Data communication

1,081 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,081
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
22
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide
  • ระบบระบายความร้อน หรือระบบแอร์ ซึ่งมีการควาบคุมความชื้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าสถิต
  • ระบบไฟฟ้า และการสำรองไฟ เพื่อให้ระบบสามารถทำการปิดได้อย่างเป็นปกติ เพื่อรักษา Hardware ไม่ให้เสียหาย
  • Data communication

    1. 1. พื้นฐานการสื่อสารข้อมูลและเครือข่าย Nittaya wongyai
    2. 2. วิวัฒนาการของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
    3. 3. การสื่อสาร, การสื่อสารข้อมูล, โทรคมนาคม• การสื่อสาร (Communication) กระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารระหว่างผู้ส่งและผู้รับโดยใช้สัญลักษณ์ สัญญาณ หรือพฤติกรรมที่ทำาให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกัน• การสื่อสารข้อมูล (Data Communication) กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศระหว่างผู้ส่งและ ผู้รับ โดยผ่านทางช่องสื่อสาร เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์ เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและ กัน• โทรคมนาคม (Telecommunication) “การส่งข่าวสารทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็นเสียงพูด, ตัวอักษร, สัญลักษณ์, ภาพถ่าย, graphics, ภาพเคลื่อนไหว (Video) ฯลฯ ไปยังปลายทาง โดย อาศัยสัญญาณไฟฟ้าหรือสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ว่ารูปแบบใดและไม่ จำากัดว่าจะไปใช้สื่อชนิดใด (เช่นระบบวิทยุ, คู่สายทองแดง หรือ optical fiber ฯลฯ)”
    4. 4. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล ทีมา: นิโลบล วิมลสิทธิชัย, 2553, 6 ่
    5. 5. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• ผูส่งสาร (Transmitter) คือ สิ่งที่ทำาหน้าที่ส่งข้อมูลในการ ้ สื่อสาร
    6. 6. รหัส มอส
    7. 7. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• ผูรับสาร (Receiver) คือ สิ่งที่ทำาหน้าที่รับข้อมูลที่ถูกส่งมา ้
    8. 8. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• ข้อมูล (Message) คือ สิ่งทีผส่งสารต้องการส่งให้ผรับสารรับ ่ ู้ ู้ ทราบ
    9. 9. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• สัญญาณรบกวน (Noise) คือ สิ่งที่ทำาให้รบกวนต่อระบบและ ข่าวสาร
    10. 10. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• สื่อ (Medium) คือ ตัวกลางทีใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างผูส่งสาร ่ ้ และผูรับสาร ้
    11. 11. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล• โปรโตคอล (Protocol) คือ กระบวนการ วิธีการ ประเภท หรือข้อ กำาหนดต่างๆ ที่ตกลงร่วมกันระหว่างผู้ส่ง และผูรับสารเพื่อใช้ใน ้ การสื่อสารข้อมูล
    12. 12. หลักพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล• ความสำาคัญของการสื่อสารคือการเคลื่อนย้ายข้อมูลทีอยู่ในรูป ่ แบบของสัญญาณผ่านสื่อกลาง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลชนิดตัวเลข ตัวอักษร ภาพนิง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว โดยข้อมูลต่างๆ เหล่า ่ นีจำาเป็นต้องทำาการแปลงเป็นสัญญาณ ทีสามารถส่งผ่านสื่อ ้ ่ กลางของระบบสื่อสารไปยังปลายทางที่ต้องการได้ ข้อมูล (Data) – ตัวเลข ตัวอักษร ภาพนิ่ง รวมถึงภาพเคลื่อนไหว สัญญาณ (Signals) – กระแสไฟฟ้าหรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เช่น คลื่นไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ
    13. 13. สัญญาณ• Analog Signal อยู่ในรูปคลืนแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีลกษณะต่อเนือง (Continuous ่ ั ่ Waveforms) สัญญาณจะขึ้นลงแบบไม่มีการเปลียนแปลงแบบทันที ่ ทันใด เหมาะสำาหรับการส่งสัญญาณเสียง ซึ่งสามารถถูกรบกวนได้ง่าย จากสัญญาณรบกวน (Noise) จึงจำาเป็นต้องใช้ Amplifier ในการเพิ่ม ความเข้มของสัญญาณทำาให้สามารถส่งสัญญาณในระยะทางที่ไกล ออกไปได้อีก
    14. 14. Analog Signal• Amplitude ค่าที่วัดจากแรงดันไฟฟ้า โดยอาจเป็นระดับของคลื่นจุดสูงสุด (High Amplitude) หรือคลื่นจุดตำ่าสุด (Low Amplitude)
    15. 15. Analog Signal• Frequency ความถี่/อัตราการขึนลงของคลื่น ซึ่งเกิดขึนตามจำานวนวงรอบของสัญญาณ ้ ้ โดยรอบต่อวินาทีหรือความถี่นั้น จะใช้แทนหน่วยวัดเป็นเฮิรตซ์ (Hertz: Hz)
    16. 16. Analog Signal• Period คาบ เป็นระยะเวลาของสัญญาณที่เปลี่ยนแปลงไปจนครบรอบ โดยจะมี รูปแบบซำ้าๆ กันในทุกช่วงเวลา และเมื่อคลื่นสัญญาณทำางานครบ 1 รอบ จะ เรียกว่า Cycle
    17. 17. Analog Signal
    18. 18. Units of Frequency 6,000,000,000 Hz 6,000,000 kHz 6,000 MHz 6 GHz
    19. 19. Analog Signal• Phase เฟส เป็นการเปลี่ยนแปลงของสัญญาณ ซึ่งจะวัดจากตำาแหน่งองศาของ สัญญาณเมือเวลาผ่านไป ่
    20. 20. สัญญาณ• Digital Signal มีลกษณะการแบ่งสัญญาณเป็นช่วงๆ อย่างไม่ต่อเนื่อง มีรูปแบบของ ั ระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นคลื่นสีเหลี่ยม (Square Wave) สัญญาณ ่ สามารถเปลี่ยนแปลงจาก 0 เป็น 1 หรือจาก 1 เป็น 0 ได้ทุกเมือ ่ Digital Signal มีความทนทานต่อสัญญาณรบกวนได้ดีกว่า Analog Signal แต่สญญาณอาจถูกลดทอนลงเมื่อถูกส่งในระยะทางไกลๆ ต้อง ั ใช้ Repeater ในการทวนสัญญาณให้คงรูปเดิม
    21. 21. Modem Digital Analog DigitalModem Analog
    22. 22. Digital Signal • Bit Interval มีความหมายเดียวกันกับ Period ของ Analog Signal ซึ่งก็คือเวลาที่ใช้ใน การส่งข้อมูลต่อ 1 Bit • Bit Rate จำานวนของ Bit Interval ต่อวินาที ซึ่งมีหน่วยวัดเป็นบิตต่อวินาที (bps)Bit : บิตหน่วยนับข้อมูลที่เล็กทีสุดในคอมพิวเตอร์ ย่อมาจากคำาว่า “Binary Digit” หรือเลขฐานสอง ่โดยบิตจะประกอบไปด้วยตัวเลข 0 และ 1เมื่อบิตมีคาเป็น 1 มีความหมายว่าเปิด คือสถานะทีได้รับสัญญาณ ่ ่เมื่อบิตมีคาเป็น 0 มีความหมายว่าปิด คือสถานะที่ไม่มีการส่งสัญญาณ ่
    23. 23. Digital Signal• Bit rate/Data Rate จำานวนบิตที่สามารถส่งได้ภายในหนึ่งหน่วยเวลา ซึ่งมีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที (bit per second : bps)
    24. 24. Digital Signal
    25. 25. Digital Signal• Baud Rate จำานวนของสัญญาณที่สามารถส่งได้ต่อการเปลี่ยนสัญญาณในหนึ่งหน่วย เวลา (baud per second) ปกติอัตราบอดจะมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับอัตรา บิต และแบนด์วิด (Bandwidth)ในระบบสื่อสารนั้นจะขึนอยู่กับอัตราบอด ้ 1 person 100 person 10 person
    26. 26. Bandwidth Band = คลืนความถี่ ่ Width = ความกว้าง• Bandwidth คือ ความกว้างของคลื่นความถี่ เป็นระยะห่างระหว่างคลื่น ความถี่สองคลื่นที่มีหน่วยนับเป็นเฮิรตซ์ (Hz) และเป็นตัววัดความเร็วในการ รับและการส่งข้อมูล (Data-Transfer) ของอินเทอร์เน็ต โดยปริมาณ Bandwidth ที่สูงก็จะทำาให้สามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตได้มีประสิทธิภาพมาก ขึน ้
    27. 27. Bandwidth
    28. 28. Data Code• คอมพิวเตอร์เก็บข้อมูลในลักษณะตัวเลข “0” และ “1” ที่ได้รับ การจัดกลุ่มอย่างมีความหมาย เรียกว่า รหัสแทนข้อมูล (Data Code)• รหัสสากลรูปแบบแรกทีเกิดขึ้นในโลกการสื่อสารคือ รหัสมอส ่ (Morse Code)• ข่าวสารที่ตดต่อสื่อสารสามารถเป็นได้ทั้งตัวอักษร ตัวเลข ิ สัญลักษณ์ รวมเรียกว่า อักขระ เพื่อความเหมาะสมในการสื่อสาร ข้อมูล จึงมีการแปลงอักขระดังกล่าวให้เป็นสัญญาณพัลส์ไฟฟ้า หรือบิตแทนรหัส รหัสที่ถือว่าเป็นสากลในวงการสื่อสารข้อมูล ได้แก่ รหัสแอสกี (ASCII) รหัสโบดอต (BAUDOT) รหัสเอ็บซีดิก (EBCDIC) และรหัสยูนโค้ด (UNICODE) ิ
    29. 29. Data Code• ระบบเลขฐาน คอมพิวเตอร์มีการใช้ระบบเลขฐาน 4 แบบ ประกอบด้วย - เลขฐานสอง (Binary) - เลขฐานแปด (Octal) - เลขฐานสิบ (Decimal) - เลขฐานสิบหก (Hexadecimal)
    30. 30. • ระบบเลขฐานสอง เป็นเลขฐานทีประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัว คือ 0 ่ และ 1 ซึ่งเลข 0 กับ 1 เป็นเลขทีนิยมใช้กบคอมพิวเตอร์ในการ ่ ั ประมวลผลการทำางาน การเก็บข้อมูล หรือโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง กับสถานะทางไฟฟ้า• ระบบเลขฐานแปด เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 8 ตัวคือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, รวมแปดตัว• ระบบเลขฐานสิบ เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 10 ตัว คือ 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, ซึ่งเลขฐาน 10 เป็นเลขฐานทีมนุษย์ ่ ทัวไปสามารถเข้าใจได้ง่ายมากทีสุด เพราะว่าเป็นตัวเลขที่ ่ ่ เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำาวัน• ระบบเลขฐานสิบหก เป็นเลขฐานที่ประกอบด้วยเลข 10 ตัวและ ตัวอักษร 6 ตัว คือตัวเลข 0, 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, 9, และตัว อักษรคือ A, B, C, D, E, F ซึ่งรวมกันแล้วได้ 16 ตัว
    31. 31. Data Code
    32. 32. Data Code• ระบบเลขฐานสอง การจัดเก็บข้อมูลในหน่วยความจำาของคอมพิวเตอร์มีหน่วยเล็กที่สุดคือ บิต (bit) ซึ่งสามารถใช้แทนเลขฐานสอง 1 หลัก ไบต์ (byte) ประกอบด้วย 8 บิต ซึ่งแทนเลขฐานสองได้ 8 หลัก หน่วยความจำาแต่ละไบต์จะมีหมายเลข กำากับอยู่สำาหรับเรียกใช้เรียกว่า เลขที่ตำาแหน่ง (address) ข้อมูลที่ป้อนเข้า เครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกเปลี่ยนเป็นรหัสเก็บไว้ในหน่วยความจำาเพือใช้ในการ ่ ประมวลผลต่อไป
    33. 33. Data Codeการแปลงเลขฐานสองให้เป็นฐานสิบหลักการ : คือการเอาค่า Weight ของทุกบิตที่มีคาเป็น 1 มาบวกกัน ่ตัวอย่าง : จงแปลง (11011101)2 ให้เป็นเลขฐานสิบ(11011101)2 = (1X27) + (1X26) + (0X25) + (1X24) + (1X23)+ (1X22) +(0X21) + (1X20) = 128 + 64 + 0 + 16 + 8 + 4 + 0 + 1 = (221)10
    34. 34. การแปลงเลขฐานสิบให้เป็นฐานสองหลักการ1. ให้นำาเลขฐานสิบเป็นตัวตั้งและนำา 2 มาหาร ได้เศษเท่าไรจะ เป็นค่าบิตทีมีนัยสำาคัญน้อยทีสุด (LSB) ่ ่2. นำาผลลัพธ์ทได้จากข้อที่ 1 มาตั้งหารด้วย 2 อีกเศษที่จัดจะเป็น ี่ บิตถัดไปของเลขฐานสอง3. ทำาเหมือนข้อ 2 ไปเรื่อยๆ จนได้ผลลัพธ์เป็นศูนย์ เศษทีได้จะ ่ เป็นบิตเลขฐานสองทีมีนัยสำาคัญมากทีสุด (MSB) ่ ่หมายเหตุ1. บิตที่มีนยสำาคัญสูงสุด (Most Significant Bit : MSB) คือ บิตที่ ั อยู่ซ้ายมือสุด เป็นบิตที่มีคาประจำาหลักมากที่สุด ่2. บิตที่มีนยสำาคัญตำ่าสุด (Least Significant Bit : LSB) คือ บิตที่ ั อยู่ขวามือสุด เป็นบิตที่มีคาประจำาหลักน้อยทีสุด ่ ่
    35. 35. Data Code
    36. 36. ASCII Code(American Standard Code For Information Interchange)• พัฒนาขึ้นโดยสถาบันมาตรฐานแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (American National Standard Institute: ANSI ) รหัสนีได้มาจากรหัสของ ้ องค์กรมาตรฐานระหว่างประเทศ (International Standardization Organization: ISO) ขนาด 7 bit จำานวน 128 ตัวอักษร• รหัสแอสกีได้รับการปรับปรุงล่าสุดเมื่อ ค.ศ. 1986 ให้มีอักขระ ทังหมด 256 ตัว โดยเพิ่มอีก 1 บิต เรียกว่า แพริตี้บิตเพื่อตรวจสอบ ้ ความถูกต้องของข้อมูล รวมเท่ากับ 8 บิต ต่อหนึงอักขระ ซึ่งแต่ละบิต ่ จะแทนด้วยเลข “0” และ “1”สำาหรับแสดงอักขระเพิ่มเติมในภาษา ของแต่ละท้องถิ่นที่ใช้ เช่น ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย ฯลฯ โดยจะ มีผงอักขระที่แตกต่างกันไปในแต่ละภาษาซึ่งเรียกว่า โคดเพจ ั (codepage) โดยอักขระ 128 ตัวแรกส่วนใหญ่จะยังคงเหมือนกัน แทบทุกโคดเพจ มีส่วนน้อยที่เปลี่ยนแค่บางอักขระ 1001101 01001101
    37. 37. ASCII Code บิตที่ 7 6 5 4 3 2 1 0ตัวเลขฐานสอง 8 บิตหรือ 1 ไบต์ สามารถใช้แทนรหัสต่างๆ ได้ถึง 256 ตัว แต่รหัสตัวอักษรภาษาอังกฤษทังหมดมีจำานวนรวมกันไม่ ้ เกิน 128 ตัวดังนันสำานักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุสาหกรรมจึง ้ ได้กำาหนดภาษาไทยเพิ่มเติมเพื่อใช้ในงานสารสนเทศเป็นภาษา ไทยได้ เช่น 10100001 = 1 ไบต์ (byte)ใช้แทนตัวอักษร ก 10100010 = 1 ไบต์ (byte)ใช้แทนตัวอักษร ข 10100100 = 1 ไบต์ (byte)ใช้แทนตัวอักษร คตัวอย่างคำาว่า "แดง" เขียนแทนได้ดวย 11100001 10100001 10100111 ้
    38. 38. การใช้ Parity bit ในการตรวจสอบข้อผิดพลาด• Parity bit คือ บิตที่แทรกเข้าไปในรหัสแอสกี้เดิม 7 บิตกลายเป็น 8 บิต• มีให้เลือกใช้ได้สองแบบ คือ – แบบคี่ (odd parity bit) – แบบคู่ (even parity bit)
    39. 39. Odd parity bitวิธการตรวจสอบความผิดพลาดโดยใช้ Parity bit “แบบคี” ี ่นับบิตที่เป็น 1 ของรหัสแอสกี หากพบว่าเป็นจำานวนคี่ ให้เพิ่มบิต 0 เป็น Parity bit หากพบว่าเป็นจำานวนคู่ ให้เพิ่มบิต 1 เป็น Parity bitเช่น ถ้าข้อมูลที่จะส่งคือ 0110101 Parity bit จะต้องเป็น 1 เพราะจำานวนบิต 1ทีอยู่ในข้อมูลเป็นจำานวนคู่อยู่แล้ว ่ ดังนันข้อมูลทีทำาการส่งไปจริงคือ 10110101 ้ ่
    40. 40. Even parity bitวิธการตรวจสอบความผิดพลาดโดยใช้ Parity bit “แบบคู” ี ่นับบิตที่เป็น 1 ของรหัสแอสกี หากพบว่าเป็นจำานวนคู่ ให้เพิ่มบิต 0 เป็น Parity bit หากพบว่าเป็นจำานวนคี่ ให้เพิ่มบิต 1 เป็น Parity bitเช่น ถ้าข้อมูลที่จะส่งคือ 0110101 Parity bit จะต้องเป็น 0 เพราะจำานวนบิต 1ทีอยู่ในข้อมูลเป็นจำานวนคู่อยู่แล้ว ่ ดังนันข้อมูลทีทำาการส่งไปจริงคือ 00110101 ้ ่
    41. 41. ทดสอบกันหน่อย1. Datacommunication > แปลงเป็นรหัส ASCII (7 bit)D= 1000100 m= 1101101 i= 1101001a= 1100001 u= 1110101 o= 1101111t= 1110100 n= 1101110 n= 1101110a= 1100001 i= 1101001c= 1100011 c= 1100011o= 1101111 a= 1100001m= 1101101 t= 1110100
    42. 42. ทดสอบกันหน่อย• จากข้อ 1 ใช้ Even parity bit ในการตรวจสอบD= 01000100 m= 11101101 i= 01101001a= 11100001 u= 11110101 o= 01101111t= 01110100 n= 11101110 n= 11101110a= 11100001 i= 01101001c= 01100011 c= 01100011o= 01101111 a= 11100001m= 11101101 t= 01110100
    43. 43. ทดสอบกันหน่อย• จากข้อ 1 ใช้ Odd parity bit ในการตรวจสอบD= 11000100 m= 01101101 i= 11101001a= 01100001 u= 01110101 o= 11101111t= 11110100 n= 01101110 n= 01101110a= 01100001 i= 11101001c= 01100011 c= 11100011o= 11101111 a= 01100001m= 01101101 t= 11110100
    44. 44. Baudot Code• ถูกใช้ในระบบโทรเลขและเทเล็กซ์ทั่วโลก ประกอบด้วยรหัส 5 บิต เป็นมาตรฐานของคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโทรศัพท์และ โทรเลขระหว่างชาติ (The Consultative Committee in International Telegraphy and Telephony : CCITT)• ใช้แทนตัวอักขระได้ 25 หรือ 32 ตัว ซึ่งไม่เพียงพอกับจำานวน อักขระทั้งหมด จึงเพิ่มอักขระพิเศษขึ้นอีก 2 ตัว คือ – 11111 หรือ LS (Letter Shift Character) เพื่อเลือกเปลี่ยนเป็นอักขระกลุ่ม ตัวอักษรพิมพ์เล็ก (Lowercase) – 11011 หรือ FS (Figure Shift Character) เพือเลือกเปลี่ยนเป็นอักขระ ่ กลุ่มเครื่องหมาย (Uppercase)• ทำาให้มีรหัสแทนตัวอักขระเพิ่มอีก 32 ตัว โดยมีอกขระซำ้ากับกลุม ั ่ ตัวอักขระเดิม 6 ตัว ดังนันรหัสโบดอตจึงสามารถใช้แทนอักขระได้ ้ ทังหมด 32+32-6= 58 ตัว เนืองจากรหัสโบคอตมีขนาด 5 บิต ้ ่ ซึ่งไม่มีบิตตรวจสอบจึงไม่นิยมนำามาใช้กบคอมพิวเตอร์ ั
    45. 45. Baudot Code
    46. 46. EBCDIC(Extended Binary Coded Decimal Interchange Code) พัฒนาขึ้นโดยบริษท IBM รหัสเอบซีดิกมีขนาด 8 บิต ต่อหนึง ั ่ อักขระ บิตที่ 9 เป็น perity bit ดังนันจึงสามารถใช้แทนอักขระ ้ ได้ 28 หรือ 256 ตัว หรือสองเท่าของรหัสแอสกี(แบบเดิม) รหัสเอบซีดิก ถือว่าเป็นรหัสมาตรฐานในการเข้าตัวอักขระของ เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในปัจจุบันซึ่งพัฒนาโดยบริษท IBM ั
    47. 47. UNICODE รหัสแทนข้อมูลแบบใหม่ล่าสุด เรียกว่า ยูนโค้ด (UNICODE) ิ ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2536 เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กับรหัส ASCII และ EBCDIC• กำาหนดให้หนึงตัวอักษรมีขนาด 16 บิตแทน 8 บิตตามแบบ ่ เก่าจึงสามารถใช้แทนตัวอักษรได้มากถึง 65,536 แบบตัว อักษร 128 ตัวแรกจะเหมือนกันกับตัวอักษรในรหัสแอสกี้ (รุ่น เก่า) นอกจากนี้มีตวอักษรจีน 2,000 ตัว ตัวอักษรญีปุ่น ั ่ เกาหลี รัสเซีย ฮิบรู กรีก สันสกฤต และอืน ๆ รวมทัง ่ ้ สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สัญลักษณ์พิเศษ อีกมากมาย โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาโดยใช้รหัสนีจำาเป็นจะต้อง ้ ทำางานควบคูกับระบบปฏิบัตการที่รู้จักรหัสนี้ เช่น Windows ่ ิ NT เป็นต้น
    48. 48. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลHard Disk• อุปกรณ์บันทึกข้อมูล (Storage Device) ประกอบด้วยแผ่นจาน แม่เหล็กมากกว่า 2 แผ่นเรียงกันอยู่บนแกน Spindle ทำาให้แผ่น แม่เหล็กหมุนไปพร้อมๆกัน Hard Disk ใช้หวอ่านเพียงหัวเดียว ั ในการทำางาน ทั้งอ่านและเขียนข้อมูล ในการเขียนข้อมูลหัวอ่าน จะได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านเข้าสู่คอยล์ของหัวอ่าน เพื่อรับข้อมูล เป็นการแปลงความหนาแน่นของสารแม่เหล็กที่เคลือบอยู่บน Disk ออกมาให้กับ CPU เพื่อทำาการประมวลผล
    49. 49. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลData Center• สถานที่และอุปกรณ์เครื่องมือทีทำาหน้าทีอำานวยความสะดวก ่ ่ เกี่ยวกับการควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ที่สำาคัญ และองค์ประกอบ อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบคอมพิวเตอร์ – ด้านกายภาพ – ด้านเครือข่าย – ด้านแอพลิเคชั่น
    50. 50. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• Rack server
    51. 51. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• Air conditioning ระบบระบายความร้อน หรือระบบแอร์ ซึ่งมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้น
    52. 52. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• Backup Power ระบบสำารองไฟฟ้า เพื่อป้องกันความเสียหายทางไฟฟ้าในกรณีเกิดเหตุคับขันเช่น ไฟดับ ไฟตก และช่วยควบคุมแรงดันไฟฟ้าให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
    53. 53. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• การป้องกันปัญหา Single Points Failure ซึ่งปัญหานี้อาจจะเกิด ขึ้นได้หากมีอุปกรณ์หลักเพียงอันเดียว เช่น มีเซิร์ฟเวอร์เพียง เครื่องเดียว หรือสวิตซ์(Switch) หลักเพียงเครื่องเดียว อุปกรณ์ เกี่ยวกับระบบไฟฟ้าทังหมด ควรจะมี 2 ชุด เป็นระบบสำารองแบบ ้ Fully Duplicated มีการเชือมต่อระบบไฟฟ้าเป็น 2 สาย คือ A- ่ side และ B-side
    54. 54. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• Data Center จะต้องมีพื้นยกสูงจากพื้นระดับปกติ 60 เซนติเมตร (2 ฟุต) เพื่อระบบระบายอากาศให้เครื่องปรับอากาศ เป่าลมจากด้านล่างของพื้นขึ้นสู่ด้านบน เพื่อให้มีช่องว่างสำาหรับ เดินสายไฟลอดใต้พื้น ดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งที่มีทนน้อยหรือมี ุ ขนาดเล็ก อาจใช้พื้นชนิดป้องกันกระแสไฟฟ้าสถิต เป็นวัสดุ สำาหรับปูพื้นแทนได้
    55. 55. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• ระบบป้องกันอัคคีภัย ซึ่งสามารถแจ้งเตือนได้หากเกิดความร้อน หรืออัคคีภยขึ้น สารที่ใช้ดับไฟ ไม่ควรเป็นนำ้าเพราะจะสร้างความ ั เสียหายกับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้ เช่น Argonite และ FM-200
    56. 56. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• ความปลอดภัยทางด้านกายภาพอื่น ๆ เช่น กล้องวีดีโอและระบบ จัดเก็บภาพ ใช้เพื่อจับภาพผูบุกรุกเข้าสู่ Data Centerโดยไม่ได้ ้ รับอนุญาต
    57. 57. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลด้านเครือข่าย• ภายในดาต้าเซ็นเตอร์จะเป็นโพรโทคอลไอพี (IP protocol) ประกอบด้วยเราเตอร์(Routers) และ สวิตซ์(Switch) จำานวน หนึง ในการนำาข้อมูลจากเซิร์ฟเวอร์ออกสู่ภายนอก ดังนั้นจึงต้อง ่ มีการระวังด้านความปลอดภัยของระบบเครือข่ายด้วยสิ่งเหล่านี้ – Firewalls – Virtual Private Network: VPN – Intrusion Detection Systems: IDS
    58. 58. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• Firewalls
    59. 59. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• VPN
    60. 60. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูล• IDS         ระบบหรืออุปกรณ์ทติดตั้งเอาไว้คอยติดตามการบุกรุก ี่
    61. 61. ระบบการเก็บข้อมูลและอุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลวัตถุประสงค์หลักของData Centerคือ ใช้ปฏิบัติงานแอพลิ เคชั่นด้านต่าง ๆ ขององค์กร โปรแกรมที่ใช้งานจะแตกต่าง กันไปตามองค์กรแต่ละแห่ง บางแห่งมีทีมพัฒนาเอง บาง แห่งอาจซื้อจากผู้ผลิต ซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ โดย ทั่วไปแอพลิเคชั่นจะประกอบ ด้วย ระบบที่เรียกว่า ERP และ CRM ซึ่งประกอบด้วยหลาย ๆ เซิร์ฟเวอร์โฮสต์ แต่ละโฮสต์จะ ทำางานโปรแกรมใดโปรแกรม หนึ่งเช่น ด้านฐานข้อมูล(Data Base)…

    ×