การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

15,478 views

Published on

Published in: Education
1 Comment
1 Like
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
15,478
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
10
Actions
Shares
0
Downloads
127
Comments
1
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน

  1. 1. การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ( School-Based Management ) นายบุญไทย พานะเวช รหัส 52150601207 นายสำราญ ประกายสี รหัส 52150601208 นายพวง กุมภิโร รหัส 53470601101 นายสุบิน ศรีบุรม รหัส 53470601102 นายวัลลภ เกื้อธนสกุล รหัส 53670601149
  2. 2. แนวคิด (School - Based Management : SBM) <ul><li>การบริหารโรงเรียนที่เริ่มในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสการบริหารแนวใหม่ในทางธุรกิจที่เน้นความพึงพอใจของผู้รับบริการ และผลักดันให้มีการกระจายอำนาจไปสู่หน่วยปฏิบัติให้มากที่สุด ในทางการศึกษาได้มีกระแสการปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษาไปยังสถานศึกษา และให้ผู้มี่ความเกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา </li></ul>
  3. 3. หลักการสำคัญของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน <ul><li>หลักการกระจายอำนาจไปยังสถานศึกษา </li></ul><ul><li>หลักการมีส่วนร่วม </li></ul><ul><li>หลักการคืนอำนาจการจัดการศึกษาให้ประชาชน </li></ul><ul><li>หลักการบริหารตนเอง </li></ul><ul><li>หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล </li></ul>
  4. 4. ได้มา จ่ายไป ระดมทรัพยากรพอเพียงใช้จ่ายถูกต้อง เป้าหมาย กระจายอำนาจ มีส่วนร่วมและเครือข่าย บริหารจัดการที่ดี โรงเรียน คุณภาพ และ สร้างสรรค์ มาตรฐาน ตัวชี้วัด เกณฑ์
  5. 5. ความหมายและขอบข่าย <ul><li>เป็นการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาจากส่วนกลางไปยังสถานศึกษาโดยตรง โดยให้สถานศึกษามีอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบ มีอิสระและความคล่องตัวในการตัดสินใจการบริหารจัดการทั้งด้านวิชาการ งบประมาณ บุคลากรและการบริหารทั่วไป โดยมีคณะกรรมการสถานศึกษา (School Council หรือ School Board) </li></ul>
  6. 6. ความหมาย <ul><li>David กล่าวว่า การบริหารโดยใช้  โรงเรียนเป็นฐานเป็นแนวทางหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษาโดยการกระจายอํานาจจัดการศึกษา ไปยังโรงเรียนให้  มากขึ้นโดยมีสมมุติฐานว่าการให้  โรงเรียนมีอำนาจหน  าที่มากขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพของโรงเรียนสูงขึ้นมีความยืดหยุ  นความคล่องตัวมากขึ้นและมีผลผลิตดีขึ้น </li></ul>
  7. 7. <ul><li>เช็ง (Cheng) กล่าวว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานทำให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนคณะครูผู  ปกครองชุมชน ซึ่งมารวมตัวกันเป  นคณะกรรมการโรงเรียนได้มีโอกาสร่วมจัดการศึกษาให้เป็นไปตามความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครองและชุมชน ส่งผลให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น </li></ul>ความหมาย
  8. 8. ความหมาย <ul><li>Myers and Stonehill ให้ความหมายของการบริหารจัดการโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-based management = SBM) คล้าย ๆ กันว่าเป็นกลยุทธ์ในการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาด้วยการถ่ายโอน (Transfer) อำนาจการตัดสินใจในการบริหารและจัดการศึกษาทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับงบประมาณบุคคล และหลักสูตรไปยังโรงเรียน </li></ul>
  9. 9. ความหมาย <ul><li>จากการประมวลแนวความคิดของนักวิชาการและองค์การต่าง ๆ จำนวนมาก สรุปได้ว่า การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นกลยุทธ์ในการปรับปรุงการศึกษา โดยเปลี่ยนอำนาจหน้าที่ในการตัดสินใจจากส่วนกลางไปยังแต่ละโรงเรียน โดยให้คณะกรรมการโรงเรียน (School Council หรือ School Board) ซึ่งประกอบด้วย ผู้ปกครอง ครู สมาชิกในชุมชน ผู้ทรงคุณวุฒิ ศิษย์เก่า และผู้บริหารโรงเรียน ( บางโรงเรียนมีตัวแทนนักเรียนด้วย ) ได้มีอำนาจในการบริหารจัดการศึกษาในโรงเรียน มีหน้าที่และความรับผิดชอบในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ บุคลากร และวิชาการ โดยให้เป็นไปตามความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน </li></ul>
  10. 10. รูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน <ul><li>1) รูปแบบที่มีผู้บริหารโรงเรียนเป็นหลัก (Administration Control SBM) </li></ul><ul><li>2) รูปแบบที่มีครูเป็นหลัก (Professional Control SBM) </li></ul><ul><li>3) รูปแบบที่ชุมชนมีบทบาทหลัก (Community Control SBM) </li></ul><ul><li>4) รูปแบบที่ครูและชุมชนมีบทบาทหลัก (Professional Community Control SBM) </li></ul>
  11. 11. ปัจจัยที่เอื้อและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการนำรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไปใช้ <ul><li>1) กระจายอำนาจการบริหารจากหน่วยงานบริหารส่วนกลางไปยังคณะกรรมการโรงเรียนอย่างแท้จริง </li></ul><ul><li>2) ได้รับการยอมรับจากผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย </li></ul><ul><li>3) มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี มีประสิทธิภาพเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ข้อมูล สารสนเทศตรงกัน </li></ul><ul><li>4) บุคลากรในสำนักงานเขตการศึกษาและในโรงเรียนจะต้องได้รับการอบรม </li></ul><ul><li>5) ทำการฝึกอบรมคณะกรรมการโรงเรียน เกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษา </li></ul><ul><li>6) ได้ผู้บริหารโรงเรียนที่มีความรู้ ความสามารถ มีภาวะผู้นำที่เหมาะสม พัฒนาความรู้ ทักษะ และภาวะผู้นำให้ผู้บริหารเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change Agent) ที่ดี </li></ul><ul><li>7)  ผู้บริหารคณะกรรมการโรงเรียน บุคลากรในโรงเรียนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเอง </li></ul><ul><li>8)  มีการให้รางวัลสำหรับโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในด้านการบริหาร และจัดการศึกษา </li></ul>
  12. 12. ปัจจัยที่เป็นที่เป็นอุปสรรค <ul><li>การเปลี่ยนรูปแบบแต่ไม่เปลี่ยนวิธีการบริหารงานและการทำงาอำนาจการตัดสินใจผูกขาดอยู่ในคณะกรรมการโรงเรียนไม่กระจายไปทั่วโรงเรียน ผู้บริหารยังใช้ความคิดเห็นส่วนตัวในการตัดสินใจ การขัดแย้งระหว่างผู้บริหารครู และคณะกรรมการโรงเรียน </li></ul>
  13. 13. ประสบการณ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน <ul><li>1)   ในต่างประเทศ ต่างใช้ประสบปัญหาความไม่พึงพอใจในคุณภาพการศึกษา </li></ul><ul><li>2)   ในการดำเนินกระจายอำนาจการศึกษาได้ลดบทบาทในส่วนกลาง </li></ul><ul><li>3)  ผู้ปกครอง ชุมชน มีความพึงพอใจในการศึกษามากขึ้นเนื่องจากได้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา </li></ul><ul><li>4) ยังไม่ได้มีการศึกษาอย่างจริงจังว่าการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานทำให้ผลสมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้นมากน้อยเพียงไร </li></ul><ul><li>5) ความสำเร็จของการกระจายอำนาจการศึกษา อยู่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง </li></ul>
  14. 14. ปัญหาและข้อเสนอแนะที่ได้จากประสบการณ์การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานใน <ul><li>1) ใช้เวลาในการทำงานเพิ่มขึ้นในแต่ละวันและส่วนใหญ่ต้องใช้เวลา </li></ul><ul><li>5 ปีขึ้นไปจนกว่าจะเห็นผล </li></ul><ul><li>2) ความคาดหวังของโรงเรียนจะมีมากใน 2 ปีแรก เมื่อมีอุปสรรคและ ใช้เวลามากจะขาดความกระตือรือร้น </li></ul><ul><li>3) คณะกรรมการโรงเรียนบางแห่งยังขาดคุณสมบัติที่เหมาะสม บางชุมชนหาคนมาเป็นกรรมการได้ยาก </li></ul><ul><li>4) ความขัดแย้งระหว่างโรงเรียน ครู และชุมชน </li></ul>
  15. 15. ข้อเสนอ <ul><li>1) รัฐต้องมีความจริงใจในการกระจายอำนาจ </li></ul><ul><li>2) เขตพื้นที่การศึกษาต้องทำหน้าที่ประสานงาน เชื่อมโยง อำนวยความสะดวก สนับสนุนและประชาสัมพันธ์ให้โรงเรียนมีความเข้มแข็ง และสามารถบริหารจัดการด้วยตนเองได้ </li></ul><ul><li>3) โรงเรียนต้องปรับแนวทางการทำงานใหม่ จากการคอยรับนโยบายและคำสั่งมาเป็นการบริหารจัดการด้วยตนเอง โดยความร่วมมือกับครูผู้ปกครองและชุมชน </li></ul>
  16. 16. การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในประเทศไทย <ul><li>1)   ปัญหาสำคัญของการบริหารการศึกษาในภาพรวมของกระทรวงศึกษาธิการ </li></ul><ul><li>2)   ได้มีความพยายามดำเนินการปฏิรูปการศึกษา </li></ul><ul><li>3)   จากอดีตที่ผ่านมาพบว่า ผู้ปกครองและประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาน้อยมาก </li></ul><ul><li>4)   คณะกรรมการศึกษา หรือคณะกรรมการสถานศึกษา มีมาตั้งแต่เริ่มประกาศใช้พระราชบัญญัติประถมศึกษา </li></ul><ul><li>5)   ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการปรับโครงสร้างการกระจายอำนาจการบริหาร </li></ul>
  17. 17. แนวทางการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในประเทศไทย <ul><li>มีหลักการพื้นฐานในการกำหนดรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน </li></ul><ul><li>รูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทและกฎหมายการศึกษาของไทยในปัจจุบัน </li></ul><ul><li>วิธีการได้มา </li></ul><ul><li>บทบาทหน้าที่ </li></ul><ul><li>ข้อจำกัดและเงื่อนไขในการนำรูปแบบไปใช้ </li></ul>
  18. 18. ความสัมพันธ์ระหว่างสถานศึกษากับเขตพื้นที่การศึกษา <ul><li>คณะกรรมการและสำนักงานการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับ ดูแลสถานศึกษาขั้นพื้นฐานและสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญา รวมทั้งพิจารณาการจัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลือกสถานศึกษา บทบาทหน้าที่เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวก สนับสนุน ส่งเสริม และช่วยเหลือสถานศึกษามากกว่าการเป็นหน่วยงานบังคับบัญชาระดับสูงกว่าสถานศึกษา </li></ul>
  19. 19. กลยุทธ์ในการนำรูปแบบบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานไปปฏิบัติ <ul><li>1) การประชาสัมพันธ์ </li></ul><ul><li>2) กำหนดบทบาทหน้าที่ของคณะกรรมการสถานศึกษาให้ชัดเจน </li></ul><ul><li>3) การสรรหา และการคัดเลือกคณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul><ul><li>4) การพัฒนาคณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul><ul><li>5) การสนับสนุนให้บุคลากรในสถานศึกษาร่วมปฏิบัติงานกับคณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul><ul><li>6) การสร้างเครือข่ายคณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul><ul><li>7) การกำหนดมาตรฐานการดำเนินงานของคณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul><ul><li>8) พิจารณาให้สวัสดิการ บริการและสิทธิพิเศษแก่คณะกรรมการสถานศึกษา </li></ul>
  20. 20. ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย <ul><li>1)  สถานศึกษาควรใช้หลักการบริหาร </li></ul><ul><li>2)  ควรเตรียมความพร้อมด้านระบบและบุคลากร มีการจัดระบบบริหารที่มีประสิทธิภาพ </li></ul><ul><li>3)  ควรดำเนินโครงการนำร่องการบริหารจัดการในระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับสถานศึกษา </li></ul><ul><li>4)  ควรกำหนดบทบาทหน้าที่ระเบียบและแนวปฏิบัติต่าง ๆ </li></ul>
  21. 21. การกระจายอำนาจ <ul><li>ความหมายของการกระจายอำนาจ </li></ul><ul><li>การถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจ ทรัพยากร และภารกิจ จากภาครัฐส่วนกลาง ให้แก่องค์กรอื่นใด ไมว่าจะเป็นองค์กรภาครัฐส่วนภูมิภาค องค์กรอิสระ องค์กรท้องถิ่น องค์กรเอกชน โดยเฉพาะภาคประชาชน ไปดำเนินการแทน ซึ่งการถ่ายโอนดังกล่าว อาจจะมีลักษณะเป็นการถ่ายโอนเฉพาะภารกิจ ซึ่งเป็นการแบ่งภารกิจ ให้แก่องค์กรที่ได้รับการกระจายอำนาจดำเนินการ หรือ เป็นการถ่ายโอนโดยยึดพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งเป็นการแบ่งพื้นที่เป็นหน่วยงานย่อยในการดำเนินการ </li></ul>
  22. 22. แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับการกระจาย <ul><li>การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการบริหารจัดการบ้านเมืองของรัฐ ในระบบประชาธิปไตย โดยมุ่งลดบทบาทของรัฐส่วนกลาง (decentralize) ลง เหลือภารกิจหลักเท่าที่จำเป็น และให้ประชาชนได้มีส่วนในการบริหารงานชุมชนท้องถิ่น ตามเจตนารมณ์ของประชาชนมากขึ้น การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จึงเป็นการจัดความสัมพันธ์ทางอำนาจ หน้าที่ใหม่ ระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ให้สอดคล้องกับสภาพการณ์บ้านเมือง ที่เปลี่ยนแปลงไปในสภาวะที่สังคมมีกลุ่มที่หลากหลาย มีความต้องการ และความคาดหวังจากรัฐที่เพิ่มขึ้น และแตกต่างกัน ขัดแย้งกัน ในขณะที่รัฐเองก็มีขีดความสามารถ และทรัพยากรที่จำกัด ในการตอบสนองปัญหา ความต้องการ ที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นได้ทันต่อเหตุการณ์ และตรงกับความต้องการของท้องถิ่น </li></ul>
  23. 23. เป้าหมายของการกระจายอำนาจ <ul><li>เพื่อให้บริการต่างๆ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของชุมชนมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีการถ่ายโอนภารกิจ เป็นเครื่องมือหนึ่งในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว รูปแบบการกระจายอำนาจ การจัดบริการสาธารณะ จึงไม่ควรจำกัดอยู่ที่การโอนภารกิจแต่เพียงอย่างเดียว แต่ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สามารถตอบสนอง ต่อวัตถุประสงค์ทั้งสองประการเป็นหลัก </li></ul>
  24. 24. ประเภทของการกระจายอำนาจ <ul><li>การมอบอำนาจการตัดสินใจด้านการบริหารจัดการจากส่วนกลางสู่ภูมิภาค </li></ul><ul><li>การมอบอำนาจหน้าที่ให้แก่องค์กรกึ่งรัฐ ที่เป็นอิสระ ภายใต้การกำกับจากภาครัฐ </li></ul><ul><li>การกระจายอำนาจการปกครองให้แก่รัฐบาลส่วนท้องถิ่น </li></ul><ul><li>การมอบหน้าที่ให้แก่องค์กร หรือ หน่วยงานเอกชน </li></ul><ul><li>การสร้างให้ประชาชน มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ </li></ul>
  25. 25. ทำไมต้องมีการกระจายอำนาจ <ul><li>เพื่อให้การดำเนินงานของรัฐ มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดขั้นตอนการดำเนินการ อันเนื่องจากการล่าช้าในการตัดสินใจจากส่วนกลาง </li></ul><ul><li>เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างแท้จริง </li></ul><ul><li>เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ </li></ul>
  26. 26. แนวทางในการกระจายอำนาจทางการศึกษา <ul><li>แนวทางในการกระจายอำนาจทางการศึกษาให้มีความสอดคล้องกับการปฏิรูปการศึกษามา   3   ด้านคือ      </li></ul><ul><li>ด้านการบริหารจัดการศึกษา   </li></ul><ul><li>ด้านกระบวนการเรียนการสอน   </li></ul><ul><li>ด้านการพัฒนาหลักสูตร   </li></ul><ul><li>เพราะทั้งสามด้านนี้จะส่งผลให้ผลผลิตของการศึกษา    นั้นก็คือผู้เรียนจะจบออกมาเป็นคนดีมีความรู้คู่คุณธรรม   สามารถดำรงตนอยู่ได้ในกระแสโลกาภิวัตน์   คือ </li></ul>
  27. 27. การกระจายอำนาจทางการศึกษา <ul><li>กระจายอำนาจ &quot; ของ ฟูลูแลน ที่ให้ใช้ง่ายต่อการเข้าใจมากกว่า &quot; การกระจายอำนาจ คือ อำนาจส่วนใหญ่ถูกกระจายลงไปให้การบริหารในระดับที่ต่ำกว่า </li></ul>
  28. 28. การให้อำนาจ <ul><li>การให้อำนาจคือรูปหนึ่งของการกระจายอำนาจที่ให้ผู้ใต้บังคับบัญชามีอำนาจการตัดสินใจ      เป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารมีความเชื่อมั่นผู้ใต้บังคับบัญชา </li></ul><ul><li>1. ทำให้โครงสร้างองค์กรเล็กลง ซับซ้อนน้อยลง และมีความคล่องตัวในการตัดสินใจ 2. ตัดทอนกฎ ระเบียบ ที่เข้มข้นขององค์กร 3. เน้นการเปลี่ยนแปลงองค์กรในด้านการให้อำนาจและความรับผิดชอบของบุคลากรที่มีต่อผลผลิต 4. เป็นการให้การศึกษา การเรียนรู้แก่บุคลากรที่จะได้รับโอกาสในการบริหารพัฒนาตนเองในการบริหารงาน 5. เป็นการสร้างข้อผูกพันจากผู้บริหารระดับล่างทุก ๆ องค์กรใด ๆ ไม่มีที่จะรวมอำนาจได้ทั้งหมด </li></ul>               
  29. 29. การรวมอำนาจและการกระจายอำนาจ <ul><li>การรวมอำนาจผิดพลาดเมื่อควบคุมมากเกินไป การกระจายอำนาจผิดพลาดเมื่อนำไปสู่ความยุ่งเหยิง ขาดระเบียบวินัยเราเรียนรู้เป็นทศวรรษว่าการบริหารงานโดยวิธีจากข้างบนลงไปสู่ข้างล่าง ไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เพราะท่านไม่สามารถสั่งได้ในเรื่องการเปลี่ยนแปลง แต่ผู้บริหารก็พยายามที่จะทำต่อไปอีก ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง หรือเรื่องคุณธรรมก็ตามที่ผลสำเร็จของการกระจายอำนาจพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นการบริหาร ณ พื้นที่ปฏิบัติการ แต่ก็ล้มเหลว ผู้คุมอำนาจการบริหารก่อนเวลา แต่ก็ไม่ราบรื่นในการทำงานขาดประสิทธิภาพหากปล่อยเขาทำเอง แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น แต่เขาก็ไม่สามารถดำรงความสำเร็จไว้ได้ยั่งยืน หากเขาไม่ได้เงยหน้าขึ้นไปดูหน่วยงานเหนือหรือหน่วยเหนือได้ชำเลืองลงดูข้างล่างหรือไม่ </li></ul>
  30. 30. <ul><li>สรุปอีกนัยหนึ่ง คือ &quot; การบริหารจากศูนย์กลางและการบริหารระดับท้องถิ่น มีความต้องการซึ่งกันและกัน &quot; ถ้าหากเราไม่มีการสัมพันธ์ 2 ทางอย่างเต็มใจอย่างเห็นพ้องต้องกันที่จะรับส่งการกระจายอำนาจแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการรวมอำนาจ หรือการกจะจายออำนาจต่างก็ไม่สามารถทำให้เปลี่ยนแปลงพัฒนาการบริหารไปได้ แล้วก็ต้องถือเป็นคติได้ว่า การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ไม่มีคนหนึ่งคนใด หรือกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดจะสามารถใช้อำนาจให้คนเปลี่ยนแปลงได้ &quot; </li></ul>
  31. 31. อะไรเกิดขึ้นกับอำนาจการจัดการศึกษา <ul><li>เห็นว่าแท้ที่จริงแล้วการกระจายอำนาจเป็นสิ่งที่เราปรารถนา เพราะเมื่อองค์กรใหญ่ขึ้น ซับซ้อนขึ้น เราไม่สามารถบริหารงานรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลางได้อีกต่อไป เพราะจะขาดความยืดหยุ่น เชื่องช้าต่อการแก้ปัญหา และการพัฒนางานขณะเดียวกับการปล่อยให้หน่วยล่างที่ยังขาดศักยภาพที่จะบริหารได้ความยุ่งเหยิง ความสูญเสียก็จะเกิดขึ้นตามมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการสาธารณะพื้นฐานของประชาชน เช่นการศึกษา ไม่สามารถคิดง่าย ปล่อยไป ค่อยไปแก้ปัญหาเอาข้างหน้าย่อมไม่ใช่เป็นวิธีการที่ถูกต้อง </li></ul>
  32. 32. <ul><li>ในขณะที่กระทรวงศึกษาธิการตื่นเต้นต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะจัดระบบการศึกษาให้เพื่อการปฏิรูป ทั้งในรูปแบบของหลักการจัดการศึกษาที่ทั้งให้มีความหลากหลายรูปแบบให้มีรากฐานการศึกษา ให้มีระบบประกันคุณภาพ มีการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครูว่าเป็นวิชาชีพชั้นสูง และให้มีการพัฒนาครูให้สูงและมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูง โดยกำหนดให้ค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับความเป็นวิชาชีพและกำหนดให้ทรัพยากรมาใช้เพื่อจัดการใหม่ และให้ทุกคน ทุกองค์กร ชุมชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมจัดการศึกษา และที่สำคัญคือการกระจายาอำนาจทางกากรศึกษาไปยังเขตพื้นที่การศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลักการดังกล่าวที่สอนแค่เป็น &quot; ของใหม่ &quot; สำหรับวงการศึกษาไทย </li></ul>
  33. 33. ข้อตื่นเต้นที่ยังไม่ยุติ <ul><li>ที่ 1 ครูทุกคนแสวงหาคำตอบก็คือ เขตพื้นที่การศึกษาที่ สปศ . คิดและประโคมว่าดีมี 225 เขตพื้นที่ ประถมศึกษา 183 เขตพื้นที่ มัธยมศึกษา 42 เขตพื้นที่ โดยที่กระทรวงศึกษา โดยปลัดกระทรวงศึกษาคิดเห็นว่ามันไม่น่าจะแบ่งเลยทีเดียว 225 เขต แต่ควรเริ่มที่เขตจังหวัดก่อน และหรือรวมกับเขตที่พร้อมแยก &quot; อีกจำนวนหนึ่ง จะทำให้ 1) ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านทรัพยากรทางศึกษา และโอกาสทางการศึกษา 2) ความพร้อมของบุคลากรที่จะบริหารภายใต้ &quot; เขต พท . กศ . มีภาระหน้าที่ใหม่ทั้งหลาย ซึ่งเป็นองค์กรที่รองรับการกระจายอำนาจอย่างเต็มที่ </li></ul>
  34. 34. <ul><li>ข้อตื่นเต้นที่ 2 กระทรวงศึกษาธิการจะเอาอย่างไรกับการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาไปสู่ท้องถิ่น เพราะกฎหมายกำหนดแผนขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำหนดให้ถ่ายโอนภารกิจการให้บริการสาธารณะที่รัฐจัดให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกำหนดแผนเป็นระยะเวลา ให้เสร็จสิ้นภายใน 4 ปี แต่ไม่เกิน 10 ปี เมื่อระยะเวลาเร่งรัดเช่นนั้น ทางกระทรวงก็กำหนดประเภทของภารกิจที่จะให้มีการถ่ายโอนไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามศักยภาพให้สอคล้องกับภารกิจ </li></ul>
  35. 35. <ul><li>ข้อเสนอหลักการกระจายอำนาจแก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น 3 ประการคือ </li></ul><ul><li>1) การบริหารหารศึกษา ซึ่งเป็นการบริหารวิชาชีพชั้นสูง จำเป็นจะต้องได้บุคลากรวิชาชีพทางการศึกษาเฉพาะมาบริหาร และมีคณะบุคคลบริหารการศึกษาในท้องถิ่น ทุก ๆ ท้องถิ่นที่จะจัดการศึกษา </li></ul><ul><li>2) การบริหารเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่นที่ทำหน้าที่ทางการศึกษาต้องมีหลักการคิดเฉกเช่นเดียวกับการบริหารครูและบุคลากรทางการศึกษาตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ </li></ul><ul><li>3) การบริหารการจัดการศึกษาท้องถิ่นต้องดำเนินการตามนับแห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ตามแนวปฏิรูปด้วย </li></ul>
  36. 36. ทางออกในแนวคิดกระจายอำนาจการศึกษาสู่ท้องถิ่น <ul><li>เรื่องราวครูต้านการถ่ายโอนสถานศึกษาให้องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่พร้อมจะปะทุขึ้นทุกเวลา แม้จะมีเสียงขู่จากฟาก กระทรวงศึกษาธิการ ( ศธ .) </li></ul><ul><li>ในเรื่องนี้ รศ . ดร . นภาภรณ์ หะวานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง โครงการพัฒนารูปแบบการกระจายอำนาจโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ซึ่งได้ทุนสนับสนุนจากธนาคารโลก บอกว่าแม้รัฐบาลจะมีท่าทีผ่อนคลายว่าหากครูคนไหนไม่พร้อมที่จะไปสั่งกัด อปท . ก็ไม่ต้องไป ครูหรือโรงเรียนไหนอยากไปถึงจะไป นั่นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา สิ่งที่เป็นต้นตอของปัญหาทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของครูจากทั่วประเทศอยู่ที่พระราชบัญญัติกำหนดขั้นตอนการถ่ายโอนอำนาจถือเป็นสลักสำคัญ </li></ul>
  37. 37. <ul><li>&quot; ผู้บริหารควรแสดงจุดยืน หากยังไม่แก้ ร . พ . ร . บ . ฉบับดังกล่าวเราก็ต้องมีกระบวนการเสริมสร้างพลังให้แก้กรรมการสถานศึกษามีความเข้มแข็ง ตัวผู้บริหารหรือครูจำนวนมากทำงานกับประชาชนมานาน และมีหลายคนมองว่าประชาชนไม่มีความรู้ ไม่เก่ง ความคิดนี้ต้องเปลี่ยน เป็นกระบวนการที่เราต้องลงไปเปลี่ยนวิธีคิด &quot; </li></ul><ul><li>คนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าเหตุการณ์การเรียกร้องของครู เป็นการทำเพื่อความต้องการของตัวเอง ตัวครูไม่ได้พูดถึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในชุมชน ไม่ได้พูดถึงอุดมการณ์การศึกษาที่แท้จริงการแสดงออกของครูทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจเช่นนั้น แนวทางการต่อสู้ของครูเหมือนเถียงกันว่า &quot; โอน &quot; หรือ &quot; ไม่โอน &quot; ซึ่งเป็นการเรียกร้องที่ตื้นเกินไป </li></ul><ul><li>ดร . วิษณุ กล่าว ว่าพร้อมหรือไม่พร้อมเพียงอย่างเดียวนั้น ทำให้เห็นว่าเส้นทางของการกระจายอำนาจการศึกษามีเส้นทางเดียว ถ้ารัฐธรรมนูญหรือ พ . ร . บ . การศึกษาแห่งชาติมีแนวคิดเช่นนั้น เขาคงจะเขียนไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว </li></ul>
  38. 38. สวัสดี

×