บทความ+ศา..

261 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
261
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
4
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทความ+ศา..

  1. 1. ศาลรัฐธรรมนูญไทย : แนวคิด ที่มา หลักการ โดย นายอนุรกษ นิยมเวช ั สมาชิกวุฒิสภา ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมืองและการมีสวนรวมของประชาชน วุฒิสภา กฎหมายรัฐธรรมนูญมีสถานะทางกฎหมายที่มีลําดับศักดิ์สูงสุด เนื่องจากเปนกฎหมายที่กอตั้งองคกร ทางการเมืองหรือกําหนดโครงสรางทางการเมืองของรัฐ และเปนกฎหมายที่มีระบบการจัดทําที่เปนพิเศษกวา กฎหมายทั่วไป การเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญสงผลใหการที่กฎหมายใดก็ตามขัดหรือแยงก็ไมอาจ บังคับใชได ประกอบกับรัฐธรรมนูญไดมีการวางกฎเกณฑการปกครองและอํานาจหนาที่ขององคกรตางๆเปนไป ตามหลักการแบงแยกองคกรผูใชอํานาจอธิปไตย พรอมทั้งกําหนดใหมีการควบคุมและตรวจสอบการใชอํานาจ ขององคกรเหลานั้นใหเปนไปตามวิถีทางของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา ทั้งยังมีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิทักษสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไมใหถูกกระทําโดยรัฐ และตรวจสอบอํานาจรวมถึงถวงดุลอํานาจฝายบริหาร ศาลรัฐธรรมนูญจึงถือเปนที่พึ่งของ ประชาชน เพื่อทําใหบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเปนจริงและไดรับการคุมครอง การนําศาลรัฐธรรมนูญเขามาใชในระบบกฎหมายไทยนั้น นับตั้งแตมีการปฏิรูปการเมืองครั้งที่๑ โดย รัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๔๐ ซึ่งเปนการนําแนวความคิดของศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันมาใชในระบบ กฎหมายไทย โดยศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนั้นถือไดวาเปนสัญลักษณของการปฏิรูประบบการเมือง แบบรัฐสภาที่ถือเสียงขางมากเปนใหญ โดยระบบรวมศูนยอานาจแบบ Centralized system ของประเทศ ํ เยอรมันจัดใหมีองคกรเดี่ยว (single judicial organ) แบบศูนยรวมอํานาจและมีหนาที่ในการพิจารณา ปญหาชี้ขาดขอพิพาทอันเกี่ยวเนื่องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งก็คือศาลรัฐธรรมนูญแหงสหพันธสาธารณรัฐเยอรมนี ศาลรัฐธรรมนูญของประเทศเยอรมันนั้น มิใชสวนหนึ่งของระบบศาลยุติธรรม (judicial court system) ศาลรัฐธรรมนูญในเยอรมันทําหนาที่สองสวนดวยกัน (dual roles) คือ หนึ่งเปนศาลยุติธรรม (court of justice) และสอง ผูพิทักษปกปองรัฐธรรมนูญ (warden of the constitution) ซึ่ง บทบาทสวนที่สองนี้เองที่นักรัฐศาสตรในเยอรมันยอมรับวา ศาลสูงสุดของเยอรมันเองนับเปนหนวยงานหรือ องคกรทางการเมือง (political body) หนวยหนึ่งเชนกัน ทั้งนี้ ประเทศเยอรมันเปนประเทศที่ถือหลัก ความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ (supremacy of constitution) ซึ่งแตกตางจากประเทศที่ถือ หลักความมีอํานาจสูงสุดของรัฐสภา (supremacy of parliament) ดังนั้น ประเทศเสรีประชาธิปไตยที่ ใชระบบรัฐสภาและถือหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญจะตองมีการตรวจสอบเสียงขางมากของ รัฐสภาวาอยูภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม โดยมีศาลรัฐธรรมนูญเปนองคกรในการสรางดุลยภาพ ระหวางระบบเสียงขางมากโดยพรรคการเมืองกับการเคารพหลักการของรัฐธรรมนูญ สําหรับประเทศเยอรมัน ความเปนมาขององคกรศาลรัฐธรรมนูญ เกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อป ค.ศ. ๑๙๔๕ ซึ่งเยอรมันตองการสรางประเทศใหมหลังการพายแพสงครามโลก โดยความพยายามในการ จัดทํารัฐธรรมนูญเพื่อใหมีกลไกในการปองกันตนเองจากการเผชิญหนากับปญหาที่มีตอหลักการประชาธิปไตย (บทเรียนในยุคสมัยของฮิตเลอร) โดยการสรางองคกรขึ้นมาตรวจสอบสถาบันทางการเมืองโดยเฉพาะฝายนิติ บัญญัติ และฝายบริหาร เพื่อมิใหมีการละเมิดหลักการของกฎหมายพื้นฐาน (Basic law) ของ
  2. 2. สหพันธสาธารณรัฐเยอรมัน ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันจึงทําหนาที่ในการตรวจสอบการวินิจฉัยขององคกรนิติ บัญญัติกับความชอบตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ แนวความคิ ด เรื่ อ งอํ า นาจสถาปนารั ฐ ธรรมนู ญ เปน ของปวงชนในประเทศเยอรมัน นั้ น อํานาจกอตั้งการปกครอง หรืออํานาจสถาปนาของประชาชนเริ่มปรากฎขึ้นในตนศตวรรษที่ ๒๐ โดยผลงานทาง ตําราของ Georg Jellinek ปราชญใหญทางทฤษฎีวาดวยรัฐของยุคนั้น ซึ่งถือกันวาเปนผูวางรากฐานใหแก ระบอบรัฐธรรมนูญไวมารที่จะเกิดขึ้นในเวลาตอมา Jellinek มองวา รัฐกับประชาชนเปนสิ่งเดียวกันและ อํานาจกอตั้งการปกครอง หรือสถาปนารัฐธรรมนูญ (pouvour constituent) นั้นเปนอํานาจของปวงชน ไมใชประชาชน โดยไดชี้ใหเห็นวา ความคิดเรื่องอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญหรืออํานาจตั้งการปกครองแผนดิน ที่วาเปนของประชาชนนั้นมีจุดออน และควรใชคําวา “ปวงชน” แทน โดยอธิบายวา ปวงชน ตางจากประชาชน แตละคนมารวมกัน เพราะปวงชนตองมีสถานะเปนที่เขากันเปนอันหนึ่งอันเดียวที่เปนเอกภาพ แยกออกจาก ประชาชน โดยประชาชนที่เขากันเปนอันหนึ่งอันเดียวกันจนเรียกไดวาปวงชนนี้ ก็คือ ประชาชนที่ยกระดับขึ้นจน เกิดความเปนปกแผนอันเดียวกันและสามารถแสดงเจตนาของปวงชนออกมาไดอยางเปนเอกภาพ แยกออกจาก ประชาชน ซึ่งจะเกิดขึ้นไดเมื่อไดวางเกณฑทางกฎหมายใหเปนที่รับรูได ดวยเหตุนี้บอเกิดของอํานาจการปกครอง จึงไมไดมาจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่มีมากอนจะเปนรัฐ แตเปนสิ่งที่เกิดขึ้นมาพรอมๆกันกับการที่ปวงชนผนึกกันเขา เปนรัฐ และรัฐในที่นี้ก็อาจจะมีรูปแบบแตกตางกันไปได คืออาจเปนแบบราชาธิปไตย โดยมีประชาชนผนึกกัน เปนปกแผนโดยอาศัยองคกษัตริยเปนศูนยรวม หรือจะเปนแบบสาธารณรัฐผานสภาผูแทนราษฎรก็ได นอกจากนี้ Carl Smith ไดอธิบายวา อํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญไมใชอํานาจที่อยูในมือขององคกรตามกฎหมาย รั ฐ ธรรมนู ญ แต เ ป น อํ า นาจที่ อ ยู เ หนื อ และอยู น อกรั ฐ ธรรมนู ญ อี ก ที แ ละเป น อํ า นาจที่ ท รงและรั ก ษาไว ซึ่ ง รัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนบานและอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญเปรียบเสมือนรากฐานและคนที่ สรางบานนั้นขึ้นมา การดําเนินการทางการเมืองและทางกฎหมายจึงตองคํานึงถึงการเชื่อมโยงอํานาจทั้งอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญและอํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญทั้งสองอยางนี้ใหเขาดวยกันอยางลงตัวเสมอ สําหรับประเทศไทยซึ่งไดนําแนวคิดและหลักการเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญของประเทศ เยอรมันมาใช โดยศาลรัฐธรรมนูญไทยทําหนาที่สองสวนดวยกันคือเปนศาลยุติธรรมและเปนสถาบันพิทักษ ปกปองรัฐธรรมนูญ โดยเปนประเทศที่ถือหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และมีศาลรัฐธรรมนูญ เปนองคกรในการตรวจสอบการใชอํานาจของรัฐสภาวาอยูภายในขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไม โดยระบบการ ควบคุมตรวจสอบความชอบดวยรัฐธรรมนูญของไทยตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ ตางเปนรัฐธรรมนูญที่กําหนดใหศาลรัฐธรรมนูญเปนองคกรในการตรวจสอบถวงดุลเสียงขางมากในสภา เพราะ เสียงขางนอยในสภา ไมสามารถถวงดุลกับเสียงขางมากในสภาได กลาวคือ รัฐที่ถือ “หลักความเปนกฎหมาย สูงสุดของรัฐธรรมนูญ” รัฐสภาโดยเสียงขางมากยอมมีขอบเขตตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว และกรณีที่มีปญหา วารัฐสถาโดยเสียงขางมากกระทําการเกินขอบเขตของรัฐธรรมนูญหรือไมยอมเปนอํานาจของศาลรัฐธรรมนูญที่ จะวินิจฉัยเพื่อปกปอง “หลักความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ” สวนในเรื่องของ องคกรที่รับอํานาจจาก รั ฐ ธรรมนู ญ กั บ องค ก รที่ ใ ห อํ า นาจรั ฐ ธรรมนู ญ โดยหลั ก ทั่ ว ไปแล ว องค ก รทั้ ง หลายที่ ถู ก ก อ ตั้ ง ขึ้ น โดย รัฐธรรมนูญยอมเปนองคกรที่รับอํานาจมาจากรัฐธรรมนูญและยอมตองถูกผูกพันตอรัฐธรรมนูญ ดังนั้น องคกร นิติบัญญัติ องคกรบริหาร และองคกรตุลาการ รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญทั้งหลายยอมเปนองคกรที่รับอํานาจ มาจากรัฐธรรมนูญและตองถูกผูกพันตามรัฐธรรมนูญ สวนองคกรที่ใหอํานาจรัฐธรรมนูญองคกรนั้นยอมมี ความชอบธรรมในการที่จะกําหนดหลักการของรัฐธรรมนูญใหแตกตางไปจากรัฐธรรมนูญที่เคยมีมาได และใน กรณีของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๐ องคกรที่ใหอํานาจรัฐธรรมนูญ ยอมหมายถึง สภารางรัฐธรรมนูญ ประชาชน
  3. 3. และพระมหากษัต ริย เมื่อ สภาร า งรัฐ ธรรมนู ญ รา งรั ฐ ธรรมนู ญ แล ว เสร็ จ จึ งนํ าร างรั ฐ ธรรมนู ญ ดั ง กล าว ให ประชาชนลงมติ หลังจากนั้นจึงเสนอรางเพื่อใหพระมหากษัตริยทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใชเปน รัฐธรรมนูญฉบับใหม ดังนี้ จะเห็นไดวา คําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในประเด็นเรื่องการแกไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งไดวินิจฉัย ไวใจความวา “...อํานาจในการกอตั้งองคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เปนอํานาจของ ประชาชนอันเปนที่มาโดยตรงในการใหกําเนิดรัฐธรรมนูญ โดยถือวามีอํานาจเหนือรัฐธรรมนูญที่กอตั้งระบบ กฎหมายและองคกรทั้งหลายในการใชอํานาจทางการเมืองการปกครอง เมื่อองคกรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอํานาจตาม รัฐธรรมนูญที่กําหนดไว และอยูภายรัฐธรรมนูญ จึงเปนไปไมไดที่จะใหองคกรนั้นใชอํานาจที่ไดรับมอบหมาย จากรัฐธรรมนูญนั้นเองกลับไปแกรัฐธรรมนูญเหมือนการใชอํานาจแกไขกฎหมายธรรมดา นอกจากนี้ประเทศไทย เปนประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข เปนประเทศที่ใชระบบ ประมวลกฎหมายที่ยึดหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญที่รัฐธรรมนูญจะตองกําหนดวิธีการหรือ กระบวนการแกไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญไวเปนพิเศษแตกตางจากกฎหมายโดยทั่วไป การตรารัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ เปนกระบวนการที่ไดผานการลงประชามติโดยตรงของประชาชนผู เปนเจาของอํานาจอธิปไตย ประชาชนจึงเปนผูสถาปนารัฐธรรมนูญ ดังนั้นการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๒๙๑ แมจะเปนอํานาจของรัฐสภาก็ตาม แตการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญยังไมสอดคลองกับ เจตนารมณของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปจจุบันนี้ไดมาโดยการลงประชามติของ ประชาชน ก็ควรจะไดใหประชาชนผูมีอํานาจสถาปรัฐธรรมนูญไดลงประชามติเสียกอนเสียกอนวาสมควรจะมี รัฐธรรมนูญฉบับใหมหรือไม หรือรัฐสภาจะใชอํานาจในการแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเปนรายมาตราก็เปนความ เหมาะสมและเปนอํานาจของรัฐสภาที่จะดําเนินการดังกลาวนี้ได ซึ่งจะเปนการสอดคลองกับเจตนารมณของ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๙๑” นั้น ยอมเปนการแสดงใหเห็นวาศาลรัฐธรรมนูญไทยยึดถือแนวความคิดเดียวกันกับ ประเทศเยอรมัน โดยยึดถือความเปนกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ และใหอํานาจแกประชาชนผูสถาปนา รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ปจจุบันยังมีการกลาวถึงหลักนิติธรรม (The Rule of Law) กันมากขึ้น ดังเชนใน รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ วรรคสอง ไดระบุถึงหลักนิติธรรม ใจความวา “การปฏิบัติหนาที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองคกรตามรัฐธรรมนูญ และหนวยงานของรัฐ ตองเปนไปตามหลักนิติธรรม” ดังนี้ ประชาชนผูมี สวนรวมในการลงประชามติ จึงควรทราบความหมายที่ชัดเจนเพื่อเปนประโยชนตอการปกปองสิทธิเสรีภาพของ ประชาชนตามที่ระบุไวในรัฐธรรมนูญ โดยหลักนิติธรรมดังกลาวเปนการปกครองโดยกฎหมาย ซึ่งแสดงออกโดย ลักษณะสองดาน คือ เนื้อหาสาระของกฎหมายนั้นเปนกฎหมายที่ดี และ มีกลไกในการบังคับใชกฎหมายที่ดีไดรับ การปฏิบัติไดจริง รายละเอียดในการแยกแยะประเด็นของหลักนิติธรรมนั้น ซึ่งโดยภาพรวมหลักนิติธรรมมี รายละเอียดดังนี้ ๑.หลักการกฎหมายตองไมใชบังคับยอนหลัง ๒. หลักการกฎหมายจะตองมีความมั่นคงตามควร ๓.บทกฎหมายจะตองเปนไปตามแนวทางของหลักการทั่วไปที่เปดเผย มั่นคง และชัดเจน ๔. หลักความเปนอิสระ ของผูพิพากษา ๕. มีกระบวนการพิจารณาที่เปนธรรม ๖.ศาลจะตองมีอํานาจในการตรวจสอบความชอบดวย กฎหมายที่รัฐสภาตราขึ้นและมีอํานาจในการตรวจสอบการกระทําของฝายปกครอง ๗.บุคคลตองสามารถนําคดี เขาสูศาลโดยงาย โดยมี พิธีการไมยุงยาก ไมเสียคาใชจายมาก ระยะเวลาพิจารณาคดีไมนานเกินไป และ ๘. องคกร ปองกันอาชญากรรมไมควรมีดุลพินิจในการบิดเบือนกฎหมาย
  4. 4. กลาวโดยสรุป สําหรับประเทศไทย ซึ่งเปนประเทศประชาธิปไตยที่ยึดถือหลักความเปนกฎหมายสูงสูด ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งวางกรอบความสัม พันธทางอํานาจทางการเมืองระหวางองคก รสํ าคัญ ต างๆของรัฐ และ ความสั ม พันธร ะหวางอํานาจรัฐกั บประชาชนโดยรัฐจะตองคุม ครองสิท ธิ เ สรีภาพของประชาชน ทั้งยั งเปน ประเทศที่ปกครองดวยระบอบประชาธิปไตยโดยยึดหลักนิติธรรม โดยถือหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญ มีฐานะเปนสวนยอดสุดของหลักนิติธรรมและการที่จะทําใหหลักความเปนกฎหมายสูงสุดของ รัฐธรรมนูญไดรับความคุมครอง จึงกําหนดใหมีศาลรัฐธรรมนูญทําหนาที่เปนกลไกควบคุมมิใหกฎหมายที่ออก โดยรัฐสภาขัดตอรัฐธรรมนูญ ดังนี้ ในกรณีที่สมาชิกรัฐสภาไดมีการเสนอญัตติ แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ราย มาตรา ทั้งสามฉบับ ซึ่งไดแก ฉบับที่ ๑ แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาดวย การกําหนดใหวุฒิสภามาจากการเลือกตั้ง และแกไขการเวนวรรคของสมาชิกวุฒิสภา โดยแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๑๑ มาตรา ๑๑๒ มาตรา ๑๑๕ มาตรา ๑๑๖ วรรค สอง มาตรา ๑๑๗ มาตรา ๑๑๘ มาตรา ๑๒๐ และมาตรา ๒๔๑ วรรค ๑ และยกเลิก มาตรา ๑๑๓ และมาตรา ๑๑๔ ฉบับที่ ๒ แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ วาดวยการทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองคการระหวาง ประเทศ โดยแกไขเพิ่มเติมมาตรา ๑๙๐ และฉบับที่ ๓ แกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาดวย การใชสิทธิเพื่อพิทักษ รัฐ ธรรมนูญ การเสนอเรื่องตอ ศาลรัฐ ธรรมนูญ และการยกเลิกการเพิ กถอนสิ ท ธิเ ลือกตั้ง ของหัวหนา พรรค การเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งยุบพรรคการเมือง และเสนอใหมี การยกเลิกบทบัญญัติวาดวยการยุบพรรคการเมืองและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหนาพรรคการเมืองและ กรรมการบริหารพรรคการเมืองในกรณีที่ผูสมัครรับเลือกตั้งกระทําการฝาฝนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ วาดวยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผูแทนราษฎรและการไดมาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยแกไขเพิ่มเติม มาตรา ๖๘ และ ยกเลิก วรรค ๒ ของมาตรา ๒๓๗ โดยทั้ง ๓ ฉบับเปนการเสนอรางแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๙๑ เปนรายมาตรา นั้น ซึ่งจะเห็นไดวา ตามคําวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นการแกไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ที่ศาลรัฐธรรมนูญไดเคยวินิฉัยไวนั้นเปนเพียงนิติวิธี โดยยังมิไดมีคําวินิจฉัยวา การแกไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญราย มาตราที่จะนําไปสูการกระทบตอการกอตั้งองคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญจะทําได หรือไม และกรณีดังกลาวตองผานกระบวนการการออกเสียงประชามติของประชาชนในฐานะที่เปนองคกรผูให อํานาจรัฐธรรมนูญตามหลักการและแนวคิดของศาลรัฐธรรมนูญหรือไม ทั้ง การเสนอแกไขรัฐธรรมนูญดังกลาว นี้เนื้อหาของการแกไขชอบดวยหลักนิติธรรมหรือไม และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยวาการแกไขรัฐธรรมนูญ รายมาตราดังกลาวสามารถกระทําไดแมจะกระทบตอการกอตั้งองคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนา รัฐธรรมนูญตามที่สมาชิกรัฐสภาไดเสนอนั้น ในอนาคตคงจะไดเห็นการเสนอแกไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ นําไปสูการเปลี่ยนแปลงอํานาจหนาที่ขององคกรสูงสุดทางการเมืองหรืออํานาจสถาปนารัฐธรรมนูญตอไป

×