Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

มารู้จัก Pisa

559 views

Published on

มารู้จัก Pisa

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

มารู้จัก Pisa

  1. 1. โครงการประเมิ น ผล PISA(คั ด ลอกจากเว็ บ ไซต สถาบั น ส ง เสริ ม การสอนวิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี )http://pisathailand.ipst.ac.th/ PISA คื อ อะไร ประเมิ น ผลนั ก เรี ย นนานาชาติ (Programme for International StudentAssessment หรื อ PISA) เป น โครงการประเมิ น ผลการศึ ก ษาของประเทศสมาชิ ก องค ก ารเพื่ อความร ว มมื อ และพั ฒ นาทางเศรษฐกิ จ (Organisation for Economic Co-operation andDevelopment หรื อ OECD) มี จุ ด ประสงค เ พื่ อ สํา รวจว า ระบบการศึ ก ษาของประเทศได เ ตรี ย มเยาวชนของชาติ ใ ห พ ร อ มสํา หรั บ การใช ชี วิ ต และการมี ส ว นร ว มในสั ง คมในอนาคตเพี ย งพอหรื อ ไมโดย PISA เน น การประเมิ น สมรรถนะของนั ก เรี ย นวั ย 15 ป ที่ จ ะใช ค วามรู แ ละทั ก ษะเพื่ อ เผชิ ญ กั บโลกในชี วิ ต จริ ง มากกว า การเรี ย นรู ต ามหลั ก สู ต รในโรงเรี ย น ในด า นการอ า น คณิ ต ศาสตร และวิ ท ยาศาสตร PISA ประเมิ น อะไร PISA ประเมิ น สมรรถนะที่ เ รี ย กว า Literacy ซึ่ ง ในที่ นี้ จ ะใช คํา ว า “การรู เ รื่ อ ง” และ PISAเลื อ กประเมิ น การรู เ รื่ อ งในสามด า น ได แ ก การรู เ รื่ อ งการอ า น (Reading Literacy) การรู เ รื่ อ งคณิ ต ศาสตร (Mathematical Literacy) และการรู เ รื่ อ งวิ ท ยาศาสตร (Scientific Literacy)PISA ได แ บ ง การประเมิ น ออกเป น 2 รอบ กล า วคื อ รอบที่ 1 (Phase I: PISA 2000 PISA 2003และ PISA 2006) และรอบที่ 2 (Phase II: PISA 2009 PISA 2012 และ PISA 2015) ในการประเมิ น ผลนั ก เรี ย นจะวั ด ความรู ทั ้ง 3 ด า น แต จ ะเน น หนั ก ในด า นใดด า นหนึ่ ง ในการประเมิ น แต ล ะระยะ กล า วคื อ 1) การประเมิ น ผลระยะที ่ 1 (PISA 2000 และ PISA 2009) เน  น ด  า นการอ  า น (มีน้า หนั ก ข อ สอบด า นการอ า น 60% และที่ เ หลื อ เป น ด า น คณิ ต ศาสตร แ ละวิ ท ยาศาสตร อ ย า งละ ํ20%) 2) การประเมิ น ผลระยะที ่ 2 (PISA 2003 และ PISA 2012) เน  น ด  า นคณ ิ ต ศาสตร(น้ ํ าหนั ก ข อ สอบด า นคณิ ต ศาสตร 60% และด า นการอ า นและวิ ท ยาศาสตร อ ย า งละ 20%) 3) การประเมิ น ผลระยะที ่ 3 (PISA 2006 และ PISA 2015) เน น ด า นวิ ท ยาศาสตร(น้ ํ าหนั ก ข อ สอบด า นวิ ท ยาศาสตร 60% และด า นการอ า นและคณิ ต ศาสตร อ ย า งละ 20%)
  2. 2. การรู เ รื่ อ งการอ า นการอ า นตามนิ ย ามของ PISA PISA ให นิ ย ามการรู เ รื่ อ งการอ า น (Reading literacy) ไว ว า หมายถึ ง ความรู แ ละทั ก ษะที่ จ ะเข า ใจเรื่ อ งราวและสาระของสิ่ ง ที่ ไ ด อ า น ตี ค วามหรื อ แปลความหมายของข อ ความที่ ไ ด อ า นและประเมิ น คิ ด วิ เ คราะห ย อ นกลั บ ไปถึ ง จุ ด มุ ง หมายของการเขี ย นได ว า ต อ งการส ง สารสาระอะไรให ผู อ า น ทั้ ง นี้ เ พื่ อ จะประเมิ น ว า นั ก เรี ย นได พั ฒ นาศั ก ยภาพในการอ า นของตนและสามารถใช ก ารอ า นให เ ป น ประโยชน ใ นการเรี ย นรู ในการมี ส ว นร ว มในกิ จ กรรมและความเป น ไปของสั ง คมอย า งมีประสิ ท ธิ ภ าพ หรื อ ไม เ พี ย งใด เพราะการประเมิ น ของ PISA นั้ น เน น “การอ า นเพื่ อ การเรี ย นรู ”มากกว า ทั ก ษะในการอ า นที่ เ กิ ด จากการ “การเรี ย นรู เ พื่ อ การอ า น” และ PISA ประเมิ น ผลเพื่ อศึ ก ษาว า นั ก เรี ย นจะสามารถรู เ รื ่อ งที ่ไ ด อ า น สามารถขยายผลและคิ ด ย อ นวิ เ คราะห ค วามหมายของข อ ความที่ ไ ด อ า น เพื ่ อ ใช ต ามวั ต ถุ ป ระสงค ข องตนในสถานการณ ต า ง ๆ อย า งกว า งขวางทั้ ง ในโรงเรี ย นและในชี วิ ต จริ ง นอกโรงเรี ย น นิ ย ามเรื ่อ งการอ า นของ PISA จึ ง มี ค วามหมายกว า งกว า การอ า นออกและอ า นรู เ รื่ อ งในสิ่ ง ที ่อ า นตามตั ว อั ก ษรเท า นั ้น แต ก ารอ า นยั ง ได ร วมถึ ง ความเข า ใจเรื่ อ งราวสาระของเนื้ อ ความ สามารถคิ ด พิ จ ารณาถึ ง จุ ด มุ ง หมายของการเขี ย น สามารถนํา สาระจากข อ เขี ย นไปใช ใ นจุ ด มุ ง หมายของตนและทํา ให ส ามารถมี ส  ว นร ว มในสั ง คมสมั ย ใหม ที่ มี ค วามยุ  ง ยากซั บ ซ อ นขึ ้ น ด ว ยการสื่ อ สารจากข อ เขี ย นวิ ธี ก า ร วั ด ค ว า ม รู แ ล ะ ทั ก ษ ะ ก า ร อ า น ข อ ง P I S A ในการทดสอบการอ า น นั ก เรี ย นจะได รั บ ข อ ความต า งๆ หลากหลายแบบด ว ยกั น ให อ า นแล ว ให แ สดงออกมาว า มี ค วามเข า ใจอย า งไร โดยให ต อบโต ตอบสนอง สะท อ นออกมาเป นความคิ ด หรื อ คํา อธิ บ ายของตนเอง และให แ สดงว า จะสามารถใช ส าระจากสิ่ ง ที่ ไ ด อ า นในลั ก ษณะต า ง ๆ กั น ได อ ย า งไรองค ป ระกอบของความรู แ ละทั ก ษะการอ า นที ่ป ระเมิ น PISA เลื อ กที ่จ ะประเมิ น โดยใช แ บบรู ป การอ า น 3 แบบด ว ยกั น ได แ ก ก) กา ร อ า น ข อ เ ขี ย น รู ป แ บบต า งๆ PISA ประเมิ น การรู เ รื่ อ งจากการอ า นข อ ความแบบต อ เนื่ อ ง ให จํา แนกข อ ความแบบต า งๆกั น เช น การบอก การพรรณนา การโต แ ย ง นอกจากนั้ น ยั ง มี ข อ เขี ย นที่ ไ ม ใ ช ข อ ความต อ เนื่ อ งได แ ก การอ า นรายการ ตาราง แบบฟอร ม กราฟ และแผนผั ง เป น ต น ทั้ ง นี้ ได ยึ ด สิ่ ง ที่ นั ก เรี ย นไดพบเห็ น ในโรงเรี ย น และจะต อ งใช ใ นชี วิ ต จริ ง เมื ่อ โตเป น ผู ใ หญ ข) สมรรถนะการอ า นด า นต า งๆ 3 ด า น เนื่ อ งจาก PISA ให ค วามสํา คั ญ กั บ การอ า นเพื่ อ การเรี ย นรู มากกว า การเรี ย นเพื่ อ การอ า นนั ก เรี ย นจึ ง ไม ถู ก ประเมิ น การอ า นธรรมดา (เช น อ า นออก อ า นได ค ล อ ง แบ ง วรรคตอนถู ก ฯลฯ)
  3. 3. เพราะถื อ ว า นั ก เรี ย นอายุ 15 ป จะต อ งมี ทั ก ษะเหล า นั้ น มาแล ว เป น อย า งดี แต PISA จะประเมิ นสมรรถภาพของนั ก เรี ย นในแง มุ ม ต อ ไปนี้ 1) ความสามารถที ่ จ ะดึ ง เอาสาระของสิ ่ ง ที ่ ไ ด อ  า นออกมา (Retrieving information)ต อ ไปจะใช คํ าว า “ค น สาระ” 2) ความเข า ใจข อ ความที ่ ไ ด อ า น สามารถตี ค วาม แปลความสิ ่ ง ที ่ ไ ด อ า น คิ ด วิ เ คราะหเนื้ อ หาและรู ป แบบของข อ ความที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ สิ่ ง ต า งๆ ในชี วิ ต หรื อ ในโลกที่ อ ยู (Interpretation)ซึ ่ง ต อ ไปจะใช คํ าว า “ตี ค วาม” 3) ความเข า ใจข อ ความที ่ ไ ด อ า น สามารถตี ค วาม แปลความสิ ่ ง ที ่ ไ ด อ า น คิ ด วิ เ คราะหเนื ้ อ หาและรู ป แบบของข อ คว า มที ่ เ กี ่ ย ว ข อ งกั บ สิ ่ ง ต า งๆ ใน ชี ว ิ ต หรื อ ในโ ล กที ่ อ ยู  พร อ มทั ้ งความสามารถในการประเมิ น ข อ ความที่ ไ ด อ า น และสามารถให ค วามเห็ น หรื อ โต แ ย ง จากมุ ม มองของตน (Reflection and Evaluation) หรื อ เรี ย กว า “วิ เ คราะห ” ค ) ค วา มสา มา รถใน กา รใช ก า ร อ า น PISA ประเมิ น ความรู แ ละทั ก ษะการอ า นอี ก องค ป ระกอบหนึ่ ง โดยดู ค วามสามารถในการใช ก ารอ า นที่ ว า มี ค วามเหมาะสมสอดคล อ งกั บ ลั ก ษณะของข อ เขี ย นได ม ากน อ ยเพี ย งใด เช น ใช น วนิ ย าย จดหมาย หรื อ ชี ว ะประวั ติ เ พื่ อ ประโยชน ส ว นตั ว ใช เ อกสารราชการหรื อ ประกาศแจ ง ความเพื่ อ สาธารณประโยชน ใช ร ายงานหรื อ คู มื อ ต า งๆ เพื่ อ การทํา งานอาชี พ ใช ตํา ราหรื อ หนั ง สื อ เรี ย นเพื ่อ การศึ ก ษา เป น ต น การรู เ รื ่อ งคณิ ต ศาสตร กรอบการประเมิ น ผลการรู ค ณิ ต ศาสตร จุ ด มุ ง หมายหลั ก ๆ ของการประเมิ น ผลของ PISA ก็ เ พื ่ อ ต อ งการพั ฒ นาตั ว ชี ้ วั ด ว า ระบบการศึ ก ษาของประเทศที ่ ร ว มโครงการสามารถให ก ารศึ ก ษาเพื่ อ เตรี ย มตั ว เยาวชนอายุ 15 ป ใ หพร อ มที่ จ ะมี บ ทบาทหรื อ มี ส  ว นสร า งสรรค และดํ า เนิ น ชี ว ิ ต อย า งมี คุ ณ ภาพในสั ง คมได ม ากน อ ยเพี ย งใด การประเมิ น ของ PISA มี จุ ด หมายที่ ม องไปในอนาคตมากกว า การจํา กั ด อยู ที่ ก ารวั ด และประเมิ น ผลตามหลั ก สู ต รที ่นั ก เรี ย นได เ รี ย นในป จ จุ บั น และการประเมิ น ผลก็ มุ ง ความชั ด เจนที่ จ ะหาคํา ตอบว า นั ก เรี ย นสามารถนํา สิ่ ง ที่ ไ ด ศึ ก ษาเล า เรี ย นในโรงเรี ย นไปใช ใ นสถานการณ ที่ นั ก เรี ย นมีโอกาสที่ จ ะต อ งพบเจอในชี วิ ต จริ ง ได ห รื อ ไม อ ย า งไร PISA ได ใ ห ค วามสํา คั ญ กั บ ป ญ หาในชี วิ ต จริ งในสถานการณ จ ริ ง ในโลก (คํา ว า “โลก” ในที่ นี้ ห มายถึ ง สถานการณ ข องธรรมชาติ สั ง คม และวั ฒ นธรรมที ่บุ ค คลนั ้น ๆ อาศั ย อยู ) ปกติ ค นเราจะต อ งพบกั บ สถานการณ ต  า งๆ เช น การจั บ จ า ยใช ส อย การเดิ น ทาง การทํา อาหาร การจั ด ระเบี ย บการเงิ น ของตน การประเมิ น สถานการณ การตั ด สิ น ประเด็ น ป ญ หาทางสั ง คมการเมื อ ง ฯลฯ ซึ ่ ง ความรู  ค ณิ ต ศาสตร ส ามารถเข า มาช ว ยทํา ให ก ารมองประเด็ น การตั้ ง
  4. 4. ป ญ หา หรื อ การแก ป ญ หามี ค วามชั ด เจนยิ่ ง ขึ้ น การใช ค ณิ ต ศาสตร ดั ง กล า วนั้ น แม จ ะต อ งมี ร ากฐานมาจากทั ก ษะคณิ ต ศาสตร ใ นชั ้ น เรี ย น แต ก็ จํ า เป น ต อ งมี ค วามสามารถในการใช ทั ก ษะนั ้ น ๆ ในสถานการณ อื ่ น ๆ นอกเหนื อ ไปจากสถานการณ ข องป ญ หาคณิ ต ศาส ตร ล  ว นๆ หรื อ แบบฝ กคณิ ต ศาสตร ที่ เ รี ย นในโรงเรี ย นที่ นั ก เรี ย นจะสามารถคิ ด อยู ใ นวงจํา กั ด ของเนื้ อ หาวิ ช า โดยไม ต อ งคํา นึ ง ถึ ง ความเป น จริ ง มากนั ก แต ก ารใช ค ณิ ต ศาสตร ใ นชี วิ ต จริ ง นั ก เรี ย นต อ งรู จั ก สถานการณ หรื อสิ ่ง แวดล อ มของป ญ หา ต อ งเลื อ กตั ด สิ น ใจว า จะใช ค วามรู ค ณิ ต ศาสตร อ ย า งไรเนื อ หาคณิ ต ศาสตร ้ เ นื้ อ ห า ค ณิ ต ศ า ส ต ร ต า ม เ ก ณ ฑ ก า ร ป ร ะ เ มิ น ผ ล ข อ ง PI SA ค ร อ บ ค ล ุ ม ส ี ่ เ รื ่ อ งด ว ยกั น 1) ปริ ภู มิ แ ละรู ป ทรงสามมิ ติ (Space and Shape) เรื่ อ งของแบบรู ป (Pattern) มี อ ยู ทุ ก หนทุ ก แห ง ในโลก แม แ ต ก ารพู ด ดนตรี การจราจรการก อ สร า ง ศิ ล ปะ ฯลฯ รู ป ร า งเป น แบบรู ป ที่ เ ห็ น ได ทั่ ว ไป เป น ต น ว า รู ป ร า งของบ า น โรงเรี ย นอาคาร สะพาน ถนน ผลึ ก ดอกไม ฯลฯ แบบรู ป เรขาคณิ ต เป น ตั ว แบบ (Model) อย า งง า ยที่ พ บอยู ใ นสิ ่ง ต า งๆ ที ่ป รากฏ การศึ ก ษาเรื ่ อ งของรู ป ร า งมี ค วามเกี ่ ย วข อ งอย า งใกล ช ิ ด กั บ แนวคิ ด ของเรื ่ อ งที ่ ว  า ง ซึ ่ งต อ งการความเข า ใจในเรื ่ อ งสมบั ต ิ ข องวั ต ถุ แ ละตํ า แหน ง เปรี ย บเที ย บของวั ต ถุ เราต อ งรู  ว  า เรามองเห็ น วั ต ถุ สิ ่ ง ของต า งๆ อย า งไร และทํ า ไมเราจึ ง มองเห็ น มั น อย า งที ่ เ ราเห็ น เราต อ งเข า ใจความสั ม พั น ธ ร ะหว า งรู ป ร า งและภาพในความคิ ด หรื อ ภาพที ่ เ รามองเห็ น เป น ต น ว า มองเห็ นความสั ม พั น ธ ข องตั ว เมื อ งจริ ง กั บ แผนที่ รู ป ถ า ยของเมื อ งนั้ น ข อ นี้ ร วมทั้ ง ความเข า ใจในรู ป ร า งที ่เป น สามมิ ติ ที่ แ สดงแทนออกมาในภาพสองมิ ติ มี ค วามเข า ใจในเรื่ อ งของเงาและภาพที่ มี ค วามลึ ก(Perspective) และเข า ใจด ว ยว า มั น ทํ างานอย า งไร 2) การเปลี ่ย นแปลงและความสั ม พั น ธ (Change and Relationships) โ ล ก แ ส ด ง ใ ห เ ร า เ ห็ น ถึ ง ก า ร เ ป ลี ่ ย น แ ป ล ง ม า ก ม า ย ม ห า ศ า ล แ ล ะ แ ส ด ง ใ ห เ ห็ น ถึ งความสั ม พั น ธ ทั ้ ง ชั ่ ว คราวและถาว รของการเปลี ่ ย นแปล งในธรรมช าติ (ตั ว อย า งเช น มี ก ารเปลี่ ย นแปลงของสิ่ ง มี ชี วิ ต ขณะเจริ ญ เติ บ โต การหมุ น เวี ย นของฤดู ก าล การขึ้ น ลงของกระแสน้า ํการเปลี ่ ย นแปลงของอวกาศ การขึ ้ น ลงของหุ  น การว า งงานของคน) การเปลี ่ ย นแปลงบางกระบวนการสามารถบอกได ห ร ื อ สร า งเป น ตั ว แบบได โ ดยตรง โดยใช ฟ ง ก ช ั น ทางคณิ ต ศาสตรความสั ม พั น ธ ท างคณิ ต ศาสตร ส  ว นมากเป น รู ป ของสมการหรื อ อสมการ แต ค วามสั ม พั น ธ ใ น
  5. 5. ธรรมชาติ อื่ น ๆ ก็ อ าจเกิ ด ขึ ้ น ได เ ช น กั น ความ สั ม พั น ธ ห ลายอย า งไม ส ามารถใช ค ณิ ต ศาสตร ไ ดโดยตรง ต อ งใช วิ ธี ก ารอื ่น ๆ และจํ าเป น ต อ งมี ก ารวิ เ คราะห ข อ มู ล เพื ่อ ระบุ ถึ ง ความสั ม พั น ธ 3) ปริ ม าณ (Quantity) จุ ด เน น ของเรื่ อ งนี้ คื อ การบอกปริ ม าณ รวมทั้ ง ความเข า ใจเรื่ อ งของขนาด (เปรี ย บเที ย บ)แบบรู ป ของจํา นวน และการใช จํา นวน เพื่ อ แสดงปริ ม าณและแสดงวั ต ถุ ต า งๆ ในโลกจริ ง ๆ ในเชิ งปริ ม าณ (การนั บ และการวั ด ) นอกจากนี้ ป ริ ม าณยั ง เกี่ ย วข อ งกั บ กระบวนการและความเข า ใจเรื่ อ งจํ านวนที ่นํ ามาใช ใ นเรื ่อ งต า งๆ อย า งหลากหลาย 4) ความไม แ น น อน (Uncertainty) เรื่ อ งของความไม แ น น อนเกี่ ย วข อ งกั บ สองเรื่ อ ง คื อ ข อ มู ล และ โอกาส ซึ่ ง เป น การศึ ก ษาทาง “สถิ ติ ” และเรื ่อ งของ “ความน า จะเป น ” ข อ แนะนํา สํา หรั บ หลั ก สู ต รคณิ ต ศาสตร ใ นโรงเรี ย นสํา หรั บ ประเทศสมาชิ ก OECD คื อ ให ค วามสํา คั ญ กั บ เรื่ อ งของสถิ ติ แ ละความน า จะเป น ให เ ป นจุ ด เด น มากกว า ที่ เ คยเป น มาในอดี ต เพราะว า โลกป จ จุ บั น ในยุ ค ของ “สั ง คมข อ มู ล ข า วสาร” ข อ มู ลข า วสารที่ ห ลั่ ง ไหลเข า มาและแม ว า จะอ า งว า เป น ข อ มู ล ที่ ถู ก ต อ งตรวจสอบได ก็ จ ริ ง แต ใ นชี วิ ต จริ งเราก็ ต  อ งเผชิ ญ กั บ ความไม แ น น อนหลายอย า ง เช น ผลการเลื อ กตั ้ ง ที ่ ไ ม ค าดคิ ด การพยากรณอากาศที่ ไ ม เ ที่ ย งตรง การล ม ละลายทางเศรษฐกิ จ การเงิ น การพยากรณ ต า งๆ ที่ ผิ ด พลาด แสดงให เ ห็ น ถึ ง ความไม แ น น อนของโลกคณิ ต ศาสตร ที่ เ ข า มามี บ ทบาทในส ว นนี้ คื อ การเก็ บ ข อ มู ล การวิ เ คราะห ข อ มู ล การเสนอข อ มู ล ความน า จะเป น และการอ า งอิ ง (สถิ ติ ) เนื้ อ หาคณิ ต ศาสตร สี่ ด า นดั ง กล า วนี้ คื อ จุ ด เน น ของ OECD/PISA ซึ่ ง อาจจะไม ใ ช จุ ด เน นของหลั ก สู ต รคณิ ต ศาสตร ใ นหลายๆ ประเทศหรื อ หลายๆ หลั ก สู ต รสมรรถนะทางคณิ ต ศาสตร (Mathematical Competencies) ความรู ใ นเนื้ อ หาคณิ ต ศาสตร ล ว นๆ ยั ง ไม เ พี ย งพอสํา หรั บ การแก ป ญ หา แง มุ ม ที่ สํา คั ญ ของการรู เ รื่ อ งคณิ ต ศาสตร ที่ สํา คั ญ อี ก ด า นหนึ่ ง คื อ เรื่ อ งของ “กระบวนการทางคณิ ต ศาสตร ” หรื อการคิ ด ให เ ป น คณิ ต ศาสตร (Mathematising) กระบวนการที่ นั ก เรี ย นนํา มาใช ใ นความพยายามที ่จะแก ป ญ หานั้ น ถื อ ว า เป น สมรรถนะทางคณิ ต ศาสตร สมรรถนะต า งๆ เหล า นี้ จ ะสะท อ นถึ ง วิ ธี ที ่นั ก เรี ย นใช ก ระบวนการทางคณิ ต ศาสตร ใ นการแก ป ญ หา สมรรถนะของคนไม ใ ช สิ่ ง ที่ จ ะแยกออกมาวั ด ได โ ดดๆ แต ใ นการแสดงความสามารถอย า งใดอย า งหนึ ่ ง อาจมี ห ล ายสมรรถนะซ อ นกั น อยู  นั ก เรี ย นจํ า เป น ต อ งมี แ ละสามารถใช ห ลายสมรรถนะหรื อ เรี ย กว า กลุ ม ของสมรรถนะในการแก ป ญ หา ซึ ่ง รวมไว เ ป น สามกลุ ม คื อ
  6. 6. 1) Reproduction (การทา ใหม ) ํ 2) Connection (การเชื ่อ มโยง) 3) Reflection and Communication (การสะท อ นและการสื ่อ สารทางคณิ ต ศาสตร ) นอกจากข อ สอบของ PISA จะใช ส ถานการณ ที ่ ม ี อ ยู  ใ นโลกของความเป น จริ ง แล ว ยั งต อ งการให นั ก เรี ย นใช ค วามคิ ด ที่ สู ง ขึ้ น ไปจากการคิ ด คํา นวนหาคํา ตอบที่ เ ป น ตั ว เลข แต ต อ งการใหนั ก เรี ย นรู จั ก คิ ด ใช เ หตุ ผ ล และคํ าอธิ บ ายมาประกอบคํ าตอบของตนอี ก ด ว ยภารกิ จ การประเมิ น การรู เ รื อ งทางคณิ ต ศาสตร  ่ ภารกิ จ การประเมิ น การรู  เ รื ่ อ งทางคณิ ต ศาสตร ข อง PISA จึ ง ให ค วามชั ด เจนที ่ ค วามต อ งการให นั ก เรี ย นเผชิ ญ หน า กั บ ป ญ หาทางคณิ ต ศาสตร ที่ มี อ ยู ใ นแวดวงของการดํา เนิ น ชี วิ ต ซึ่ งต อ งการให นั ก เรี ย นระบุ ส ถานการณ ที่ สํา คั ญ ของป ญ หา กระตุ น ให ห าข อ มู ล สํา รวจตรวจสอบ และนํ าไปสู ก ารแก ป ญ หา ในกระบวนการนี ้ต อ งการทั ก ษะหลายอย า ง เป น ต น ว า ทั ก ษะการคิ ด และการใช เ หตุ ผ ล ทั ก ษะการโต แ ย ง การสื่ อ สาร ทั ก ษะการสร า งตั ว แบบ การตั้ ง ป ญ หาและการแก ป ญ หาการนํา เสนอ การใช สั ญ ลั ก ษณ การดํา เนิ น การ ในกระบวนการเหล า นี้ นั ก เรี ย นต อ งใช ทั ก ษะต า งๆที่ ห ลากหลายมารวมกั น หรื อ ใช ทั ก ษะหลายอย า งที่ ทั บ ซ อ นหรื อ คาบเกี่ ย วกั น ดั ง นั้ น การที่ PISAเลื อ กใช คํา ว า การรู เ รื่ อ งคณิ ต ศาสตร แทนคํา ว า “ความรู ค ณิ ต ศาสตร ” ก็ เ พื่ อ เน น ความชั ด เจนของความรู ค ณิ ต ศาสตร ที่ นํา มาใช ใ นสถานการณ ต า งๆ ทั้ ง นี้ โดยถื อ ข อ ตกลงเบื้ อ งต น ว า การที่ ค นหนึ่ ง จะใช ค ณิ ต ศาสตร ไ ด คนนั้ น จะต อ งมี ค วามรู พื้ น ฐานและทั ก ษะทางคณิ ต ศาสตร ม ากพออยู แ ล วซึ ่ง นั ่น ก็ ห มายถึ ง สิ ่ง ที ่นั ก เรี ย นได เ รี ย นไปขณะอยู ใ นโรงเรี ย น เจตคติ แ ละความรู สึ ก ที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ คณิ ต ศาสตร เช น ความมั่ น ใจ ความอยากรู อ ยากเห็ นความสนใจความรู สึ ก ว า ตรงป ญ หาหรื อ ตรงกั บ ประเด็ น และความอยากที่ จ ะเข า ใจสิ่ ง ต า งๆ รอบตั วแม จ ะไม ถื อ ว า เป น เรื่ อ งคณิ ต ศาสตร แต ก็ ถื อ ว า มี ส ว นสํา คั ญ ในการทํา ให รู เ รื่ อ งคณิ ต ศาสตร เพราะโดยความเป น จริ ง แล ว การรู เ รื่ อ งคณิ ต ศาสตร จ ะไม เ กิ ด ขึ้ น หากบุ ค คลขาดเจตคติ แ ละความรู สึ ก ต อคณิ ต ศาสตร และมี ห ลั ก ฐานเป น ที่ ย อมรั บ ว า มี ค วามเกี่ ย วข อ งสั ม พั น ธ กั น ระหว า งการรู เ รื่ อ งทางคณิ ต ศาสตร กั บ เจคติ แ ละความรู สึ ก ต อ คณิ ต ศาสตร ในการประเมิ น ผลของ PISA จะไม มี ก ารวั ดด า นนี ้โ ดดๆ โดยตรง แต จ ะมี ก ารหยิ บ ยกมาพิ จ ารณาในบางองค ป ระกอบของการประเมิ น
  7. 7. การรู เ รื่ อ งวิ ท ยาศาสตรกรอบการประเมิ น ผลวิ ท ยาศาสตร ข อง PISA 2006 แนวค ิ ด ของการประเม ิ น การรู  เ รื ่ อ งว ิ ท ยาศาสตร  ข อง PISA 2006 มี ห ลั ก การบนพื ้ น ฐานว าประชาชนพลเมื อ งที่ ต อ งใช ชี วิ ต ในสั ง คมที่ ต อ งเกี่ ย วข อ งกั บ วิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี จํา เป น ต อ งรู อ ะไร และสามารถทํา อะไรได ในสถานการณ ที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ วิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี และประชาชนควรให ค วามสํ า คั ญ กั บ เรื ่ อ งอะไร กรอบการประเม ิ น ผลของ PISA จึ ง ครอบคลุ มประเด็ น ต า งๆ ดั ง สรุ ป ย อ ข า งล า งนี้ ส ว นรายละเอี ย ดกรอบโครงสร า งการประเมิ น ผลของ PISA ดูได จ าก ความรู แ ละสมรรถนะทางวิ ท ยาศาสตร สํ าหรั บ โลกวั น พรุ ง นี ้ (สสวท., 2551) • ความรู  วิ ท ยาศาสตร  สํา หร ั บ ประชาชน ซึ ่ ง ครอบคลุ ม ความรู  ที่ ใ ช ไ ด ใ นบริ บ ทที ่ ค นปกติ ทั่ ว ไปมั ก จะต อ งประสบในชี วิ ต จริ ง ความรู ใ นกระบวนการวิ ท ยาศาสตร และความรู ใ นเรื่ อ ง ความเชื ่อ มโยงระหว า งวิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี • สมรรถนะทางว ิ ท ยาศาสตร  ซึ ่ ง สามารถนิ ย ามได สั ้ น ๆ ว า คื อ ความสามารถในการใช วิ ท ยาศาสตร เ พื่ อ ระบุ ป ระเด็ น ทางวิ ท ยาศาสตร อธิ บ ายปรากฏการณ ใ นเชิ ง วิ ท ยาศาสตร และใช ป ระจั ก ษ พ ยานทางวิ ท ยาศาสตร • การให ค วามสํ า คั ญ กั บ สิ ่ ง ที ่ ม ี บ ทบาทและมี ส  ว นร ว มสร า งสั ง คมวิ ท ยาศาสตร ทั ้ ง ในช ี ว ิ ต ส ว นตั ว ในบริ บ ทสั ง คม และในบริ บ ทของโลกโดยรวม นั่ น คื อ ความสนใจในวิ ท ยาศาสตร สนั บ สนุ น ส ง เสริ ม กา รใช ก ร ะบวน การวิ ท ยาศาสตร แ ละแสดงควา มรั บ ผิ ด ชอบต อ ทรั พ ยากร ธรรมชาติ แ ละสิ ่ง แวดล อ ม จุ ด เน น ของ PISA คื อ ให ค วามสํา คั ญ กั บ ศั ก ยภาพของนั ก เรี ย นในการใช วิ ท ยาศาสตร ที่ เ กี่ ย วข อ งในชี วิ ต จริ ง ในอนาคต เพื่ อ จะศึ ก ษาว า เยาวชนวั ย จบการศึ ก ษาภาคบั ง คั บ จะสามารถเป น ประชาชนที ่รั บ รู ป ระเด็ น ป ญ หา รั บ สาระ ข อ มู ล ข า วสาร และสามารถตอบสนองอย า งไร อี ก ทั้ ง เป น ผู บ ริ โ ภคที ่ฉ ลาดเพี ย งใด กรอบโครงสร า งการประเมิ น ผลของ PISA จึ ง ครอบคลุ ม แง มุ ม ต า ง ๆ ต อ ไปนี้ 1) บริ บ ทของวิ ท ยาศาสตร ได แ ก สถานการณ ใ นชี วิ ต ที่ เ กี่ ย วข อ งกั บ วิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยีทั ้ง ในระดั บ ส ว นตั ว สั ง คม และโลก 2) ความรู  ท างวิ ท ยาศาสตร ซึ ่ ง ประกอบด ว ยสองส ว น ได แ ก “ความรู  ว ิ ท ยาศาสตร ” ค ื อความรู  ใ นเรื ่ อ งโลกธรรมชาติ ที ่ เ กี ่ ย วข อ งในชี ว ิ ต จริ ง ซึ ่ ง จํ า กั ด อยู  ใ นสี ่ ร ะบบ ได แ ก ระบบทางกายภาพ (รวมความรู  เ คมี แ ละฟ ส ิ ก ส ) ระบบสิ ่ ง มี ช ี ว ิ ต ระบบของโลกและอวกาศ และระบบเทคโนโลยี ซึ ่ ง ผสมผสานอยู  ใ นสามระบบแรก นอกจากนั ้ น ยั ง ประกอบด ว ย “ความรู  เ กี ่ ย วกั บ
  8. 8. วิ ท ยาศาสตร ” คื อ ความรู  ใ นวิ ธ ี ก ารหรื อ กระบวนการหาความรู  ท างวิ ท ยาศาสตร ที ่ ส ามารถประยุ ก ต ใ ช กั บ ชี วิ ต จริ ง ได 3) สมรรถนะทางวิ ท ยาศาสตร ซึ ่ง หมายถึ ง การใช ค วามรู วิ ท ยาศาสตร ใ นสามด า นหลั ก ๆ ได แ ก • การระบุ ป ระเด็ น ทางวิ ท ยาศาสตร (Identifying Scientific Issues) • การอธิ บ ายปรากฏการณ ใ นเชิ ง วิ ท ยาศาสตร (Explain Phenomena Scientifically) • การใช ป ระจั ก ษ พ ยานทางวิ ท ยาศาสตร (Using Scientific Evidence) 4) เจตคติ เ ชิ ง วิ ท ยาศาสตร ได แ ก การแสดงการตอบสนองต อ วิ ท ยาศาสตร ด ว ยความสนใจสนั บ สนุ น การสื บ หาความรู วิ ท ยาศาสตร และแสดงความรั บ ผิ ด ชอบต อ สิ่ ง ต า งๆ เช น ในประเด็ นของทรั พ ยากรธรรมชาติ แ ละสิ ่ง แวดล อ ม
  9. 9. PISA ประเมิ น ใคร PISA เลื อ กประเมิ น นั ก เรี ย นอายุ 15 ป ซึ ่ ง เป น วั ย ที ่ จ บการศึ ก ษาภาคบั ง คั บ การสุ  มตั ว อย า งนั ก เรี ย นทํา ตามระบบอย า งเคร ง ครั ด เพื่ อ ประกั น ว า นั ก เรี ย นเป น ตั ว แทนของนั ก เรี ย นทั้ งระบบ อี ก ทั้ ง การวิ จั ย ในทุ ก ขั้ น ตอนต อ งอยู ภ ายใต ก ารควบคุ ม ดู แ ลของ OECD ทุ ก ประเทศต อ งทําตามกฎเกณฑ แ ละวิ ธี ก ารที่ กํา หนดอย า งเคร ง ครั ด เพื่ อ ให ก ารวิ จั ย มี คุ ณ ภาพอยู ใ นระดั บ เดี ย วกั นและข อ มู ล ของทุ ก ประเทศมี ม าตรฐานเดี ย วกั น เพื ่อ ให ส ามารถนํ ามาวิ เ คราะห ร ว มกั น ได สํา หรั บ PISA ประเทศไทย ได กํา หนดกรอบการสุ ม ตั ว อย า ง (sampling frame) เป นนั ก เรี ย นอายุ 15 ป ที ่กํ าลั ง ศึ ก ษาอยู ใ นชั ้น มั ธ ยมศึ ก ษาป ที ่ 1 ขึ ้น ไป จากโรงเรี ย นทุ ก สั ง กั ด ได แ ก • โรงเรี ย นในสั ง กั ด ของสํ านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั ้น พื ้น ฐาน • โรงเรี ย นในสั ง กั ด สํ านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาเอกชน • โรงเรี ย นในสั ง กั ด สํ านั ก การศึ ก ษา กรุ ง เทพมหานคร • โรงเรี ย นในสั ง กั ด สํ านั ก ประสานและพั ฒ นาการจั ด การศึ ก ษาท อ งถิ ่น • โรงเรี ย นสาธิ ต ของมหาวิ ท ยาลั ย สั ง กั ด สํ านั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา • วิ ท ยาลั ย ในสั ง กั ด สํ านั ก งานคณะกรรมการการอาชี ว ศึ ก ษาจํ านวนโรงเรี ย นและนั ก เรี ย นกลุ ม ตั ว อย า งในการประเมิ น ผลของ PISA จํ านวนโรงเรี ย น จํา นวนนั ก เรี ย นPISA 2000 179 5,340PISA 2003 179 5,236PISA 2006 212 6,192PISA 2009 230 6,225
  10. 10. หน ว ยงานที่ เ กี่ ย วข อ ง เนื่ อ งจากตามข อ ตกลงในการดํา เนิ น โครงการ PISA ของ OECD ไม อ นุ ญ าตให เ ป ด เผยรายชื ่อ ของโรงเรี ย นกลุ ม ตั ว อย า ง ทั ้ง นี ้โ รงเรี ย นกลุ ม อย า งของไทยอยู ใ นสั ง กั ด ดั ง ต อ ไปนี ้1. สํ านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาขั ้น พื ้น ฐาน กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร2. สํ านั ก บริ ห ารงานคณะกรรมการส ง เสริ ม การศึ ก ษาเอกชน กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร3. สํ านั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร4. สํ านั ก งานคณะกรรมการการอาชี ว ศึ ก ษา กระทรวงศึ ก ษาธิ ก าร5. สํ านั ก การศึ ก ษา กรุ ง เทพมหานคร6. สํ า นั ก ประสานและพั ฒ นาการจั ด การศึ ก ษาท อ งถิ ่ น กรมส ง เสริ ม การปกครองส ว นท อ งถิ ่ นกระทรวงมหาดไทย ติดตอโครงการ PISA ประเทศไทยสถาบั น ส ง เสริ ม การสอนวิ ท ยาศาสตร แ ละเทคโนโลยี (สสวท.)เลขที่ 924 ถนนสุ ขุ ม วิ ท แขวงพระโขนง เขตคลองเตย กรุ ง เทพฯ 10110โทรศั พ ท 0 2392 4021 ต อ 2303โทรสาร 0 2382 3240e-mail: pisa@ipst.ac.th Link to OECD / PISAhttp://www.pisa.oecd.org

×