไร เปนตน ในขณะที่สิ่งที่บล็อกเกอรทําการสัมผัสสินคาดวยตนเองและนําเครื่องโทรศัพทสมารทโฟนนั้นมาลองใชงาน แลวเขียนจากประสบการณตรงวาสินคาตัวนั้นๆ มีคุณสมบัติและความสามารถโดดเดนอยางไร มีขอดีขอเสียอยางไร เชนเดียวกับ จรียวิบูล ที่มองวา บล็อกเกอรนําเสนอเรื่องจากมุมมองของตัวเอง ซึ่งหลายเรื่องเปนเรื่องที่มีความนาสนใจเพราะเปนความตองการเดียวกับผูอานหรือผูรับสาร “บล็อกเกอรนําเสนอสงที่เขาเห็น และรับรูแบบสดๆ ทันทีทันใด ทําใหขอมูลขาวสารนั้นมีความไวและนาสนใจ ตางจากนักขาวที่อาจตองหาขอมูลมาประกอบจากหลายทางทําใหขาวมีเนื้อหาที่ครอบคลุมในหลายมิติหลายประเด็นและละเอียดกวา” จรียวิบูลบอกวา หากเทียบทักษะของการนําเสนอขาวสารระหวางบล็อกเกอรกับนักขาวแลว บล็อกเกอรนั้นไมมีทักษะในการเชิงการนําเสนอขาวสารเทียบเทาสื่อมวลชนอาชีพ แตบล็อกเกอรสามารถนําเสนอเรื่องไดนาสนใจกวา เพราะเรื่องที่บล็อกเกอรนํามาเสนอนั้นเปนเรื่องที่เขาสนใจซึ่งก็เปนเรื่องที่ผูคนทั่วไปสนใจหรือเรียกวาเปนเรื่องที่มี Human Interests ประกอบกับบล็อกเกอรสามารถใสอารมณ ความรูสึกลงไปในขอมูลที่นําเสนอได ทําใหขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรนั้นมีความไมเปนทางการในแบบฉบับของงานขาวอยู แตเปนการนําเสนอแบบเรื่องเลาทําใหชวนติดตามและอานสนุก อาจกลาวไดวากระบวนการผลิตเนื้อหาของบล็อกเกอรเริ่มตนจาก ประเด็นที่บล็อกเกอรมีความสนใจ จากนั้นจึงหาขอมูล หรือไมก็ลงมือเขียนทันที โดยไมจําเปนตองตองยึดหลักตามกระบวนการดานวารสารศาสตร ซึ่ง[16] การสื่อขาว คือ การปฏิบัติงานดานวารสารศาสตร ซึ่งมีกระบวนการในการปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. การคนควาและแสวงหาขอมูล เกี่ยวกับขอเท็จจริงและเหตุการณที่เกิดขึ้น 2. การประเมินคุณคาขาว เปนการนําขอมูลที่หามาไดและนํามาประเมินคุณคาจากองคประกอบของขาว และปจจัยอื่นๆ
  10. 10. 10 3. การตรวจสอบความถูกตอง เพื่อปองกันขาวไมใหคลาดเคลื่อน [19] ซึ่งดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน รองคณบดี คณะนิเทศศาสตรมหาวิทยาลัยหอการคาไทย ไดเคยใหคํานิยาม “วารสารศาสตร” หรือ “Journalism” ไววาคือ การเลาเรื่องราว เหตุการณตางๆ ที่เกิดขึ้น แบบStorytelling สวนนักวารสารศาสตร คือ Storyteller หรือนักเลาเรื่องราว เหตุการณตางๆ ที่เกิดขึ้น หากเลาเรื่องราว เหตุการณผานสื่อสิ่งพิมพยอมเรียกวา Print Journalism ถาเลาผานสื่อวิทยุโทรทัศน เปนBroadcasting Journalism เลาผานสื่อออนไลน อินเตอรเน็ต ก็เรียกวา Online Journalism ซึ่งนักขาว คือนักวารสารศาสตรที่ตองมีทักษะทางวิชาชีพสําคัญๆ คือ ทักษะการสื่อขาว การคิดประเด็นขาว การรวบรวมขอมูลขาว การสัมภาษณ การทําขาวเชิงสืบสวน การเขียนขาว การเขียนเชิงวารสารศาสตรอื่นๆ เปนตน ซึ่งหมายรวมไปถึงวิชากฎหมายและจริยธรรมสื่อสารมวลชน ซึ่งเปนแกนแกนสําคัญทางวิชาชีพ [20]เชนเดียวกับอาจารยญาณินี เพชรานันท หัวหนาภาควิชาวารสารศาสตร มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มองวา สิ่งสําคัญของวารสารศาสตร คือ ขอมูล ขอเท็จจริง ที่ใหกับสังคม สวนนักขาวสามารถแสวงหาขอมูลขาวจากแหลงขาวประจํา [16] เอกสารบันทึกตางๆ จากหองสมุดหนังสือพิมพ จากหนังสืออางอิงอื่นๆ และจากขอมูลสถิติที่ไดรับการเผยแพรสูสาธารณชน การแสวงหาขอมูลขาวจากแหลงขาวประจําอาจเปนการไดมาดวยการสัมภาษณแหลงขาว หรือการสังเกตของนักขาวเอง แลวนํามาประเมินคุณคาทางขาววาขอมูลที่ไดมานั้นมีคุณคาทางขาวมากนอยเพียงใดนอกจากนี้นักขาวยังสามารถแสวงหาขอมูลขาวจากเอกสารบันทึก อาทิ เอกสารบันทึกจากศาล เอกสารบันทึกของตํารวจ เอกสารบันทึกทางธุรกิจ เอกสารบันทึกสวนบุคคล นอกจากนี้นักขาวยังสามารถแสวงหาขอมูลขาวจากหองสมุดหนังสือพิมพ สถานที่ที่เก็บแฟมขาวซึ่งบรรจุขาวสําคัญๆที่ตัดจากหนังสือพิมพตางๆ เรียกวา ขาวตัด (CLIPPING) และจากหนังสืออางอิงอื่นๆ เปนแหลงขอมูลที่นํามาใชเสริมใหขาวของผูสื่อขาวถูกตอง ครบถวนยิ่งขึ้น เชน หนังสือสารานุกรม เปนตนรวมถึงแสวงหาขอมูลขาวจากขอมูลสถิติ ขอมูลที่เปนสถิติผูสื่อขาวสามารถรวบรวมไดจากเอกสารคนควาวิจัยทางหนวยงานของรัฐบาล สถาบันการศึกษา องคการวิจัยของเอกชน สมาคม องคกรทางการเมือง รวมทั้งขอมูลที่นักขาวออกสํารวจวิจัยเอง เปนขอมูลที่มักนําเสนอออกมาในรูปของตัวเลข แผนภูมิกราฟ เปนตน 2.1.2 รูปแบบการนําเสนอและเนื้อหา สําหรับรูปแบบในการนําเสนอของบล็อกเกอร นั้นสวนใหญเห็นวา บล็อกเกอรกับนักขาวมีรูปแบบในการนําเสนอขอมูลขาวสารที่แตกตางกันคอนขางชัดเจน สวนใหญมองวารูปแบบการนําเสนอเนื้อหาของ
  11. 11. 11บล็อกเกอรนั้นคอนขางเปนการนําเสนอขอมูลพรอมแสดงความคิดเห็นสวนตัวลงไปในขอมูลนั้นดวยในขณะที่นักขาวมีการนําเสนอเนื้อหาขาวสารที่มีรูปแบบที่แนนอนตายตัว โดยปราศจากการใสความคิดเห็นใดๆ ลงไปในเนื้อหา การนําเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอร สามารถนําเสนอเนื้อหาในรูปของการเลาเรื่อง เลาจากประสบการณตรงที่ตนไปสัมผัสขาวจากงานแถลงขาว จากการไดทดสอบสินคาหรือผลิตภัณฑ แตการนําเสนอขอมูลขาวสารของนักขาวจะมีรูปแบบที่ตายตัว คือ รูปแบบของขาว ที่เปนพีรามิดหัวกลับ คือ พาดหัวขาว โปรยขาว เนื้อหาและรายละเอียดขาว เพื่อตอบโจทยทฤษฎีการสื่อขาว 5W 1H (Who, What,When, Where, Why, How) คือ ใคร ทําอะไร เมื่อไร ที่ไหน ทําไม และอยางไร [21] ซึ่งโครงสรางของขาวและการใชภาษาขาวประกอบดวยสวนสําคัญ 4 สวน คือ 1.พาดหัวขาว(Headline) คือการนําประเด็นสําคัญของขาวมาพาดหัวหนังสือพิมพ เพื่อใหผูอานทราบวาวันนี้เกิดอะไรขึ้นบาง 2. ความนําขาว (Leads) หรือวรรคนํา คือสาระสําคัญของเนื้อหาขาวที่เขียนโดยยอเพื่อสรางความเขาใจทั่วๆ ไปแกผูอาน 3. สวนเชื่อมความนําขาวกับเนื้อเรื่อง (Neck) เปนขอความสั้นๆ ที่เชื่อมระหวางความนําขาวกับเนื้อเรื่อง เพื่อใหการเขียนขาวนั้นเชื่อมโยงอยางตอเนื่อง อาจจะมีหรือไมมีก็ได และ 4. เนื้อเรื่องหรือเนื้อขาว (Body) คือสวนที่อธิบายหรือขยายรายละเอียดของสวนประกอบอื่นๆ ขางตน เพื่อใหผูอานทราบเรื่องราวและเขาใจลําดับความสําคัญของเหตุการณที่เกิดขึ้นอยางชัดเจน ในขณะที่รูปแบบการเขียนขาว หรือการนําเสนอขาวทําไดหลายรูปแบบ แตที่พบเห็นโดยทั่วไปมี 3รูปแบบ ดังนี้ 1. แบบพีระมิดหัวกลับ (Inverted Pyramid) นิยมใชในการเขียนขาวหนังสือพิมพในปจจุบัน ผูเขียนขาวจะรายงานสาระสําคัญที่สุดของขาวกอน แลวจึงเขียนสวนสําคัญรองๆ ลงไป โครงสรางขาวลักษณะนี้จะเริ่มดวยความนํา สวนเชื่อม (ถามี) และเนื้อเรื่องขาว นิยมจัดลําดับเนื้อหา 2 ลักษณะ คือ จัดลําดับตามความสําคัญ และจัดลําดับตามเวลาหรือเหตุการณ 2. แบบพีระมิดหัวตั้ง (Upright Pyramid) ไมคอยนิยมใชในปจจุบัน ผูเขียนขาวจะเรียงลําดับขอมูลที่มีความสําคัญจากนอยไปหามากที่สุด (climax) เพื่อใหผูอานกระหายใครรู และติดตามเนื้อหาจนจบ ดังภาพตอไปนี้ และ 3. แบบสี่เหลี่ยมผืนผาทรงยืน มักใชเขียนขาวที่ไมคอยสําคัญ ขาวสั้นๆ เริ่มจากสวนเชื่อม หรือจากเนื้อเรื่องขาว หลังจากพาดหัวขาวแลว ไมมีความนํา ความสําคัญของขาวมีความเทาเทียมกันตั้งแตตนจนจบ แตสําหรับคนที่เห็นวาบล็อกเกอรเปนสื่อมวลชนนั้นจะมองวา การนําเสนอของบล็อกเกอรเปนการนําเสนอขาวสารอีกรูปแบบหนึ่งที่มีความหลากหลายมากกวาการนําเสนอขาวสารของสื่อมวลชน เพราะมี
  12. 12. 12การใสความคิดเห็นสอดแทรกลงไปในเนื้อหาที่นําเสนอ ทําใหเนื้อหานาติดตาม และมีแงมุม และความรูสึกและเพราะบล็อกเกอร คือ ผูที่มีความเชี่ยวชาญในเนื้อหานั้นๆ เฉพาะดาน อาทิ บล็อกเกอรดานขาวสารไอทีที่มีความรูความเชี่ยวชาญดานเทคโนโลยี ดังนั้น บล็อกเกอรสามารถใสความเห็น ใสขอมูลที่มาจากตัวผูเขียนบล็อกเองลงไปได โดยอาจจะไมตองสัมภาษณแหลงขาว ซึ่งตรงนี้จากนักขาวที่ไมใชผูเชี่ยวชาญเฉพาะดาน หรือเฉพาะสาย ทําใหเวลานําเสนอขาวสารนักขาวจําเปนตองพึ่งพาแหลงขอมูล ซึ่งก็คือแหลงขาวในการไดมาซึ่งเนื้อหาของขาว แมวาบล็อกเกอรถูกมองวาเปนสื่อมวลชน แตเปนสื่อที่สามารถแสดงความคิดเห็นในงานเขียนที่นําเสนอผูรับสารได เพียงแตรูปแบบในการนําเสนออาจแตกตางกัน และจํานวนผูรับสารแตกตางกันหากเทียบกับสื่อมวลชน อภิศิลป มองวา บล็อกเกอรมีรูปแบบในการสนําเสนอขอมูลที่หลากหลายกวาสื่อมวลชน เพราะบล็อกเกอรจะสามารถใสความคิดเห็นลงไปในเนื้อหาได ขณะที่นักขาวจะไมมีการใสความคิดเห็น “สมัยนี้หลายๆ แบรนดชอบเชิญบล็อกเกอรไปรวมงานเหมือนที่เชิญนักขาว เพราะเขาอยากใหบล็อกเกอรนําเสนอขาวเกี่ยวกับสินคาของตัวเอง ซึ่งบล็อกเกอรมีอิสระในการเขียนคอนขางมาก คือ ไมไดจํากัดแค “ขาว”เหมือนที่นักขาวรายงาน แตเปนบทความขอคิดเห็นสวนตัวก็ได” ธรรณพ บอกวา เนื้อหาที่สื่อมวลชนนําเสนอคือ ขาวสารความเปนไป สวนเนื้อหาของบล็อกเกอรคือขาวบวกกับความคิดเห็น เปนขาว 70 เปอรเซ็นต เปนความคิดเห็น 30 เปอรเซ็นต และขาวที่บล็อกเกอรนําเสนอนั้น ถือเปนขาวกึ่งประชาสัมพันธสินคา “อานบล็อกเพื่อตองการอานความคิดเห็นจากผูใชงาน เพื่อตองการนําเอาขอมูลมาประกอบการตัดสินใจ” แตบางคนก็มองวา หากบล็อกเกอรที่ไมใชนักขาวไปเขียนบล็อก แลวนําเสนอขอมูลขาวสารใหกับบริษัท เทากับเปนการโฆษณาประชาสัมพันธดวย แมจะไมชัดเจนแตเนื้อหายอมเปนไปเพื่อการประชาสัมพันธ “ธรรมชาติของคนตามอานบล็อกจะชอบการเขียนที่มาจากตัวตนของบล็อกเกอร ซึ่งอานๆ ไปจะทราบไดทันทีวาบล็อกไหนเขียนเพื่อการโปรโมทสินคา จากการที่บล็อกเกอรใสความคิดเห็นลงไปในบทความหรืองานเขียนนั้นทําใหผลงานการนําเสนอเนื้อหาของบล็อกเกอรบางครั้งก็เปน “ขาวกึ่งประชาสัมพันธ”
  13. 13. 13 สําหรับเนื้อหาของบล็อกนั้น กฤษณ มองวาเนื้อหาที่บล็อกเกอรนําเสนอสวนใหญจะคอนขางมีละเอียด และมีมุมมองของผูเขียน ซึ่งตอบสนองความตองการของผูอานที่อานบล็อกเพราะตองการอานความคิดเห็น ตองการทราบมุมมองในเรื่องนั้นๆ “เปนกลางหรือไมเปนกลางในการนําเสนอเนื้อหา ไมใชประเด็น ถาหากไมมีการบิดเบือนเรื่องจริง”กฤษณ ในขณะที่ ณัฐฐา มองวา ขาวสารจากบล็อกเกอรสวนใหญนําเสนอไดนาสนใจ ซึ่งความสมบูรณครบถวน รอบดาน นาเชื่อถือของเนื้อหาที่บล็อกเกอรนําเสนอนั้นขึ้นอยูกับการกลั่นกรองของผูเขียนเปนหลัก รอยโทหญิงนิดา บอกวา รูปแบบการนําเสนอขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรคือการนําเสนอขอมูลและความคิดเห็น ทําใหชิ้นงานที่บล็อกเกอรนําเสนอเปนบทความหรือความคิดห็นสวนบุคคล ซึ่งหลายครั้งทําใหผูอานคลอยตามและเชื่อในขอมูลที่นําเสนอ “บางบล็อกนําเสนอขอมูลไมครบถวน แตเนนการนําเสนอมุมมอง ความคิดเห็น ซึ่งจะตองเลือกอานและวิเคราะหจากขอมูลหลายๆ ที่ จากหลายๆ คนมาประกอบกัน” สวนอาจารยสกุลศรี มองวา บล็อกเกอรบางคนมีการสนําเสนอเนื้อดี ใหความคิดตอยอดประเด็นไดยิ่งถาบล็อกไหนมีการอางอิงขอมูล และใสลิงค (Link) กลับไปที่ตนตอของขอมูล มีการใหขอมูลเพิ่มเติมและเชื่อมโยงขอมูลหรือประเด็นตอไปที่อื่นที่ใหผูอานสามารถอานเพิ่มไดจะยิ่งดี สวนบล็อกเกอรอยาง @krapalm ก็ยอมรับวา ภาษาทใชในการเขียนบล็อกสวนใหญจะเปนภาษา ี่พูด เนนอานเขาใจงาย ไมอยากรูผูอานรูสึกวาเขากําลังอานหนังสือ หรือเรียงความ อยากใหเขาไดความรูสึกเหมือนมีคนเลาเรื่องราวใหฟง “สไตลในการเขียนของผม ก็เนนการเลาเรื่องราวๆ ใชภาษาที่เขาใจงาย ถาเปนคําศัพทหรือkeyword สําคัญๆ จะเขียนเปนภาษาอังกฤษเลย ไมคอยไดแปลไทย ผมมักจะเขียนทับศัพท” @kraplam ยังบอกอีกวา เนื้อหาที่นําเสนอในบล็อกของเขานั้น จะเนนไปที่อัพเดทขาวสารที่ตนสนใจและคิดวาจะมีคนอาน “ผมจะพยายามไมเขียนขาวที่ตัวเองสนใจ แตมันเปนขาวที่คนอื่นไมคอยอาน” สําหรับ @papayatop บอกวา สวนมากตนจะนําเสอนขาวสารดานเทคโนโลยี โดยผสมกันทั้งขาวบทความ รีวิวสินคา และสวนใหญจะใชภาษาขาวผสมกับภาษาพูด เขียนแนวคลายกับอธิบาย ขยายความใหแจมชัดขึ้น โดยจะเนนใชภาษาเขาใจงาย เหมือนนั่งคุยกับผูอาน เชนเดียวกับ นันทชวิชญ ชัยภาคยโสภณ หรือ @yokekung บล็อกเกอรอีกรายจากhttp://www.yokekungworld.com ที่บอกวา รูปแบบการนําเสนอของตนจะเปนการวิเคราะหเทคโนโลยีจากขาว เปนบทความ และรีวิวสินคาตามความรูสึก เพื่อประโยชนที่คนอานจะไดรับ โดยมีสไตลการเขียน
  14. 14. 14เหมือนการโพสกระทูแนะนํา ไมทางการมาก เนนความเปนกันเอง แตพอทําบล็อกเยอะๆ เริ่มเปนทางการมากขึ้น สําหรับประเด็นที่นําเสนอจะเนนเรื่องแนวโนมที่กําลังจะมา มองเทคโนโลยีที่พัฒนา และมองสินคาปจจุบันที่สรางกระแสในตลาด “โดยสวนตัวมองวาบล็อกเกอรไมใชสื่อ แตชวยกันนําเสนอในหลายๆแงมุม” กลาวโดยสรุป พบวา หากจะนิยามคําวา “สื่อ”ดวยนิยามทางดานวารสารศาสตรแบบเดิม “บล็อกเกอร”จะไมใช “สื่อ”เพราะบล็อกเกอรไมมีกระบวนการทางดานวารสารศาสตรในการผลิตชิ้นงาน บล็อกเกอรไมจําเปนตองเลือกประเด็นขาวจากคุณคาขาว แตบล็อกเกอรจะเลือกประเด็นขาวสารตามความสนใจของตนเองและผูอานของตนเปนหลัก นอกจากนี้บล็อกเกอรยังมีรูปแบบการเขียนที่ไมยึดติดกับรูปแบบการเขียนขาวของนักขาวที่จะตองเปนพีรามิดหัวตั้งหรือพีรามิดหัวกลับ และยังใชภาษาพูดในงานเขียน ทั้งยังใสความคิดเห็นในงานเขียน และที่สําคัญบล็อกเกอรไมมีการกําหนดกติกาในการทํางานรวมกัน หรือไมมีการกําหนดกรอบจรรยาบรรณและจริยธรรมในการรับผิดชอบตอขอมูลขาวสารที่ตนนําเสนอไป อยางเปนรูปธรรม
  15. 15. 15 แตในทางกลับกัน หากพิจารณาในมิติและบริบทของการสื่อสารยุคดิจิตอลแลว ก็สามารถสรุปไดวา“บล็อก”เปน “สื่อ”ชนิดหนึ่ง ซึ่งอาจจะเรียกวา “สื่อสวนตัว” หรือ “สื่อสวนบุคคล” ดวยเหตุผลที่วา บล็อกเกอรมี Blog ซึ่งเปน “ชองทาง”(Channel) ในการติดตอสื่อสาร ในการนําเสนอขาวสารเพื่อไปยังกลุมคนในวงกวางได เชนเดียวกับ “สื่อ”(Traditional Media) บล็อกเกอรมีกลุมคนอาน หรือกลุมผูรับสารที่แนนอนจํานวนหนึ่ง และคนอานขาวสารจากบล็อกเหลานี้ใหคุณคาของเนื้อหาที่บล็อกเกอรนําเสนอวาเปน“ขาวสารบวกมุมมอง”ซึ่งตอบสนองตอความตองการของผูรับสารที่อานบล็อกก็เพื่อตองการอานมุมมองและความคิดเห็นของผูเขียน ดังนั้นพวกเขาจึงมองวา “บล็อกเกอร”ก็คือ “สื่อ”ประเภทหนึ่ง2.2 บทบาทของ “บล็อกเกอร” กับ “นักขาว” สําหรับบทบาทของบล็อกเกอรนั้นหลายคนมองวา บล็อกเกอรเปนสวนหนึ่งของกระบวนการการสื่อสารอยางแนนอน แตระดับของการเปนสื่อของบล็อกเกอรนั้นในบางมุมก็เหมือนกับนักขาว แตในบางมุมก็ตางจากนักขาวโดยสิ้นเชิง [6] นักวิชาการและนักวิชาชีพสื่อหลายคนไดแสดงความเห็นเกี่ยวกับบทบาทของบล็อกเกอรไวอาทิ สฤณี อาชวานันทกุล มองวา บล็อกเกอรเปนสื่อได และสื่อมวลชนก็เปนบล็อกเกอรได เมื่อใดที่บล็อกเกอรรายงาน “ขาว” ซึ่งเปนขอเท็จจริงหรือเหตุการณที่เปนประเด็นสาธารณะ บล็อกเกอรมีสถานะเทียบเทาสื่อมวลชน และดังนั้นจึงตองมีทั้งสิทธิ และจรรยาบรรณเชนเดียวกับสื่ออาชีพ
  16. 16. 16 นอกจากนี้ [5] “นักขาว” กับ “บล็อกเกอร” นั้นมีทั้งจุดเหมือนและจุดตางในการทํางาน จุดเหมือนก็คือทั้งสองฝายมีชองทางในการนําเสนอของตัวเอง นักขาวอาจจะมีบริษัททีวี วิทยุ หนังสือพิมพ หรือองคกรขาวที่ตัวเองสังกัด สวนบล็อกเกอรก็มีบล็อกของตัวเอง รวมถึง Social Media ที่ชวยใหการนําเสนอของตัวเองขยายไปถึงวงกวางไดมากขึ้น สวนจุดตางก็คือ นักขาวนั้นบอกวาตัวเองเปนสื่อมวลชนที่จะตองมาพรอมกับจริยธรรมในวิชาชีพขาว ในขณะที่บล็อกเกอรนั้นยังไมสามารถบอกไดชัดเจนวาตัวเองเปนสื่อมวลชนหรือไม ตลอดจนจริยธรรมและความรับผิดชอบตอสังคมยังไมมีบทบัญญัติชัดเจน [7] เทพชัย หยอง ผูอํานวยการองคการกระจายเสียงและแพรภาพสาธารณะแหงประเทศไทย(ส.ส.ท.) และสถานีโทรทัศนไทยพีบีเอส เคยพูดไวใน นิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห (ในคอลัมน“จดหมายจากฮารวารด”) วา ‘บล็อกเกอร’ คือ ชื่อที่ใชเรียกคนทําสื่ออิสระทางอินเทอรเน็ตที่กําลังกลายเปนทางเลือกใหมทางดานขาวสารใหคนอเมริกัน และการจะเปน ‘บล็อกเกอร’ นั้นไมยาก เพียงแคขอใหมีเว็บไซตของตัวเองและจริงจังกับการหาขอมูลขาวสารและการตรวจสอบสังคม ใครๆ ก็สามารถเลนบทบาทนี้ได แตจะเปน‘บล็อกเกอร’ ที่นาเชื่อถือไดหรือไมนั้นก็เปนอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่ง ‘บล็อกเกอร’ เปนปรากฏการณใหมที่ทาทายสื่อกระแสหลักอยางหนังสือพิมพและโทรทัศน 2.2.1 บทบาทของ “บล็อกเกอร” หากจะกลาวถึงบทบาทของบล็อกเกอร จักรพงษ มองวา บทบาทของบล็อกเกอรคือ ผูนําเสนอขอมูลขาวสารในมุมมองเชิงบุคคล บล็อกเกอรนําเสนอในเรื่องที่เขาคิดวาอยากนําเสนอ มีการใสอารมณความรูสึกเขาไปในเนื้อหาทําใหขอมูลขาวสารจากบล็อกเกอรไมไดตั้งอยูบนขอเท็จจริงเปนหลัก บล็อกเกอรไมตองคํานึงถึงผลประโยชนสามาธารณะ และสามารถมีเรื่องธุรกิจ หรือเรื่องรายได คาตอบแทนจากการเขียนได โดยไมมีใครตําหนิ ตราบใดที่บล็อกเกอรนั้นไมไดนําเสนอขอมูลที่ละเมิดผูอื่นหรือทําผิดกฏหมาย “บล็อกเกอรไมไดถูกฝกมาใหคิดและทําอยางนักขาว เขาไมมีกระบวนการไดมาซึ่งขอมูล และการพัฒนาออกมาเปนชิ้นงานขาวดวยกระบวนการวารสารศาสตรเขาเปนเพียงคนที่มีชองทาง (Channel) ที่สามารถสงขอมูลขาวสารออกไปหาคนไดจํานวนหนึ่งเทานั้น” ซึ่งเชลงพจน มองวา บล็อกเกอร คือ “สื่อสวนตัว” หรือ “สื่อบุคคล” ที่มีชองทางในการนําเสนอขอมูลขาวสารจากมุมมองที่ตนเองสนใจ โดยมีตัวเองเปนแบรนด(Personal Brand) ซึ่งทําการนําเสนอขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรจะคํานึงถึงการนําเสนอตัวตนของตัวเอง ดวยการนําเสนอมุมมมองสวนตัวรูปแบบการเขียน และภาษาที่ใช
  17. 17. 17 “สไตลการเขียน ภาษาที่ใชในการนําเสอของบล็อกเกอรจึงตองดูหวือหวา แรง โดน ไมเหมือนของนักขาวที่ตองใชภาษาเปนทางการมากกวา และมีกรอบของการนําเสนอที่ตองเปนกลางในการทําใหขอมูลมีความสมดุล” มีคนมองวาบล็อกเกอรเขียนบล็อกเพื่อแสวงหา “ความนิยม”และมี “ความนิยม”เปนตัวตั้งหรือเปนวัตถุประสงคในการเขียน แตนักขาวมี “ความนาเชื่อถือ” เปนตัวตั้ง ฉะนั้น การนําเสนอขอมูลขาวสารบทบาทในการนําเสนอขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรและนักขาวจึงมีความแตกตางกัน “ความนาเชื่อถือ กับความนิยมตางกัน ความนาเชื่อถือ คือ เชื่อวาขาวนี้ผานการกลั่นกรองมาแลวดวยกระบวนการวารสารศาสตร สวนความนิยมในตัวบล็อกเกอร คือ ความชอบและความพอใจ ในรูปแบบการนําเสนอและเนื้อหาที่นําเสนอมากกวาความถูกตองของขอมูลที่นําเสนอ” เชลงพจนอธิบาย สวนนักวิชาการจะมองวา ทั้งบล็อกเกอรและนักขาว มีบทบาทในการนําเสนอขอมูลขาวสารเหมือนกัน แตนักขาวจะมีกรอบจริยธรรมและกรอบจรรยาบรรณที่ชัดเจนกวาบล็อกเกอร ทําใหบทบาทที่สามารถนําเสนอขาวสารไดเหมือนกันระหวางบล็อกเกอรกับนักขาวมีความแตกตางกัน “ทั้งสองเปนคนนําขอมูลขาวสารมาเลาเรื่องเหมือนกัน และเขาถึงแหลงขาวไดใกลเคียงกัน แตบางครั้งบล็อกเกอรไมไดคํานึงถึงวาขอมูลขาวสารที่ตนนําเสนอนั้นไปกระทบกระเทือนใครหรือไม หรือมีการสรางสมดุลใหกับขอมูลขาวสารที่เสนออกไปแลวดีพอแลวหรือยัง ในขณะที่นักขาวตองคํานึงถึงสิ่งเหลานี้อยูตลอดเวลา” ดวยบทบาทของบล็อกเกอรของการเปนผูสื่อสารสื่อขอมูลออกไปสูคนรับสารไดเหมือนกับนักขาวทําใหอาจมองดูแลวเสมือนวาบล็อกเกอรเปนคูแขงของนักขาวในการนําเสนอขอมูลขาวสารสูผูรับสาร ซึ่งในกรณีนี้ นักวิชาการบางทานไดใหความเห็นไววา หากนักขาวไมมีการปรับตัวและพัฒนาประเด็นของขาวที่นําเสนอใหมีความลึก รอบดาน หลากมิติ และหลายมุมมมอง บล็อกเกอรจะกลายเปนคูแขงของนักขาวในบทบาทของการสื่อสารขอมูลอยางแนนอน อยางไรก็ดี นักขาวสามารถหยิบใชขอมูลขาวสารของบล็อกเกอรมาตอยอดได โดยดึงเขามาอยูในการะบวนการขาวของตน หรือนําขอมูลจากบล็อกเกอรที่เปนผูเชี่ยวชาญเฉพาะดานมาเปนขอมูลเสริมในงานขาวได “เอาจุดแข็งของบล็อกเกอรกับนักขาวมารวมกัน จะทําใหขาวนั้นมีความครอบคลุมมากขึ้น” อภิศิลปเปนอีกคนหนึ่งที่ยืนยันวาบทบาทของบล็อกเกอรตางจากบาทบาทของนักขาว บทบาทของบล็อกเกอร คือ สื่อที่มีความเปนตัวตน มีความเปนสวนตัว มีความเปนศิลปนสูงกวานักขาว

×