Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
จัดทาโดย    น.ส.เกวลิน เจียมอนันท์กุล เลขที่ 14    น.ส.ผกาวรรณ ทัพสัมพันธ์ เลขที่ 17   น.ส.ศุภนิดา แดงวิเชียร เลขที่ 19   ...
รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ส.31101 พระพุทธศาสนาจัดทาขึ้นเพื่อสรุปเรื่องบทเรียนและวิเคราะห์เรื่องในบทเรียนได้    ข้าพเจ้...
พระเจ้าสัญชัย ทรงครองราชสมบัติเมืองสีวี มีพระมเหสีทรงพระนามว่าพระนางผุสดี ธิดาพระเจ้ากรุงมัททราช พระนางผุสดีนี้ในชาติก่อนๆ...
๕. ขอให้มีพระโอรสเกริกเกียรติที่สุดในชมพูทวีป๖. ขอให้พระครรภ์งาม ไม่ป่องนูนดั่งสตรีสามัญ๗. ขอให้พระถันเปล่งปลั่งงดงามไม่ยา...
บริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจาเป็น แก่ประชาชน และหากมีผู้มาทูลขอสิ่งหนึ่ง สิ่งใด  พระองค์ก็จะทรงบริจาคให้โดยมิได้เสียดาย ด...
พระเจ้ากลิงคราษฏร์จึงส่งพราหมณ์แปดคนไปเมืองสีวี ครั้นเมื่อพราหมณ์ได้พบ พระเวสสันดรขณะเสด็จประพาสพระนคร ประทับบนหลังช้างปัจ...
"พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน พระองค์เสด็จไปที่ใด หม่อมฉันจะขอติดตาม ไปด้วยทุกหนทุกแห่ง มิได้ย่อท้อต่อความ ลาบาก ขึ้น...
ก็ เมื่อราษฏรเป็นสุข ถ้าราษฏรมีความทุกข์ พระราชาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไรราษฏรพากัน กล่าวโทษพระเวสสันดรว่าจะทาให้บ้านเมือง ย...
ชาวเมือง ยังตามมาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึงต้องทรงดาเนินด้วยพระบาทออกจากเมืองสีวมุ่งไปสูป่า เพื่อบาเพ็ญพรตภาวนา  ...
เมื่อเสด็จไปถึงบริเวณสระโบกขรณีอันเป็นที่ร่มรื่นสบาย พระเวสสันดร พระนางมัทรีตลอดจนพระโอรสธิดา ก็ผนวชเป็นฤาษี บาเพ็ญพรตภาวน...
มีความกตัญญู ต่อพ่อแม่ นางจึงยอมเป็นภรรยาชูชกผู้แก่เฒ่า รูปร่างหน้าตาน่ารังเกียจ อมิตตดา ปรนนิบัติชูชกอย่างภรรยาที่ดีจะพึง...
นางอย่าอยู่ในหมู่บ้านนี้เลย จะไปไหนก็ไปเสียเถิด"ไม่เพียงกล่าววาจาด่าทอ ยังพากันหยิกทึ้ง ทาร้ายนางอมิตตดา จนนางทนไม่ได้ ต้อ...
ในที่สุดชูชกจึงตัดสินใจเดินทางไปเขาวงกตเพื่อทูลขอพระชาลีกณหา เมื่อไปถึง                                                   ...
เลี้ยงดู แล้วชี้ทางให้เข้าไปสู่อาศรม ที่พระเวสสันดรบาเพ็ญพรตภาวนาอยู่เมื่อชูชกมาถึงอาศรมก็คดได้ว่า หากเข้าไปทูลขอ พระโอรสธ...
พระทัยมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติทุกสิ่งทุกประการในกายนอกกาย แม้แต่ชีวิตและ เลือดเนื้อของพระองค์ หากมีผู้มาทูลขอก็จะ ทรงบร...
แหนห่วงใย พระโอรสธิดา ย่อมจะไม่ทรงให้พระโอรส ธิดาพรากจากไปได้ หากพระองค์ทรง ปรารถนาจะบาเพ็ญทานจริง ก็โปรดยกให้หม่อมฉันเสีย...
ทังสองกุมารทรงได้ยินพระบิดาตรัสเรียก ก็ทรงราลึกได้ถึงหน้าที่ของบุตรที่ดี ที่ต้อง   ้เชื่อฟังบิดามารดา ราลึกได้ถึงความพากเพ...
ครั้นพระนางมัทรีทรงกลับมาจากป่าในเวลาพลบค่า เที่ยวตามหาโอรสธิดาไม่พบ ก็มาเฝ้าทูลถามจากพระเวสสันดร พระเวสสันดรจะทรงตอบความจ...
ฝ่ายท้าวสักกะเทวราชทรงเล็งเห็นว่า หากมีผู้มาทูลขอพระนางมัทรีไป พระเวสสันดรก็จะทรงลาบาก ไม่อาจบาเพ็ญเพียรได้เต็มความปรารถนา...
จาได้ จึงให้เสนาไปพาเข้ามาเฝ้า ชูชกทูลว่า พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชาลีกัณหาให้เป็นข้าทาสของตนแล้ว บรรดาเสนาอามาตย์และประชาช...
ขายไปได้ง่ายๆ พระกัณหา นั้นมีค่าตัวเท่ากับทรัพย์เจ็ดชีวิต เจ็ดสิ่ง เช่น ข้าทาส หญิงชายเป็นต้น สิ่งละเจ็ดร้อย กับทองคาอีกร้...
เวสสันดร พระนางมัทรี และพระชาลีกณหา จึงได้เสด็จกลับเมือง พระเจ้าสัญชัยทรง                                   ั อภิเษกพระเวส...
• พระองค์จะทรงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น  ด้วยทรัพย์ทั้งหลาย ทาให้เกิดกิเลส คือความโลภ ความหลงหว...
หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่    ๔ และ www.google.com•
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

พระเวสสันดร

1,093 views

Published on

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

พระเวสสันดร

  1. 1. จัดทาโดย น.ส.เกวลิน เจียมอนันท์กุล เลขที่ 14 น.ส.ผกาวรรณ ทัพสัมพันธ์ เลขที่ 17 น.ส.ศุภนิดา แดงวิเชียร เลขที่ 19 น.ส.สิริกัญญา บุญมีสุข เลขที่ 34 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/4 เสนอ อ.วิสัยธรรม พุทธชาติโรงเรียนถาวรานุกูล จังหวัดสมุทรสงคราม
  2. 2. รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา ส.31101 พระพุทธศาสนาจัดทาขึ้นเพื่อสรุปเรื่องบทเรียนและวิเคราะห์เรื่องในบทเรียนได้ ข้าพเจ้าหวังว่ารายงานเล่มนี้คงเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นบ้างไม่มากก็น้อยและหากมีข้อผิดพลาดประการใดก็ต้องขออภัยไว้ ณที่นี้ด้วย
  3. 3. พระเจ้าสัญชัย ทรงครองราชสมบัติเมืองสีวี มีพระมเหสีทรงพระนามว่าพระนางผุสดี ธิดาพระเจ้ากรุงมัททราช พระนางผุสดีนี้ในชาติก่อนๆ ได้เคยถวายแก่นจันทน์หอม เป็นพุทธบูชาและอธิษฐานขอให้ได้เป็นพุทธมารดาพระพุทธเจ้าในกาลอนาคตครั้นเมื่อนางสิ้นชีวิตก็ได้ไปบังเกิดในเทวโลก เมื่อถึงวาระที่จะต้องจุติมาเกิดในโลกมนุษย์ พระอินทร์ได้ประทานพรสิบประการแก่นาง พรสิบประการมีดังนี้๑. ขอให้เกิดในกรุงมัททราช แคว้นสีพี๒. ขอให้มีดวงเนตรคมงามและดาขลับดั่งลูกเนื้อทราย๓. ขอให้คิ้วคมขาดั่งสร้อยคอนกยูง๔. ขอให้ได้นาม "ผุสดี" ดังภพเดิม
  4. 4. ๕. ขอให้มีพระโอรสเกริกเกียรติที่สุดในชมพูทวีป๖. ขอให้พระครรภ์งาม ไม่ป่องนูนดั่งสตรีสามัญ๗. ขอให้พระถันเปล่งปลั่งงดงามไม่ยานคล้อยลง๘. ขอให้เส้นพระเกศาดาขลับตลอดชาติ๙. ขอให้ผิดพรรณละเอียดบริสุทธิ์ดุจทองคาธรรมชาติ๑๐. ขอให้ได้ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องอาญาประหารได้มาเกิดเป็นพระธิดาเจ้าเมืองมัททราช แคว้นสีพี หรือ สีวี และเมื่อเจริญวัยได้อภิเสกสมรสกับพระเจ้ากรุงสัญชัยครั้นเมื่อพระนางผุสดีทรงครรภ์ใกล้กาหนดประสูติ พระนางปรารถนาไปเที่ยวชมตลาดร้านค้า บังเอิญในขณะเสด็จประพาสนั้น พระนางทรงเจ็บครรภ์และประสูติพระโอรสในบริเวณย่านนั้น พระโอรสจึงทรงพระนามว่า เวสสันดร หมายถึง ในท่ามกลางระหว่างย่านค้าขาย พร้อมกับที่พระโอรสประสูติ ช้างต้นของ พระเจ้าสัญชัยก็ตกลูกเป็นช้างเผือกเพศผู้ได้รับชื่อว่า ปัจจัยนาค เป็นช้างต้นคู่บุญพระเวสสันดรเมื่อพระกุมารเวสสันดรทรงเจริญวัยขึ้น ทรงมีพระทัยฝักใฝ่ในการบริจาคทาน มักขอพระราชทานทรัพย์จากพระบิดามารดา เพื่อบริจาคแก่ประชาชนอยู่เป็นนิตย์ ทรงขอให้พระบิดาตั้งโรงทานสี่มุมเมือง เพื่อ
  5. 5. บริจาคข้าวปลาอาหารและสิ่งของจาเป็น แก่ประชาชน และหากมีผู้มาทูลขอสิ่งหนึ่ง สิ่งใด พระองค์ก็จะทรงบริจาคให้โดยมิได้เสียดาย ด้วยทรงเห็นว่า การบริจาคนั้นเป็นกุศลเป็น คุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ทั้งแก่ผู้รับและผู้ให้ ผู้รับก็จะพ้นความเดือดร้อน ผู้ให้ก็จะอิ่มเอิบ เป็นสุขใจที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น และยังทาให้พ้นจากความโลภความตระหนี่ถี่เหนียวในทรัพย์ สมบัติของตนอีกด้วย พระเกียรติคุณของพระเวสสันดรเลื่องลือไปทั่วทุกทิศว่าทรงมีจิต เมตตาแก่ผู้อื่นมิได้ ทรงเห็นแก่ความสุขสบายหรือเห็นแก่ทรัพย์สมบัติส่วนพระองค์ มิได้ทรง หวงแหนสิ่งใด ไว้สาหรับพระองค์• อยู่มาครั้งหนึ่งในเมืองกลิงคราษฏร์เกิดข้าวยากหมายแพงเพราะฝนแล้ง ทาให้เพาะปลูก ไม่ได้ ราษฎร์อดอยากได้รับความเดือนร้อนสาหัส ประชาชน ชาวกลิงคราษฏร์พากันไปเฝ้า พระราชา ทูลว่าในเมืองสีวีนั้นมีช้างเผือกคู่บุญพระเวสสันดร ชื่อว่า ช้างปัจจัยนาค เป็นช้างมี อานาจพิเศษ ถ้าอยู่เมืองใด จะทาให้ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล พืชพันธุ์จะบริบรณ์ ขอให้ ู พระเจ้ากลิงคราษฏร์ ส่งทูตเพื่อไปทูลขอช้างจากพระเวสสันดร พระเวสสันดรก็จะทรงบริจาค ให้เพราะพระองค์ไม่เคยขัดเมื่อมีผู้ทูลขอสิ่งใด
  6. 6. พระเจ้ากลิงคราษฏร์จึงส่งพราหมณ์แปดคนไปเมืองสีวี ครั้นเมื่อพราหมณ์ได้พบ พระเวสสันดรขณะเสด็จประพาสพระนคร ประทับบนหลังช้างปัจจัยนาค พราหมณ์จึง ทูลขอช้างคู่บุญเพื่อดับทุกข์ชาวกลิงคราษฏร์ พระเวสสันดรก็โปรดประทานให้ตามที่ขอชาวสีวีเห็นพระเวสสันดรทรงบริจาคช้างปัจจัยนาคคู่บ้านคู่เมืองไป ดังนั้น ก็ไม่พอใจพากันโกรธเคืองว่าต่อไปบ้านเมืองจะลาบาก เมื่อไม่มีช้างปัจจัยนาคเสียแล้วจึงพากันไปเข้าเฝ้าพระเจ้าสัญชัย ทูลกล่าวโทษพระเวสสันดรว่าบริจาคช้างคู่บ้านคู่เมือง แก่ชาวเมืองอื่นไป ขอให้ขับพระเวสสันดรไปเสียจากเมืองสีวี พระเจ้าสัญชัยไม่อาจขัดราษฏรได้ จึงจาพระทัยมีพระราชโองการให้ขับพระเวสสันดรออกจากเมืองไป พระเวสสันดรไม่ทรงขัดข้อง แต่ทลขอพระราชทานโอกาสบริจาค ูทาน ครั้งใหญ่ก่อนเสด็จออกจากพระนคร พระบิดาก็ทรงอนุญาตให้พระเวสสันดรทรงบริจาค สัตสดกมหาทาน คือบริจาค ทานเจ็ดสิ่ง สิ่งละเจ็ดร้อย แก่ประชาชนชาวสีวีเมื่อพระนางมัทรี พระมเหสีของพระเวสสันดรทรงทราบว่า ประชาชนขอให้ขับพระเวสสันดร ออกจากเมือง ก็กราบทูลพระเวสสันดรว่า
  7. 7. "พระองค์เป็นพระราชสวามีของหม่อมฉัน พระองค์เสด็จไปที่ใด หม่อมฉันจะขอติดตาม ไปด้วยทุกหนทุกแห่ง มิได้ย่อท้อต่อความ ลาบาก ขึ้นชื่อว่าเป็นสามีภรรยาแล้ว ย่อมต้อง อยู่เคียงข้างกันในทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่ายามสุข หรือทุกข์ โปรดประทานอนุญาติให้หม่อมฉัน ติดตามไปด้วยเถิด"พระเวสสันดรไม่ทรงประสงค์ให้พระนางมัทรี ติดตามพระองค์ไป เพราะการเดินทางไปจาก พระนครย่อมมีแต่ความยากลาบาก ทั้งพระองค์ เองก็ทรงปรารถนาจะเสด็จไปประทับบาเพ็ญ ศีลภาวนาอยู่ในป่า พระนางมัทรีไม่คุ้นเคยต่อสภาพเช่นนั้น ย่อมจะต้องลาบากยากเข็ญทั้ง อาหารการกินและความเป็นอยู่ แต่ไม่ว่าพระเวสสันดรจะตรัสห้ามปรามอย่างไร นาง ก็มิยอมฟัง บรรดาพระประยูรญาติ ก็พากันอ้อนวอนขอร้อง พระนางก็ทรงยืนกรานว่า จะติดตามพระราชสวามีไปด้วยพระนางผุสดีจึงทรงไปทูลขอพระเจ้าสัญชัย มิให้ขบพระเวสสันดรออกจากเมือง พระ ัเจ้าสัญชัยตรัสว่า"บ้านเมืองจะเป็นสุขได้ก็ต่อ เมื่อราษฏรเป็นสุข พระราชาจะเป็นสุขได้
  8. 8. ก็ เมื่อราษฏรเป็นสุข ถ้าราษฏรมีความทุกข์ พระราชาจะนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไรราษฏรพากัน กล่าวโทษพระเวสสันดรว่าจะทาให้บ้านเมือง ยากเข็ญ เราจึงจาเป็นต้องลงโทษ แม้ว่าพระเวสสันดรจะเป็นลูกของเราก็ตาม"ไม่ว่าผู้ใดจะห้ามปรามอย่างไร พระนางมัทรีก็จะตามเสด็จพระเวสสันดรไปให้จงได้ พระเจ้าสัญชัยและพระนางผุสดีจึงขอเอา พระชาลี พระกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรไว้ แต่พระนางมัทรีก็ไม่ยินยอม ทรงกล่าวว่า"เมื่อชาวเมืองสีวีรังเกียจพระเวสสันดร ให้ขับไล่ไปเสียดังนี้ พระโอรสธิดาจะอยู่ต่อไปได้อย่างไร ชาวเมืองโกรธแค้นขึ้นมา พระชาลีกัณหาก็จะทรงได้รับความลาบาก จึงควรที่จะออกจากเมืองไปเสียพร้อม พระบิดาพระมารดา"ในที่สุดพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมเหสี และโอรสธิดาก็ออกจากเมืองสีวีไป แม้ใน ขณะนั้น
  9. 9. ชาวเมือง ยังตามมาทูลขอรถพระที่นั่ง ทั้งสี่พระองค์จึงต้องทรงดาเนินด้วยพระบาทออกจากเมืองสีวมุ่งไปสูป่า เพื่อบาเพ็ญพรตภาวนา ี ่ครั้นเสด็จมาถึงเมืองมาตุลนคร บรรดากษัตริยเ์ จตราชทรงทราบข่าว จึงพากันมาต้อนรับ พระเวสสันดร ทรงถามถึงทางไปสู่เขาวงกต กษัตริย์เจตราชก็ทรงบอกทางให้และเล่าว่า เขาวงกตนั้นต้องเดินทางผ่านป่าใหญ่ที่เต็ม ไปด้วยอันตราย แต่เมื่อไปถึงสระโบกขรณีแล้ว ก็จะเป็นบริเวณร่มรื่นสะดวกสบาย มีต้นไม้ผล ที่จะใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้กษัตริย์เจตราช ยังได้สั่งให้ พรานป่าเจตบุตร ซึ่งเป็นผู้ชานาญ ป่าแถบนั้น ให้คอยเฝ้าระแวดระวังรักษาต้นทาง ที่จะไปสู่เขาวงกต เพื่อมิให้ผู้ใดไปรบกวนพระเวสสันตรในการบาเพ็ญพรต เว้นแต่ทูต จากเมืองสีวีที่จะมาทูลเชิญเสด็จกลับนครเท่านั้น ที่จะยอมให้ผ่านเข้าไปได้
  10. 10. เมื่อเสด็จไปถึงบริเวณสระโบกขรณีอันเป็นที่ร่มรื่นสบาย พระเวสสันดร พระนางมัทรีตลอดจนพระโอรสธิดา ก็ผนวชเป็นฤาษี บาเพ็ญพรตภาวนาอยู่ ณ ที่นั้น โดยมีพรานป่าเจตบุตรคอยรักษาต้นทาง ณ ตาบลบ้านทุนนวิฐ เขตเมืองกลิงคราษฏร์มีพราหมณ์เฒ่าชื่อ ชูชก หาเลี้ยงชีพด้วยการ ขอทาน ชูชก ขอทานจนได้เงินมามาก จะเก็บไว้เองก็กลัวสูญหาย จึงเอาไปฝากเพื่อนพราหมณ์ไว้ อยู่มาวันหนึ่ง ชูชกไปหาพราหมณ์ที่ตนฝากเงินได้ จะขอเงินกลับไป ปรากฎว่า พราหมณ์นั้นนาเงินไปใช้หมดแล้ว จะหามาใช้ให้ชูชกก็หาไม่ทัน จึงจูงเอาลูกสาวชื่อ อมิตตดา มายกให้แก่ชูชก พราหมณ์กล่าวแก่ชูชกว่า"ท่านจงรับเอาอมิตตดาลูกสาวเราไปเถิด จะเอาไปเลี้ยงเป็นลูกหรือภรรยา หรือจะเอาไปเป็นทาสรับใช้ปรนนิบัติก็สุด แล้วแต่ท่านจะเมตตา"ชูชกเห็นนางอมิตตดาหน้าตาสะสวย งดงามก็หลงรัก จึงพานางไปบ้าน เลี้ยงดู นางในฐานะภรรยา นางอมิตตดาอายุยังน้อย หน้าตางดงาม และ
  11. 11. มีความกตัญญู ต่อพ่อแม่ นางจึงยอมเป็นภรรยาชูชกผู้แก่เฒ่า รูปร่างหน้าตาน่ารังเกียจ อมิตตดา ปรนนิบัติชูชกอย่างภรรยาที่ดีจะพึงกระทาทุกประการ นางตักน้า ตาข้าว หุงหา อาหาร ดูแลบ้านเรือนไม่มีขาดตกบกพร่อง ชูชกไม่เคยต้องบ่นว่าหรือตักเตือนสั่งสอนแต่ อย่างใดทั้งสิ้น ความประพฤติที่ดีเพียบพร้อมของนาง อมิตตดาทาให้เป็นที่สรรเสริญของ บรรดา พราหมณ์ทั้งหลายในหมู่บ้านนั้น ในไม่ช้า บรรดาพราหมณ์เหล่านั้นก็พากันตาหนิติ เตียนภรรยาของตนที่มิได้ประพฤติตนเป็น แม่บ้านแม่เรือนอย่างอมิตตดา บางบ้านก็ถึงกับ ทุบตีภรรยาเพื่อให้รู้จักเอาอย่างนาง เหล่านางพราหมณีทั้งหลายได้รับความเดือดร้อน ก็พา กันโกรธแค้นนางอมิตตดา ว่าเป็นต้นเหตุวันหนึ่งขณะที่นางไปตักน้าในหมู่บ้าน บรรดานางพราหมณีก็รุมกันเย้ยหยันที่นางมีสามีแก่ หน้าตาน่าเกลียดอย่างชูชก นางพราหมณีพากันกล่าวว่า "นางก็อายุน้อย หน้าตางดงาม ทาไมมา ยอมอยู่กับเฒ่าชรา น่ารังเกียจอย่างชูชก หรือว่า กลังจะหาสามีไม่ได้ มิหนาซ้ายังทา ตนเป็นกาลกิณี พอเข้ามาในหมู่บ้านก็ทาให้ ชาวบ้านสิ้น ความสงบสุข เขาเคยอยู่กันมาดีๆ พอนางเข้ามาก็เดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า หาความสงบ ไม่ได้
  12. 12. นางอย่าอยู่ในหมู่บ้านนี้เลย จะไปไหนก็ไปเสียเถิด"ไม่เพียงกล่าววาจาด่าทอ ยังพากันหยิกทึ้ง ทาร้ายนางอมิตตดา จนนางทนไม่ได้ ต้องหนีกลับบ้านร้องไห้ มาเล่าให้ชูชกฟังชูชกจึงบอกว่าต่อไปนี้นางไม่ต้องทาการ งานสิ่งใด ชูชกจะเป็นฝ่ายทาให้ทุกอย่าง นางอมิตตดาจึงว่า"ภรรยาที่ดีจะทาเช่นนั้นได้อย่างไร จะปล่อยให้สามีมาปรนนิบัติรับใช้ เราทาไม่ได้หรอก ลูกหญิงที่พ่อแม่อบรมสั่งสอนมาดี ย่อมจะไม่นั่งนอนอยู่เฉยๆ ดีแต่ชี้นิ้วให้ผู้อื่นปรนนิบัติตน นี่แน่ะ ชูชก ถ้าท่านรักเราจริง ท่านจงไปหาบริวารมาปรนนิบัติรับใช้เราดีกว่า"ชูชกได้ฟังดังนั้นก็อัดอั้นตันใจ ไม่รู้จะไปหาข้าทาสหญิงชายมาจากไหน นางอมิตตดา จึงแนะว่า"ขณะนี้ พระเวสสันดรเสด็จออกมา จากเมืองสีวี มาทรงบาเพ็ญพรตอยู่ในป่า เขาวงกตพระองค์เป็นผู้ใฝ่ในการบริจาคทาน ท่านจงเดินทางไปขอบริจาคพระชาลีกัณหา โอรสธิดาของพระเวสสันดรมาเป็นข้าทาส ของเราเถิด"ชูชกไม่อยากเดินทางไปเลยเพราะกลัวอันตรายในป่า แต่ครั้นจะไม่ไปก็กลัวนางอมิตตดาจะทอดทิ้ง ไม่ยอมอยู่กับตน
  13. 13. ในที่สุดชูชกจึงตัดสินใจเดินทางไปเขาวงกตเพื่อทูลขอพระชาลีกณหา เมื่อไปถึง ับริเวณปากทางเข้าสู่เขาวงกต ชูชกก็ได้พบพรานเจตบุตรผู้รกษาปากทาง หมาไล่เนื้อ ัที่พรานเลี้ยงไว้พากันรุมไล่ตอนชูชกขึ้นไปจนมุมอยู่บนต้นไม้ ้เจตบุตรก็เข้า ไปตะคอกขู่ ชูชกนันเป็นคนมีไหวพริบ สังเกตดูเจตบุตรก็รู้ว่า ้เป็นคนซื่อสัตย์ มีฝีมือเข้มแข็ง แต่ขาดไหวพริบ จึงคิดจะใช้วาจาลวง เจตบุตรให้หลงเชื่อพาตนเข้าไปพบพระเวสสันดรให้ได้ ชูชกจึงกล่าวแก่เจตบุตรว่า"นี่แนะ เจ้าพรานป่าหน้าโง่ เจ้าหารู้ไม่ว่าเราเป็นใคร ผู้อื่นเขา จะเดินทางมาให้ยากลาบากทาไมจนถึงนี่ เรามาในฐานะทูต ของพระเจ้าสัญชัย เจ้าเมืองสีวี จะมาทูลพระเวสสันดรว่า บัดนี้ชาวเมืองสีวีได้คิดแล้ว จะมาทูล เชิญเสด็จ กลับพระนคร เราเป็นผู้มาทูลพระองค์ไว้ก่อน เจ้ามัวมาขัดขวางเราอยู่ อย่างนี้ เมื่อไรพระเวสสันดรจะได้ เสด็จคืนเมือง"เจตบุตรได้ยินก็หลงเชื่อ เพราะมีความจงรักภักดี อยากให้พระเวสสันดรเสด็จกลับเมืองอยู่แล้ว จึงขอโทษชูชก จัดการหาอาหารมา
  14. 14. เลี้ยงดู แล้วชี้ทางให้เข้าไปสู่อาศรม ที่พระเวสสันดรบาเพ็ญพรตภาวนาอยู่เมื่อชูชกมาถึงอาศรมก็คดได้ว่า หากเข้าไปทูลขอ พระโอรสธิดาในขณะพระนางมัทรี ิอยู่ด้วย พระนางคงจะไม่ยินยอมยกให้เพราะความรัก อาลัยพระโอรสธิดา จึงควรจะรอจนพระนางเสด็จไปหาผลไม้ในป่าเสียก่อน จึงค่อยเข้า ไปทูลขอต่อพระเวสสันดรเพียงลาพัง ในวันนั้น พระนางมัทรีทรงรู้สึกไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่งเพราะในตอนกลางคืน พระนางทรงฝันร้ายว่า มีบรุษร่างกายกายา ถือดาบ มาตัด ุแขนซ้ายขวาของพระนางขาด ออกจากกายบุรุษนั้นควักดวงเนตร ซ้ายขวา แล้วยังผ่าเอาดวงพระทัยพระนางไปด้วย พระนางมัทรีทรงสังหรณ์ว่าจะมีเหตุร้ายเกิดขึ้น จึงทรงละล้าละลังไม่อยากไปไกลจาก อาศรม แต่ครั้นจะไม่เสด็จไปก็จะไม่มีผลไม้มาให้พระเวสสันดรและโอรสธิดาเสวย พระนางจึงจูงโอรสธิดาไปทรงฝากฝังกับ พระเวสสันดรขอให้ทรงดูแล ตรัสเรียกหา ให้เล่นอยูใกล้ๆ ่บรรณศาลา พร้อมกับเล่าความฝันให้พระเวสสันดรทรงทราบพระเวสสันดรทรงหยั่งรู้ว่าจะมีผู้มาทูลขอพระโอรสธิดา แต่ครั้นจะบอกความตามตรงพระนางมัทรีก็คงจะทนไม่ได้ พระองค์เองนั้น ตั้ง
  15. 15. พระทัยมั่นว่าจะบริจาคทรัพย์สมบัติทุกสิ่งทุกประการในกายนอกกาย แม้แต่ชีวิตและ เลือดเนื้อของพระองค์ หากมีผู้มาทูลขอก็จะ ทรงบริจาคให้โดยมิได้ทรงเสียดายหรือหวาดหวั่นพระเวสสันดรจึงตรัสกับพระนางมัทรีว่าจะดูแลพระโอรสธิดาให้ พระนางมัทรีจึงเสด็จไปหาผลไม้ในป่าแต่ลาพังครั้นชูชกเห็นได้เวลาแล้ว จึงมุ่งมาที่อาศรม ได้พบพระชาลีพระกัณหาทรงเล่นอยู่หน้าอาศรมก็แกล้งขู่ ให้สองพระองค์ตกพระทัยเพื่อข่มขวัญไว้ก่อน แล้วชูชกพราหมณ์เฒ่าก็เข้าไปเฝ้าพระเวสสันดรกล่าววาจากราบทูลด้วยโวหาร อ้อมค้อมลดเลี้ยว ชักแม่น้าทั้งห้า เพื่อทูลขอพระโอรสธิดาไปเป็นข้าช่วงใช้ของตนพระเวสสันดรทรงมีพระทัยยินดีที่จะทรงกระทาบุตรทาน คือ การบริจาคบุตรเป็นทาน อันหมายถึงว่าพระองค์เป็นผู้สละกิเลส ความหวงแหนในทรัพย์สมบัติทั้งปวง แม้กระทั่งบุคคลอันเป็นที่รักก็สามารถสละ เป็นทานเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ แต่พระองค์ทรงผัดผ่อนต่อชูชกว่า ขอให้พระนางมัทรีกลับมาจากป่าได้ร่าลาโอรสธิดา เสียก่อนชูชกก็ไม่ยินยอม กลับทูลว่า "หากพระนางกลับมา สัญชาตญาณแห่งมารดา ย่อมจะทาให้พระนางหวง
  16. 16. แหนห่วงใย พระโอรสธิดา ย่อมจะไม่ทรงให้พระโอรส ธิดาพรากจากไปได้ หากพระองค์ทรง ปรารถนาจะบาเพ็ญทานจริง ก็โปรดยกให้หม่อมฉันเสียแต่บัดนี้เถิด"พระเวสสันดรจนพระทัยจึงตรัสเรียกหาพระโอรสธิดา แต่พระชาลีกัณหาซึ่งแอบฟังความอยู่ใกล้ๆ ได้ ทราบว่า พระบิดาจะยกตน ให้แก่ชูชก ก็ทรงหวาดกลัว จึงพากันไปหลบซ่อน โดยเดินถอยหลังลงสู่สระบัว เอาใบบัว บังเศียรไว้ ชูชกเห็นสองกุมารหายไป จึงทูลประชดประชันพระเวสสันดรว่าไม่เต็มพระทัย บริจาคจริง ทรงให้สัญญาณสองกุมารหนีไปซ่อนตัวเสียที่อน พระเวสสันดร จึงทรงต้องออกมาตามหา ื่พระชาลีกัณหาครั้นทอดพระเนตรเห็นรอยเท้าเดินขึ้นมาจากสระ จึงตรัสเรียกพระโอรสธิดาว่า"ชาลีกัณหา เจ้าจงขึ้นมาหาพ่อเถิด หากเจ้านิ่งเฉยอยู่ พราหมณ์เฒ่าก็จะเยาะเย้ยว่าพ่อนี้ ไร้วาจาสัตย์ พ่อตั้งใจจะบาเพ็ญทานบารมี เพื่อสละละกิเลสให้บรรลุพระโพธิญาณ จะได้เป็นที่พึ่งแก่สัตว์โลกทั้งหลาย ในภายภาคหน้า ให้พ้นจากทุกข์แห่งการเวียนว่ายตายเกิด เจ้าจงมาช่วยพ่อประกอบการบุญเพื่อบรรลุผล คือ พระโพธิญาณนั้นเถิด"
  17. 17. ทังสองกุมารทรงได้ยินพระบิดาตรัสเรียก ก็ทรงราลึกได้ถึงหน้าที่ของบุตรที่ดี ที่ต้อง ้เชื่อฟังบิดามารดา ราลึกได้ถึงความพากเพียรของพระบิดาที่จะประกอบ บารมีเพื่อความหลุดพ้นจากกิเลส ทั้งยังราลึกถึงขัตติยะมานะว่าทรงเป็น โอรสธิดากษัตริย์ไม่สมควรจะหวาดกลัวต่อสิ่งใด จึงเสด็จขึ้นมาจากสระบัว พระบิดาก็จูงทั้งสองพระองค์มาทรงบริจาคเป็นทานแก่ชูชกชูชกครั้นได้ตัวพระชาลีกัณหาเป็นสิทธิขาดแล้ว ก็แสดงอานาจฉุดลากเอาสองกุมารเข้าป่าไป เพื่อจะให้เกิดความยาเกรงตน พระเวสสันดรทรง สงสารพระโอรสธิดา แต่ก็ไม่อาจทาประการใดได้เพราะทรงถือ ว่า ได้บริจาคเป็นสิทธิแก่ชูชกไปแล้ว
  18. 18. ครั้นพระนางมัทรีทรงกลับมาจากป่าในเวลาพลบค่า เที่ยวตามหาโอรสธิดาไม่พบ ก็มาเฝ้าทูลถามจากพระเวสสันดร พระเวสสันดรจะทรงตอบความจริงก็เกรงว่า นางจะทนความเศร้าโศกมิได้ จึงทรงแกล้งตาหนิว่านางไปป่าหาผลไม้กลับมาจนเย็นค่า คงจะรื่นรมย์มากจนลืมนึกถึงโอรสธิดาและสวามีที่คอยอยู่พระนางมัทรี ได้ทรงฟัง ก็เสียพระทัย ทูลตอบว่า"เมื่อหม่อมฉันจะกลับอาศรม มีสตว์ร้ายวนเวียนดักทางอยู่ หม่อมฉันจะมา ก็มามิได้ ัจนเย็นค่า สัตว์รายเหล่านั้นจึงจากไป หม่อมฉันมีแต่ความสัตย์ซื่อ มิได้เคยนึกถึง ้ความสุขสบายส่วนตัวเลยแม้แต่น้อยนิด บัดนีลูกของหม่อมฉันหายไป จะเป็นตาย ้ร้ายดีอย่างไรก็มิทราบ หม่อมฉันจะเที่ยวติดตามหาจนกว่าจะพบลูก"พระนางมัทรีทรงออกเที่ยวตามหาพระชาลีกัณหาตามรอบบริเวณศาลา เท่าไรๆ ก็มิได้พบจนในที่สุด พระนางก็สิ้นแรงถึงกับสลบไป พระเวสสันดรทรงเวทนา จึงทรงนาน้าเย็นมาประพรมจนนางฟื้นขึ้น ก็ตรัสเล่าว่าได้บริจาค โอรสธิดาแก่พราหมณ์เฒ่าไปแล้ว ขอให้พระนางอนุโมทนาในทานบารมีที่ทรงกระทา ไปนั้นด้วยบุตรทานที่พระราชสวามีทรงบาเพ็ญ และมีพระทัยค่อยบรรเทาจากความโศกเศร้า
  19. 19. ฝ่ายท้าวสักกะเทวราชทรงเล็งเห็นว่า หากมีผู้มาทูลขอพระนางมัทรีไป พระเวสสันดรก็จะทรงลาบาก ไม่อาจบาเพ็ญเพียรได้เต็มความปรารถนา เพราะต้องทรงแสวงหาอาหารประทังชีวิต ท้าวสักกะจึงแปลงองค์เป็นพราหมณ์ มาขอรับบริจาคพระนางมัทรีพระเวสสันดร ก็ทรงปิติยินดีที่จะได้ประกอบทารทานคือ การบริจาคภรรยาเพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่น พระนางมัทรีก็ทรงเต็มพระทัยที่จะได้ทรงมีส่วนในการ บาเพ็ญทานบารมีตามที่พระเวสสันดรทรงตั้งพระทัยไว้เมื่อได้รับบริจาคแล้ว ท้าวสักกะก็ทรงกลับคืนร่างดังเดิม และตรัสสรรเสริญอนุโมทนาในกุศลแห่งทานบารมีของพระเวสสันดร แล้วถวายพระนางมัทรีกลับคืนแด่พระเวสสันดร พระเวสสันดรจึงได้ทรงประกอบบุตรทารทาน อันยากทีผใดจะกระทาได้ ่ ู้สมดังที่ได้ตั้งพระทัย ว่าจะบริจาคทรัพย์ของพระองค์เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น โดยปราศจากความหวงแหนเสียดายฝ่ายชูชกพาสองกุมารเดินทางมาในป่า ระหกระเหินได้รับความลาบากเป็นอันมากและหลงทางไปจนถึงเมืองสีวี บังเอิญผ่านไปหน้าที่ประทับ พระเจ้าสัญชัยทรงทอดพระเนตรเห็นพระนัดดาทั้งสองก็ทรง
  20. 20. จาได้ จึงให้เสนาไปพาเข้ามาเฝ้า ชูชกทูลว่า พระเวสสันดรทรงบริจาคพระชาลีกัณหาให้เป็นข้าทาสของตนแล้ว บรรดาเสนาอามาตย์และประชาชนทั้งหลาย ต่างก็พากันสงสารพระกุมารทั้งสอง และ ตาหนิพระเวสสันดรที่มิได้ทรงห่วงใยพระโอรสธิดาพระชาลีเห็นผู้อื่นพากันตาหนิติเตียนพระบิดาจึงทรงกล่าวว่า"เมื่อพระบิดาเสด็จไปผนวชอยู่ในป่า มิได้ทรงมีสมบัติใดติดพระองค์ไป แต่ทรงมีพระทัยแน่วแน่ที่จะสละกิเลส ไม่หลงใหลหวงแหนในสมบัติสิ่งหนึ่งสิ่งใด แม้บุคคลอันเป็นที่รักก็ย่อมสละได้เพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่น เพราะทรงมีพระทัยมั่นในพระโพธิญาณในภายหน้า ความรัก ความหลง ความโลภ ความโกรธ เป็นกิเลสที่ขวางกั้นหนทางไปสู่พระโพธิญาณ พระบิดาของหม่อมฉันสละกิเลสได้ดังนี้ จะมาตาหนิติเตียนพระองค์หาควรไม่"พระเจ้าสัญชัยได้ทรงฟังดังนั้นก็ยินดี จึงตรัสเรียกพระชาลีให้เข้าไปหา แต่พระชาลี ยังคงประทับอยู่กับชูชก และทูลว่าพระองค์ยังเป็นทาสของชูชกอยู่ พระเจ้าสัญชัยจึงขอไถ่สองกุมารจากชูชกพระชาลีตรัสว่า พระบิดาตีค่าพระองค์ไว้พันตาลึงทอง แต่พระกัณหานั้นเป็นหญิง พระบิดาจึงตีค่าตัวไว้สูง เพื่อมิให้ผู้ใดมาไถ่ตัวหรือซื้อ
  21. 21. ขายไปได้ง่ายๆ พระกัณหา นั้นมีค่าตัวเท่ากับทรัพย์เจ็ดชีวิต เจ็ดสิ่ง เช่น ข้าทาส หญิงชายเป็นต้น สิ่งละเจ็ดร้อย กับทองคาอีกร้อยตาลึงพระเจ้าสัญชัยก็โปรดให้เบิกสมบัตท้องพระคลัง มาไถ่ตัวพระนัดดาจากชูชก และโปรดให้จัด ิข้าวปลาอาหารมาเลี้ยงดูชูชก เพื่อตอบแทนที่พาพระนัดดากลับมาถึงเมืองชูชกพราหมณ์เฒ่าขอทาน ไม่เคยได้บริโภคอาหารดีๆ ก็ไม่รู้จักยับยั้ง บริโภคมาจนทนไม่ไหวถึงแก่ความตายในที่สุด พระเจ้าสัญชัยโปรด ให้จัดการศพแล้วประกาศหาผู้รับมรดก ก็หามีผู้ใดมาขอรับไม่ หลังจากนั้น พระเจ้าสัญชัย จึงตรัสสั่งให้จัดกระบวนเสด็จเพื่อไปรับ พระเวสสันดรและพระนางมัทรีกลับคืนสู่เมืองสีวี เพราะบรรดาประชาชนก็พากันได้คิดว่า พระเวสสันดรได้ทรงประกอบทานบารมี อันยิ่งใหญ่กว่าทั้งหลายทั้งปวง ก็เพื่อประโยชน์ แห่งผู้คนทั้งหลาย หาใช่เพื่อพระองค์เองไม่ เมื่อกระบวนไปถึงอาศรมริมสระโบกขรณี กษัตริย์ทั้งหกก็ทรงได้พบกันด้วยความโสมนัสยินดีพระเจ้าสัญชัยจึงตรัสบอกพระเวสสันดรว่า ประชาชนชาวสีวีได้เห็นสิ่งที่ถูกที่ควรแล้ว และพากันร่าร้อง ได้ทูลเชิญเสด็จกลับเมืองสีวี พระ
  22. 22. เวสสันดร พระนางมัทรี และพระชาลีกณหา จึงได้เสด็จกลับเมือง พระเจ้าสัญชัยทรง ั อภิเษกพระเวสสันดรขึ้นครองเมืองสืบต่อไป ครั้นได้เป็นพระราชาแห่งสีวี พระเวสสันดรก็ทรงยึดมั่นในการประกอบทานบารมี ทรงตั้ง โรงทานบริจาคเป็นประจาทุกวัน ชาวเมืองสีวีตลอดจนบ้านเมืองใกล้เคียง ก็ได้รับพระ เมตตากรุณา มีความร่มเย็นเป็นสุข ชาวเมืองต่างก็เอื้อเฟือช่วยเหลือกัน มิได้โลภ ้ กระหายในทรัพย์สมบัติ ต่างก็มจิตใจผ่องใสเป็นสุข เหมือนดังที่พระเวสสันดรทรงตั้งพระ ี ปณิธานว่า
  23. 23. • พระองค์จะทรงบริจาคทรัพย์สมบัติทั้งปวง เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยทรัพย์ทั้งหลาย ทาให้เกิดกิเลส คือความโลภ ความหลงหวงแหน เมื่อบริจาคทรัพย์แล้ว ผู้รบก็จะได้ประโยชน์จากสิ่งนั้น และมีความชื่น ั ชม ยินดี ผู้ให้ก็จะ อิ่มเอมใจว่าได้ทาประโยชน์แก่ผู้อื่น เกิดความปิติ ยินดีเช่นกัน ทั้งผู้ให้และผู้รับย่อมได้รบ ความสุขความพึงพอใจดังนี้ ั
  24. 24. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน พระพุทธศาสนา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ และ www.google.com•

×