การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง

7,152 views

Published on

0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
7,152
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
6
Actions
Shares
0
Downloads
84
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง

  1. 1. การปรับตวของพชเพอรับแสง ั ื ื่ จุดประสงค์ เพือให้ นักเรียนสามารถ ่สื บค้ นข้ อมูล สํ ารวจ วิเคราะห์ อภิปรายและสรุ ปเกียวกับการปรับตัวของพืชเพือรับแสงมาใช้ ใน ่ ่กระบวนการสั งเคราะห์ ด้วยแสง
  2. 2. การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง ื่ พืชจําเป็ นต้ องปรับโครงสร้ างของใบให้ เอื ้ออํานวยในการรับแสงให้ ได้ มาก ใบพืชที่อยูในบริ เวณป่ าเขตร้ อนจะมีชนเอพเิ ดอร์มิส ่ ั้ท่ีอยด้านนอกสุดทําหน้ าที่คล้ ายเลนส์รวมแสง ทําให้ แสงส่องไปถง ู่ ึคลอโรพลาสต์และมีความเข้ มของแสงสูงกว่าแสงภายนอกใบ แสงส่วนหนึงจะถูกดูดซับโดยสารสีในคลอโรพลาสต์ของเซลล์แพลเิ ซด ่(palisade cell)
  3. 3. การปรับโครงสร้างของใบเพอรับแสง ื่และแสงส่วนที่เหลือจะสามารถผ่านลงไปถึงชันเซลล์ด้านล่าง ได้ ้โดยผ่านช่องระหว่างคลอโรพลาสต์และช่องระหว่างเซลล์สวนชัน ่ ้สปั นจีมีโซฟิ ลล์ (spongy cell) ที่อยูด้านล่างมีรูปร่าง ่หลากหลายและมีช่องว่างระหว่างเซลล์มาก รอยต่อระหว่างอากาศและนํ ้าที่เคลือบผนังเซลล์ช่วยสะท้ อนแสงไปได้ หลายทิศทาง และเพิ่มโอกาสที่แสงจะถูกดูดซับโดยสารสีในเซลล์มากขึ ้น
  4. 4. เอพิเดอมิสบริ เวณผิวใบ - ทําหน้ าที่รวมแสงให้ สองถึงคลอโร-พลาสต์ ่ - แสงสีช่วงความยาวคลื่นสีเขียวจะถูกสะท้ อนโดยคลอโรฟิ ลล์ทําให้ เราสามารถเห็นใบไม้ เป็ นสีเขียว - เอพิเดอมิสบางบริเวณจะเปลี่ยนเป็ นปากใบเพื่อรักษาสมดุลนํ ้าในลําต้ น เช่น ผิวใบของผักตบชวา - พืชในเขตแห้ งแล้ งจะมีคิวทิเคิลหนา มีปากใบน้ อย ใบมีขนาดเล็ก
  5. 5. พืชที่ขึ ้นในที่แห้ งแล้ ง ความเข้ มของแสงสูง อุณหภูมิสง ชัน ู ้เอพเดอร์มิส มีการปรับโครงสร้ างพิเศษเพิ่มความหนาของชันคิวทิ ิ ้เคิล (ประกอบด้ วยไข) เพื่อช่วยในการสะท้ อนแสง ลดการดูดซับแสงของใบ ช่วยลดอุณหภูมิและมีขนปกคลุมปากใบเพื่อลดการคายนํ ้า ใบพืชที่อยูในที่กลางแจ้ ง มีการปรับตัวโดยลักษณะผิวใบ ่ อาจมีความหนา มัน เพื่อปองกันการสูญเสียนํ ้า และการจัดเรี ยง ้ ตัวของใบอาจมีทิศทางที่หลีกเลี่ยงการได้ รับแสงที่มีความเข้ ม แสงสูงโดยตรง มีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบ และ ปริ มาณคลอโรฟิ ลล์ตํ่า ชันแพลิเซดเป็ นรูปแท่ง 2 ชัน ้ ้
  6. 6. ส่วนพืชที่ขึ ้นอยูในที่ร่มจะมีชนคิวทิเคิล(บางกว่าพืชที่ได้ รับ ่ ั้แสงมากผิวบาง ไม่มน) ดังนันแสงที่สองลงมาที่ใบพืชจึงส่องผ่าน ั ้ ่มาที่ชนคิวทิเคิลไปที่ชนเอพิเดอร์มิสได้ งายกว่า จึงสามารถเพิ่ม ั้ ั้ ่ความเข้ มของแสงที่สองไปยังคลอโรพลาสต์ นอกจากนี ้การ ่จัดเรี ยงตัวของใบอาจมีทิศทางที่กางใบออกเพื่อให้ ได้ รับแสงเต็มที่และมีการปรับโครงสร้ างโดยพื ้นที่ของใบและปริ มาณคลอโรฟิ ลล์ชันแพลิเซด เป็ นรูปแท่งเพียงชันเดียว อีกชันมีรูปร่างไม่แน่นอน ้ ้ ้
  7. 7. การปรับทิศทางของใบเพือรับแสง ่ การปรับทิศทางของใบเพื่อลดการรับแสงที่มากเกินไป เช่นกรณีของถัว พบว่ามีการปรับตําแหน่งของแผ่นใบลดตํ่าลง และ ่มีการเรี ยงตัวใบของถัวแบบเวียน เพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสแสง ่โดยตรง ส่วนต้ นฝายมีการปรับทิศทางของใบที่รับแสงมากเกินไป ้โดยการหันแผ่นใบในทิศทางต่างๆ ที่หลีกเลี่ยงการสัมผัสแสงได้หลายทิศทาง เนื่องจากฝายจะมีก้านใบ ที่ติดกับแผ่นใบ ้ค่อนข้ างยาว จึงสามารถหันแผ่นใบได้ หลายทิศทาง
  8. 8. ต้ นถั่วต้ นฝายเปลียนทิศทางของใบ ้ ่
  9. 9. ต้ นหูกวาง มีก่ งก้ านสาขา ิมาก มีการจดเรียงก่ งรอบ ั ิลาต้น เพ่ อให้ใบแต่ละใบ ํ ืรับแสงได้ เต็มที่
  10. 10. ใบพืชมีการจัดเรี ยงตัวของใบแบบต่างๆ ได้ แก่ แบบสลับ(alternate) – แบบเวียน(spiral) = จําปี จําปา หางนกยูง - แบบสลับระนาบเดียว(distichous) = กล้วยพด ักล้ วยไม้ แบบตรงข้ าม(opposite)= เขม ยอ็ แบบวงรอบ(whorl) = บานบุรีการเรียงตัวของใบแบบต่ างๆ ทําให้ พชสามารถรั บแสงได้ ืทั่วถึงทุกใบ

×