เราจะศึกษาชีววิทยากันอยางไรการศึกษาชีววิทยาของนักวิทยาศาสตร        การศึกษาชีววิทยาซึ่งเปนแขนงหนึ่งของการศึกษาทางดานวิ...
3.1 ตัวแปรตน หรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) คือ สิ่งที่เปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ หรือสิ่งที่ตองการศึกษาตรวจสอบ...
ขอเท็จจริง คือ สิ่งที่ไดจากการสังเกตโดยตรงไมมีการเปลี่ยนแปลง ในทางวิทยาศาสตรถือวาขอเท็จจริงที่ปรากฏอยูในธรรมชาติยอ...
3. ตารางการทดลองนี้แสดงผลอะไร                                                        นํ้าแปง + นํ้ายอย + ไอโอดีน        ...
สิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดลอมระบบนิเวศ (Ecosystem)         ระบบนิเวศ คือ ระบบความสัมพันธระหวางกลุมสิ่งมีชีวิต (Community) ...
ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูรวมกัน         ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิตตางชนิดกันที่อาศัยอยูรวมกัน (Intersp...
7. ภาวะการหลั่งสารตอตาน (Antibiosis) สัญลักษณ 0, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ที่ฝายหนึ่ง                     ...
การหมุนเวียนสารที่สําคัญในระบบนิเวศ        วัฏจักรคารบอน แหลงธาตุคารบอนในบรรยากาศ คือ กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) กาซคา...
การเปลี่ยนแปลงแทนที่ถาจําแนกตามแหลงที่เกิดก็จะแบงออกเปนดังนี้                                  การเปลี่ยนแปลงในสภาพแห...
มลภาวะของดิน (Soil pollution) เกิดจากพวกกากสารกัมมันตรังสี ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ปุยและสารเคมีปราบศัตรูพืชซึ่งใชเวลาในก...
แบบทดสอบจงเลือกคําตอบที่ถูกตอง1. สิ่งมีชวิตในขอใดจะไมสามารถดํารงชีวตอยูได ถาขาดสารอินทรียจากสิ่งแวดลอม          ี ...
6. ขอใดเปนจริงเกี่ยวกับแบคทีเรียที่อาศัยอยูในลําไสใหญของมนุษย            รูปแบบการอยูรวมกัน             ชนิดของวิต...
9. การอยูรวมกันของเหาฉลามกับปลาฉลาม เปนลักษณะเดียวกับการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตในขอใด                                ...
16. ขอใดเรียงลําดับเหตุการณในวัฏจักรไนโตรเจนไดอยางถูกตอง         ก. เกลือแอมโมเนีย                                 ข....
ความหลากหลายของสิ่งมีชีวต                                                     ิการจัดหมวดหมูของสิ่งมีชีวิต          การศึ...
สปชีสเปนลําดับยอยที่สุด สิ่งมีชีวตที่อยูในสปชีสเดียวกัน จะมีความสัมพันธกันอยางใกลชิดทางบรรพบุรษ                 ...
4. ไฟลัมนีมาโทดา (Phylum Nematoda) ไดแก พวกหนอนตัวกลม เชน หนอนในนํ้าสมสายชู พยาธิปากขอพยาธิโรคเทาชาง พยาธิเสนดาย พ...
4. คลาสแอมฟเบีย (Class Amphibia) ไดแก สัตวครึ่งบกครึ่งนํ้า (Amphibian)        5. คลาสเรปทีเลีย (Class Reptilia) ไดแก...
อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera)           สิ่งมีชีวิตที่อยูในอาณาจักรมอเนอรา โครงสรางของเซลลเปนแบบโพรคาริโอต (Procary...
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Biology m4
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

Biology m4

3,278 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
3,278
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
177
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Biology m4

  1. 1. เราจะศึกษาชีววิทยากันอยางไรการศึกษาชีววิทยาของนักวิทยาศาสตร การศึกษาชีววิทยาซึ่งเปนแขนงหนึ่งของการศึกษาทางดานวิทยาศาสตร เปนกระบวนการคนควาหาความจริงของปรากฏการณในธรรมชาติอยางมีระเบียบแบบแผนตามขั้นตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Scientific process)ซึ่งประกอบดวย 1. กําหนดปญหา (Statement of the problem) ปญหาเกิดขึ้นจากการเปนคนชางสังเกต ชางคิด มีความอยากรูอยากเห็น และใจกวาง ไอนสไตน (Einstein) ถือวา "การตั้งปญหานั้นสําคัญกวาการแกปญหา" ก็เพราะวา เมื่อกําหนดปญหาไดชดเจน ัและสัมพันธกับขอเท็จจริงและความรูเดิม ผูตั้งปญหายอมมองเห็นลูทางที่จะคนหาคําตอบได เพราะฉะนั้นจึงถือวา"การตั้งปญหาเปนความกาวหนาทางวิทยาศาสตรอยางแทจริง" 2. ตั้งสมมติฐาน (Formulation of hypothesis) เปนการคาดคะเนคําตอบที่เกี่ยวของกับขอเท็จจริงสมมติฐานเกิดขึ้นหลังจากไดกําหนดปญหาชัดเจนแลว ในการตั้งสมมติฐานมักใชประโยค "ถา...ดังนั้น..." สวนที่ขึ้นตนดวย "ถา" จะระบุขอความที่เปนเหตุหรือเปนคําตอบที่เปนไปได สําหรับสวนหลังที่ขึ้นตนดวย "ดังนั้น" จะระบุขอความที่แนะวิธีตรวจสอบสมมติฐาน ตัวอยาง ปญหา : การไดรับสารอาหารที่มีฟอสเฟตไมเพียงพอ มีสวนเกียวของกับการเกิดโรคนิวในกระเพาะปสสาวะหรือไม ่ ่ สมมติฐาน : ถาการไดรับอาหารที่มีฟอสเฟสไมเพียงพอ มีสวนทําใหเกิดโรคนิ่วในกระเพาะปสสาวะ ดังนั้นเด็กที่ไดรับเกลือฟอสเฟตเปนอาหารเสริม ยอมจะไมเปนโรคนิ่วในกระเพาะปสสาวะ 3. การตรวจสอบสมมติฐาน (Test hypothesis) ในทางวิทยาศาสตรสวนใหญจะมีวิธีทดลอง (Experiment)โดยออกแบบการทดลองที่มีการกําหนดและควบคุมตัวแปร (Variable) ที่เกี่ยวของกับการทดลอง ซึ่งตัวแปรแบงออกเปน 3 ชนิด คือ 2 ชีววิทยา
  2. 2. 3.1 ตัวแปรตน หรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) คือ สิ่งที่เปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ หรือสิ่งที่ตองการศึกษาตรวจสอบวาเปนสาเหตุกอใหเกิดผลเชนนั้นหรือไม  3.2 ตัวแปรตาม (Dependent variable) คือ สิ่งที่เปนผลจากตัวแปรตน 3.3 ตัวแปรควบคุม (Controlled variable) คือ ตัวแปรที่ตองควบคุมใหคงที่ตลอดการทดลอง มิฉะนั้นจะทําใหผลการทดลองคลาดเคลื่อนได 4. การแปรผลและสรุปผลการทดลอง (Conclusion) หลังจากการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งขึ้นนักวิทยาศาสตรจะแปลความหมายขอมูล วิเคราะหขอมูล และลงขอสรุปภายในขอบเขตของผลการทดลอง หรือผลการศึกษา ที่เปนจริง หากผลสรุปเหมือนกับสมมติฐานที่ตั้งไว สมมติฐานนั้นก็ตั้งเปนทฤษฎีไดชีววิทยาคืออะไร คําวา ชีววิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษวา Biology ซึ่งมาจากรากศัพทเดิมที่เปนภาษากรีก 2 คํา คือ bios หมายถึงชีวิต และ logos หมายถึง ความคิดและเหตุผล ดังนั้นชีววิทยาจึงหมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวตอยางมีเหตุผล ิ ชีววิทยาเปนศาสตรที่กวางขวางมาก ประกอบดวยสาขาวิชาตางๆ มากมาย เชน 1. กายวิภาคศาสตร (Anatomy) ศึกษาเกี่ยวกับโครงสรางสวนตางๆ ของสิ่งมีชีวิต 2. ชีวเคมี (Biochemistry) ศึกษาโครงสรางและกระบวนการเปลี่ยนแปลงของสารชีวโมเลกุลในสิ่งมีชีวิต 3. พฤกษศาสตร (Botany) ศึกษาเกี่ยวกับพืช 4. เซลลวิทยา (Cytology) ศึกษาเกี่ยวกับเซลล 5. นิเวศวิทยา (Ecology) ศึกษาความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตดวยกัน และความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับสิ่งแวดลอม 6. กีฏวิทยา (Entomology) ศึกษาเกี่ยวกับแมลง 7. คัพภะวิทยา (Embryology) ศึกษาเกี่ยวกับตัวออนของสิ่งมีชีวต ิ 8. วิวัฒนาการ (Evolution) ศึกษาการเจริญเปลี่ยนแปลงของสิ่งมีชีวิตจากอดีตจนถึงปจจุบัน รวมทั้งแนวคิดของนักวิทยาศาสตรที่เกี่ยวกับวิวัฒนาการ 9. พันธุศาสตร (Genetics) ศึกษาเกี่ยวกับการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต 10. หนอนพยาธิวิทยา (Helminthology) ศึกษาเกี่ยวกับหนอนพยาธิชนิดตางๆ 11. มีนวิทยา (Icthyology) ศึกษาเกี่ยวกับปลา 12. จุลชีววิทยา (Microbiology) ศึกษาเกี่ยวกับจุลินทรีย 13. อนุกรมวิธาน (Taxonomy) ศึกษาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมู การตั้งชื่อและการเรียกชื่อสิ่งมีชีวิต 14. สัตววิทยา (Zoology) ศึกษาเกี่ยวกับสัตวตางๆ ทังพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) และไมมีกระดูกสันหลัง  ้(Invertebrate)ขอควรทราบ สมมติฐาน คือ คําตอบที่อาจเปนไปไดของปญหา ยังไมใชคําตอบที่แทจริง เปนการคาดคะเนโดยนําขอเท็จจริงที่รวบรวมไดจากการสังเกต หรือการนําปญหามาวิเคราะห เพื่อคนหาคําตอบ ดังนั้นจึงเปนการคาดคะเนคําตอบที่สัมพันธกับขอสงสัยหรือปญหานั้นๆ มากที่สุด 3ชีววิทยา
  3. 3. ขอเท็จจริง คือ สิ่งที่ไดจากการสังเกตโดยตรงไมมีการเปลี่ยนแปลง ในทางวิทยาศาสตรถือวาขอเท็จจริงที่ปรากฏอยูในธรรมชาติยอมถูกตองเสมอ แตการสังเกตขอเท็จจริงอาจผิดพลาดได ขอมูล คือ ขอเท็จจริงที่ปรากฏอยูในธรรมชาติหรือที่รวบรวมไดจากการทดลอง ทฤษฎี คือ สมมติฐานที่ไดรับการตรวจสอบแลวหลายครั้ง ซึ่งสามารถใชอางอิงหรือทํานายขอเท็จจริงได กฎ คือ ความจริงหลักที่แสดงความสัมพันธระหวางเหตุกับผล สามารถทดสอบไดผลเหมือนเดิมทุกครั้งและไมมีขอโตแยงใดๆ ความรู คือ ผลจากการกระทําของมนุษยโดยการใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร แบบทดสอบจงเลือกคําตอบที่ถูกตอง1. การทดลองในตารางพิสจนสมมติฐานขอใด ู จํานวนวันที่ทดลอง จํานวนเซลลที่ยังมีชีวิต พวกที่ไมมีนิวเคลียส พวกที่มีนิวเคลียส 1 100 100 2 80 79 3 60 74 4 30 72 5 3 72 1) นิวเคลียสจําเปนตอการแบงเซลล 2) นิวเคลียสจําเปนตอการมีชีวิตของเซลล 3) ไซโตพลาสซึมจําเปนตอการมีชีวิตของเซลล 4) ไซโตพลาสซึมไมจําเปนตอการมีชีวิตของเซลล2. เมื่อนําแบคทีเรียพวกนิวโมคอกคัสชนิด C ซึ่งสามารถสรางแคปซูลได และชนิด B ซึ่งไมสามารถสรางแคปซูล มาเลี้ยงในอาหารเลี้ยงแบคทีเรียซึ่งทําใหปราศจากเชื้อแลว ปรากฏผลการทดลองในเวลาตอมาดังนี้ เริ่มทดลอง ผลการทดลองในเวลาตอมา 1. ชนิด C ที่ตายแลว ไมมีการเจริญเติบโต 2. ชนิด B ที่ยังมีชีวิตอยู เจริญขยายพันธุอยางรวดเร็ว 3. ชนิด B ที่ยังมีชีวิตอยู ชนิด C ที่ตายแลว ชนิด B สรางแคปซูลได การทดลองนี้ผทดลองมีสมมติฐานอยางไร ู 1) แคปซูลจําเปนตอการขยายพันธุของแบคทีเรีย 2) อาหารที่เลี้ยงแบคทีเรียนี้เหมาะกับแบคทีเรียชนิด B มากกวา 3) แบคทีเรียชนิด B นาจะรับสารบางอยางจากชนิด C ที่มีผลตอการสรางแคปซูล 4) ในอาหารเลี้ยงแบคทีเรียมีสารที่ทําใหแบคทีเรีย B สรางแคปซูลได 4 ชีววิทยา
  4. 4. 3. ตารางการทดลองนี้แสดงผลอะไร นํ้าแปง + นํ้ายอย + ไอโอดีน หลอดที่ 1 หลอดที่ 2 หลอดที่ 3 หลอดที่ 4 เวลาการทดลอง 0 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที สีที่ปรากฏ นํ้าเงินเขม นํ้าเงิน ฟา ไมมีสี 1) หลอดที่ 1 เกิดปฏิกิริยาระหวางนํ้าแปงกับนํ้ายอยมากที่สุด 2) เวลาที่เหมาะสมที่สุดในการทดสอบแปง คือ 10 นาที 3) นํ้าแปงสามารถถูกไฮโดรลิซสหมดภายใน 15 นาที ิ 4) ประสิทธิภาพของนํ้ายอยเปนสัดสวนผกผันกับเวลาที่ใช4. ในการทดลองใชเอนไซมยอยสารชนิดหนึ่งที่อุณหภูมิตางกันปรากฏผลดังนี้  หลอดทดลอง อุณหภูมิ (°C) เวลาที่ใชยอยสาร 1 20 15 นาที 2 30 6 นาที 3 40 3 นาที 4 50 ไมเปลี่ยนแปลง การทดลองนี้สรุปผลสําคัญไดอยางไร 1) เอนไซมยอยสารไดชาที่สุดที่อุณหภูมิ 20°C 2) เอนไซมยอยสารไดชาที่สุดที่อุณหภูมประมาณ 50°C ิ 3) เอนไซมสลายตัวที่อุณหภูมิ 40°C 4) เอนไซมจะทํางานไดดีที่สุดที่อุณหภูมิประมาณ 40°C เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5ชีววิทยา
  5. 5. สิ่งมีชีวิตกับสภาวะแวดลอมระบบนิเวศ (Ecosystem) ระบบนิเวศ คือ ระบบความสัมพันธระหวางกลุมสิ่งมีชีวิต (Community) ที่อาศัยอยูรวมกัน และความสัมพันธระหวางกลุมสิ่งมีชีวิตกับสภาพแวดลอม (Environment) ของแหลงที่อยู (Habitat) ตัวอยางระบบนิเวศ เชน ระบบนิเวศนํ้าจืด (Fresh water ecosystem) ระบบนิเวศทะเล (Ocean ecosystem) ระบบนิเวศปาไม (Forestecosystem) ฯลฯ โลกของเราจัดเปนระบบนิเวศที่ใหญที่สุด เรียกวา โลกของสิ่งมีชีวิตหรือชีวภาค (Biosphere) การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต (Adaptation) สิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศมีการปรับตัว 3 แบบ คือ 1. การปรับตัวทางดานรูปราง (Morphological adaptation) มองเห็นไดจากภายนอก 2. การปรับตัวทางดานสรีระ (Physiological adaptation) เปนการปรับตัวทางดานหนาที่หรือกลไกการทํางานของอวัยวะตางๆ ภายในรางกายใหเหมาะสมตอการดํารงชีวิต 3. การปรับตัวทางดานพฤติกรรม (Behavioral adaptation) เปนการปรับตัวทางดานอุปนิสัย เพื่อใหสามารถดํารงชีวิตไดอยางเหมาะสมโครงสรางของระบบนิเวศ แบงออกไดดังนี้ 1. โครงสรางทางชีวภาพ (Biological structure) ประกอบดวย สิ่งมีชีวิตตางๆ ทีมบทบาทในระบบนิเวศ ไดแก ่ี ก. ผูผลิต (Producer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารไดเอง ข. ผูบริโภค (Consumer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองไมได แบงยอยออกเปน ผูบริโภคพืช (Herbivore) เชน วัว ควาย มา กระตาย ฯลฯ ผูบริโภคสัตว (Carnivore) เชน สุนัข แมว เสือ สิงโต ฯลฯ ผูบริโภคทั้งพืชและสัตว (Omnivore) เชน คน เปด ไก ฯลฯ ผูบริโภคซากพืชและซากสัตว (Scavengers or Detritivores) เชน กิงกือ ไสเดือนดิน ปลวก นกแรง ฯลฯ ้ ค. ผูยอยสลาย (Decomposer) หมายถึง สิ่งมีชีวิตที่สรางอาหารเองไมได แตจะไดอาหารจากการหลัง ่เอนไซมไปยอยสลายสารอินทรียแลวนําขึ้นมาใช เชน แบคทีเรีย เห็ด รา ฯลฯ 2. โครงสรางทางกายภาพ (Physiological structure) ประกอบดวย สิงทีไมมชวตทีมบทบาทตอการดํารงชีวิต ่ ่ ีีิ ่ีของสิ่งมีชีวิต เชน แสง อุณหภูมิ แรธาตุ ความชื้น ฯลฯความสัมพันธระหวางสภาวะแวดลอมทางกายภาพกับสิ่งมีชีวิต 1. แสง มีความจําเปนตอการดํารงชีวตของพืช เชน การเอนเขาหาแสงของยอดออนของพืช การออกดอก ิการสรางอาหาร และมีความจําเปนตอสัตว เชน การแพรกระจายของตัวออนแมลง การออกหากินของสัตวบางชนิด 2. อุณหภูมิ มีอิทธิพลตอกระบวนการสรางอาหารของพืช การออกหากินของสัตว 3. แกส มีความจําเปนตอการหายใจของพืชและสัตว การยอยสลายโดยจุลินทรียและการสรางอาหารของพืช 4. แรธาตุ เชน ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ฯลฯ พืชใชในการสังเคราะหสารตางๆ ในเซลลพืช 5. ความเปนกรดเบส จะตองเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืช ถา pH สูงเกินไปพืชจะไมสามารถดูดแรธาตุไปใชได 6 ชีววิทยา
  6. 6. ความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยูรวมกัน ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชวิตตางชนิดกันที่อาศัยอยูรวมกัน (Interspecific Relationship) ในระบบนิเวศจะมี ีความสัมพันธกันหลายแบบ กลาวคือ เมื่ออยูรวมกันแลวอาจมีฝายหนึ่งฝายใดเสียประโยชน ไดประโยชน หรือไมไดไมเสียประโยชนก็ได ถากําหนดความสัมพันธดวยเครื่องหมายดังนี้  + หมายถึง ไดประโยชนจากอีกฝายหนึ่ง - หมายถึง เสียประโยชนใหอีกฝายหนึ่ง 0 หมายถึง ไมมการไดหรือเสียประโยชน ี จากการกําหนดความสัมพันธดวยเครื่องหมาย สามารถแบงความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตตางชนิดกันไดดังนี้ 1. ภาวะพึ่งพา (Mutualism) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ที่ตางฝายตางไดรบ ัประโยชนซึ่งกันและกัน โดยจะตองอยูรวมกันตลอดเวลา หากแยกจากกันจะไมสามารถดํารงชีวิตอยูได เชน ไลเคนส(Lichens) แบคทีเรีย E. coli ในลําไสใหญของคน แบคทีเรีย Rhizobium sp. กับพืชตระกูลถั่ว โปรโตซัวTrichonympha sp. ในลําไสปลวก รา Mycorrhiza sp. ในปมรากสน สาหรายสีนํ้าเงินแกมเขียวบางชนิดกับแหนแดง 2. ภาวะไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดที่ไดรบประโยชนดวยกันทั้ง 2 ฝาย แตไมจาเปนตองอยูรวมกันตลอดเวลา ถาแยกกันอยูก็สามารถดํารงชีวิตไดตามปกติ ั ํเชน นกเอี้ยงกับควาย แมลงกับดอกไม ปูเสฉวนกับดอกไมทะเล มดดํากับเพลี้ย 3. ภาวะอิงอาศัย หรือภาวะเกื้อกูล (Commensalism) สัญลักษณ +, 0 เปนความสัมพันธของสิงมีชีวิต 2 ชนิด ่ที่ฝายหนึ่งไดประโยชนสวนอีกฝายหนึ่งไมไดและไมเสียประโยชน เชน ปลาฉลามกับเหาฉลาม กลวยไมกับตนไมใหญนกทํารังบนตนไม 4. ภาวะลาเหยื่อ (Predation) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ในลักษณะที่สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งเปนอาหารของสิงมีชวตอีกชนิดหนึง สิงมีชวตทีจบสัตวอนกินเปนอาหาร เรียกวา ผูลา (Predator) สวนสิ่งมีชีวิต ่ ีิ ่ ่ ีิ ่ั ื่ที่ตกเปนอาหาร เรียกวา เหยื่อ (Prey) เชน โคกินหญา กบกินแมลง ไกกินขาว เปนตน 5. ภาวะปรสิต (Parasitism) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด ในลักษณะที่ฝายหนึ่งไดประโยชนจากการเปนผูอาศัยหรือปรสิต (Parasite) อีกฝายหนึงเสียประโยชนจากการเปนผูถูกอาศัย หรือโฮสต ่(Host) ปรสิตอาจอาศัยภายนอกหรือภายในรางกายของผูถูกอาศัยก็ได เราสามารถจําแนกประเภทของปรสิตตามแหลงที่อยูได 2 พวก คือ 5.1 ปรสิตภายนอก (Ectoparasite) เปนปรสิตที่อาศัยอยูบนรางกายของโฮสต เชน หมัด เหา เห็บ ไรเปนตน 5.2 ปรสิตภายใน (Endoparasite) เปนปรสิตที่อาศัยอยูในรางกายของผูถูกอาศัย เชน ภายในเซลลในทอทางเดินอาหาร กลามเนื้อ ตับ ปอด ถุงนํ้าดี ตัวอยางปรสิตภายใน ไดแก หนอนพยาธิชนิดตางๆ 6. ภาวะแขงขัน (Competition) สัญลักษณ -, - เปนความสัมพันธของสิ่งมีชวตชนิดเดียวกัน หรือตางชนิด ีิกันก็ไดที่มความตองการสิ่งเดียวกันแลวเกิดการแกงแยงแขงขันกัน ทําใหเสียประโยชนทั้ง 2 ฝาย เชน การเจริญของ ีผักบุงและผักกระเฉดในสระนํ้า การแขงขันของสัตวเพื่อครอบครองที่อยูอาศัยหรือแยงชิงอาหาร สุนัขจิ้งจอกแยงกวางที่จับได เปนตน 7ชีววิทยา
  7. 7. 7. ภาวะการหลั่งสารตอตาน (Antibiosis) สัญลักษณ 0, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ที่ฝายหนึ่ง ่ ีิไมไดหรือไมเสียประโยชนแตอีกฝายหนึ่งเสียประโยชน โดยฝายหนึ่งจะหลั่งสารไปยับยั้งการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง เชน สาหรายสีเขียวบางชนิดหลั่งสารยับยั้งการเจริญเติบโตของไดอะตอม เปนตน การยับยั้งการเจริญเติบโตโดยไมมีการหลั่งสาร ตนไมเล็กๆ ที่อยูใตตนไมใหญมกจะไมเจริญเติบโต เพราะตนไมใหญบังแสงแดดเอาไว ั 8. ภาวะเปนกลาง (Neutralism) สัญลักษณ 0, 0 เปนความสัมพันธของสิ่งมีชีวิต ที่ทั้ง 2 ฝายไมเกี่ยวของสัมพันธกนในระหวางที่อาศัยอยูรวมกัน เชน แมงมุมกับกระตายที่อาศัยอยูดวยกันในทุงหญา ไสเดือนดินกับตั๊กแตนที่ ัอาศัยอยูในนาขาว เปนตนการถายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารในระบบนิเวศ การถายทอดพลังงานในกลุมสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ มี 2 ลักษณะ คือ 1. ถายทอดพลังงานในรูปโซอาหาร (Food chain) หมายถึง การกินตอกันเปนทอดๆ โดยเริ่มจากผูผลิตถายทอดพลังงานไปยังผูบริโภคในลําดับถัดไป เชน ผักกาด ตั๊กแตน นก คน (ผักกาดถูกกินโดยตั๊กแตน, ตั๊กแตนถูกกินโดยนก, นกถูกกินโดยคน) ตําแหนงหนาที่เชิงอาหารและลําดับขั้นของอาหาร ลําดับขั้นอาหาร (Trophric level) สิ่งมีชีวิต หนาที่เชิงอาหาร 4 คน ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับสอง หรือผูบริโภคอันดับสุดทาย 3 นก ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับหนึ่ง หรือผูบริโภคอันดับที่สอง 2 ตั๊กแตน ผูบริโภคพืช หรือผูบริโภคอันดับที่หนึ่ง 1 ผักกาด ผูผลิต พีระมิดอาหาร (Food pyramid) เมื่อพิจารณาแบบแผนการถายทอดพลังงานในหวงโซอาหารหนึ่งๆ สามารถนํามาเขียนในรูปพีระมิดได 3 แบบ คือ 1. พีระมิดจํานวนของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of number) มีทั้งแบบฐานกวางและฐานแคบ 2. พีระมิดมวลของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of mass) อาจเปนแบบฐานกวางหรือฐานแคบก็ได 3. พีระมิดปริมาณพลังงาน (Pyramid of energy) เปนแบบฐานกวางเสมอ 2. ถายทอดพลังงานในรูปสายใยอาหาร (Food web) หมายถึง การกินกันอยางซับซอน ประกอบดวยโซอาหารจํานวนมาก โดยผูบริโภคแตละชนิดจะกินสัตวอนไดมากกวา 1 ชนิด  ื่ 8 ชีววิทยา
  8. 8. การหมุนเวียนสารที่สําคัญในระบบนิเวศ วัฏจักรคารบอน แหลงธาตุคารบอนในบรรยากาศ คือ กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) กาซคารบอนมอนอกไซด(CO) ในนํ้าอยูในรูปไฮโดรเจนคารบอเนตไอออน ดังสมการ CO2 + H2O H2CO3 H+ + HCO- คารบอนไดออกไซดจะถูกผูผลิตเปลี่ยนไปเปน 3คารโบไฮเดรต เมื่อผูบริโภคนําไปใชจะปลอยคารบอนไดออกไซดออกมาทางลมหายใจ วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ 1. Nitrogen fixation คือ การตรึงไนโตรเจนในอากาศเปลี่ยนเปนสารประกอบไนโตรเจน เกิดจากปรากฏการณธรรมชาติ เชน ฟาแลบ และอาศัยสิ่งมีชีวิต เชน แบคทีเรียไรโซเบียม (Rhizobium sp.) สาหรายสีเขียว-แกมนํ้าเงินพวก Anabaena sp., Nostoc sp. เปนตน 2. Ammonification คือ กระบวนการสลายสารอินทรียจากพืชและสัตวเปนแอมโมเนีย (NH3) 3. Nitrification คือ กระบวนการเปลียนแอมโนเนียเปนไนไตรท (NO-) ซึ่งตองอาศัยแบคทีเรียหลายชนิด ่ 2เชน Nitrococcus sp., Nitrosomonas sp., Nitrosocystis sp. และเปลี่ยนไนไตรทเปนไนเตรต (NO-) โดยใช3แบคทีเรีย Nitrobacter sp. 4. Denitrification คือ กระบวนการเปลี่ยนไนเตรตเปนกาซไนโตรเจน (N2) ซึ่งตองใชแบคทีเรียพวกPseudomonas sp., Micrococcus sp., Chromabacterium sp. วัฏจักรฟอสฟอรัส และวัฏจักรแคลเซียม เปนวัฏจักรที่ไมตองผานบรรยากาศเพราะไมมีสารประกอบในรูปของกาซขอควรทราบ สารหมุนเวียนเปนวัฏจักรได พลังงานหมุนเวียนเปนวัฏจักรไมได แตถายทอดได ผูยอยสลายจะเปนผูรับพลังงานลําดับสุดทายการเปลี่ยนแปลงแทนที่ (Succession) คือ การเปลี่ยนแปลงของกลุมสิ่งมีชีวิตทั้งในดานจํานวนและชนิดของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ โดยมีปจจัยทางกายภาพและชีวภาพเปนตัวควบคุมจนเกิดสมดุลตามธรรมชาติ ทําใหกลุมสิ่งมีชีวิตมีความสัมพันธกันอยางเหมาะสมและดํารงอยูในสภาวะที่คอนขางจะสมดุล เรียกสภาวะเชนนี้วา สังคมสิ่งมีชีวิตขั้นสุด (Climax community) การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในธรรมชาติ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ 1. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบปฐมภูมิ (Primary succession) คือ การเปลียนแปลงแทนทีในพื้นที่ซึ่งไมเคยมี ่ ่สิ่งมีชีวิตอาศัยมากอน 2. การเปลี่ยนแปลงแทนที่แบบทุติยภูมิ (Secondary succession) คือ การเปลี่ยนแปลงแทนที่ในพื้นที่ซึ่งเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยูแตถูกทําลายไปโดยคน สัตวหรือภัยธรรมชาติ 9ชีววิทยา
  9. 9. การเปลี่ยนแปลงแทนที่ถาจําแนกตามแหลงที่เกิดก็จะแบงออกเปนดังนี้  การเปลี่ยนแปลงในสภาพแหงแลง เรียกวา Xerosere เชน ที่กอนหิน กองทราย หรือลาวา หลังจากเย็นลงมักพบสิ่งมีชีวิตชนิดตางๆ ตามลําดับ ไดแก 1. สาหรายสีเขียวแกมนํ้าเงิน (Blue green algae) จะชวยเปลี่ยนสภาพของหิน ทรายหรือลาวาใหสามารถรับความชื้นไดบาง 2. ครัสโทสไลเคนส (Crustose lichens) เปนไลเคนสชนิดทีสามารถติดอยูกบกอนหินได มีลักษณะเปนแผนบาง ่ ั 3. โฟลิโอสไลเคนส (Foliose lichens) จะเจริญไดเมื่อเนื้อหินเริ่มกลายเปนดินและมีซากสารอินทรียเพิ่มขึ้น 4. มอส (Moss) เมื่อหินไดเปลี่ยนสภาพไปมากจนมีสภาพเปนดินมากขึ้น มีอินทรียวัตถุและความชื้นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเปนสภาพที่พืชชั้นตํ่าพวกมอสเจริญไดดี 5. ไมลมลุก หญาหรือเฟน พืชพวกนี้จะเขามาแทนที่เมื่อมอสไดตายไป นอกจากนี้สิ่งมีชีวิตใดจะมีมากหรือนอยยังขึ้นอยูกับอิทธิพลของความชื้นและปริมาณแสงอีกดวย 6. ไมยืนตนและไมพุม จะเขามาแทนที่พวกไมลมลุก หญาหรือเฟน และการเจริญของพืชในชวงนี้ขึ้นอยูกับสภาพภูมิอากาศและปจจัยจํากัดในสิ่งแวดลอมนั้นๆ อาจมีสัตวชนิดตางๆ อพยพเขาไปอยูอาศัย เชน สัตวเลื้อยคลานนกและสัตวเลี้ยงลูกดวยนมประชากรกับสภาวะแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ ประชากร (Population) คือ สิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน อาศัยอยูในที่แหงเดียวกันในชวงระยะเวลาหนึ่ง เชนจํานวนประชากรผึ้งบนตนมะมวง เมื่อเดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2540 เปนตน การวัดขนาดประชากร ทําไดหลายแบบ เชน การนับทั้งหมด การสุมตัวอยาง การทําเครื่องหมายแลวปลอยไปเพื่อจับใหม มลภาวะของนํ้า (Water pollution) หมายถึง การที่นํ้ามีสารบางอยางหรือสภาพบางอยางในระดับทีไมเหมาะสม ่ตอการนํามาทําประโยชน บทบาทของแบคทีเรียตอคุณภาพของนํ้า ก. แบคทีเรียที่สรางอาหารไดเอง (Autotrophic bacteria) พวกที่มีประโยชนในการกําจัดนํ้าเสีย ไดแก ไนไตรต-แบคทีเรีย ไนเตรตแบคทีเรีย และแบคทีเรียที่เปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟดเปนซัลเฟต ข. แบคทีเรียที่สรางอาหารเองไมได (Heterotrophic bacteria) มีจานวนมากและมีบทบาทสําคัญที่สุดใน ํการยอยสลายสารอินทรีย ไดแก Aerobic bacteria, Anaerobic bacteria, Facultative bacteria การวัดมลภาวะของนํ้า วัดจากปริมาณออกซิเจนที่มีอยูในแหลงนํ้าซึ่งมีอยู 3 วิธี คือ 1. วัดปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยูในนํ้า (Dissolved Oxygen หรือ DO) มีหนวยเปนมิลลิกรัมตอลิตรหรือ ppm ปกติปริมาณออกซิเจนที่เหมาะสมตอการดํารงชีวตของสิ่งมีชีวตในนํ้า คือ 5 มิลลิกรัม/ลิตร ถาตํ่ากวา ิ ิ3 มิลลิกรัม/ลิตร จัดวาเปนนํ้าเสีย 2. วัดความตองการออกซิเจนทางชีวเคมี (Biochemical Oxygen Demand หรือ BOD) คือ ปริมาณออกซิเจนที่ Aerobic bacteria ใชสําหรับการยอยสลายสารอินทรีย ในแหลงนําทัวไปมีคาประมาณ 2-5 ppm ถาสูงกวา ้ ่ 100 มิลลิกรัม/ลิตร จัดวาเปนนํ้าเสีย 3. วัดความตองการออกซิเจนทางเคมี (Chemical Oxygen Demand หรือ COD) คือ ปริมาณออกซิเจนที่สารเคมีใชในการสลายสารอินทรีย สารเคมีที่ใชเปนตัวออกซิไดซในแหลงนํ้าเดียวกัน คา COD จะสูงกวาคา BOD เสมอ 10 ชีววิทยา
  10. 10. มลภาวะของดิน (Soil pollution) เกิดจากพวกกากสารกัมมันตรังสี ขยะมูลฝอยและสิ่งปฏิกูล ปุยและสารเคมีปราบศัตรูพืชซึ่งใชเวลาในการสลายตัวตางกัน มลภาวะอากาศ (Air pollution) มีกาซและสารตางๆ หลายชนิดที่ทําใหเกิดมลภาวะอากาศ เชน สารปรอทกาซซัลเฟอรไดออกไซด สารกัมมันตรังสี กาซคารบอนมอนอกไซด ออกไซดของไนโตรเจน สารแคดเมียมกาซคารบอนไดออกไซด สัตวปาสงวน คือ สัตวปาหายาก หามลาหรือมีไวครอบครอง มี 15 ชนิด ไดแก แรด กระซู กูปรี กวางผาเลียงผา ละอง ควายปา สมัน นกกระเรียน นกแตวแรวทองดํา แมวลายหินออน สมเสร็จ เกงหมอ พะยูน และนกเจาฟาหญิงสิรินธร สัตวปาคุมครองประเภทที่ 1 เปนสัตวพวกที่คนไมใชเปนอาหารหรือไมลาเปนกีฬา เชน สมเสร็จ นางอาย ชะนีนกปากหาง นกยูง ไกฟา นกเขา นกเงือก นกขมิ้น นกกางเขนดง นกกางเขนบาน นกขุนทอง นกเอี้ยง สัตวปาคุมครองประเภทที่ 2 เปนพวกที่ใชเนื้อเปนอาหารไดหรือลาเปนกีฬาไดและมีกําหนดฤดูกาลในการลา และตองไดรับอนุญาต เชน กระทิง วัวแดง อีเกง ไกปา 11ชีววิทยา
  11. 11. แบบทดสอบจงเลือกคําตอบที่ถูกตอง1. สิ่งมีชวิตในขอใดจะไมสามารถดํารงชีวตอยูได ถาขาดสารอินทรียจากสิ่งแวดลอม ี ิ 1) Oscillatoria 2) Aspergillus 3) Chlorella 4) Spirulina2. สิ่งมีชวิตในขอใดไมสามารถเกิดกระบวนการยอยสลายทางชีวภาพได ี ก. เห็ดขึ้นบนตอไม ข. พืชกินแมลง ค. งูกินปลา ง. พยูนกินหญาทะเล 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค. และ ง.3. กราฟแสดงความสัมพันธระหวางชวงเวลาในแตละวันกับการทํากิจกรรมของสัตว 2 ชนิด คือ A (เสนทึบ) และ B (เสนประ) A และ B นาจะเปนสัตวคูใดตามลําดับ ปริมาณกิจกรรม 24.00 น. 12.00 น. 24.00 น. เทียงคืน ่ เทียงวัน ่ เทียงคืน ่ 1) หนูและนกฮูก 2) นกเคาแมวและหนู 3) คางคาวและนกเขา 4) ชางและนางอาย4. กลุมสิ่งมีชีวิตใดไมจัดเปนผูผลิตเบื้องตน 1) แพลงตอนพืช 2) แบคทีเรียสังเคราะหดวยแสง 3) มอสและเฟน 4) เห็ด รา5. มดชนิดหนึ่งกัดใบพืชเปนชิ้นเล็กๆ แลวนําไปใชเพาะเลี้ยงเห็ดราในรังใตดินเพื่อใชเปนอาหารของตัวออนและ ตัวเต็มวัย ความสัมพันธระหวางมดกับเห็ดราคลายกับสิ่งมีชีวิตในขอใด ก. โพรโตซัวในลําไสปลวก ข. มดดํากับเพลี้ยออน ค. ฝอยทองบนตนมะมวง ง. ฝอยลมบนตนสน 2 ใบ 1) ก. 2) ก. และ ข. 3) ก., ข. และ ค. 4) ก., ข., ค และ ง. 12 ชีววิทยา
  12. 12. 6. ขอใดเปนจริงเกี่ยวกับแบคทีเรียที่อาศัยอยูในลําไสใหญของมนุษย รูปแบบการอยูรวมกัน ชนิดของวิตามินที่สังเคราะหได 1) Commensalism A และ K 2) Mutualism K และ B12 3) Parasitism A, K และ B6 4) Protocooperation K, B6 และ B127. ขอสรุปในขอใดเปนจริง เหยี่ยว งู กิ้งกา หนู กระตาย ตั๊กแตน พืช ความสัมพันธระหวางหนูกับกระตาย ปริมาณชีวมวลนอยที่สุด จํานวนนอยที่สุด 1) Parasitism งู กิ้งกา 2) Mutualism ตั๊กแตน งู 3) Predation กิ้งกา หนู 4) Competition เหยี่ยว เหยี่ยว8. ถากําจัดปลาใหญใหหมดไปจากสายใยอาหาร ขอใดถูกตอง ปลาใหญ ลูกออดที่มีเหงือกภายใน กุงฝอย ลูกออดที่มีเหงือกภายนอก ไซครอพ ปลาเล็ก แพลงตอนพืช วัชพืช เพิ่มปริมาณ ลดปริมาณ 1) แพลงตอนพืช ไซครอพ 2) ผูบริโภคอันดับ 1 วัชพืช 3) ผูบริโภคอันดับ 2 แพลงตอนพืชและวัชพืช 4) ผูบริโภคอันดับ 2 ผูบริโภคอันดับ 1 และวัชพืช 13ชีววิทยา
  13. 13. 9. การอยูรวมกันของเหาฉลามกับปลาฉลาม เปนลักษณะเดียวกับการอยูรวมกันของสิ่งมีชีวิตในขอใด  ก. กลวยไมเจริญบนตนกามปู ข. ตนกาฝากเจริญบนตนมะมวง ค. ฝอยลมเจริญบนตนสนสามใบ 1) ก. และ ข. 2) ก. และ ค. 3) ข. และ ค. 4) ก., ข. และ ค.10. "สาหรายชนิดหนึ่งอาศัยอยูในเซลลของปะการัง ทําใหปะการังสรางหินปูนหอหุมรางกายไดเร็วกวาปกติ และ สาหรายไดรับแอมโมเนียจากปะการัง" การดํารงชีวิตรวมกันของสิ่งมีชีวิต 2 ชนิดนี้จดเปนความสัมพันธประเภทใด ั 1) การไดประโยชนรวมกัน 2) ภาวะที่พึ่งพากัน 3) ภาวะอิงอาศัย 4) ภาวะปรสิต11. จากแผนภาพ สิ่งมีชีวิต A และ B มีความสัมพันธกันแบบใด Protein สัตว Amino acid N2 พืช NH 3 A NO- 3 NO- 2 B 1) ภาวะอิงอาศัย (Commensalism) 2) การไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation) 3) ภาวะพึ่งพากัน (Mutualism) 4) ภาวะมีการยอยสลาย (Saprophytism)12. ปริมาณขาวโพดที่สงผานไปผลิตมวลชีวภาพ (นํ้าหนัก) ของมนุษย 25 กิโลกรัม ตามหวงโซอาหารมีเทาใด 1) 25 กิโลกรัม 2) 250 กิโลกรัม 3) 2500 กิโลกรัม 4) 25000 กิโลกรัม13. สิ่งมีชีวิตสามารถดํารงชีวิตอยูไดโดยขอใด 1) การหมุนเวียนของสสารและพลังงาน 2) การถายทอดของพลังงานและการหมุนเวียนของสสาร 3) การหมุนเวียนของพลังงานและการถายทอดของสสาร 4) การถายทอดพลังงานและสสาร14. แพลงตอนพืชและสาหรายรวมกันมีนํ้าหนัก 400 กิโลกรัม ในสระที่มความจุ 10,000 ลิตร จะพบปลานิลมีนํ้าหนัก ี เทาใดในปริมาณนํ้า 10 ลิตร 1) 40 กรัม 2) 40 กิโลกรัม 3) 10 กิโลกรัม 4) 10 กรัม15. การหมุนเวียนของธาตุชนิดใดในระบบนิเวศมีตนกําเนิดมาจากหิน ก. ไนโตรเจน ข. ฟอสฟอรัส ค. คารบอน ง. กํามะถัน 1) ก. และ ข. 2) ค. และ ง. 3) ก. และ ค. 4) ข. และ ง. 14 ชีววิทยา
  14. 14. 16. ขอใดเรียงลําดับเหตุการณในวัฏจักรไนโตรเจนไดอยางถูกตอง ก. เกลือแอมโมเนีย ข. ไนเตรต ค. สารประกอบอนินทรียที่มีไนโตรเจน ง. ไนไตรท จ. กาซไนโตรเจน 1) ข ง ค จ ก 2) ค ก ง ข จ 3) ข ค ง ก จ 4) ค ง ก จ ข17. ในวัฏจักรของไนโตรเจน Nitrosomonas ทําหนาที่ใด 1) เปลี่ยนอินทรียสารใหเปน NH3 2) เปลี่ยนไนเตรตใหเปน N2 3) เปลี่ยนเกลือแอมโมเนียใหเปนไนไตรท 4) เปลี่ยนเกลือไนไตรทใหเปนไนเตรต18. ธาตุใดในระบบนิเวศที่ผูยอยสลายมีบทบาทตอการหมุนเวียนมากที่สุดและนอยที่สุด ตามลําดับ 1) N, C 2) C, N 3) C, P 4) P, N19. ถานํากอนหินขนาดใหญกอนหนึ่งไปวางไวใกลลําธารนํ้าในปาแหงหนึ่ง สิ่งมีชีวิตจะปรากฏขึ้นบนกอนหิน ตามลําดับ คือขอใด 1) ครัสโทสไลเคนส โฟลิโอสไลเคนส เฟน มอส 2) ครัสโทสไลเคนส โฟลิโอสไลเคนส มอส เฟน 3) โฟลิโอสไลเคนส ครัสโทสไลเคนส เฟน มอส 4) โฟลิโอสไลเคนส ครัสโทสไลเคนส มอส เฟน20. กลุมของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันอาศัยอยูในบริเวณหนึ่งบริเวณใดในชวงหนึ่งเรียกวาอะไร ก. ประชากร ข. สังคมสิ่งที่มีชวิต ี ค. สกุล 1) ก. 2) ข. 3) ก. และ ข. 4) ข. และ ค. เฉลย 1. 2) 2. 1) 3. 3) 4. 4) 5. 1) 6. 2) 7. 4) 8. 1) 9. 2) 10. 2)11. 1) 12. 3) 13. 2) 14. 1) 15. 4) 16. 2) 17. 3) 18. 1) 19. 2) 20. 1) 15ชีววิทยา
  15. 15. ความหลากหลายของสิ่งมีชีวต ิการจัดหมวดหมูของสิ่งมีชีวิต การศึกษาเกี่ยวกับการจัดหมวดหมูของสิงมีชวต เรียกวา อนุกรมวิธาน (Taxonomy) โดยจะศึกษาใน 3 ลักษณะ ่ ีิคือ การจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปนหมวดหมู (Classification) การตรวจสอบชื่อวิทยาศาสตรที่ถูกตองของสิ่งมีชีวิต (Identification) และ การกําหนดชื่อที่เปนสากล (Nomenclature) หลักเกณฑทั่วไปที่ใชในการพิจารณาการจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปนหมวดหมู มีหลายอยางไดแก 1. ซากดึกดําบรรพ การศึกษาซากดึกดําบรรพทําใหทราบบรรพบุรุษของสิ่งมีชีวิตในปจจุบัน โดยสิ่งมีชีวิตที่มีบรรพบุรุษรวมกันควรจัดอยูในพวกเดียวกันหรือใกลเคียงกัน 2. แบบแผนการเจริญเติบโตของเอ็มบริโอ ถาในระยะแรกของการเจริญเติบโตมีชองเหงือก (Gill slit) แมระยะ ตัวเต็มวัยจะไมมีชองเหงือกก็ตาม ก็จัดสิ่งมีชีวตนั้นไวในพวกที่ใกลเคียงกัน ิ 3. เปรียบเทียบโครงสรางภายนอกและภายใน โดยพิจารณาวาโครงสรางดังกลาวมีจดกําเนิดรวมกันหรือไม ถามี ุกําเนิดมาจากแหลงเดียวกัน (Homologous structure) เชน แขนคนกับปกนก หรือกับขาคูหนาของสัตวสี่เทา ถึงแมจะ ทําหนาที่ตางกัน ก็จัดไวในกลุมที่ใกลเคียงกันมากกวาพวกที่มีโครงสรางที่มีตนกําเนิดตางกัน (Analogous structure) 4. ออรแกเนลลและสารเคมีในเซลล เชน การเรียงตัวของกรดอะมิโนในโปรตีนและชนิดของเอนไซม สิ่งมีชีวิตที่มีออรแกเนลลและสารเคมีภายในเซลลคลายคลึงกันถือวามีพันธุกรรมที่ใกลชิดกัน การจัดหมวดหมูก็จัดไวในลําดับเดียวกันได วิธีจําแนกหมวดหมูของสิงมีชวตโดยอาศัยความแตกตางของโครงสรางทีละลักษณะเปนคูๆ เรียกวา ไดโคโตมัสคีย ่ ีิ(Dichotomous key) เชน ใชลักษณะของขน ครีบ เกล็ด ฯลฯ ตัวอยางไดโคโตมัสคีย ในการจัดแบงอาณาจักรของสิ่งมีชีวิต 1. ก. มีเยื่อหุมนิวเคลียส...................................................................................................................ดูขอ 2 ข. ไมมีเยื่อหุมนิวเคลียส............................................................................................อาณาจักรมอเนอรา 2. ก. มีเซลลเดี่ยวหรือหลายเซลลแตไมรวมเปนเนื้อเยื่อ..................................................อาณาจักรโพรติสตา ข. มีหลายเซลลและรวมกันเปนเนื้อเยื่อ..........................................................................................ดูขอ 3 3. ก. มีคลอโรพลาสตและผนังเซลล........................................................................................อาณาจักรพืช ข. ไมมคลอโรพลาสตและผนังเซลล...................................................................................อาณาจักรสัตว ี ในการจําแนกสิ่งมีชีวิตออกเปนหมวดหมูนั้นจะเริ่มจากหมวดหมูใหญ แลวแบงเปนหมวดหมูยอยตามลําดับ คืออาณาจักร (Kingdom) ไฟลัม (Phylum) ในกรณีทเี่ ปนสัตว หรือดิวชน (Division) ในกรณีที่เปนพืช ิั คลาส(Class) ออรเดอร (Order) แฟมิลี (Family) จีนัส (Genus) สปชีส (Species) 16 ชีววิทยา
  16. 16. สปชีสเปนลําดับยอยที่สุด สิ่งมีชีวตที่อยูในสปชีสเดียวกัน จะมีความสัมพันธกันอยางใกลชิดทางบรรพบุรษ ิ ุมีอวัยวะที่มีโครงสรางและหนาที่อยางเดียวกัน สามารถผสมพันธุกันได ลูกที่ไดไมเปนหมัน สิ่งมีชีวิตในสปชีสเดียวกันจึงมีความคลายคลึงกันมากที่สุด และจะแตกตางกันมากขึ้นตามหมวดหมูที่ใหญขึ้นตามลําดับชื่อของสิ่งมีชีวิต ชือของสิงมีชวตตังขึนเพือใชเรียกกันในแตละทองถิน เปนชือสามัญ (Common name) ซึงมักตังขึนตามลักษณะ ่ ่ ีิ ้ ้ ่ ่ ่ ่ ้ ้เชน วานหางจระเข สาหรายหางกระรอก ตั๊กแตนกิ่งไม ตั้งขึ้นตามแหลงกําเนิด เชน กกอียิปต ยางอินเดีย มันฝรั่ง หรือประโยชนที่ไดรับ เชน หอยมุก ในทางวิชาการ นักชีววิทยาไดกําหนด ชื่อวิทยาศาสตร (Scientific name) ขึ้นสําหรับเรียกชื่อสิ่งมีชีวิตแตละสปชีสเพื่อจะไดเขาใจตรงกันทั่วโลก คาโรลัส ลินเนียส (Carolus Linneaus) นักวิทยาศาสตรชาวสวีเดน ไดชื่อวาเปนบิดาแหงวิชาอนุกรมวิธานไดกําหนดหลักเกณฑการตั้งชื่อของสิ่งมีชีวิตที่ประกอบดวยภาษาละตินสองคํา คือ คําแรกเปนชื่อจีนัส (Generic name)สวนคําหลังเปนชื่อที่ระบุชนิดของสิ่งมีชีวิต (Specific epithet) ระบบการตั้งชื่อแบบนี้เรียกวา Binomial systemซึ่งเปนที่ยอมรับกันทั่วโลก ตัวอยางชื่อของสิ่งมีชีวิต เชน ไสเดือนดิน (Lumbricus terrestris), ปอแกว (Hibiscuscannabinus Linn.), ไมรวก (Thyrostachys siamensis), กั้งเจาฟา (Acanthosquilla sirindhorn) ฯลฯอาณาจักรของสิ่งมีชีวิต การจัดจําพวกของสิ่งมีชีวิตออกเปนอาณาจักรตางๆ ขึ้นอยูกับแนวคิดของนักอนุกรมวิธาน เอิรน แฮคเคล(Ernst Haeckel) แบงสิงมีชวตออกเปน 3 อาณาจักร คือ อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว และอาณาจักรโพรติสตา ่ ีิโคปแลนด (Copeland) แบงออกเปน 4 อาณาจักร คือ อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว อาณาจักรโพรติสตา และอาณาจักรมอเนอรา วิทเทเคอร (Whittaker) แบงออกเปน 5 อาณาจักร คือ อาณาจักรพืช อาณาจักรสัตว อาณาจักรโพรติสตา อาณาจักรมอเนอรา และอาณาจักรฟงไจอาณาจักรสัตว (Kingdom Animalia หรือ Metazoa) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตว มีลกษณะสําคัญ คือ เปนเซลลยูคาริโอต (Eukaryotic cell) มีหลายเซลล ัเซลลเรียงตัวเปนเนื้อเยื่อ สรางอาหารไมได (Heterotrophic organism) มีไรโบโซมขนาด 80 s เกณฑที่ใชในการจัดหมวดหมูของสัตวพิจารณาจากชั้นของเนื้อเยื่อ ชองตัว สมมาตรของรางกาย ปลองของลําตัว ระบบทางเดินอาหารระบบหมุนเวียนเลือด ระบบประสาท ตลอดจนโครงสรางพิเศษที่พบเฉพาะสัตวในไฟลัมนั้นๆ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรสัตวแบงออกเปนไฟลัมตางๆ ดังนี้ 1. ไฟลัมพอริเฟอรา (Phylum Porifera) ไดแก พวกฟองนํ้า 2. ไฟลัมซีเลนเทอราตา (Phylum Coelenterata) ไดแก สัตวพวกซีแอนนีโมนี ปะการัง กัลปงหา แมงกะพรุนไฮดรา สัตวที่อยูในไฟลัมนี้ เรียกวา สัตวในกลุมซีเลนเทอเรต มีเนื้อเยื่อ 2 ชั้น มี Tentacle รอบปาก ที่ Tentacle มีNematocyst 3. ไฟลัมแพลทีเฮลมินเทส (Phylum Platyhelminthes) ไดแก พวกหนอนตัวแบน เชน พลานาเรียพยาธิใบไม พยาธิตัวตืด มีทางเดินอาหารไมสมบูรณ ยกเวนพยาธิตัวตืด ไมมีทางเดินอาหาร 17ชีววิทยา
  17. 17. 4. ไฟลัมนีมาโทดา (Phylum Nematoda) ไดแก พวกหนอนตัวกลม เชน หนอนในนํ้าสมสายชู พยาธิปากขอพยาธิโรคเทาชาง พยาธิเสนดาย พยาธิแสมา พยาธิตัวจี๊ด พยาธิไสเดือน มีทางเดินอาหารสมบูรณ และแยกเพศกัน 5. ไฟลัมแอนนีลิดา (Phylum Annelida) ไดแก สัตวพวกไสเดือนดิน ทากดูดเลือด ปลิงนํ้าจืด แมเพรียงตัวสงกรานต มีการหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปด 6. ไฟลัมอารโทรโพดา (Phylum Arthropoda) กลุมสัตวที่อยูในไฟลัมนี้ เรียกวา พวกอารโทรพอด(Arthropod) แบงยอยไดหลายคลาส ดังนี้ 6.1 คลาสอินเซกตา (Class Insecta) ไดแก สัตวจาพวกแมลง มีขา 3 คู (6 ขา) หัว อก ทองแยกกัน ํ 6.2 คลาสครัสเตเชีย (Class Crustacea) ไดแก สัตวพวกกุง กั้ง ปู ไรนํ้า เหาไม (Wood lice) เพรียงตัวกะป ฯลฯ มีขาเดิน 5 คู (10 ขา) หัวกับอกเชื่อมติดกัน 6.3 คลาสอะแรชนิดา (Class Arachnida) ไดแก สัตวพวกเห็บ แมงมุม แมงปอง มีขา 4 คู (8 ขา)หัวกับอกเชื่อมติดกัน 6.4 คลาสเมอโรสโตมาตา (Class Merostomata) ไดแก แมงดาทะเล มีขาเดิน 10 ขา (5 คู) หัวกับอกเชื่อมติดกัน มีหาง 6.5 คลาสชิโลโพดา (Class Chilopoda) ไดแก สัตวจําพวกตะเข็บ ตะขาบ ตะขาบฝอย มีขาเดินปลองละ1 คู 6.6 คลาสไดโพลโพดา (Class Diplopoda) ไดแก สัตวจาพวกกิงกือ มีขาเดินปลองละ 2 คู ํ ้ 7. ไฟลัมมอลลัสกา (Phylum Mollusca) ไดแก สัตวพวกหอย ลิ่นทะเล และหมึกชนิดตางๆ 8. ไฟลัมเอไคโนเดอมาตา (Phylum Echinodermata) เปนสัตวทะเลทั้งสิ้น เชน ดาวทะเล เมนทะเลปลิงทะเล อีแปะทะเล ขนนกทะเล พลับพลึงทะเล 9. ไฟลัมคอรดาตา (Phylum Chordata) ไดแก สัตวที่มีชองเหงือก ระบบประสาทอยูเหนือทางเดินอาหารมีกระดูกสันหลังหรือมีโนโตคอรด สัตวในไฟลัมคอรดาตาแบงออกเปน 2 กลุมใหญๆ คือ โพรโทคอรเดต(Protochordate) และสัตวมีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) สัตวในกลุมโพรโทคอรเดต ไมมีกระดูกสันหลัง แตมโนโตคอรดเปนแกนพยุงรางกาย ไดแก สัตวพวก ีเพรียงหัวหอม เพรียงสาย เพรียงลอย มีโนโตคอรดในระยะตัวออนที่บริเวณหางเมื่อโตขึ้นหางจะหายไปพรอมกับโนโตคอรด แอมฟออกซัส (Amphioxus) มีโนโตคอรดตลอดชีวิต สัตวมีกระดูกสันหลัง มีโนโตคอรดในระยะตัวออน เมื่อเจริญเติบโตมากขึ้นจะมีกระดูกสันหลังหอหุมเสนประสาทและไขสันหลังเอาไว สัตวมีกระดูกสันหลังแบงเปนกลุมยอยในระดับคลาส ดังนี้ 1. คลาสไซโคลสโตมาตา (Class Cyclostomata หรือ Agnatha) ไดแก ปลาปากกลม มีทั้งโนโตคอรดและกระดูกสันหลังตลอดชีวิต กระดูกออน 2. คลาสคอนดริคไทอิส (Class Chondricthyes) ไดแก ปลากระดูกออน เชน ปลาฉลาม ปลากระเบนปลาฉนาก ปลาโรนัน และปลาไคมีรา 3. คลาสออสติอิคไทอิส (Class Osteichthyes) ไดแก ปลากระดูกแข็ง 18 ชีววิทยา
  18. 18. 4. คลาสแอมฟเบีย (Class Amphibia) ไดแก สัตวครึ่งบกครึ่งนํ้า (Amphibian) 5. คลาสเรปทีเลีย (Class Reptilia) ไดแก พวกสัตวเลื้อยคลาน (Reptile) เชน งู เตา กระ ตะพาบนํ้า จระเขจิ้งจก ตุกแก จิ้งเหลน ตุดตู แย ตะกวด ไดโนเสาร 6. คลาสเอวีส (Class Aves) ไดแก พวกสัตวปก 7. คลาสแมมมาเลีย (Class Mammalia) ไดแก สัตวเลี้ยงลูกดวยนํ้านม (Mammal)อาณาจักรพืช (Kingdom Plantae) สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช มีลักษณะสําคัญ คือ สรางอาหารเองได จึงเรียกวา พวกออโตโทรป (Autotroph)มีเซลลแบบยูคาริโอต ผนังเซลลของพืชประกอบดวยเซลลูโลสเปนสวนใหญ วัฏจักรชีวิตของพืชเปนแบบสลับ(Alternation of generation) ประกอบดวย ระยะแกมีโทไฟต (Gametophyte) เปนระยะที่มีโครโมโซมเพียงชุดเดียว(n) และระยะสปอโรไฟต (Sporophyte) เปนระยะที่มีจํานวนโครโมโซม 2 ชุด (2n) มีรงควัตถุสีเขียวบรรจุอยูในคลอโรพลาสต การเจริญเติบโตผานระยะเอ็มบริโอ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืชแบงออกเปนดิวิชัน (Division) ตางๆ ดังนี้ 1. ดิวิชันไบรโอไฟตา (Division Bryophyta) เปนกลุมพืชทีไมมเี นือเยือลําเลียง ตัวอยางเชน มอส ลิเวอรเวิรต  ่ ้ ่ ฮอรนเวิรต 2. ดิวิชันไซโลไฟตา (Division Psilophyta) ไดแก หวายทะนอย หรือไซโลตัม (Psilotum) 3. ดิวิชันไลโคไฟตา (Division Lycophyta) ในประเทศไทยพบ 2 จีนัส คือ ซีแลกจิเนลลา (Selaginella)หรือพวกตีนตุกแก และพวกไลโคโพเดียม (Lycopodium) เชน สนหางสิงห สรอยสุกรม ชองนางคลี่ และสามรอยยอดกระเทียมนํ้า 4. ดิวิชันสฟโนไฟตา (Division Sphenophyta) ปจจุบันเหลือเพียงจีนัสเดียว คือ อิควิเซตัม (Equisetum)หรือหญาหางมา หรือหญาถอดปลอง 5. ดิวิชันเทอโรไฟตา (Division Pterophyta) ไดแก พืชพวกเฟน (Fern) เชน ชายผาสีดา ผักแวน ผักกูดนํ้าเฟนใบมะขาม แหนแดง ยานลิเภา ฯลฯ 6. ดิวิชันโคนิเฟอโรไฟตา (Division Coniferophyta) ไดแก พืชพวกสนสองใบ สนสามใบ 7. ดิวิชันไซแคโดไฟตา (Division Cycadophyta) ไดแก พืชพวกปรง (Cycas) 8. ดิวิชันกิงโกไฟตา (Division Ginkgophyta) ไดแก พืชพวกแปะกวย (Ginkgo biloba) [พืชพวกสน ปรง และแปะกวย มีเมล็ดแตยังไมมีดอก เรียกรวมกันวา พวกจิมโนสเปรม (Gymnosperm)] 9. ดิวิชันแอนโทไฟตา (Division Anthophyta) ไดแก พืชมีดอก มีขนาดแตกตางกันตั้งแตขนาดเล็ก เชนแหน ไขนํ้าหรือผํา ไปจนถึงขนาดใหญ เชน ตนสัก มีลักษณะสําคัญ คือ มีดอกเปนอวัยวะสืบพันธุ เมล็ดมีรังไขหอหุมและเจริญอยูในรังไข จึงเรียกพืชในกลุมนี้วา พวกแองจิโอสเปรม (Angiosperm)   19ชีววิทยา
  19. 19. อาณาจักรมอเนอรา (Kingdom Monera) สิ่งมีชีวิตที่อยูในอาณาจักรมอเนอรา โครงสรางของเซลลเปนแบบโพรคาริโอต (Procaryote) ไมมีเยือหุมนิวเคลียส ่ สิ่งมีชีวิตในอาณาจักรนี้แบงออกเปน 2 ไฟลัม คือ 1. ไฟลัมชิโซไมโคไฟตา (Phylum Schizomycophyta) ไดแก แบคทีเรีย 2. ไฟลัมไซยาโนไฟตา (Phylum Cyanophyta) ไดแก สาหรายสีเขียวแกมนํ้าเงิน (Blue green algae)อาณาจักรโพรติสตา (Kingdom Protista) สิ่งมีชีวิตที่จัดไวในอาณาจักรนี้เซลลเปนแบบยูคาริโอต (Eucaryote) เซลลยังไมมีการจัดเรียงเปนเนื้อเยื่อ ไมมีระยะเอ็มบริโอ ประกอบดวยพวกโพรโตซัว (Protozoa) และสาหราย (Algae) แบงออกเปนไฟลัมตางๆ ดังนี้ 1. ไฟลัมโพรโตซัว (Phylum protozoa) ไดแก ยูกลีนา (Euglena sp.) แคลมิโดโมแนส (Chlamydomonassp.) ทริปพาโนโซมา (Trypanosoma sp.) ไทรโครนิมฟา (Trichonympha sp.) พารามีเซียม (Paramecium sp.)วอรติเซลลา (Vorticella sp.) อะมีบา (Amoeba sp.) เชื้อบิด (Entamoeba histolyitca) พลาสโมเดียม(Plasmodium sp.) 2. ไฟลัมคลอโรไฟตา (Phylum Chlorophyta) ไดแก พวกสาหรายสีเขียว เชน คลอเรลลา (Chlorella sp.)ซีนีเดสมัส (Senedesmus sp.) สไปโรไจรา (Spirogyra sp.) หรือเทานํ้ามีคลอโรพลาสตบิดเปนเกลียว ยูโลทริกซ(Ulothrix) อะเซตาบูลาเรีย (Acetabularia) โพรโตคอกคัส (Protococcus) คลามิโดโมแนส (Chlamydomonas)พีไดแอสทรัม (Pediastrum) อูลวา (Ulva) โคเดียม (Codium) 3. ไฟลัมคริโซไฟตา (Phylum Chrysophyta) ไดแก พวกสาหรายสีนํ้าตาลแกมเหลือง (Golden-brownalgae) เชน ไดอะตอม (Diatom sp.) 4. ไฟลัมฟโอไฟตา (Phylum Phaeophyta) ไดแก พวกสาหรายสีนํ้าตาล เชน สาหรายเคลป (Kelp)ลามินาเรีย (Larminaria sp.) พาไดนา (Padina sp.) และฟวกัส (Fucus sp.) 5. ไฟลัมโรโดไฟตา (Phylum Rhodophyta) ไดแก สาหรายสีแดง 6. ไฟลัมมิกโซไมโคไฟตา (Phylum Myxomycophyta) ไดแก พวกราเมือก (Slime mold) ไมมีผนังเซลลเชน สเตโมนิทิส (Stemonitis sp.) ไฟซารัม (Physarum sp.) ดิคไทโอสเตลเลียม (Dictyostellium sp.) สวนใหญcdn.com/1

×