รายงานวิจัยบทที่ 1 5

288,451 views

Published on

งานวิจัย 5 บท บทเรียนออนไลน์เรื่องการเขียนเว็บไซต์ ด้วยโปรแกรม Microsoft Frontpage 2003

44 Comments
100 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
288,451
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
56
Actions
Shares
0
Downloads
4,656
Comments
44
Likes
100
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

รายงานวิจัยบทที่ 1 5

  1. 1. บทที่ 1 บทนําความเปนมาและความสําคัญของปญหา พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 และแกไขเพิ่มเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545หมวดที่ 9 มาตรา 63-69 กําหนดใหรัฐมุงสงเสริมและสนับสนุนใหมการผลิตและพัฒนาเทคโนโลยี ีเพื่อการศึกษาโดยใหมีเงินสนับสนุนการผลิตและมีการใหแรงจูงใจแกผูผลิตและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา และใหมีการพัฒนาบุคลากรทั้งดานผูผลิต และผูใชเพื่อใหมีความรูความสามารถและทักษะในการผลิต รวมทั้งการใชเทคโนโลยีที่เหมาะสม มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ สวนดานผูเรียนใหมีสิทธิไดรับการพัฒนาขีดความสามารถในการใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในโอกาสแรกที่ทําได เพื่อใหมีความรูและทักษะเพียงพอที่จะใชเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรูดวยตนเองไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต ตลอดจนรัฐตองสงเสริมใหมีการวิจัยและพัฒนา การผลิตและการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา รวมทังติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการใชเทคโนโลยีเพื่อ ้การศึกษา เพื่อใหเกิดการใชที่คุมคาและเหมาะสมกับกระบวนการเรียนรูของคนไทย(สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาแหงชาติ. 2545 : 37-38) สวนหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 และหลักสูตรสถานศึกษา มีจุดมุงหมายเพื่อมุงสงเสริมใหผูเรียนเรียนรูดวยตนเอง เรียนรูอยางตอเนื่องตลอดชีวต และใชเวลาอยาง ิสรางสรรครวมทั้งมีความยืดหยุน สนองความตองการของผูเรียน ชุมชน สังคมและประเทศชาติผูเรียนสามารถเรียนรูไดทุกเวลา ทุกสถานที่ และเรียนรูไดจากสื่อการเรียนรูและแหลงเรียนรูทุกประเภท โดยเฉพาะ เนนสื่อที่ผูเรียนและผูสอนใชศึกษาคนควาหาความรูดวยตนเอง(กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 23) ระบบเครือขายคอมพิวเตอรถูกพัฒนาใหกวางขวางมากขึนในปจจุบันโดยมีชื่อเรียกวา ้เครือขายอินเทอรเน็ต (Internet) หรือ เรียกสั้นๆ วาอินเทอรเน็ต อินเทอรเน็ตเปนเครือขายคอมพิวเตอรทมีขนาดใหญที่สุดในโลกซึ่งประกอบดวยเครือขายยอยจํานวนมากมายกระจายอยูทว ี่ ั่ทุกมุมโลก กลาวกันวาเวลานีมีคอมพิวเตอรขนาดตางๆ ตอเชื่อมระบบอินเทอรเน็ตหลายสิบลาน ้เครื่อง ทําใหระบบเครือขายอินเทอรเน็ตเปนเครือขายสื่อสารที่ใหญมากจนสามารถตอบสนองความตองการในการคนหาขอมูลอยางไรพรมแดนในยุคของเทคโนโลยีสารสนเทศไดเปนอยางดี(วิทยา เรืองพรพิสุทธิ์. 2538 : 2)
  2. 2. 2 อีกทั้งปจจุบันความเจริญทางเทคโนโลยีสารสนเทศไดพฒนาการไปอยางรวดเร็ว ทําให ัมีการนําเทคโนโลยีสารสนเทศโดยเฉพาะเทคโนโลยีดานเครือขายคอมพิวเตอร หรือ อินเทอรเน็ตมาใชในการเรียนการสอน ซึงถือเปนนวัตกรรมใหมทางการศึกษาทําใหเทคโนโลยีอินเทอรเน็ต ่ไดรับการเผยแพรเขาสูการศึกษาในทุกระดับ สถานศึกษาตางเชื่อมตอเครือขายคอมพิวเตอรของหนวยงานเขาสูอินเทอรเน็ต เพื่อเปดโอกาสใหผูเรียน ผูสอนไดมีโอกาสเขาถึงแหลงขอมูลความรู ในโลกภายนอกโดยผานทางเครือขายอินเทอรเน็ต ทําใหนักการศึกษาหลายคนเกิดความคิดที่จะนําเทคโนโลยีอินเทอรเน็ตเขามาใชในการเรียนการสอนในหองเรียนดวยวิธีการตางๆ เชน ใชสืบคนขอมูลใชในการอภิปรายแลกเปลี่ยนความรูในรูปของกระดานขาว เพราะแตจดเดนของการใชงาน  ุเครือขายอินเทอรเน็ตคือการนําเสนอขอมูลที่สามารถนําเสนอไดทั้งขอความ รูปภาพทั้งภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหว และในรูปของเสียง ที่สามารถดึงดูดความสนใจ มีชวตชีวา ทําใหไดรับความนิยม ีิมาก และมีการพัฒนาเผยแพรไปอยางมาก หนวยงานทางการศึกษาหลายหนวยงานไดใชประโยชนของเครือขายอินเทอรเน็ตในการประชาสัมพันธหนวยงาน ในการสงเสริมภาพพจน และในลักษณะของการเรียนการสอนโดยผานเครือขายอินเทอรเน็ต การจัดการเรียนการสอนโดยใชคอมพิวเตอรชวยสอนก็เปนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถแกไขขอจํากัดทางดานเวลาและสนองตอความตองการของผูเรียนไดเปนอยางดี จะเรียนไดชาหรือเร็วขึ้นอยูกับตัวของนักเรียนเอง คอมพิวเตอรชวยสอนสามารถเสริมแรงไดอยางรวดเร็วและเปนระบบทําใหนกเรียนมีกําลังใจในการเรียน ความสามารถในการเก็บขอมูลของคอมพิวเตอรทําใหการเรียน ัแบบยึดผูเรียนเปนศูนยกลางเปนไปไดอยางงายดาย นอกจากนี้นกเรียนยังสามารถใชเวลานอก ัหองเรียนศึกษาจากคอมพิวเตอรชวยสอนไดดวยตนเอง โดยไมจํากัดเวลา และสถานที่ ผูเรียนโดย คอมพิวเตอรชวยสอนจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเทียบเทาหรือสูงกวาผูเรียนที่เรียนโดยปกติ โดย ใชเวลาเรียนนอยกวาและมีทศนคติที่ดีตอการเรียนวิชานันๆ ชวยใหผูเรียนมีความสนใจใฝหา ั ้ความรู และกระตือรือรนที่จะมีสวนรวมในการเรียนการสอนมากขึ้นกวาเดิม ผูเรียนสามารถตอบโตกับคอมพิวเตอรได ผูเรียนไมตองกลัวหรืออายคอมพิวเตอร สวนการสรางและพัฒนาเว็บไซตเปนการนําเสนอขอมูลบนเครือขายอินเทอรเน็ต ซึ่งเปนการพัฒนาความคิดสรางสรรค พัฒนาทักษะการออกแบบงานและการทํางานอยางมีกลยุทธโดยใชกระบวนการทางเทคโนโลยีและเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนเปนการนําเทคโนโลยีมาใชและประยุกตใชในการทํางาน ซึ่งสอดคลองกับวิสัยทัศนของหลักสูตรการศึกษาขันพื้นฐาน ้พ.ศ.2544 กลุมการงานอาชีพและเทคโนโลยี (กระทรวงศึกษาธิการ. 2545 : 2) และสอดคลองกับพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542 และแกไขเพิมเติม(ฉบับที่2) พ.ศ. 2545 หมวดที่ 9 ่มาตรา 63-69 วาดวยเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา
  3. 3. 3 แตปจจุบนโรงเรียนเสนศิริอนุสรณ ที่ผูวิจยสอนอยูนั้น ยังประสบปญหาดานการใช ั ัเทคโนโลยีเพือการศึกษาและมีขอจํากัดเรืองเครื่องคอมพิวเตอรไมเพียงพอกับผูเรียน คือ จํานวน ่ ่เครื่องคอมพิวเตอร 1 เครื่องตอนักเรียนสองถึงสามคนในการจัดการเรียนการสอนแตละครั้ง ทําใหนักเรียนบางคนขาดโอกาสในการฝกปฏิบัติงานไดอยางเต็มที่เพราะมีเวลานอยกวาปกติ การสรางบทเรียนออนไลนไวบนเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการเปดชองทางการเรียนรูอีกทางหนึ่งใหกับผูเรียนไดเรียนรูไดดวยตนเองโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และจํานวนครั้ง ดังนั้น จากความสําคัญของเทคโนโลยีคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตรวมถึงปญหาจากการจัดการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร)ดังกลาว ทําใหผูวจัยมี ิความสนใจทีจะสรางและพัฒนาบทเรียนออนไลนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน ่(คอมพิวเตอร) เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ ซึ่งเปนนักเรียนที่ผูวิจยสอนอยู แลวทดลองสอนและ ัพัฒนาใหมีประสิทธิภาพ เพือแกปญหาการขาดแคลนคอมพิวเตอรและใชเปนแนวทางใน ่การพัฒนาการเรียนการสอนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพืนฐาน(คอมพิวเตอร) ใหแกนกเรียนตอไป ้ ัความมุงหมายของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกอนเรียนและหลังเรียน 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอการเรียนโดยใชบทเรียนออนไลน สมมติฐานการวิจัย 1. บทเรียนออนไลน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80% 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกวากอนเรียน 3. นักเรียนมีความคิดเห็นที่ดีตอบทเรียนออนไลนอยูในระดับมาก
  4. 4. 4ความสําคัญของการวิจัย 1. ไดบทเรียนออนไลนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) เรื่อง การเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ที่มีประสิทธิภาพ สําหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปที่ 2 2. ไดพัฒนาทักษะการเขียนเว็บไซตของนักเรียนชันมัธยมศึกษาปที่ 2 ้โรงเรียนเสนศิริอนุสรณ อําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรมย ั 3. เปนการกระตุนใหนกเรียนมีความสนใจในการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ ัพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) มากขึ้น 4. นักเรียนทีมีเครื่องคอมพิวเตอรใชเปนการสวนตัวทีบานสามารถใชอินเทอรเน็ตได ่ ่สามารถเรียนรูจากบทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage2003 ไดดวยตนเองเมื่อตองการ  5. เปนแนวทางในการพัฒนาศักยภาพของครูผูสอน ในการสรางสื่อประเภทบทเรียนออนไลน หรือ E-Learning อีกทั้งยังเปนการเพิ่มองคความรูบนเครือขายอินเทอรเน็ตที่เปนภาษาไทยเพื่อเปนแหลงคนควาหาความรูตอไป  6. เปนการสรางคุณภาพทีดตอระบบการศึกษา โดยนําเทคโนโลยีเขามาใชใหเกิด ่ีประโยชนสูงสุดในการจัดการศึกษา เพื่อเพิ่มพูนทักษะใหนักเรียนกาวทันตอความกาวหนาของโลกยุคดิจิตอลขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรและกลุมตัวอยาง ประชากร ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย จํานวน 3 หองเรียน ปการศึกษา 2549 จํานวน 90 คน ี กลุมตัวอยาง ไดแก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2/1 โรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรรัมย จังหวัดบุรีรัมย ปการศึกษา 2549 จํานวน 30 คน ไดมาโดยการสุมอยางงายใน ีการเลือกหองที่จะใชในการทดลองสอน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรอิสระ คือ 2.1.1 การเรียนการสอนโดยใชบทเรียนออนไลนเรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003
  5. 5. 5 2.2 ตัวแปรตาม คือ 2.2.1 ประสิทธิ์ภาพของบทเรียนออนไลน 2.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2.2.3 ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีตอบทเรียนออนไลน 3. ระยะเวลาในการทําวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ใชเวลาในการทดลอง จํานวน 20 ชั่วโมง ในภาคเรียนที่ 2ปการศึกษา 2549 4. เนื้อหา เนื้อหาที่ใชในบทเรียนออนไลนเปนเนื้อหาความรูเรื่อง การเขียน การออกแบบและพัฒนาเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003โดยแบงหนวยการเรียนรูออกเปน 6 หนวยดังนี้ หนวยที่ 1 รูจักกับ FrontPage 2003 หนวยที่ 2 เริ่มตนเขียนเว็บ หนวยที่ 3 การตกแตงภาพในเว็บเพจ หนวยที่ 4 การเชื่อมโยงเว็บเพจ หนวยที่ 5 การใสตารางบนเว็บเพจ หนวยที่ 6 การสรางเฟรมเซตในเว็บเพจนิยามศัพทเฉพาะ บทเรียนออนไลน (E-Learning) หมายถึง บทเรียนออนไลนเรื่อง การเขียนเว็บไซตดวย โปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 สําหรับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ที่ผูวิจัยสรางขึน มีลักษณะใน ้การนําเสนอบทเรียนดวยคอมพิวเตอรระบบมัลติมีเดีย ผูเรียนสามารถโตตอบกับบทเรียนและเรียนรูไดดวยตนเอง ทางเครือขายคอมพิวเตอรหรือเครือขายอินเทอรเน็ต  นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 2 ในโรงเรียนเสนศิริอนุสรณอําเภอเมืองบุรีรัมย จังหวัดบุรีรัมย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรูความสามารถในการเรียนวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศพื้นฐาน(คอมพิวเตอร) ซึ่งวัดไดจากการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากบทเรียนออนไลน เรื่องการเขียนเว็บไซตดวยโปรแกรม Microsoft FrontPage 2003 ที่ผูวิจัยสรางขึ้น 
  6. 6. 6 ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน หมายถึง ความสามารถของบทเรียนในการสรางผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใหผเู รียนเกิดการเรียนรูตามจุดประสงคถึงระดับเกณฑที่คาดหวังไว เกณฑ 80% หมายถึง ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลนที่คาดหวังไว โดยพิจารณาจากคาเฉลี่ยของคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบฝกหัดกับคาเฉลี่ยอัตราสวนของคะแนนแบบทดสอบคิดเปนรอยละ
  7. 7. 7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ ในการวิจัยครังนี้ ผูวิจยไดศกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของและไดนําเสนอตาม ้ ั ึหัวขอตอไปนี้ 1. ความหมายของการเรียนการสอนบนเว็บ 2. คุณลักษณะของการสอนบนเว็บ 3. ลักษณะสําคัญของ E-Learning 4. ประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บ 5. ขอดีของการสอนบนเว็บ 6. บทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทย 7. ประโยชนของอินเทอรเน็ตทางการศึกษา 8. ประโยชนของบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 9. หลักทฤษฎีที่ใชในการสรางบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน  10. สวนประกอบในการจัดทําบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 11.บุคลากรที่เกี่ยวของกับบทเรียนคอมพิวเตอรชวยสอน 12. งานวิจยที่เกี่ยวของ ั 12.1 งานวิจยที่เกียวของในประเทศ ั ่ 12.2 งานวิจยที่เกียวของตางประเทศ ั ่ความหมายของการเรียนการสอนบนเว็บ บทเรียนออนไลน หรือการจัดการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอรหรืออินเทอรเน็ต เรียกอีกอยางวา E-Learning ไดรับความนิยมอยางแพรหลายในปจจุบน และเว็บไซต ัไดเขามามีบทบาทสําคัญทางการศึกษาและกลายเปนคลังแหงความรูที่ไรพรมแดน ซึงผูสอนไดใช ่เปนทางเลือกใหมในการสงเสริมการเรียนรู เพื่อเปดประตูการศึกษาจากหองเรียนไปสูโลกแหงการเรียนรูอันกวางใหญ รวมทั้งการนําการศึกษาไปสูผูที่ขาดโอกาสดวยขอจํากัดทางดานเวลาและสถานที่ มีผูใหความหมายและความสําคัญไวดังนี้
  8. 8. 8 รีแลน และกิลลานิ (Relan & Gillani, 1997 : 43-45) กลาววาการเรียนการสอนโดยใชเครือขายอินเทอรเน็ตเปนการกระทําที่ผูสอนคิดการเตรียมกลวิธีการสอน โดยใชประโยชนจากคุณลักษณะ และทรัพยากรในเวิลดไวดเว็บ ดริสคอลล (Driscoll. 1999 : 37-44) ใหความหมายของการเรียนการสอนผานเครือขายอินเทอรเน็ตวา เปนการใชทกษะ หรือความรูตาง ๆ ถายโยงไปสูที่ใดที่หนึ่งโดยการใชเวิลดไวดเว็บ ัเปนชองทางในการเผยแพรสิ่งเหลานั้น กิดานันท มลิทอง (2543 : 11) กลาววา การเรียนการสอนสื่อบนเครือขายเปนการใชเครือขายในการเรียนการสอนโดยนําเสนอบทเรียนในลักษณะสื่อหลายมิติของวิชาทั้งหมด ตามหลักสูตรหรือเพียงใชเสนอขอมูลบางอยางเพื่อประกอบการสอนก็ได รวมทั้งใชประโยชนจากคุณลักษณะตางๆ ของการสื่อสารที่มีอยูในระบบอินเทอรเน็ต มาใชประกอบกันเพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุด วิชุดา รัตนเพียร (2542 : 30) กลาววา การเรียนการสอนผานสื่อบนเครือขายเปนการนําเสนอโปรแกรม บทเรียนบนครือขาย โดยนําเสนอผานบริการเวิลดไวดเว็บในเครือขายอินเทอรเน็ต ซึ่งผูออกแบบและสรางโปรแกรมการสอน จะตองคํานึงถึงความสามารถและบริการที่หลากหลายของอินเทอรเน็ต และนําคุณสมบัติตางๆ เหลานั้นมาใชเพื่อประโยชนในการเรียนการสอนใหมากที่สุด ใจทิพย ณ สงขลา (2542 : 18-28) ไดใหความหมายการเรียนการสอนสื่อบนเครือขายหมายถึง การผนวกคุณสมบัติ สื่อหลายมิติ หรือ ไฮเปอรมีเดียเขากับคุณสมบัติของเครือขายเวิลดไวดเว็บ เพื่อสรางสิ่งแวดลอมแหงการเรียนในมิติที่ไมมีขอบเขต จํากัดดวยระยะทางและเวลาที่แตกตางกันของผูเรียน (Learning without Boundary) ชุณหพงศ ไทยอุปถัมภ (2544 : 26-28) ไดใหความหมายของ คําวา E-Learning หรือElectronic Learning หมายถึง รูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม ที่มการประยุกตใชเทคโนโลยี ีสื่ออิเล็กทรอนิกสสมัยใหม มีวัตถุประสงคที่เอื้ออํานวยใหผูเรียนสามารถเรียนรูองคความรู(Knowledge) ไดโดยไมจํากัดเวลาและสถานที่ (Anywhere-Anytime Learning) เพื่อใหระบบการเรียนการสอนเปนไปไดอยางมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเพื่อใหผูเรียนสามารถบรรลุวัตถุประสงคของกระบวนวิชาที่เรียนนันๆ ้ พรรณี เกษกมล (2543 : 49-55) ไดกลาวถึงการเรียนรูบนเว็บ (Web-Based Instruction :WBI) วาเปนวิถีทางของนวัตกรรมในการพัฒนาการเรียนการสอนตอผูเรียนทางไกลโดยการใชเว็บเปนสื่อกลางการเรียนการสอนเปนสิ่งที่จะทําใหไดรับความรูขอมูลขาวสาร และกิจกรรมที่สะดวกตอผูเรียน การบรรลุถึงซึ่งความสําเร็จของเปาหมายการเรียนรูในเรื่องอื่น ๆ เฉพาะดานเปนสื่อกลาง
  9. 9. 9ในการสงสาร ในการเรียนการสอนใหติดตอถึงกันได การเรียนรูบนเว็บเปนโปรมแกรมการเรียนการสอนบนฐานของสื่อที่ไดเชื่อมโยงกันในทางไกลซึ่งไดประโยชนจากเหตุผลและทรัพยากรของWorld Wide Web เพื่อสรางสิ่งแวดลอมการเรียนรูที่มีความหมายที่สนับสนุนและชวยใหเกิดการเรียนรูบนเว็บได สรรรัชต หอไพศาล (2544 : 93-104) ไดใหความหมายการเรียนการสอนผานเว็บวา เปนการใชโปรแกรมสื่อหลายมิติที่อาศัยประโยชนจากคุณลักษณะและทรัพยากรของอินเทอรเน็ตและเวิลดวายเว็บ มาออกแบบเปนเว็บเพื่อการเรียนการสอน สนับสนุนและสงเสริมใหเกิดการเรียนรูอยางมีความหมาย เชื่อมโยงเปนเครือขายทีสามารถเรียนไดทุกที่ทุกเวลา โดยมีลักษณะที่ผูสอน ่ผูเรียนมีปฏิสัมพันธกันโดยผานระบบเครือขายคอมพิวเตอรที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน สวน ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) กลาวถึงการสอนบนเว็บ (Web-BasedInstruction) วาเปนการผสมผสานกันระหวางเทคโนโลยีปจจุบนกับกระบวนการออกแบบการเรียน ัการสอน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางการเรียนรูและแกปญหาในเรื่องขอจํากัดทางดานสถานที่และ เวลา โดยการสอนบนเว็บจะประยุกตใชคณสมบัติและทรัพยากรของเวิลด ไวด เว็บ ในการจัด ุสภาพแวดลอมที่สงเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ซึ่งการเรียนการสอนที่จัดขึ้นผานเว็บนี้อาจเปนบางสวนหรือทั้งหมดของกระบวนการเรียนการสอนก็ได จากการศึกษาความหมายของบทเรียนออนไลนดังกลาว พอสรุปไดวา บทเรียนออนไลนเรียกอีกอยางวา E-Learning หมายถึง การจัดการเรียนการสอนผานเครือขายคอมพิวเตอรหรืออินเทอรเน็ต โดยการประยุกตใชเทคโนโลยีสื่ออิเล็กทรอนิกสสมัยใหม ที่เรียกวาคอมพิวเตอรชวยสอน เอาไวบนเว็บไซตหรือบนเครือขายคอมพิวเตอร เพื่อใหผูเรียนสามารถเรียนรูไดโดยไมจํากัดเวลา สถานที่ และระยะทาง การเรียนรูบนเว็บถือเปนนวัตกรรมใหม ทีครู อาจารยในสถานศึกษาทุก ่ระดับสามารถนําไปใชใหเกิดประโยชนตอการจัดกระบวนการเรียนการสอนรวมทั้งฝายบริหาร นักการศึกษาที่จะพัฒนาใหเกิดการเรียนรูตอเยาวชนของชาติ พัฒนาแหลงการเรียนรูใหมากขึ้น และ ใหเกิดประโยชนตอการเรียนรูใหมากที่สุด ควรจะไดพฒนาการเรียนรูบนเว็บนีใหเห็นผลในทาง ั ้ปฏิบัติ ซึ่งเปนการใหโอกาสในการพัฒนาการเรียนรูและประสบการณใหม ๆ สําหรับผูเรียนทั่วโลกที่จะมีโอกาสศึกษาหาความรูไดอยางทัดเทียมกัน คุณลักษณะของการสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ไดกลาวถึงคุณลักษณะสําคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอน มีอยู 8 ประการ ไดแก
  10. 10. 10 1. การที่เว็บเปดโอกาสใหเกิดการปฏิสัมพันธ (Interactive) ระหวางผูเรียนกับผูสอนและผูเรียนกับผูเรียน หรือผูเรียนกับเนื้อหาบทเรียน 2. การที่เว็บสามารถนําเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) 3. การที่เว็บเปนระบบเปด (Open System) ซึ่งอนุญาตใหผูใชมีอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก 4. การที่เว็บอุดมไปดวยทรัพยากร เพื่อการสืบคนออนไลน (Online Search/Resource) 5. ความไมมีขอจํากัดทางสถานที่และเวลาของการสอนบนเว็บ (Device, Distance and Time Independent) ผูเรียนทีมีคอมพิวเตอรในระบบใดก็ได ซึ่งตอเขากับอินเทอรเน็ต จะสามารถเขา ่เรียนจากที่ใดก็ไดในเวลาใดก็ได 6. การที่เว็บอนุญาตใหผูเรียนเปนผูควบคุม (Learner Controlled) ผูเรียนสามารถเรียนตามความพรอม ความถนัดและความสนใจของตน 7. การที่เว็บมีความสมบูรณในตนเอง (Self- Contained) ทําใหเราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผานเว็บได 8. การที่เว็บ อนุญาตใหมการติดตอสื่อสาร ทั้งแบบเวลาเดียว (Synchronous ีCommunication) เชน Chat และตางเวลากัน (Asynchronous Communication) เชน Web Boardเปนตน สรุปไดวา คุณลักษณะสําคัญของเว็บซึ่งเอื้อประโยชนตอการจัดการเรียนการสอนนั้นจะตองเปนเว็บที่เปดโอกาสใหเกิดการปฏิสัมพันธ ระหวางผูเรียนกับผูสอน และผูเรียนกับผูเรียนหรือผูเรียนกับเนื้อหาบทเรียน เปนเว็บที่สามารถนําเสนอเนื้อหา ในรูปแบบของสื่อประสม เปนเว็บระบบเปดซึ่งอนุญาตใหผูใชมีอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก และอุดมไปดวยทรัพยากร เพื่อการสืบคนออนไลน รวมทั้งการไมมีขอจํากัดทางสถานที่และเวลา ผูเรียนสามารถเรียนตามความพรอม ความถนัดและความสนใจของตน การที่เว็บมีความสมบูรณในตนเอง ทําใหเราสามารถจัดกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดผานเว็บได ตลอดจนอนุญาตใหมการติดตอสื่อสาร ทั้งแบบ ีเวลาเดียวและตางเวลากัน ซึงในการสรางเว็บชวยสอนทีสมบูรณจะตองคํานึงถึงสิ่งตางๆ ที่กลาวมา ่ ่ลักษณะสําคัญของ E-Learning ถนอมพร (ตันพิพัฒน) เลาหจรัสแสง (2545) ยังไดกลาวถึงลักษณะสําคัญของE-Learning ไววาในการสรางบทเรียนใหมีคุณภาพ จะตองคํานึงลักษณะสําคัญตาง ๆ เพื่อใหผูเรียนเกิดการเรียนรู เราสามารถที่จะแยกประเด็นลักษณะสําคัญไดดังนี้
  11. 11. 11 1. Anywhere, Anytime หมายถึง E-Learning ควรตองชวยขยายโอกาสในการเขาถึงเนื้อหาการเรียนรูของผูเรียนไดจริง ในที่นหมายรวมถึงการที่ผูเรียนสามารถเรียกดูเนือหาตาม ี้ ้ความสะดวกของผูเรียน ยกตัวอยาง เชน ในประเทศไทยควรมีการใชเทคโนโลยีการนําเสนอเนื้อหาที่สามารถเรียกดูไดทั้งขณะที่ออนไลน (เครื่องมีการตอเชื่อมกับเครือขาย) และในขณะที่ออฟไลน(เครื่องไมมีการตอเชื่อมกับเครือขาย) 2. Multimedia หมายถึง E-Learning ควรตองมีการนําเสนอเนื้อหาโดย ใชประโยชนจากสื่อประสมเพื่อใหเกิดความคงทนในการเรียนรูไดดขึ้น ี 3. Non-linear หมายถึง E-Learning ควรตองมีการนําเสนอเนื้อหาในลักษณะที่ไมเปนเชิงเสนตรง กลาวคือผูเรียนสามารถเขาถึงเนื้อหาตามความตองการโดย E-Learning จะตองจัดหาการเชื่อมโยงที่ยืดหยุน แกผเู รียน 4. Interaction หมายถึง E-Learning ควรตองมีการเปดโอกาสใหผูเรียนโตตอบ(มีปฏิสัมพันธ) กับเนื้อหาหรือกับผูอื่นได กลาวคือ - E-Learning ควรตองมีการออกแบบกิจกรรมซึ่งผูเรียนสามารถโตตอบกับเนื้อหารวมทั้งมีการจัดเตรียมแบบฝกหัดและแบบทดสอบใหผูเรียนสามารถตรวจสอบความเขาใจดวยตนเองได - E-Learning ควรตองมีการจัดหาเครื่องมือในการใหชองทางแกผูเรียนในการติดตอสื่อสารเพื่อการปรึกษา อภิปราย ซักถาม แสดงความคิดเห็นกับผูสอน วิทยากร ผูเชี่ยวชาญหรือเพื่อน 5. Immediate Response หมายถึง E-Learning ควรตองมีการออกแบบใหมีการทดสอบ การวัดผลและการประเมินผล ซึ่งใหผลปอนกลับโดยทันทีแกผูเรียนไมวาจะอยูใน  ลักษณะของแบบทดสอบกอนเรียน หรือแบบทดสอบหลังเรียน ก็ตาม สรุปไดวา ลักษณะสําคัญของ E-Learning ที่เอื้อตอการเรียนการสอนและสามารถทําใหใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดนน จะตองประกอบไปดวย การเขาถึงเนื้อหาบทเรียนไดโดยไมจํากัด ั้เวลาและสถานที่ พรอมทั้งเปดกวางใหอิสระในการเขาถึงขอมูลไดทั่วโลก ตลอดจนการนําเสนอบทเรียนควรมีลักษณะเปนสือมัลติมีเดีย สามารถเรียนรูไดตามสนใจ และมีการประเมินผลโดย ่ใหผลยอนกลับทันทีประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บ เนื่องจากอินเทอรเน็ตเปนแหลงทรัพยากรที่มีคุณสมบัติหลากหลายตอการนําไปประยุกตใชในการศึกษา ดังนั้นการเรียนการสอนสือบนเครือขาย จึงสามารถทําไดในหลายลักษณะ แตละ ่
  12. 12. 12สถาบันและแตละเนื้อหาของหลักสูตร จะมีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่แตกตางกันออกไป ซึ่งในประเด็นนี้ มีนักการศึกษาไดใหขอเสนอแนะเกี่ยวกับประเภทของการเรียนการสอนสื่อบนเครือขายไวดังนี้ พารสัน (Parson. 1997) ไดแบงประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บออกเปน 3 ลักษณะคือ 1. สื่อบนเครือขายรายวิชา (Stand-alone Courses) มีการบรรจุเนื้อหา (Content) หรือเอกสารในรายวิชา เพื่อการเรียนการสอนเพียงอยางเดียว เปนสื่อบนเครือขายรายวิชาที่มีเครื่องมือและแหลงที่เขาไปถึงและเขาหาได โดยผานระบบอินเทอรเน็ต ลักษณะของการเรียนการสอนนี้ไดแกที่มีลักษณะเปนแบบวิทยาเขต มีนักศึกษาจํานวนมากที่เขามาศึกษา ลักษณะการสื่อสารที่เปนการสงขอมูลระยะไกล และมักจะเปนการสื่อสารทางเดียว 2. สื่อบนเครือขายสนับสนุนรายวิชา (Web Supported Courses) มีลักษณะเปนรูปธรรมที่มีลักษณะเปนการ สื่อสารสองทาง การมีปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน และมีแหลงทรัพยากรทางการศึกษา มีการกําหนดภารกิจการเรียนรู การกําหนดใหอาน มีการรวมกันอภิปราย การตอบคําถาม มีการสื่อสารอื่นๆ ผานคอมพิวเตอร อีกทั้งกิจกรรมตางๆที่ใหปฏิบัติในรายวิชา มีการเชื่อมโยงไปยังแหลงทรัพยากรอื่นๆ เปนตน 3. สื่อบนเครือขายแหลงทรัพยากรการศึกษา (Web Pedagogical Resources) เปนสื่อที่มีรายละเอียดทางการศึกษา เครื่องมือ วัตถุดิบ และรวมรายวิชาตางๆ ที่มีอยูในสถาบันการศึกษาไวดวยกัน และยังรวมถึงขอมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาทังหมด และเปนแหลงสนับสนุนกิจกรรม ้ตางๆ ทางการศึกษา ทั้งทางดานวิชาการและไมใชวิชาการ โดยการใชสื่อ ที่หลากหลาย รวมถึงการสื่อสารระหวางบุคคลดวย สวนเจมส (James. 1997) ไดแบงประเภทของการเรียนการสอนบนเว็บตามโครงสรางและประโยชนการใชงานได 3 ลักษณะใหญ ๆ คือ 1.โครงสรางแบบคนหา (Eclectic Structures) ลักษณะของโครงสรางเว็บไซตแบบนี้ เปนแหลงของเว็บไซตที่ใชในการคนหาไมมีการกําหนดขนาด รูปแบบ ไมมีโครงสรางที่ผูเรียนตองมีปฏิสัมพันธกับเว็บลักษณะของเว็บไซตแบบนี้จะมีแตการใหใชเครื่องมือในการสืบคนหรือเพื่อบางสิ่งที่ตองการคนหาตามที่กําหนดหรือโดยผูเขียนเว็บไซตตองการ โครงสรางแบบนี้จะเปนแบบเปดใหผูเรียนไดเขามาคนควาในเนื้อหาในบริบท โดยไมมีโครงสรางขอมูลเฉพาะใหไดเลือกแตโครงสรางแบบนี้จะมีปญหากับผูเรียนเพราะผูเรียนอาจจะไมสนใจขอมูลที่ไมมีโครงสราง โดยไมกําหนดแนวทางในการสืบคน
  13. 13. 13 2.โครงสรางแบบสารานุกรม (Encyclopedic Structures) ถาเราควบคุมของสรางของเว็บที่เราสรางขึ้นเองได เราก็จะใชโครงสรางขอมูลในแบบตนไมในการเขาสูขอมูล ซึ่งเหมือนกับหนังสือที่มีเนือหาและมีการจัดเปนบทเปนตอน ซึ่งจะกําหนดใหผูเรียนหรือผูใชไดผานเขาไปหา ้ขอมูลหรือเครื่องมือที่อยูในพื้นที่ของเว็บหรืออยูภายในและภายนอกเว็บ เว็บไซตจํานวนมากมีโครงสรางในลักษณะดังกลาวนี้ โดยเฉพาะเว็บไซตทางการศึกษาที่ไมไดกําหนดทางการคา องคกรซึ่งอาจจะตองมีลักษณะที่ดูมมากกวานี้ แตในเว็บไซตทางการศึกษาตองรับผิดชอบตอการเรียนรู ีของผูเรียน กลวิธีดานโครงสรางจึงมีผลตอการเรียนรูของผูเรียน 3.โครงสรางแบบการเรียนการสอน (Pedagogic Structures) มีรูปแบบโครงสรางหลายอยางในการนํามาสอนตามตองการ ทั้งหมดเปนที่รูจักดีในบทบาทของการออกแบบทางการศึกษาสําหรับคอมพิวเตอรชวยสอนหรือเครื่องมือมัลติมีเดีย ซึ่งความจริงมีหลักการแตกตางกันระหวางคอมพิวเตอรชวยสอนกับเว็บชวยสอนนันคือความสามารถของ HTML ในการที่จะจัดทําใน  ้แบบไฮเปอรเท็กซกับการเขาถึงขอมูลหนาจอโดยผานระบบอินเทอรเน็ต สรุปไดวา การเรียนการสอนสื่อบนเครือขาย สามารถทําไดในหลายลักษณะขึ้นอยูกับ ลักษณะของเนื้อหาหลักสูตรวาตองการนําเสนออะไร เชน สื่อบนเครือขายรายวิชา มีการบรรจุเนื้อหา (Content) หรือเอกสารในรายวิชา เพื่อการเรียนการสอนเพียงอยางเดียว เปนสื่อบนเครือขายรายวิชาที่มีเครืองมือ และแหลงที่เขาไปถึงและเขาหาได โดยผานระบบอินเทอรเน็ต สวนสื่อ ่สนับสนุนรายวิชา จะมีลักษณะเปนรูปธรรมที่มีลักษณะเปนการสื่อสารสองทาง การมีปฏิสัมพันธระหวางผูสอนและผูเรียน และสื่อแหลงทรัพยากรการศึกษา เปนสื่อที่มรายละเอียดทางการศึกษา ีเครื่องมือ วัตถุดิบ และรวมรายวิชาตางๆ ที่มีอยูในสถาบันการศึกษาไวดวยกัน และยังรวมถึงขอมูลเกี่ยวกับสถาบันการศึกษาทังหมด้ขอดีของการสอนบนเว็บ ถนอมพร เลาหจรัสแสง (2544 : 87-94) ไดกลาวถึงขอดีของการสอนบนเว็บไววาการเรียนรูบนเว็บ ถือเปนความสําเร็จทางวิชาการโดยกระบวนการเรียนการสอนที่ใชสื่อที่ทันสมัยเปดโอกาสใหเรียนรูสิ่งตาง ๆ อยางมากมาย ซึ่งมีขอดี ดังนี้ 1. การสอนบนเว็บเปนการเปดโอกาสใหผูเรียนที่อยูหางไกล หรือไมมีเวลาในการมา เขาชั้นเรียนไดเรียนในเวลา และสถานที่ที่ตองการ ซึ่งอาจเปนที่บาน ที่ทํางาน หรือสถานศึกษาใกลเคียงที่ผูเรียนสามารถเขาไปใชบริการทางอินเทอรเน็ตได การที่ผูเรียนไมจําเปนตองเดินทางมายังสถานศึกษาที่กําหนดไว จึงสามารถชวยแกปญหาในดานของขอจํากัดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ศึกษาของผูเรียนเปนอยางดี
  14. 14. 14 2. การสอนบนเว็บยังเปนการสงเสริมใหเกิดความเทาเทียมกันทางการศึกษา ผูเรียนที่ศึกษาอยูในสถาบันการศึกษาในภูมิภาค หรือในประเทศหนึ่งสามารถที่จะศึกษา ถกเถียง อภิปราย กับอาจารย ครูผูสอนซึ่งสอนอยูที่สถาบันการศึกษาในนครหลวง หรือในตางประเทศก็ตาม 3. การสอนบนเว็บนี้ ยังชวยสงเสริมแนวคิดในเรื่องของการเรียนรูตลอดชีวิต เนื่องจากเว็บเปนแหลงความรูที่เปดกวางใหผูที่ตองการศึกษาในเรืองใดเรื่องหนึง สามารถเขามาคนควาหา ่ ่ความรูไดอยางตอเนื่อง และตลอดเวลา การสอนบนเว็บ สามารถตอบสนองตอผูเรียนที่มีความใฝรูรวมทั้งมีทักษะในการตรวจสอบการเรียนรูดวยตนเอง (Meta-Cognitive Skills) ไดอยางมีประสิทธิภาพ 4. การสอนบนเว็บ ชวยทลายกําแพงของหองเรียนและเปลี่ยนจากหองเรียน 4 เหลี่ยมไปสูโลกกวางแหงการเรียนรู เปดโอกาสใหผูเรียนสามารถเขาถึงแหลงขอมูลตาง ๆ ไดอยางสะดวกและมีประสิทธิภาพ สนับสนุนสิ่งแวดลอมทางการเรียนที่เชื่อมโยง สิ่งที่เรียนกับปญหาที่พบในความเปนจริง โดยเนนใหเกิดการเรียนรูตามบริบทในโลกแหงความเปนจริง (Contextualization)และการเรียนรูจากปญหา (Problem-Based Learning) ตามแนวคิดแบบ Constructivism 5. การสอนบนเว็บเปนวิธีการเรียนการสอน ที่มีศักยภาพ เนื่องจากที่เว็บไดกลายเปนแหลงคนควาขอมูลทางวิชาการรูปแบบใหม ครอบคลุมสารสนเทศทั่วโลก โดยไมจํากัดภาษาการสอนบนเว็บชวยแกปญหาของขอจํากัดของแหลงคนควาแบบเดิม จากหองสมุด อันไดแกปญหาทรัพยากรการศึกษาทีมีอยูจํากัด และเวลาทีใชในการคนหาขอมูล เนื่องจากเว็บมีขอมูลที่ ่ ่หลากหลายและเปนจํานวนมาก รวมทั้งการที่เว็บใชการเชือมโยงในลักษณะของไฮเปอรมีเดีย ่(Hypermedia) ซึ่งทําใหการคนหาทําไดสะดวกและงายดายกวาการคนหาขอมูลแบบเดิม 6. การสอนบนเว็บจะชวยสนับสนุนการเรียนรูที่กระตือรือรน ทั้งนี้เนื่องจากคุณลักษณะของเว็บที่เอื้ออํานวยใหเกิดการศึกษาในลักษณะที่ผูเรียนถูกกระตุนใหแสดงความคิดเห็นไดอยูตลอดเวลาโดยไมจําเปนตองเปดเผยตัวตนทีแทจริง ตัว อยางเชน การใหผูเรียน ่รวมมือกันในการทํากิจกรรมตาง ๆ บนเครือขาย การใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงความคิดเห็นและแสดงไวบนเว็บบอรด หรือการใหผูเรียนมีโอกาสเขามาพบปะกับผูเรียนคนอื่น ๆ อาจารย หรือผูเชี่ยวชาญในเวลาเดียวกันทีหองสนทนา เปนตน ่ 7. การสอนบนเว็บเอื้อใหเกิดการปฏิสัมพันธ ซึ่งการเปดปฏิสัมพันธนี้อาจทําได2 รูปแบบ คือ 7.1 ปฏิสัมพันธกับผูเรียนดวยกันและ/หรือผูสอน 7.2 ปฏิสัมพันธกับบทเรียนในเนื้อหาหรือสื่อการสอนบนเว็บ
  15. 15. 15 ซึ่งลักษณะแรกนี้ จะอยูในรูปของการเขาไปพูดคุย พบปะ แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกัน(ดังที่ไดกลาวมาแลว) สวนในลักษณะหลังนั้น จะอยูในรูปแบบของการเรียนการสอน แบบฝกหัดหรือแบบทดสอบที่ผูสอนไดจัดหาไวใหแกผูเรียน 8. การสอนบนเว็บ ยังเปนการเปดโอกาสสําหรับผูเรียนในการเขาถึงผูเ ชี่ยวชาญ สาขาตาง ๆ ทั้งในและนอกสถาบัน จากในประเทศและตางประเทศทั่วโลก โดยผูเรียนสามารถติดตอสอบถามปญหาขอขอมูลตาง ๆ ที่ตองการศึกษาจากผูเชี่ยวชาญจริงโดยตรง ซึ่งไมสามารถทําไดในการเรียนการสอนแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังประหยัดทั้งเวลาและคาใชจาย เมื่อเปรียบเทียบกับ การติดตอสื่อสารในลักษณะเดิม ๆ 9. การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูเรียนไดมีโอกาสแสดงผลงานของตนสูสายตาผูอื่นอยางงายดาย ทั้งนี้ไมไดจํากัดเฉพาะเพื่อน ๆ ในชั้นเรียนหากแตเปนบุคคลทั่วไปทั่วโลกได ดังนัน ้จึงถือเปนการสรางแรงจูงใจภายนอกในการเรียนอยางหนึ่งสําหรับผูเรียน ผูเรียนจะพยายามผลิตผลงานที่ดีเพื่อไมใหเสียชื่อเสียงตนเอง นอกจากนี้ ผูเรียนยังมีโอกาสไดเห็นผลงานของผูอื่น เพื่อนํามาพัฒนางานของตนเองใหดียงขึ้น ิ่ 10. การสอนบนเว็บเปดโอกาสใหผูสอนสามารถปรับปรุงเนื้อหาหลักสูตรใหทันสมัยไดอยางสะดวกสบายเนื่องจากขอมูลบนเว็บมีลักษณะเปนพลวัตร (Dynamic) ดังนั้นผูสอนสามารถอัพเดตเนื้อหาหลักสูตรที่ทันสมัยแกผูเรียนไดตลอดเวลา นอกจากนี้การใหผูเรียนไดสอสารและ ื่แสดงความคิดเห็นที่เกี่ยวของกับเนื้อหาทําใหเนื้อหาการเรียนมีความยืดหยุนมากกวาการเรียนการสอนแบบเดิม และเปลียนแปลงไปตามความตองการของผูเรียนเปนสําคัญ ่ 11. การสอนบนเว็บสามารถนําเสนอเนื้อหาในรูปของมัลติมีเดีย ไดแก ขอความภาพนิ่ง เสียง ภาพเคลื่อนไหว วีดีทัศน ภาพ 3 มิติ โดยผูสอนและผูเรียนสามารถเลือกรูปแบบของ การนําเสนอ เพื่อใหเกิดประสิทธิภาพสูงสุดทางการเรียน จากขอดีของการเรียนการสอนบนเว็บดังกลาว พอจะสรุปไดวาการจัดการเรียนการสอนบนเว็บเปนประโยชนตอการศึกษาในหลายลักษณะ ดังนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน โดยใชสื่ออุปกรณ และคลังความรูที่มีอยูบนอินเทอรเน็ต เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน 2. เกิดเครือขายความรู ที่สามารถแลกเปลี่ยนความรูและวัฒนธรรมซึ่งกันและกันบนอินเทอรเน็ต ขอมูลจะมีการปรับปรุงใหทันสมัยอยูเสมอ และสะดวกและรวดเร็ว 3. ผูเรียนเปนศูนยกลาง สามารถสืบคนวิชาความรูไดดวยตนเอง โดยมีการให คําปรึกษาและชี้แนะโดย ครู- อาจารย
  16. 16. 16 4. ลดชองวางระหวางการศึกษาในเมืองและชนบท สรางความเทาเทียมกันและกระจายโอกาสทางการศึกษาใหเด็กชนบทไดรูเทาทัน เพือสนับสนุนนโยบายและการพัฒนาระบบ ่เทคโนโลยีการศึกษาและเครือขายสารสนเทศ เพื่อความสอดคลองและสนับสนุน การปฏิรูปการศึกษาตาม พ.ร.บ. การศึกษาแหงชาติ พ.ศ.2542บทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทย ศูนยเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกสและคอมพิวเตอรแหงชาติ (2544 : 6-9) ไดกลาวถึงบทบาทการเรียนการสอน E-Learning ในประเทศไทยไววา สังคมเทคโนโลยีสารสนเทศ IT (Information Technology) ไดมวิวัฒนาการและ ีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตามลําดับ ขณะนีก็จะมีวิถีของการพัฒนาการเปลี่ยนแปลงไปอยางรวดเร็ว ้และซับซอนมากกวายุคใด ๆ ที่ผานมา ซึ่งทั้งนี้ตองระดมสมอง สรรพกําลังทั้งมวลเพื่อที่จะใหเกิดการพัฒนาประเทศ เพื่อการเตรียมความพรอมสําหรับการแขงขันในเวทีโลก ประเทศไทยไดเตรียมความพรอมเขาสูศตวรรษที่ 21 แลว โดยมีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลตอภาคธุรกิจการศึกษา สังคม ซึ่งเนนการใหความสะดวกในดานการบริหารจัดการ และใหเกิดความคลองตัวตอการดําเนินงานไปในทิศทางที่สอดคลองกัน จึงไดวางนโยบายE - Thailand ขึ้น เพื่อเปดประตูสูการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ไดเนนนโยบายหลักทางดานสังคมเพื่อลดชองวางทางสังคม เปดเสรีทางการคาอีเล็กทรอนิกส นโยบายระหวางประเทศ ผลักดันโครงสรางพื้นฐานสารสนเทศ หนึ่งในนโยบายของ E - Thailand คือการสงเสริมพัฒนาสังคม สิ่งที่ควรจะคํานึงถึงก็คือ E - Education เปนการใหการศึกษาแกมนุษยใหมีความรูความสามารถใน ดานเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อนํามาปรับใชในทุกสวนงานในวงการไอทีซึ่งมีการนําหลักการ 2ประเภทใหญ ๆ ดังนี้คือ 1. E - MIS ดานการบริหารงาน เปนการนําไปใช ดานการบริหารงานและการจัดการศึกษา เนนดานการจัดพิมพเอกสาร ทําฐานขอมูล การประมวลผล เพื่อจัดทําสารสนเทศทางการศึกษา สําหรับการประกอบการตัดสินใจของผูบริหารในทุกระดับ  2. E-Learning เปนการนําไอทีไปใชในดานการสงเสริมประสิทธิภาพดานการเรียนการสอนในหลากหลายรูปแบบ เชน การนํามัลติมีเดียมาใชเปนสื่อการสอนของ ครู - อาจารย ใหนกเรียนเรียนรู ัคนควาดวยตนเอง ดวยการเรียนผานเครือขายคอมพิวเตอร อินเทอรเน็ตการเรียนทางไกลผาน
  17. 17. 17ดาวเทียม การนําไอทีมาใชเพื่อการเรียนการสอนของ E-Learning ในยุคปจจุบัน เปนการใชเทคโนโลยีคอมพิวเตอรทั้งทีเ่ ปนเครื่องเดียวเรียกวา Stand - Alone หรือการเรียกผานเครือขายเชื่อมโยงสูอินเทอรเน็ต เพื่อการคนควาหาขอมูลแลกเปลี่ยนความรูบนเครือขายซึ่งที่ผานมาเราใชสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบของสื่อประสม (Multimedia) ใชในการนําเสนอลงบนแผนซีดีรอมโดยใช Authoring Tool ทั้งภาพและเสียงเพือเกิดการปฏิสัมพันธ (Interactive) ใหกับผูเรียนซึ่งสื่อ ่เหลานี้มีแนวโนมที่จะไดรับความสนใจสูงขึ้นเรื่อย ๆ แตปญหาที่ประสบก็คือเนื้อหาที่มีอยูไมตรงตามหลักสูตรการศึกษานอกจากนียังมีการละเมิดลิขสิทธิ์ทําใหผูผลิตไมสามารถพัฒนาสื่อไดอยางมี ้คุณภาพ ในระยะแรก ๆ เราไดมีการใชสื่อในหลายประเภทเพื่อการติดตอรับ – สงขอมูลทางดานการศึกษาที่เรียกวา การเรียนทางไกล แบงเปน 3 ประเภท คือ 2.1 การเรียนการสอนทางไปรษณีย ถือวาเปนยุคแรกเริ่มของการเรียนการสอนทางไกลมีการรับ – สงบทเรียนผานทางไปรษณีย ซึ่งจะตองใชระยะเวลามากในการติดตอกัน แตละครั้ง จึงเปนอุปสรรคอยางมากในการเรียนรูเพราะเอกสารอาจสูญหายระหวางทางได 2.2 การเรียนการสอนผานทางวิทยุกระจายเสียง เรามีวิทยุกระจายเสียงเพื่อการศึกษาเปนเครื่องมือที่เชื่อมตอไปยังภูมิภาคทั้งที่เปนของกระทรวงศึกษาธิการ ทบวงมหาวิทยาลัย และสถาบันการศึกษาหลายแหง 2.3 การเรียนการสอนผานทางโทรทัศนและเครือขายดาวเทียมของกรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมสามัญศึกษาที่รวมกับมูลนิธการศึกษาทางไกลผานดาวเทียมไทยคม สถานีวิทยุ ิโทรทัศนแหงประเทศไทย ชอง 11 ที่กลาวมาทั้งหมดนี้เปนวิธีการของการเรียนการสอนที่เราเคยใชกนมา จนถึงปจจุบันก็ยัง ัมีการใชอยู แตดวยปจจุบนไอทีเขามามีบทบาทอยางมาก เราสามารถติดตอกับคนทังโลก สามารถ ั ้เขาไปคนหาขอมูลไดเพียงปลายนิ้วสัมผัสบนเครือขายอินเทอรเน็ต เปนขุมความรูอนมหาศาล ดวย ัวิทยาการเพื่อใชในการพัฒนาองคความรู อันเปนแหลงทรัพยากรที่เปยมดวยคุณคามากมาย ดังนั้นการปรับรูปแบบการเรียนการสอนในรูปแบบ E-Learning จึงเกิดขึ้น อีกทั้งพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติยังสนับสนุนการเรียนการสอนแบบนีอีกดวย ้ E-Learning เปนการเรียนการสอนผานทางคอมพิวเตอรและเครือขายอินเทอรเน็ตการศึกษาที่นยมกันมากในขณะนี้คือ Web-Based-Learning การเรียนแบบนี้ ผูเรียนสามารถเรียนที่ ิไหนก็ได เวลาใดก็ไดไมมีขอจํากัด
  18. 18. 18 รูปแบบการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนการสอนแบบออนไลนในประเทศไทย มีดังนี้ 1. การเรียนการสอนทางไกล (Distance Education) เปนการเรียนการสอนที่ประยุกตเทคโนโลยีหลาย ๆ อยาง เชน ระบบเครือขายคอมพิวเตอร การประชุมทางไกลชนิดภาพและเสียงรวมถึงเอกสารตาง ๆ เพื่อเขาถึงผูเรียนที่อยูหางไกล 2. แบบมหาวิทยาลัยออนไลน เรียกวา Online University หรือ Virtual University เปนระบบการเรียนการสอนที่อยูบนเครือขายในรูปเว็บเพจ มีการสรางกระดานถาม - ตอบอีเล็กทรอนิกส (Web Board) 3. การเรียนการสอนผานทางอินเทอรเน็ตและเว็บเพจ (Online Learning, InternetWeb-Based-Education) เปนการนําเสนอเนื้อหาและการปฏิสัมพันธระหวางผูเรียนและผูสอนโดยเนนสื่อประสมหลาย ๆ อยางเขาดวยกัน มีการสรางสภาวะแวดลอมที่ประสานงานกัน ใหผูเรียนและผูสอนเขาถึงฐานขอมูลหลายชนิดได โดยผูเรียนตองควบคุมจังหวะการเรียนรูดวยตนเองใหเปน และเลือกเวลา สถานที่ในการเรียนรู 4. โครงขายการเรียนการสอนแบบอะซิงโครนัส (Asynchronous Learning Network:ALN) เปนการเรียนการสอนที่ตองมีการติดตามผลระหวางผูเรียนกับผูสอน โดยใชการทดสอบบทเรียน เปนตัวโตตอบ เครื่องมือชวยเหลือการเรียนการสอนแบบ E-Learning เทคโนโลยีระบบเครือขายคอมพิวเตอรและอินเทอรเน็ตจะชวยใหการเรียนการสอนแบบ E-Learning ไดประสิทธิภาพมากที่สด เราสามารถนําซอฟตแวรที่เกี่ยวของกับการเขียน ุเว็บเพจ การสง E-Mail การใช Search Engine Newsgroup การใช http, ftp หรือ โปรแกรมทางดานAuthoring Tool เชน FrontPage, Macromedia Dreamweaver เปนตน การสราง Web Board ไวถาม – ตอบ สิ่งที่ควรคํานึงถึงการเรียนการสอนแบบ E–Learning ในบานเราก็คือ คนองคประกอบที่สําคัญที่จะทําใหรูปแบบพัฒนาไปในทิศทางใด จากกรณีศึกษาโรงเรียนจิตรลดาผูชวยอาจารยใหญฝายประถมศึกษา อาจารยมีนา รอดคลาย กลาววา ระยะแรก ๆ ตองใหความรูทางเทคโนโลยีแกบุคลากร โดยเฉพาะผูบริหารตองใหทานเห็นความสําคัญและเขาใจใน เทคโนโลยีวาไมไดยาก อํานวยความสะดวกสบายใหเราอยางไร เปนตน อันดับตอมาก็คือ ผูพัฒนาหลักสูตรและเนื้อหาวิชา ผูพฒนาระบบ ผูชวยสอนและทีปรึกษาทางการเรียน ั  ่

×