Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

สมัยรัตนโกสินทร์

5,052 views

Published on

  • Be the first to comment

สมัยรัตนโกสินทร์

  1. 1. การปกครอง สมัยรัต นโกสิน ทร์
  2. 2. ลัก ษณะการ ปกครอง สมัย
  3. 3. การปกครองในสมัย รัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นการ ปกครองระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จนถึง รัชกาลที่ 5 ได้มีการปฏิรูปการปกครองการบริหารที่สำาคัญของชาติไทยโดยมีมลเหตุสำาคัญที่ก่อ ู ให้เกิดการปกครอง มีดังนี้
  4. 4. มูล เหตุข องการปรับ ปรุง การ ปกครอง เนื่องจากในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว เหตุการณ์บ้าน ่ เมืองได้ผนแปรแตกต่างกว่าเดิมเป็นอัน ั มาก  ทั้งความเจริญของบ้านเมืองก็เป็นเหตุให้ข้าราชการเพิ่มจำานวนมากขึ้นเป็นลำาดับลักษณะการปกครองที่ใช้มาแต่เดิมนั้นย่อมพ้นความต้องการตามสมัยสมควร
  5. 5. "..การปกครองบ้านเมืองของเราซึ่ง เป็นไปในปัจจุบนนี้  ยังไม่เป็นวิธการ ั ี ปกครองที่จะให้การทั้งปวง เป็นไปโดยสะดวกได้แต่เดิมมาแล้วครั้นเมื่อล่วงมาถึง ปัจจุบนบ้านเมืองยิงเจริญขึ้นกว่าแต่ก่อน ั ่หลายเท่าการปกครองอย่างเก่านั้นก็ยงไม่ ิ่สมกับความต้อง การของบ้านเมืองหนักขึ้นทุกทีจึงได้มีความประสงค์อันยิงใหญ่ ที่จะ ่ แก้ไขธรรมเนียมการปกครองให้สมกับ เวลาที่เป็นการเจริญแก่บานเมือง......" ้
  6. 6. ประกอบด้วยในรัชกาลของพระองค์นั้นเป็นระยะเวลา ทีลัทธิ ่จักรวรรดินิยม กำาลังแผ่ขยายมาทางตะวันออก ไกล ด้วยนโยบาย   Colonialagrandisement   ประเทศมหาอำานาจตะวันตก เช่น อังกฤษและฝรั่งเศสได้ประเทศข้างเคียงรอบ ๆ ไทยเป็นเมืองขึ้น  และทั้งสองประเทศยังมุ่งแสวงหาผล ประโยชน์จาก
  7. 7. ได้อ้างวิธการสำารวจทางวิชาการซึง ี ่เรียกว่า  "Scientific expedition"  เป็น เครื่องมือโดยอาศัยปัญหาเรื่องชายแดน เป็นเหตุ กล่าวคือ เมื่อฝรั่งเศสได้ดนแดน ิญวน แล้วได้ตั้งเจ้าหน้าที่ของตนออกเดินสำารวจพลเมืองและเขตแดนว่ามีอาณาเขต แน่นอนเพียงใด และเนื่องจากเขตแดน ระหว่างประเทศไทยมิได้กำาหนดไว้อย่าง แน่นนอนรัดกุม จึงเป็นการง่ายที่พวก สำารวจเหล่านั้นจะได้ถือโอกาสผนวกดิน
  8. 8. มูลเหตุอีกประการหนึ่งของการปรับปรุงการปกครองก็คอ พระราชประสงค์ ของ ืพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูหัว่ในอันที่จะยกเลิกขนบธรรมเนียม ประเพณีที่เป็นการกดขีกันหรือก่อให้เกิดความอ ่ยุติธรรม แก่อาณาประชาราษฎร ซึ่งมีอยูนั้นเสีย   ขนบธรรมเนียมดังกล่าว ได้แก่ ่การมีทาสการใช้จารีตนครบาลในการพิจารณาความพระราชประสงค์ของพระองค์ในเรื่องนี้ ปรากฏในพระราชปรารภว่าด้วยเรื่องทาสและเกษียณอายุ
  9. 9. “ ข้าพเจ้ามีความปรารถนา ว่าการสิ่งไรซึ่งเป็นการเจริญมีคุณแก่ราษฎรควรจะเป็นไปทีละเล็กทีละน้อยตามกาลเวลา การ สิงไร ที่เป็นธรรมเนียมบ้าน ่เมืองมาแต่โบราณ แต่ไม่เป็นยุติธรรมก็อยากจะเลิกถอนเสีย "
  10. 10. นอกจากนี้พ ระราชประสงค์ข องพระบาทสท เด็จ พระจุล จอมเกล้เจ้า อยูห ัว ในอัน ที่จ ะทรง ่ นำา เอาสิ่ง ใหม่ ๆ มาใช้ ใน การปกครองประเทศ เช่น ได้ท รง จัด ตั้ง คณะที่ป รึก ษา ราชการแผ่น ดิน (Councilofstate)ประกอบด้ว ยเหล่า
  11. 11. ประกอบด้วยจำานวนสมาชิกสุดแต่พระ ประสงค์ซึ่งต่อมาใน ปีร.ศ.113 ได้ทรง ยกเลิกสภาที่ปรึกษาและจัดตั้งคณะ รัฐมนตรีสภาขึ้นแทน อันประกอบด้วยเสนาบดีหรือผู้แทน ทรงโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอีกไม่น้อยกว่า 12 คน อนึ่งการเริ่มให้มีการปกครองท้องถิ่นก็เป็นมูลเหตุสำาคัญ กับ ผู้ที่ประการหนึ่งทีทำาให้มีการปรับปรุงการ ่ ปกครองในรัชสมัยของพระองค์
  12. 12. เนื่องจากในรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ได้มีฝรั่งชาติตะวันตกหลายชาติ เข้ามาทำาหนังสือสัญญา พระราชไมตรีกับประเทศไทยหนังสือสัญญา ที่ทำาขึ้นนั้นได้ยอมให้ฝรั่งมีสิทธิสภาพนอกอาณาเขต คือยอมให้ฝรั่งตั้งศาลขึ้น เรียกว่า ศาลกงศุลขึ้นพิจารณาความของคนในบังคับของตน ได้อน ัเป็นการไม่ยอมอยูใต้บังคับบัญชาของกฏ ่หมายไทย
  13. 13. ทั้งนี้เนื่องมาจากว่าฝรั่งถือว่ากฏหมายและวิธพิจารณาความของประเทศไทยยัง ีไม่มระเบียบแบบแผนดีพอการที่ฝรั่งต่าง ี ประเทศมีศาลกงศุลพิจารณาความของ คนในบังคับของตนนั้น ให้ประเทศไทย มีความยุงยากทางการ ่ ปกครองเกิดขึ้นเสมอ
  14. 14. จึงทรงมี พระราชประสงค์จะปรับปรุงการศาลยุติธรรม และกฏหมายของประเทศให้เป็นระเบียบเรียบร้อยและเป็นที่เชื่อถือแก่ต่างประเทศ เพือขจัดความยุง ่ ่ยากอันเกิดจากสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจึงได้มีการปรับปรุงด้านตุลาการครั้งใหญ่ในรัชสมัยของพระองค์ดวยนอกจากนี้มีผู้ ้รู้ คือ วรเดช จันทรศร ได้สรุปถึงปัญหาที่สยามประเทศเผชิญอยู่ในขณะนั้นที่เป็น เงื่อนไขความจำาเป็นที่ก่อให้เกิดการ
  15. 15. 1. ปัญ หาความล้า หลัง ของระบบการบริห ารราชการแผ่น ดิน ที่ มีร ูป แบบของการจัด ที่ท ำา ให้เอกภาพของชาติต ั้ง อยูบ นรากฐาน ่ที่ไ ม่ม น คงระบบบริห ารล้า สมัย ขาด ั่ประสิท ธิภ าพมีก ารทำา งานที่ซ ำ้า ซ้อ นและสับ สนการควบคุม และการรวม อำา นาจเข้า สู่ศ ูน ย์ก ลางไม่ส ามารถ ทำา ได้ท ำา ให้ค วามมั่น คงของ ประเทศอยูใ นอัน ตรายและยัง เปิด ่
  16. 16. 2. ระบบบริหารการจัดเก็บภาษีอากรและการคลังของประเทศ มิได้เอื้ออำานวยต่อการพัฒนาปรับปรุงบ้านเมือง และเสริมสร้างพระราชอำานาจให้แก่ สถาบันพระมหากษัตริยเนื่องจากขาด ์หน่วยงานกลางทีจะควบคุมดูแลการจัด ่เก็บรักษาและใช้เงินรายได้แผ่นดินได้ อย่างมีประสิทธิภาพ พระมหากษัตริย์ ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมของเจ้าพนักงานขุนนางผู้ดูแลการจัดเก็บภาษี รัฐ และเจ้าภาษีนายอากร ให้อยู่ใน
  17. 17. 3. การควบคุมกำาลังคนในระบบไพร่ ก่อให้เกิดปัญหาการใช้ไพร่เป็นฐาน อำานาจทางการเมือง เพื่อล้มล้างพระราชอำานาจของพระมหากษัตริย์ เกิดความไม่ มั่นคงต่อพระราชบัลลังก์ เกิดการขาดเอกภาพในชาติทำาให้ระบบเศรษฐกิจของ ประเทศเกิดความล้าหลังไพร่ไม่สามารถสะสมทางเศรษฐกิจทั้งนี้ เพราะผลเนื่องมาจากการเกณฑ์แรงงาน นอกจากนี้การฉ้อ ราษฎร์บงหลวงของมูลนาย ยังเป็นการ ัทำาลายผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์
  18. 18. 4. ปัญหาการมีทาส ก่อให้เกิดการกดขีและความไม่เป็นธรรม ่ในสังคมเป็นเครื่องชี้ความป่าเถื่อนล้าหลังของบ้านเมืองที่มีอยู่ซึงเป็นอันตรายต่อความมันคง ่ ่ของประเทศต่างชาติอาจใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามาแทรกแซงของลัทธิล่าอาณานิคมที่จะสร้างความศิวิไลซ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนในชาติดอย ้พัฒนา ในแง่เศรษฐกิจระบบทาส
  19. 19. 5. ระบบทหารของสยามประเทศเป็น ระบบที่ไ ม่สามารถป้อ งกัน ผลประโยชน์ และเกีย รติข องชาติไ ว้ไ ด้เ ป็น ระบบทีย ึด ถือ ่แรงงานของไพร่เ ป็น หลัก ในการป้อ งกัน พรราชอาณาจัก รทำา ให้ก ารควบคุมประชาชนในประเทศถูกแบ่ง ออกเป็น กลุ่ม ๆ ทำา ให้สถานภาพของพระมหากษัต ริย แ ละเอกภาพของ ์
  20. 20. 6. ปัญหาข้อบกพร่องของระบบกฏหมาย และการศาลที่ล้าสมัยแตกต่างจากอารยะประเทศไม่เป็นหลักประกันความยุติธรรมให้ กับคนในชาติและชาวต่างชาติบทลงโทษรุนแรงทารุณการพิจารณา ล่าช้าคดีคั่งค้าง ไม่สามารถรองรับความเจริญทางการค้าพาณิชย์และสภาพสังคม ได้มีหน่วยงานในการพิจารณาคดีมากเกินไป เกิดความล่าช้า สังกัดของศาลแยกไปอยูหลายกรมเกิด ่ ความล่าช้าและไม่ยติธรรมระบบการรับ ุ สินบนฝังรากลึกมาแต่ ในอดีตปัญหาข้อ บกพร่องต่างๆ ทั้งหมดนี้เป็นเหตุให้สยาม
  21. 21. 7. ปัญ หาด้า นการศึก ษาสยามประเทศก่อ นปฏิร ูป ยัง ไม่ม ร ะบบการ ี ศึก ษาสมัย ใหม่ไ ม่ม ีห น่ว ยงานที่จ ะ รับ ผิด ชอบในการจัด การศึก ษาโดยตรงการศึก ษาจำา กัด อยู่เ ฉพาะราชวงศ์ข ุน นางชั้น สูง เกิด ความไม่ ยุต ิธ รรม ทำา ให้โ อกาสการพัฒ นาคุณ ภาพชีว ิต ของคนส่ว นใหญ่ล าง เลือ น ประเทศขาดคนทีม ีค ุณ ภาพ ่เป็น อุป สรรคต่อ การพัฒ นาประเทศ ขาดพลัง ที่จ ะช่ว ยรัก ษาบ้า นเมือ ง
  22. 22. การปรับ ปรุง การบริห ารราชการ ส่ว นกลาง การปรับปรุงการบริหารราชการใน ส่วนกลางได้จัดแบ่งหน่วยงานออก เป็นกระทรวงต่าง ๆ ตามลักษณะ เฉพาะ เพื่อให้การบริหารงานดำาเนิน ไปอย่างมีประสิทธิภาพโดยปรับปรุง การจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางซึ่งมีมาแต่เดิมนับตั้งแต่การปฏิรูปการปกครองในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ
  23. 23. เหตุแห่งการปฏิรูปการ ปกครอง และระเบียบ ราชการส่วนกลางใน รัชการนี้ ก็เนื่องจาก องค์การแห่งการ บริการส่วนกลาง ซึ่ง แบ่งออกเป็น 6 ส่วนไม่เพียงพอที่จะปฏิบติัราชการให้ได้ผลดีและ ความเจริญของ ประเทศและจำานวน
  24. 24. ด้วยเหตุดังกล่าว จึงได้ทรงตั้ง กระทรวงเพิ่มขึนโดยได้ทรงมี ้ พระบรมราชโองการประกาศตั้ง กระทรวงแบบใหม่ และผู้ดำารงตำาแหน่งเสนาบดีกระทรวงต่างๆขึ้นโดยได้จัดสรรให้อำานาจหน้าที่และ ความรับผิดชอบของแต่ละ
  25. 25. 1) กระทรวงมหาดไทย บังคับบัญชาหัวเมืองฝ่ายเหนือและเมืองลาวประเทศราช (ในช่วงแรก)แต่ต่อมาได้มีการโอนการบังคับบัญชาหัวเมืองทั้งหมดที่มีให้อยูในความดูแล ่ของกระทรวงมหาดไทย
  26. 26. 2) กระทรวงกลาโหม บังคับบัญชาหัวเมือง ปักษ์ใต้ ฝ่ายตะวันตกตะวันออกและเมือง มลายูประเทศราชเมือมีการโอนการบังคับ ่ บัญชาหัวเมืองไปให้กระทรวงมหาดไทยแล้วกระทรวง กลาโหมจึงบังคับบัญชาฝ่ายทหารเพียงอย่างเดียวทั่วพระราชอาณาเขต
  27. 27. 3) กระทรวงการต่า งประเทศ (กรมท่า)มีหน้าทีด้านการ ่ ต่างประเทศ4) กระทรวงวัง ว่าการในพระราชวัง5) กระทรวงเมือ ง (นครบาล) การโปลิศและการบัญชีคน คือ กรมพระสุรัสวดีและรักษาคนโทษ
  28. 28. 6) กระทรวงเกษตราธิก าร ว่าการเพาะปลูกและการค้า ป่าไม้ เหมืองแร่7) กระทรวงพระคลัง ดูแลเรื่องเงินรายได้ รายจ่ายของ แผ่นดิน8) กระทรวงยุต ิธ รรม จัดการเรื่องศาลซึ่งเคยกระจายอยูตามกรมต่าง ๆ นำามาไว้ ่ที่แห่งเดียวกันทั้งแพ่ง อาญา นครบาลอุทธรณ์ทั้งแผ่นดิน
  29. 29. 9) กระทรวงยุท ธนาธิก ารตรวจตราจัดการในกรมทหารบกทหารเรือ10) กระทรวงธรรมการ จัดการเกี่ยวกับการศึกษา การรักษาพยาบาล และอุปถัมภ์คณะสงฆ์
  30. 30. 11) กระทรวงโยธาธิการ มีหน้าที่ก่อสร้างทำาถนน ขุดคลอง การช่างการ ไปรษณียโทรเลข ์การรถไฟ12) กระทรวงมุร ธาธิการ มีหน้าที่รักษาพระราชลัญจกร รักษาพระราชกำาหนดกฏหมายและหนังสือราชการทั้ง
  31. 31. เมื่อได้ประกาศปรับปรุงกระทรวง ใหม่เสร็จเรียบร้อยจึงได้ประกาศตั้ง เสนาบดีและให้เลิกอัครเสนาบดีทั้ง 2 ตำาแหน่ง คือ สมุหนายกและสมุห กลาโหม กับตำาแหน่งจตุสดมภ์ให้เสนาบดีทุกตำาแหน่งเสมอกันและรวมกัน เป็นที่ประชุมเสนาบดีสภา หรือเรียกว่า ลูกขุน ณ ศาลา
  32. 32. ต่อจากนั้นได้ยุบรวมกระทรวงและปรับปรุงใหม่เมื่อสินรัชสมัยของพระบาท ้สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทรวงต่าง ๆ ยังคงมีเหลืออยู่ 10 กระทรวง
  33. 33. 10 กระทรวง นันคือ1. กระทรวงมหาดไทย2. กระทรวงกลาโหม3. กระทรวงนครบาล4. กระทรวงการต่างประเทศ5. กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ6. กระทรวงวัง7. กระทรวงเกษตราธิการ8. กระทรวงยุติธรรม9. กระทรวงโยธาธิการ
  34. 34. ในด้านการทะนุบำารุงบ้านเมือง พระองค์ได้ทรงจัดการบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น เป็นอันมาก อาทิเช่น 1. การทหาร ทรงพระราชดำาริเห็น ว่าการเป็นทหารเป็นของจำาเป็นอย่างยิง่ สำาหรับประเทศชาติเพราะทหารเป็นกำาลังสำาคัญในการป้องกันประเทศ จึงได้โปรดให้ จัดการทหารตามแบบแผนและฝึกหัดตามยุทธวินัยชาวยุโรป ได้สงพระราชโอรสออก ่ไปศึกษาวิชาทหารในทวีปยุโรปเพื่อนำาเอา ความรู้มาใช้ในบ้านเมืองเรา และจัดการ
  35. 35. 2. การตำา รวจนครบาล ได้จัดตั้งตำารวจภูธรตามหัวเมืองต่างๆเพื่อตรวจตราปราบปรามโจรผูร้าย ้ได้ทั่วถึง
  36. 36. 3. การคลัง ในการเก็บ ภาษีอากรได้จัดการวาง แบบแผนใหม่เพือป้องกัน ่ความรั่วไหลได้เงินไม่เต็มตาม จำานวนที่ควรจะได้โดยปล่อย ให้เป็นไปตามอำานาจของ บุคคลจึงวางระเบียบการเก็บภาษีอากรใหม่โดยรัฐบาล เป็น ผู้จัดการเก็บเองโดยตรงแต่ นั้นมารายได้ของแผ่นดินก็ เพิ่มพูนทวีจำานวนยิงขึ้นได้ ่ โปรดให้กระทรวงการคลัง
  37. 37. ได้ทรงตั้งคณะกรรมการขึนคณะหนึ่ง ้ เพื่อดูแลจัดการตั้งโรงพยาบาลขึนหลายแห่ง เช่น โรง ้พยาบาลศิริราช โรงพยาบาลบางรัก นอกจากนี้ได้สงแพทย์ออกเทียว ่ ่ ปลูกฝีปองกันไข้ทรพิษ และบำาบัด ้ อหิวาตกโรค พ.ศ. 2455 เริ่มสร้าง การประปาขึ้น แต่มาเปิดใช้ในรัชกาลที่ 6 (พ.ศ.2475) พ.ศ.2447 โปรดให้ตั้งหอสมุดวชิรญาณขึ้นที่ จังหวัดพระนคร ขึ้นตรงต่อราช
  38. 38. 4. การคมนาคม ได้ป รับ ปรุง โดยใน พ.ศ. 2434 ทรงจัด สร้า งทางรถไฟ เพื่อ ให้ค วามสะดวกแก่ป ระชาชนในการไปค้า ขายและการคมนาคมติด ต่อ โดยเสด็จ ไปเปิด ทางรถไฟ สายกรุง เทพฯ-นครราชสีม า และได้ท รงเปิด ทางครั้ง แรกในพ.ศ.2439ระหว่า งกรุง เทพฯกับ อยุธ ยาทางสายนี้ไ ด้เ ปิด ใช้ ในพ.ศ.2456 และพ.ศ.2424 ได้โ ปรดจัด การไปรษณีย เ ป็น ์
  39. 39. 5. การศึก ษา ได้ส ง เสริม การศึก ษา ่อย่า งกว้า งขวางและแพร่ห ลายที่ส ด เริ่ม ุด้ว ยการตั้ง โรงเรีย นหลวงขึ้น ในพระบรมมหาราชวัง สอนหนัง สือ ให้แ ก่พระบรมวงศานุว งศ์แ ละบุต รหลานข้า ราชการแล้ว จัด ขยายไปถึง ราษฎร์โดยจัด ตั้ง โรงเรีย นที่ว ัด มหรรพารามเป็น ครั้ง แรก พ.ศ. 2435 ได้จ ัด ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้น และจัด การศึก ษาของประเทศ ตั้ง โรงเรีย นฝึก หัด ครูเ ปิด
  40. 40. การปรับ ปรุง การบริห าร ราชการส่ว นภูม ิภ าค ด้วยเหตุที่มีการรวมการบังคับบัญชาหัวเมืองซึ่งเคยแยกกันอยูใน 3 กรม คือ มหาดไทย ่กลาโหม และกรมท่าให้มารวม กันอยูในกระทรวงมหาดไทย ่กระทรวงเดียว การปฏิรูปหน่วยราชการบริหารส่วนภูมิภาคจึงมี สภาพและฐานะเป็นตัวแทน
  41. 41. โดยส่ว นรวมทั้ง นี้ไ ด้ม ีก ารเปลี่ย นแปลงลัก ษระการปกครองแบบเมือ งหลวงเมือ งชั้น ใน เมือ งชั้น นอก เมือ งพระยา มหานครและเมือ งประเทศราชเดิม เพือ ให้ล ัก ษณะการปกครอง ่ เปลี่ย นแปลงแบบราชอาณาจัก รโดย การจัด ระเบีย บการปกครองให้ม ี ลัก ษณะลดหลั่น ตามระดับ สายการ บัง คับ บัญ ชาหน่ว ยเหนือ ลงไปจนถึง หน่ว ยงานชัน รอง ตามลำา ดับ ดัง นี้ ้
  42. 42. 1. การจัด รูป การ ปกครองมณฑล เทศาภิบ าล โดยการ รวมหัวเมืองต่าง ๆ เป็น มณฑลตามสภาพ ภูมิประเทศและความสะดวกแก่การปกครอง มี สมุหเทศาภิบาลซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัวฯ ทรงเลือกสรรจาก ผูทรง คุณวุฒิที่มีความ ้ สามรถสูงและเป็นที่วางพระราชหฤทัยแต่งตั้งให้
  43. 43. 2. การจัด รูป การปกครองเมือ ง มีการปกครองใช้ข้อบังคับลักษณะการปกครองท้องที่ซงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดหน่วยบริหารที่ ึ่ ชือว่า "เมือง" ใหม่โดยให้รวมท้องที่หลาย ่ อำาเภอเป็นหัวเมืองหนึ่งและกำาหนดให้มีพนักงานปกครองเมืองแต่ละเมือง ประกอบด้วยผู้ว่าราชการเมืองเป็นผู้บงคับบัญชาเมือง และมี ั คณะกรรมการเมือง 2 คณะ คือ กรมการใน ทำาเนียบและกรมการนอกทำาเนียบเป็นผู้ชวย ่ เหลือและให้คำาแนะนำาพระมหากษัตริยทรง ์
  44. 44. 3. การจัด การปกครองอำา เภออำาเภอเป็นหน่วยบริหารราชการระดับถัดจากเมืองเป็นหน่วยปฏิบติราชการ ัหน่วยสุดท้ายของรัฐทีจะเป็นผู้บริการ ่ ราชการในท้องที่ และให้บริการแก่ ประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลกลาง เป็นหน่วยการปกครองที่จัดตั้งขึ้นโดยการรวมท้องที่หลายตำาบลเข้าด้วยกัน มีกรมการอำาเภอซึ่งประกอบ ด้วยนายอำาเภอปลัดอำาเภอ และสมุห บัญชีอำาเภอร่วมกันรับผิดชอบใน ราชการของอำาเภอ โดยนายอำาเภอ
  45. 45. ผูว่าราชการเมืองมีอำานาจแต่งตั้งโยก ้ ย้ายหากท้องที่อำาเภอใดกว้างขวางยาก แก่การที่กรมการอำาเภอจะไปตรวจตรา ให้ทั่วถึงได้และท้องที่นั้นยังมีผู้คนไม่ มากพอที่จะยกฐานะเป็นอำาเภอหรือกรณีที่ท้องที่ของอำาเภอมี ชุมชนที่อยูห่างไกลที่ว่าการอำาเภอก็ให้ ่
  46. 46. 4. การจัด รูป การปกครองตำา บลหมู่บ า น ้ อำาเภอแต่ละอำาเภอมีการแบ่งซอยพื้นที่ออก เป็นหลายตำาบลและตำาบลก็ยงซอยพื้นที่ออก ั เป็นหมู่บ้าน ซึ่งเป็นหน่วยการปกครอง สุดท้ายที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สดการุ ปกครองระดับนี้มุ่งหมายที่จะให้ราษฎรใน พื้นที่ เลือกสรรบุคคลขึ้นทำาหน้าที่เป็นธุระใน การรักษาความสงบเรียบร้อยโดยเป็นทั้ง ตัวแทนประชาชนในพื้นที่ปฏิบติงาน เป็นสือ ั ่เชื่อมโยงระหว่างรัฐบาลกับประชาชน คือเป็น
  47. 47. การปรับ ปรุง การบริห ารราชการส่ว นท้อ งถิ่นการปฏิรูปการจัดระเบียบการ ปกครองในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เริ่มต้นจากการปฏิรูปการ ปกครองในส่วนกลางก่อน จากนั้นจึงปรับปรุงการ ปกครองส่วนภูมิภาคภายใต้ ระบบเทศาภิบาลโดยเริ่ม ดำาเนินการจัดตั้งมณฑล
  48. 48. ในปี พ.ศ.2437 และได้ใช้เวลารวม 13 ปี จึงจัดระบบ การปกครองแบบเทศาภิบาลได้ทั่วประเทศในปี พ.ศ.2450 ในระหว่าง ที่ดำาเนินการปรับปรุงการปกครองส่วน ภูมภาคดังกล่าวพระบาทสมเด็จพระ ิ จุลจอมเกล้า ฯ  ทรงริเริ่มแนวคิดเกี่ยวกับ การมีสวนร่วมในการปกครองตนเองของ ่ ประชาชนในท้องถิ่นจากต่างประเทศมา ดำาเนินการโดยริเริ่มทดลองให้มีการ จัดการสุขาภิบาลกรุงเทพฯและการ สุขาภิบาลหัวเมือง รายละเอียดดังนี้
  49. 49. 1.)การจัด การสุข าภิบ าลกรุง เทพฯพระบาทสมเด็จ พระจุล จอมเกล้า เจ้า อยู่ หัว ได้ท รงเริ่ม ให้จ ัด การบำา รุง ท้อ งถิ่นแบบสุข าภิบ าล  ขึ้น ในกรุง เทพ อัน เป็น อิท ธิพ ลสืบ เนื่อ งมาจากการที่พ ระบาทสมเด็จ พระเจ้า อยูห ัว  ทรงมีโ อกาสไปดู ่ กิจ การต่า ง ๆในยุโ รป และเนื่อ งจาก เจ้า พระยาอภัย ราชา(โรลัง ยัค มิน ส์) ติ เตีย นว่า กรุง เทพฯสกปรกที่ร ัก ษา ราชการทั่ว ไปของประเทศในขณะนั้น ได้ก ราบทูล กับ พระบาทสมเด็จ พระ
  50. 50. โดยมีพระราชกำาหนดสุขาภิบาลกรุงเทพฯ  ร.ศ.116  ออกใช้บงคับการจัด  ัการดำาเนินงานเป็นหน้าที่ของกรมสุขาภิบาล  การบริหารกิจการในท้องทีของ ่สุขาภิบาลพระรากำาหนดได้กำาหนดให้มการีประชุมปรึกษากันเป็นคราว ๆ
  51. 51. หน้าที่ของสุขาภิบาลกรุงเทพฯ มีดังนี้1. หน้าที่ในการทำาลายขยะมูลฝอย2. หน้าที่ในการจัดให้มีสวม ้สำาหรับมหาชนทั่วไป3. หน้าที่ในการควบคุมอาคาร สิง ่ปลูกสร้าง4. หน้าที่ในการย้ายสิงโสโครก ่และสิงก่อความรำาคาญแก่ ่
  52. 52. 2.) การจัดการสุขาภิบาลหัวเมืองเนื่องจากการจัดการสุขาภิบาลขึ้นที่ ตำาบลท่าฉลอม จังหวัดสมุทรสาคร ได้รับความสำาเร็จเป็นอย่างดี เป็นประโชน์ต่อท้องถิ่นเป็นอันมากทั้งยังได้รับความนิยมจากประชาชน ด้วยจึงทรงมีพระราชดำาริเห็น สมควรที่จะขยายกิจการสุขาภิบาล ให้แพร่หลายไปยังท้องถิ่นต่าง ๆ  แต่ทรงเห็นว่าท้องที่ที่จะจัดให้มี สุขาภิบาลตามหัวเมืองต่างๆ ย่อมแตกต่างกันไม่เหมาะที่จะใช้ระเบียบ
  53. 53. ร.ศ.127 ขึ้นพระราชบัญญัตินี้มีผลใช้บังคับ ทั่วราชอาณาจักรเมื่อสมควรจะจัดการ สุขาภิบาลขึ้นในท้องที่ใดก็จะได้ประกาศจัดการสุขาภิบาลท้องที่นั้น และใช้พระราช บัญญัติจัดการสุขาภิบาลตามทีหัวเมือง ่ร.ศ.127 บังคับต่อมากระทรวงมหาดไทยได้ รับหน้าที่ในด้านการอนามัยและการศึกษา ขั้นต้นของราษฎร จึงได้คดแยกเป็น "กรม ิ การตำาบล" แต่เพื่อให้ข้าหลวง เทศาภิบาลทดลองนำาไปจัดปรากฏว่าผลดีเฉพาะในการ
  54. 54. สุขาภิบาลแต่ละชนิดมีหน้าที่1. รักษาความสะอาดในท้องที่2. การป้องกันและรักษาความเจ็บไข้ในท้องที่3. การบำารุงและรักษาทางไปมาในท้องที่4. การศึกษาขึ้นต้นของราษฎร
  55. 55. พระราชบัญญัติทั้งสองฉบับได้ใชอยูจน ่กระทั่งหมดสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดำารง ราชานุภาพทรงดำารงตำาแหน่งของเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย รัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว    พระองค์ไม่มีนโยบายส่งเสริมการก ระจายอำานาจการปกครองของประเทศและสุขาภิบาลเริ่มประสบปัญหาต่างๆ จึง ทำาให้การทำางานของสุขาภิบาลหยุด
  56. 56. คณะราษฎรมุ่งหวังที่จะสถาปนาระบอบ การปกครองแบบประชาธิปไตยขึ้นในประเทศไทย จึงตราพระราชบัญญัติการ จัดระเบียบเทศบาล พ.ศ. 2476 เพื่อส่ง เสริมให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบ เทศบาลอย่าง กว้างขวาง
  57. 57. การปกครองระบอบประชาธิป ไตย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยูหัวรัช่ การที่7 แห่งราชวงศ์จักรีทรงมีพระราช ประสงค์ที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญเพื่อ เป็นหลักในการปกครองประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย หลังจากเสด็จประพาส สหรัฐอเมริกาแล้ว ได้ทรงมีพระราชดำาริ หารือที่ปรึกษาเกี่ยวกับการที่จะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ปวงชนชาวไทย และที่ปรึกษาได้เสนอความเห็นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยนั้นควรจัด
  58. 58. มิฉะนั้นผลที่ได้จากการพระราชทาน รัฐธรรมนูญก็จะไม่เป็นไปตามพระราชปณิธานทีตั้งไว้แต่เดิมการปฏิวัติเมือวันที่ ่ ่ 24 มิถุนายน2475ทำาให้การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสินสุดลงใน ้ ระยะ2-3 วันแรก  คณะผู้รักษาการ พระนครฝ่ายทหารซึ่งประกอบด้วยพัน เอกพระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอก พระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระยาฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศเมือวันที่ ่
  59. 59. รัฐธรรมนูญชั่วคราวเรียกว่า  "พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว" สาระสำาคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่การที่กำาหนดว่าอำานาจสูงสุดในการปกครองประเทศ หรืออำานาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลายไม่ใช่เป็นของพระมหากษัตริยแต่พระองค์ ์เดียว   การใช้อำานาจสูงสุดก็ให้มีบุคคลคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำานาจแทนราษฎร ดังนี้  คือ1. พระมหากษัตริย์
  60. 60. อำานาจนิติบญญัติร่วมกับสภาผู้แทนราษฎร ัอำานาจบริการร่วมกับคณะกรรมการราษฎรและทรงใช้อำานาจตุลาการทางศาล ระบอบการปกครองตามแบบกฏหมายฉบับนี้คล้ายกับระบบปกครองโดยรัฐสภา ซึ่งสภาผู้แทน ราษฎรมีอำานาจแต่งตั้งคณะกรรมการ ราษฎรที่จะจะควบคุมการบริหารซึ่งคณะกรรมการราษฎรเป็นผู้ใช้ และมีอำานาจที่จะถอนกรรมการราษฎรออกจากตำาแหน่งได้ตามรัฐธรรมนูญนี้สถาบันทางการเมือง คือ พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร และ
  61. 61. สภาพทางเศรษฐกิจ และสัง คมสมัย รัต นโกสิน ทร์ สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ในสมัยแรกตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ยง ั คงอยูในรูปแบบของเศรษฐกิจพอยังชีพ ่ กล่าวคือยังไม่มีการแบ่งงานกันทำาแต่ละครอบครัวต้องผลิตของที่จำาเป็นทุกอย่างขึ้นมาใช้เอง   ที่ดินก็ยงว่างเปล่าอยูมาก   ใน ั ่ ขณะที่แรง งานเพื่อ ประกอบการผลิตยังมีอยูน้อย เพราะสภาพสังคมขณะนั้นแรงงาน ่คนส่วนใหญ่ต้องอุทิศให้กับ การเข้าเวรรับราชการและรับใช้มลนายเวลาที่เหลือเพียง ู
  62. 62. การค้าภายในประเทศจึงมี น้อยเพราะว่าทรัพยากรมีจำากัด   และความต้องการ ของแต่ละท้องถิ่นไม่แตก ต่างกันการคมนาคมไม่ สะดวกจวบจนถึงสมัยรัชกาลที่ 3  การค้าภายใน ประเทศจึงเริ่มขยายตัว เพราะชาวจีนเข้ามามี บทบาททางการค้าโดยทำา หน้าที่เป็นพ่อค้าคนกลาง  นำาส่งสินค้าเข้า-ออก ตาม
  63. 63. รายจ่ายส่วนใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอน ต้น เป็นไปเพือการสร้างและบูรณะบ้าน ่ เมือง  รายจ่ายในการป้องกันประเทศการ บำารุงศาสนานอกจากนี้ก็ยงมีรายจ่ายเบีย ั ้ หวัดข้าราชการและค่าใช้จ่ายภายในราช สำานักรายจ่ายตามประเภทที่กล่าวมาข้างต้นนั้นนับว่ามีจำานวนสูง    เพราะบ้านเมือง เพิ่งอยูในระยะก่อร่างสร้างตัวซำ้ายังมีศึก ่ สงครามอยูเกือบตลอดเวลารายจ่ายที่เพิ่ม ่มากขึ้นนั้นเมื่อเทียบกับรายได้ของแผ่นดิน ซึงยังคงมีที่มาเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา ่
  64. 64. รายได้ของรัฐบาลในสมัยต้นรัตนโกสินทร์จำาแนกได้ดังนี้1. ส่วย  คือ  เงินหรือสิ่งของที่ไพร่เอามาเสียภาษีแทนแรงงานถ้า ไม่ต้องการ ชำาระ เป็นเงิน  ก็อาจจะทดแทนด้วย ผลิตผลที่มีอยู่ในท้องที่ ๆ  ไพร่ผู้นั้น อาศัยอยูเช่น ดีบุกดิน ประสิว  ่นอกจากนี้ส่วยยังเรียกเก็บจากหัวเมือง ต่าง ๆ และบรรดาประเทศราช
  65. 65. 2. ฤชา  คือ   การเสีย ค่าธรรมเนีย มที่ป ระชาชนจ่า ยเป็น ค่า ตอบแทนการบริก าร ของรัฐ บาล  รัฐ บาลจะกำา หนดเรีย กเก็บ เป็น อย่า ง ๆ ไป   เช่น   ค่าธรรมเนีย มโรงศาลค่า ธรรมเนีย มการออกโฉนด หรือ ค่า ธรรมเนีย ม กรรมสิท ธิ์ เป็น ต้น
  66. 66. 3. อากร  คือ  เงินที่พ่อค้าเสียให้ แก่รัฐบาลในการขอผูกขาดสัมปทาน เช่น การจับปลา การเก็บของป่าต้มกลั่นสุรา และตั้งบ่อนการพนัน เป็นต้น ส่วนอีกประเภทหนึ่ง  คือ การเรียกเก็บผลประโยชน์ที่ ราษฎรทำาได้จากการประกอบการ ต่างๆเช่น ทำานาทำาไร่ การ เก็บ อากร ค่านา ในสมัยรัชกาลที่ 2 กำาหนดให้ราษฎรเลือกส่งได้ 2รูปแบบ คือ  ส่งเป็นผลิตผลหรือตัวเงิน
  67. 67. 4. ภาษีอากรและจังกอบภาษีอากรหมายถึงการเก็บภาษีจากสินค้าเข้าและสินค้าออก ภาษีเข้ามีอัตราการ เก็บที่ไม่แน่นอนประเทศใดที่มีสัมพันธไมตรีดีต่อไทยก็จะเก็บ ภาษี น้อยกว่าเรือของประเทศที่ไปมา ค้าขายเป็นครั้งคราวหาก  แต่ในสมัยรัชกาลที่  2 อัตราที่กำาหนดให้เก็บคือร้อยละ8โดยตลอดส่วนชาว จีนนั้นให้คดอัตราร้อยละ  4 ส่วน ิ
  68. 68. จัง กอบ คือค่าผ่านด่านซึ่งเรียกเก็บจากสินค้าและขนาดของพาหนะที่บรรทุกด่านที่เก็บจังกอบเรียกว่าขนอนหรือด่านภาษี การเก็บจังกอบมี 2 ประเภทคือประเภทแรกเป็นการเก็บค่าผ่านด่านขนอนทังทาง ้ บกและทางนำ้า    เรียกเก็บจากสินค้าค้า ของราษฏรโดยชักสินค้านั้นเป็นส่วนลด อีกประเภทหนึ่งคือ  เก็บตามอัตราขนาด
  69. 69. รัตนโกสินทร์นี้แม้เศรษฐกิจหลักของ สังคมจะเป็นไปแบบเดิมคือ  การเกษตรกรรม โดยอาศัยธรรมชาติ   แต่ ทางราชการก็พยายามสนับสนุนช่วยเหลือในการชลประทานการค้ากับต่าง ประเทศก็ดำาเนินเป็นลำ่าเป็นสันขึ้นกว่า ในสมัยก่อนเพราะไทยมีสินค้าออกคือ ผลิตผลทางการ เกษตร     ซึ่งเป็นที่
  70. 70. BYE BYE!! O.O………. O_o !!

×