Data communication and network

2,155 views

Published on

Data communication and network

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
2,155
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
50
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Data communication and network

  1. 1. การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
  2. 2. การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ <ul><li>การสื่อสารข้อมูล เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารจากต้นทางไปยังปลายทางโดยผ่านช่องทางการสื่อสารทั้งสื่อแบบที่ต้องใช้สายและไม่ใช้สายนอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับชนิดของสัญญาณ ประเภทของการส่งสัญญาณข้อมูล วิธีการสื่อสารข้อมูล ทิศทางการสื่อสารข้อมูล อุปกรณ์แปลงสัญญาณ วิธีการแปลงสัญญาณ </li></ul><ul><li>เครือข่ายคอมพิวเตอร์ เป็นการเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ตั้งแต่สองเครื่องขึ้นไป เพื่อติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน โดยทั่วไปจะประกอบด้วย ระบบคอมพิวเตอร์ ช่องทางการสื่อสารข้อมูล และอุปกรณ์ที่ใช้เชื่อมต่อ นอกจากนั้นยังมีแบบจำลองไอเอสโอ ซึ่งเป็นระบบเปิดเพื่อเป็นแนวทางมาตรฐาน เพื่อให้ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ต่างระบบกันทำงานร่วมกันได้ </li></ul>
  3. 3. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล <ul><li>ก่อนที่จะมีการใช้คอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสารเพื่อส่งข้อมูลและข่าวสารจะผ่านทางสื่อต่างๆ เช่น ไปรษณีย์ โทรศัพท์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ วารสาร เป็นต้น สื่อเหล่านี้เป็นสื่อหลักในการติดต่อสื่อสารเป็นเวลานาน </li></ul><ul><li>ยุคแรกการนำคอมพิวเตอร์มาใช้งาน การทำงานทุกอย่างจะเป็นแบบรวมศูนย์ นั่นคือจะมีคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องหลักทำงานที่ศูนย์กลาง งานต่างๆจะต้องส่งมาประมวลผลที่ศูนย์กลาง </li></ul><ul><li>ยุคต่อมา พัฒนาเป็นระบบการประมวลผลทางไกล ซึ่งจะประกอบด้วยเทอร์มินัลที่จะเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลาง ระบบนี้ถึงแม้ว่าจะมีการกระจายการใช้งานของผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกล แต่ระบบการทำงานก็ยังรวมศูนย์อยู่ที่คอมพิวเตอร์กลางขององค์การอยู่นั่นเอง </li></ul>
  4. 4. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการสื่อสารข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>เมื่อมีการนำไมโครคอมพิวเตอร์มาใช้งาน ทำให้เกิดการทำงานแบบกระจายศูนย์อย่างชัดเจนและแพร่หลายมากขึ้น ในขณะเดียวกันหากมีงานที่ซับซ้อนและไม่สามารถทำงานได้โดยไมโครคอมพิวเตอร์ก็สามารถที่จะประมวลผลภายใต้คอมพิวเตอร์ที่ศูนย์กลางได้ ซึ่งจะเห็นว่าการทำงานดังกล่าวเป็นรูปแบบการประมวลผลแบบกระจาย </li></ul><ul><li>ในช่วงแรก จะทำงานเป็นเอกเทศโดยเป็นรูปแบบการทำงานแบบกระจายศูนย์ นั่นคือ ไม่มีการเชื่อมโยงถึงกัน จนกระทั่งเกิดระบบแลน การทำงานใดๆจะทำโดยเจ้าของงานซึ่งเป็นต้นทางของข้อมูลเพื่อการประมวลผล แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้ใช้ในจุดต่างๆที่อยู่ห่างไกลกันได้ ทำให้การสื่อสารข้อมูลในสำนักงานมีความสะดวกและเป็นเครื่องมือสำคัญของการสื่อสารข้อมูลในสำนักงานปัจจุบันนี้ </li></ul>
  5. 5. ความหมายของการสื่อสารโทรคมนาคมและการสื่อสารข้อมูล <ul><li>การสื่อสารโทรคมนาคม (Telecommunication) หมายถึง การส่งผ่านสัญญาณ หรือพลังงาน ซึ่งอาจจะเป็นข่าวสารหรือข้อมูลในรูปแบบต่างๆ ระหว่างผู้ส่งและผู้รับที่อยู่ห่างไกลกัน ในการส่งผ่านสัญญาณจะอาศัยช่องทางการสื่อสารข้อมูล ซึ่งจะเป็นแบบใช้สายโดยใช้ลวดตัวนำฉนวน หรือแบบไม่ใช้สายโดยส่งสัญญาณผ่านชั้นบรรยากาศ เช่น การสื่อสารโดยการใช้โทรศัพท์ (tele+phone = การพูดระยะไกล ) การแพร่ภาพโทรทัศน์ (tele + vision = การดูระยะไกล ) โทรเลข (tele + graph = การเขียนทางไกล ) เป็นต้น </li></ul>
  6. 6. ความหมายของการสื่อสารโทรคมนาคมและการสื่อสารข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>การสื่อสารข้อมูล (Data communication) หมายถึง การส่งข้อมูลหรือข่าวสาร จากผู้ส่งต้นทางไปยังผู้รับปลายทางที่อยู่ห่างไกล โดยผ่านช่องทางการสื่อสารเพื่อเป็นสื่อกลางในการส่งข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นแบบใช้สาย หรือไม่ใช้สายก็ได้ ส่วนข้อมูลหรือข่าวสารนั้นอาจจะเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลที่เป็นมัลติมีเดียก็ได้ ดังนั้นการสื่อสารข้อมูลจึงเป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารโทรคมนาคม โดยเน้นการส่งผ่านข้อมูล โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์และเครือข่ายเป็นหลัก </li></ul>
  7. 7. องค์ประกอบของการสื่อสารข้อมูล <ul><li>ผู้ส่งหรืออุปกรณ์ส่งข้อมูล (Sender) </li></ul><ul><li>ผู้รับหรืออุปกรณ์รับข้อมูล (Receiver) </li></ul><ul><li>ข่าวสาร (Message) </li></ul><ul><li>ตัวกลาง (Medium) </li></ul><ul><li>โปรโตคอล (Protocol) </li></ul><ul><li>ซอฟต์แวร์ (Software) </li></ul><ul><li>ข้อมูล (Data) </li></ul><ul><li>ข้อความ (Text) </li></ul><ul><li>รูปภาพ (Image) </li></ul><ul><li>เสียง (Voice) </li></ul>
  8. 8. ตัวอย่างการสื่อสารข้อมูล
  9. 9. ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการเลือกตัวกลาง <ul><li>อัตราเร็วในการส่งผ่านข้อมูล (Transmission Rate) </li></ul><ul><li>ระยะทาง ระหว่างอุปกรณ์ที่ต้องการเชื่อมต่อ </li></ul><ul><li>ค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ค่าใช้จ่ายประจำ และค่าบำรุงรักษา </li></ul><ul><li>ความสะดวกในการติดตั้ง บางพื้นที่อาจเหมาะกับการเดินสาย หรือบางพื้นที่อาจจะเหมาะกับสื่อแบบไร้สาย </li></ul><ul><li>ความทนทานต่อสภาพแวดล้อม </li></ul><ul><li>วิธีที่ใช้ในการสื่อสาร เช่นการสื่อสารข้อมูลแบบอนุกรม หรือแบบขนาน ทิศทางที่ใช้ส่งข้อมูลเป็นแบบทางเดียว กึ่งสองทาง หรือแบบสองทาง เป็นต้น </li></ul>
  10. 10. ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล <ul><li>สัญญาณอนาล็อก (Analog Signal) </li></ul><ul><li>สัญญาณอนาล็อก คือ สัญญาณที่อยู่ในรูปแบบของคลื่น (Waveform) ที่มีความต่อเนื่องกัน (Continuous) มีการเปลี่ยนแปลงระดับของสัญญาณขึ้น – ลงตามขนาดของสัญญาณ (Amplitude) และมีความถี่ (Frequency) ที่เรียกว่า Hertz (Hz) ตัวอย่างของสัญญาณอนาล็อก เช่น เสียงพูด (Voice) กระแสไฟฟ้าสลับ เป็นต้น </li></ul>
  11. 11. ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>สัญญาณดิจิตอล (digital Signal) </li></ul><ul><li>สัญญาณดิจิตอล หรือเรียกว่า “ สัญญาณพัลซ์ (Pulse Signal)” สัญญาณที่มีระบบของสัญญาณเพียง 2 ระดับ คือ สูงและต่ำ การเปลี่ยนระดับสัญญาณจะไม่มีความต่อเนื่องกัน (Discrete) โดยปกติแล้วระดับสูงจะแทนด้วยตัวเลข 1 และระดับต่ำจะแทนด้วย 0 </li></ul>
  12. 12. ชนิดของสัญญาณที่ใช้ในการสื่อสารข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>ในการส่งข้อมูลเป็นสัญญาณอนาล็อกนั้นเมื่อระยะทางในการส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จะส่งผลให้พลังงานของสัญญาณอ่อนลงเรื่อย ๆ ดังนั้นในการส่งสัญญาณอนาล็อกที่ระยะทางไกล ๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องขยายสัญญาณ (Amplifier) เพื่อเพิ่มพลังงานให้กับสัญญาณ แต่ข้อเสียของการใช้เครื่องขยายสัญญาณคือจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวน (Noise) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้วงจรกรองสัญญาณ (Filter) เพื่อกรองเอาสัญญาณรบกวนออก </li></ul><ul><li>ส่วนสัญญาณดิจิตอลเมื่อเพิ่มระยะทางในการส่งขึ้นจะส่งผลให้สัญญาณดิจิตอลจางหายไป ( เปลี่ยนจาก 1 เป็น 0) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องทวนสัญญาณ (Repeater) ในการกู้ข้อมูลคืนมาแล้วจึงส่งสัญญาณออกไปใหม่ </li></ul>
  13. 13. ประเภทของการรับ - ส่งสัญญาณข้อมูล <ul><li>แบบขนาน (Parallel Transmission) </li></ul><ul><li>รับส่งข้อมูลครั้งละหลาย ๆ บิตพร้อมกัน </li></ul><ul><li>จำนวนของสายสื่อสารเท่ากับจำนวนบิตของข้อมูลที่ ต้องการส่งไปแบบขนานกัน </li></ul><ul><li>เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าการรับส่งข้อมูลแบบอนุกรม </li></ul><ul><li>ไม่สามารถส่งไปในระยะทางที่ไกล ๆ ได้เนื่องจากข้อมูลแต่ละบิตอาจจะไปถึงปลายทางไม่พร้อมกัน เร็วกว่าการส่งแบบอนุกรม </li></ul><ul><li>นิยมใช้ในการรับส่งเพียงใกล้ ๆ เช่นการส่งข้อมูลออกไปพิมพ์ที่เครื่องพิมพ์เป็นต้น </li></ul>
  14. 14. ประเภทของการรับ - ส่งสัญญาณข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>แบบอนุกรม (Serial Transmission) </li></ul><ul><li>รับส่งข้อมูลครั้งละ 1 บิตเรียงตามลำดับกันไป </li></ul><ul><li>ใช้สายสื่อสารเพียงเส้นเดียวเท่านั้น </li></ul><ul><li>สามารถส่งไปได้ในระยะทางที่ไกล ๆ </li></ul><ul><li>นิยมใช้ในการสื่อสารข้อมูลผ่านทางสายโทรศัพท์ เมาส์ และ COM Port </li></ul>
  15. 15. ประเภทของการรับ - ส่งสัญญาณข้อมูล ( ต่อ ) <ul><li>Asynchronous Transmission </li></ul><ul><li>เพิ่มบิตควบคุม Start Bit, Stop Bit และ Parity Bit เพื่อใช้แบ่งข้อมูลออกมาเป็น 1 ตัวอักขระ (1 Character) ความเร็วในการรับส่งข้อมูลจะช้า เนื่องจากต้องมีการเพิ่มทั้ง 3 บิตนั้นลงไปยังตัวอักขระทุกตัว พบการรับส่งข้อมูลแบบนี้ได้ในอุปกรณ์ที่มีความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ำ เช่นโมเด็ม คีย์บอร์ด เป็นต้น </li></ul><ul><li>Synchronous Transmission </li></ul><ul><li> เพิ่มไบต์ที่เป็น Header Trailer และ Parity Bit ไว้ที่ส่วนหัวและท้ายของแพ็คเก็ตข้อมูลทำให้สามารถรับ – ส่งข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก ซึ่งการรับส่งข้อมูลนั้น ทั้งฝั่งรับและฝั่งส่งจะต้องทำงานให้สอดคล้องโดยใช้สัญญาณนาฬิกา (Clock) ที่มีความถี่เท่ากันหากใช้ความถี่ไม่เท่ากันจะทำให้การรับ - ส่งข้อมูลผิดพลาดวิธีนี้จะเหมาะกับระบบที่ต้องมีการรับ – ส่งข้อมูลตลอดเวลา </li></ul>
  16. 16. ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล <ul><li>แบบทิศทางเดียว (Simplex Transmission) </li></ul><ul><li>ผู้ส่งสามารถส่งข้อมูลได้เพียงทางเดียวเท่านั้น ผู้รับไม่สามารถส่งข้อมูลตอบกลับมาได้ เช่น การกระจายเสียงทางวิทยุและการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ เป็นต้น </li></ul><ul><li>แบบทางใดทางหนึ่ง (Half-duplex Transmission) </li></ul><ul><li>แต่ละฝ่ายสามารถรับ – ส่งข้อมูลได้แต่จะไม่สามารถทำได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การใช้วิทยุสื่อสารของตำรวจ กระดานสนทนา (Web board) อีเมล์ เป็นต้น </li></ul><ul><li>แบบสองทิศทาง (Full-duplex Transmission) </li></ul><ul><li>สามารถรับส่ง – ข้อมูลได้พร้อมกันทั้งสองทาง ตัวอย่างเช่น การคุยโทรศัพท์ การสนทนาออนไลน์ในห้องสนทนา (Chat Room) เป็นต้น </li></ul>
  17. 17. ทิศทางของการสื่อสารข้อมูล ( ต่อ )
  18. 18. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ <ul><li>ระบบเครือข่าย (Network) คือ กลุ่มของเทคโนโลยี ( ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ตัวกลาง และอื่นๆ ) ที่สามารถเชื่อมโยงเครื่องคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน ทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้นสามารถติดต่อสื่อสารกัน และเปลี่ยนสารสนเทศระหว่างกัน และใช้แหล่งข้อมูลร่วมกันแบบเรียลไทม์ (real time) </li></ul><ul><li>ในปัจจุบันองค์กรบางองค์กรใช้ระบบรวมศูนย์กลาง คือ ใช้เครื่องเมนเฟรมและเครื่องเทอร์มินัล แต่ในขณะเดียวกันระบบธุรกิจและโรงเรียนจำนวนมากได้เปลี่ยนจากระบบรวมศูนย์กลางเป็นระบบเครือข่ายแบบใช้เครื่องพีซี เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าการใช้เครื่องเมนเฟรมร่วมกับเครื่องเทอร์มินัล </li></ul>
  19. 19. ประโยชน์ของการใช้ระบบเครือข่าย <ul><li>การใช้งานพร้อมกัน </li></ul><ul><li>ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คนใช้โปรแกรมและข้อมูลต่างๆ ได้ในเวลาเดียวกัน </li></ul><ul><li>การใช้อุปกรณ์รอบข้างร่วมกัน </li></ul><ul><li>ระบบเครือข่ายจะอนุญาตให้ผู้ใช้หลายๆ คน ใช้อุปกรณ์ต่างๆ ในเครือข่ายร่วมกันได้ เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องสแกนเนอร์ เป็นต้น </li></ul><ul><li>การสื่อสารส่วนบุคคล </li></ul><ul><li>ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้ติดต่อสื่อสารกันได้ง่ายขึ้น </li></ul><ul><li>การสำรองข้อมูลที่ง่ายขึ้น </li></ul><ul><li>ระบบเครือข่ายสามารถทำให้ผู้ใช้และผู้ดูแลระบบสำรองข้อมูลที่สำคัญได้ง่าย </li></ul>
  20. 20. ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ <ul><li>เครือข่ายระยะใกล้หรือเครือข่ายแลน </li></ul><ul><li>แลน คือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในพื้นที่ใกล้ๆ กัน เช่น ในแผนกเดียวกัน ในสำนักงาน หรือตึกทำการเดียวกัน โดยแต่ละเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ </li></ul>
  21. 21. ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>เครือข่ายแลนเป็นเครือข่ายสำคัญที่ปรับเปลี่ยนการทำงานภายในสำนักงานให้เป็นระบบสำนักงานอัตโนมัติ โดยการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และการสื่อสารข้อมูลมาช่วยอำนวยความสะดวก ในการทำงานในสำนักงานด้านต่างๆ ได้แก่ </li></ul><ul><li>- การติดต่อสื่อสารภายในสำนักงาน เช่น การส่งไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ระหว่างพนักงาน การนัดหมาย เป็นต้น </li></ul><ul><li>- การใช้ทรัพยากรต่างๆ ร่วมกัน เช่น การใช้แฟ้มข้อมูล หรือ ฐานข้อมูลกลางระหว่างหน่วยงาน การใช้เครื่องพิมพ์ร่วมกัน เป็นต้น </li></ul><ul><li>- การทำงานร่วมกัน เช่น การทำงานกลุ่ม เพื่อส่งเอกสารระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การประชุมทางไกล เป็นต้น </li></ul>
  22. 22. ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ชนิดของเครือข่ายแลน ( แบ่งตามการจัดการทรัพยากรของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ) </li></ul><ul><ul><li>แบบลูกข่าย / แม่ข่าย (Client/Server) </li></ul></ul><ul><ul><li>มีแม่ข่าย (Server) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่มักจะใช้ควบคุมการทำงานในเครือข่ายเป็นผู้ให้บริการแก่คอมพิวเตอร์ลูกข่าย (Client) ที่เชื่อมต่อในเครือข่ายแลน </li></ul></ul><ul><ul><li>- แบบแม่ข่ายกำหนดหน้าที่เฉพาะ (Delicate Server) </li></ul></ul><ul><ul><li>- แบบแม่ข่ายไม่กำหนดหน้าที่เฉพาะ (Non delicate server) </li></ul></ul><ul><ul><li>แบบเพียร์ทูเพียร์ (Peer-to-Peer) </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในเครือข่ายมีสถานะเท่าเทียมกันหมด คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถเป็นผู้ให้บริการและผู้รับบริการในขณะใดขณะหนึ่ง </li></ul></ul></ul>
  23. 23. ชนิดของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>เครือข่ายระยะไกลหรือเครือข่ายแวน </li></ul><ul><li>แวน คือ ระบบเครือข่ายแลนสองระบบเครือข่ายหรือมากกว่าเชื่อมต่อกัน โดยส่วนมากจะครอบคลุมพื้นที่กว้าง ตัวอย่างเช่น บริษัทแห่งหนึ่งมีสำนักงานขนาดใหญ่ และฝ่ายการผลิตตั้งอยู่ที่เมืองหนึ่ง ฝ่ายการตลาดตั้งอยู่อีกเมืองหนึ่ง แต่ละแผนกต้องมีการใช้ทรัพยากร ข้อมูล และโปรแกรม นอกจากนี้แต่ละแผนกต้องการใช้ข้อมูลร่วมกับแผนกอื่นด้วย จึงต้องมีการระบบแวน </li></ul>
  24. 24. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network) </li></ul><ul><li>ใช้สายสัญญาณต่อเชื่อม ซึ่งเรียกว่า “ บัส (Bus)” เป็นทางเดินของข้อมูลร่วมกันระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์โดยสัญญาณจะถูกกระจายไปตลอดทั้งเส้นทาง </li></ul>
  25. 25. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อดีของ การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network) </li></ul><ul><ul><li>การใช้สายส่งข้อมูลจะใช้สายส่งข้อมูลร่วมกันทำให้ใช้สายส่งข้อมูลได้อย่างงเต็มประสิทธิภาพช่วยลดค่าใช้จ่ายในการติดตั้งและการบำรุง </li></ul></ul><ul><ul><li>เครือข่ายแบบบัสมีโครงสร้างที่ง่ายและมีความน่าเชื่อถือ เนื่องจากใช้สายส่งข้อมูลเพียงเส้นเดียว </li></ul></ul><ul><ul><li>การเพิ่มจุดใช้บริการใหม่เข้าไปในเครือข่ายสามารถทำได้ง่าย เนื่องจากจุดใหม่จะใช้สายส่งข้อมูลที่มีอยู่แล้วได้ </li></ul></ul>
  26. 26. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบบัส (Bus Network) </li></ul><ul><ul><li>การหาข้อผิดพลาดทำได้ยาก เนื่องจากในเครือข่ายจะไม่มีศูนย์กลางในการควบคุมอยู่ที่จุดใดจุดหนึ่ง ดังนั้นการตรวจสอบข้อผิดพลาดจึงต้องทำจากหลาย ๆ จุดในเครือข่าย </li></ul></ul><ul><ul><li>ในกรณีที่เกิดการเสียหายในสายส่งข้อมูล จะทำให้ทั้งเครือข่ายไม่สามารถทำงานได้ </li></ul></ul><ul><ul><li>เมื่อมีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นอาจทำให้เกิดการชนกันของข้อมูลเมื่อมีการับส่งข้อมูล </li></ul></ul>
  27. 27. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network) </li></ul><ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เข้าสู่คอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางโดยใช้ฮับ (Hub) หรือสวิตช์ (Switch) เป็นจุดเชื่อมต่อและจะเรียกคอมพิวเตอร์ที่เป็นศูนย์กลางนั้นว่า “ โฮสต์คอมพิวเตอร์ (Host Computer)” </li></ul>
  28. 28. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network) </li></ul><ul><ul><li>เครือข่ายแบบสตาร์จะมีโฮสต์คอมพิวเตอร์อยู่ที่จุดเดียวทำให้ง่ายในการติดตั้งหรือจัดการกับระบบ </li></ul></ul><ul><ul><li>จุดใช้งาน 1 จุด ต่อกับสายส่งข้อมูล 1 เส้น เมื่อเกิดการเสียหายของจุดใช้งานใดในเครือข่ายจะไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของจุดอื่น ๆ </li></ul></ul>
  29. 29. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบสตาร์ (Star Network) </li></ul><ul><ul><li>เนื่องจากแต่ละจุดจะต่อโดยตรงกับโฮสต์คอมพิวเตอร์ ดังนั้นจึงต้องใช้สายส่งข้อมูลจำนวนมากทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นในการติดตั้งและบำรุงรักษา </li></ul></ul><ul><ul><li>การเพิ่มจุดใหม่เข้าในระบบจะต้องเดินสายจากโฮสต์คอมพิวเตอร์ออกมาส่งผลให้การขยายระบบทำได้ยาก </li></ul></ul><ul><ul><li>การทำงานขึ้นอยู่กับโฮสต์คอมพิวเตอร์ถ้าโฮสต์คอมพิวเตอร์เกิดเสียหายขึ้นก็จะไม่สามารถใช้งานเครือข่ายได้ </li></ul></ul>
  30. 30. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network) </li></ul><ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง มีการต่อเชื่อมกันเป็นวงแหวน (Ring Network) การรับส่งข้อมูลจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน การติดต่อสื่อสารจะใช้ “ โทเค็น (Token)” เป็นสื่อกลางในการติดต่อภายในเครือข่าย </li></ul>
  31. 31. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อดีของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network) </li></ul><ul><ul><li>ใช้สายส่งข้อมูลน้อย ความยาวของสายส่งข้อมูลจะใกล้เคียงกับแบบบัส แต่จะน้อยกว่าแบบสตาร์ ทำให้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการส่งข้อมูลได้มากขึ้น </li></ul></ul><ul><ul><li>เหมาะสำหรับใช้กับเคเบิลเส้นใยแก้วนำแสง เนื่องจากจะช่วยให้ส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูง ข้อมูลในวงแหวนจะเดินทางเดียว ในการส่งแต่ละจุดจะเชื่อมกับจุดติดกันด้วยสายส่งข้อมูลทำให้สามารถเลือกได้ว่าจะใช้สายส่งข้อมูลแบบไหนในแต่ละส่วนของระบบ เช่น เลือกใช้เคเบิลใยแก้วนำแสงในส่วนที่ใช้ในโรงงานซึ่งมีปัญหาด้านสัญญาณ ไฟฟ้ารบกวนมาก เป็นต้น </li></ul></ul>
  32. 32. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>ข้อเสียของการเชื่อมต่อเครือข่ายแบบริง (Ring Network) </li></ul><ul><ul><li>การส่งข้อมูลบนวงแหวนจะต้องผ่านทุก ๆ จุดที่อยู่ในวงแหวน ดังนั้นหากมีจุดใดจุดหนึ่งเสียหาย ทั้งเครือข่ายก็จะไม่สามารถติดต่อกันได้ จนกว่าจะนำจุดที่เสียหายออกไป หรือแก้ไขให้ใช้งานได้ </li></ul></ul><ul><ul><li>ในการตรวจสอบข้อผิดพลาดอาจต้องทดสอบระหว่างจุดกับจุดถัดไป เพื่อหาดูว่าจุดใดเสียหาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากและเสียเวลามาก </li></ul></ul><ul><ul><li>ยากต่อการเพิ่มจุดใช้งานใหม่ </li></ul></ul>
  33. 33. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมเครือข่ายแบบผสม ( Mesh Network) </li></ul><ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบผสม เป็นเครือข่ายที่ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เครือข่ายแบบผสมนี้จะใช้การผสมรูปแบบการเชื่อมต่อหลาย ๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่น ใช้เครือข่ายแบบบัสผสมกับเครือข่ายแบบสตาร์ เป็นต้น </li></ul>
  34. 34. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless Network) </li></ul><ul><li>เริ่มแรกนั้นสามารถรับส่งข้อมูลได้ 2 Mbps (Megabits per Second) จนพัฒนาให้สามารถส่งข้อมูลได้ 11 Mbps ด้วยราคาที่ถูกลง ทำให้เครือข่ายไร้สายได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่งเครือข่ายไร้สายนี้จะใช้เทคโนโลยีที่สามารถส่งข้อมูลไปบนความถี่ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ซึ่งเรียกว่า “ Spread Spectrum” โดยข้อมูลที่แยกส่งออกไปนั้นจะประกอบกันเหมือนเดิมที่ ตัวรับสัญญาณ </li></ul><ul><li>เครือข่ายไร้สายจะช่วยอำนวยความสะดวกและความคล่องตัวในการใช้งานเครือข่าย ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนภายในบริเวณพื้นที่ของเครือข่ายก็สามารถเข้าถึงข้อมูลและใช้ข้อมูลได้อย่างเต็มที่เช่นเดียวกับเครือข่ายปกติ </li></ul>
  35. 35. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless Network) </li></ul>
  36. 36. โครงสร้างของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ( ต่อ ) <ul><li>การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless Network) </li></ul>
  37. 37. อุปกรณ์เครือข่าย ( Network Devices) <ul><li>อุปกรณ์ทวนสัญญาณ ( Repeater) </li></ul><ul><li>อุปกรณ์ทวนสัญญาณทำงานใน Layer ที่ 1 ของ OSI Model เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณดิจิตอลเข้ามาแล้วสร้างใหม่ (Regenerate) ให้เป็นเหมือนสัญญาณข้อมูลเดิมที่ส่งมาจากต้นทาง จากนั้นค่อยส่งต่อออกไปยังอุปกรณ์ตัวอื่น ทำให้สามารถส่งสัญญาณไปได้ไกลขึ้น โดยที่สัญญาณไม่สูญหาย </li></ul>
  38. 38. อุปกรณ์เครือข่าย ( Network Devices) ( ต่อ ) <ul><li>ฮับ ( Hub) </li></ul><ul><li>Hub ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย จะมี “ พอร์ต (Port)” ใช้เชื่อมต่อระหว่าง Hub กับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์เครือข่ายตัวอื่น ๆ Hub จะทวนสัญญาณและส่งต่อข้อมูลนั้นออกไปที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่กับ Hub </li></ul>
  39. 39. อุปกรณ์เครือข่าย ( Network Devices) ( ต่อ ) <ul><li>บริดจ์ (Bridge) </li></ul><ul><li>บริดจ์ ทำงานใน Layer ที่ 2 ของ OSI Mode ใช้เชื่อมต่อ Segment ของเครือข่าย 2 Segment หรือมากกว่าเข้าด้วยกัน โดยจะต้องเป็นเครือข่ายที่ใช้ Data Link Protocol ตัวเดียวกัน และ Network Protocol ตัวเดียวกัน เช่น ต่อ Ethernet LAN ( ใช้ Topology แบบบัส และใช้โปรโตคอล Ethernet) 2 Segment เข้าด้วยกัน </li></ul><ul><li>Bridge สามารถกรองข้อมูลที่จะส่งต่อได้ โดยตรวจสอบว่า ข้อมูลที่ส่งนั้นมีปลายทางอยู่ที่ใด ทำให้สามารถจัดการกับความหนาแน่นของข้อมูลได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น </li></ul>
  40. 40. อุปกรณ์เครือข่าย ( Network Devices) ( ต่อ ) <ul><li>เราเตอร์ (Router) </li></ul><ul><li>เราเตอร์ ทำงานใน Layer ที่ 3 ของ OSI Model ใช้เชื่อมต่อเครือข่าย 2 เครือข่ายหรือมากกว่าเข้าด้วยกัน โดยที่เครือข่ายนั้นจะต้องใช้ Network Protocol ตัวเดียวกัน แต่ใช้ Data Link Protocol ต่างกันได้ ( ต่อ Ethernet LAN เข้ากับ Token LAN ได้ ) Router สามารถกรองข้อมูลได้เช่นเดียวกับ Bridge และสามารถหาเส้นทางในการส่งแพ็คเก็ตข้อมูลไปยังเครื่องปลายทางได้สั้นที่สุดด้วย </li></ul>
  41. 41. OSI Model (Open Systems Interconnection Model) <ul><li>หน่วยงานกำหนดมาตรฐานสากล หรือ ISO ระบุว่าควรแบ่งโปรโตคอลออกเป็น 7 เลเยอร์ (Layer) และในแต่ละเลเยอร์ควรมีหน้าที่อะไรบ้าง ดังนั้นเมื่อบริษัทต่าง ๆ ได้ผลิตโปรโตคอลใหม่ขึ้นมา ก็ออกแบบให้สอดคล้องกับ OSI Model นี้เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสารกับระบบของต่างบริษัทได้ </li></ul>
  42. 42. OSI Model (Open Systems Interconnection Model) ( ต่อ ) <ul><li>Application Layer </li></ul><ul><li>ประกอบไปด้วย Application Protocol ต่าง ๆ ที่มีผู้นิยมใช้งาน เช่น E-mail, File Transfer เป็นต้น </li></ul><ul><li>Presentation Layer </li></ul><ul><li>จัดการเกี่ยวกับรูปแบบของข้อมูลโดยการแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เป็นมาตรฐานที่ทุกเครื่องเข้าใจ </li></ul><ul><li>Session Layer </li></ul><ul><li>สร้างการเชื่อมต่อเชิงตรรกะระหว่างเครื่องสองเครื่อง ทำการ Synchronize ข้อมูลเพื่อป้องกันปัญหาการเชื่อมต่อหลุด </li></ul><ul><li>Transport Layer </li></ul><ul><li>ตัดข้อมูลออกเป็น segment ตรวจสอบความครบถ้วน ให้บริการเรื่องคุณภาพ </li></ul><ul><li>Network layer </li></ul><ul><li>แปลงข้อมูลเป็น packet และกำหนดเส้นทาง </li></ul><ul><li>Data Link Layer </li></ul><ul><li>อธิบายการส่งข้อมูลไปบนสื่อกลาง เพิ่ม Header และ Trailer เพื่อใช้ในการตรวจสอบต่าง ๆ </li></ul><ul><li>Physical Layer </li></ul><ul><li>ทำหน้าที่ดูแลการส่งข้อมูลที่เป็น Bit ไปในช่องทางการสื่อสาร </li></ul>
  43. 43. โปรโตคอล (Protocol) <ul><li>โปรโตคอล คือ ระเบียบวิธีการ กฎ และข้อกำหนดต่าง ๆ ใน </li></ul><ul><li>การติดต่อสื่อสารรวมถึงมาตรฐานที่ใช้เพื่อให้สามารถส่งผ่านข้อมูล </li></ul><ul><li>ไปยังปลายทางได้อย่างถูกต้อง </li></ul>
  44. 44. โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) <ul><li>TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) </li></ul><ul><li>โปรโตคอลมาตรฐานที่ใช้ในการสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ที่แตกต่างกันใช้ระบบปฏิบัติการที่ต่างกันและอยู่บนเครือข่ายที่ต่างกันให้สามารถสื่อสารกันผ่านทางเครือข่ายได้โดย TCP/IP จะประกอบไปด้วยโปรโคตอล 2 ตัว TCP (Transmission Control Protocol) และ IP (Internet Protocol) </li></ul>
  45. 45. โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) <ul><li>HTTP (Hyper Text Transfer Protocol) </li></ul><ul><li>โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งเว็บเพจ (Web Page) ที่อยู่บนเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาให้เครื่องไคลเอ็นท์ที่ทำการร้องขอไปทำให้ผู้ใช้งานสามารถท่องไปในเว็บไซต์ต่าง ๆ ทั่วโลกได้ </li></ul><ul><li>FTP (File Transfer Protocol ) </li></ul><ul><li>โปรโตคอลที่ใช้ในการส่งโอนไฟล์ข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเตอร์โดยจะเรียกการโอนไฟล์จากเครื่องเซิร์ฟเวอร์มาที่เคลื่อนไคลเอ็นท์ว่า “ Download” และเรียกการโอนไฟล์จากเครื่องไคลเอ็นท์ไปไว้ที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ว่า “ Upload” </li></ul>
  46. 46. โปรโตคอล (Protocol) ( ต่อ ) <ul><li>SMTP (Simple Mail Transport Protocol) </li></ul><ul><li>โปรโตคอลที่ใช้ในการส่ง E-mail ไปยัง Mailbox ที่จุดหมายปลายทาง </li></ul><ul><li>POP3 (Post Office Protocol – 3) </li></ul><ul><li>โปรโตคอลที่ใช้ในการดึง E-mail จาก Maibox ของผู้ให้บริการมาเก็บไว้ที่เครื่องตนเองเพื่อให้สะดวกต่อการจัดการับ E-Mail </li></ul>
  47. 47. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ <ul><li>Videoconference </li></ul><ul><li>เป็นการรวมเทคโนโลยี 2 อย่าง เข้าไว้ด้วยกัน นั่นคือ เทคโนโลยีวีดีโอและเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ จุดประสงค์ของการใช้เทคโนโลยี Videoconference นั้นเพื่อสนับสนุนการประชุมทางไกลเป็นหลัก </li></ul><ul><li>Videoconference เป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้อุปกรณ์ ได้แก่ เครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมการ์ดเสียง กล้องถ่ายวีดีโอขนาดเล็ก ไมโครโฟน ลำโพง ( หรือหูฟัง หรือ Head-Set) และต้องมีโปรแกรมที่ใช้ควบคุมการรับส่งข้อความ ภาพ และเสียง ตลอดจนไฟล์ต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทั้งหมดจะทำให้ผู้ร่วมประชุมเห็นภาพและได้ยินเสียงของผู้ร่วมประชุมคนอื่น ๆ ได้ </li></ul>
  48. 48. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>Voice Mail </li></ul><ul><li>Voice Mail เป็นเทคโนโลยีที่ทำหน้าที่คล้ายกับเครื่องตอบรับโทรศัพท์อัตโนมัติ โดยบันทึกเสียงของผู้พูดไว้ใน Voice Mailbox ของเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยสัญญาณดิจิตอล ภายใน Voice Mailbox นี้สามารถแบ่งเป็นโฟลเดอร์ย่อย ๆ ให้ผู้ใช้แต่ละคนได้ทำให้สามารถเรียกข้อความขึ้นมาฟังตอบกลับหรือส่งต่อข้อความไปถึงผู้ใช้คนอื่น ๆ ได้และหากต้องการส่งข้อความไปถึงผู้รับพร้อมกันหลายคนก็สามารถทำได้ </li></ul>
  49. 49. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>Fax </li></ul><ul><li>ข้อมูลอาจเป็นข้อความที่พิมพ์ขึ้นหรือเขียนขึ้นด้วยมือ และอาจจะมีรูปภาพด้วยก็ได้ ผู้ใช้สามารถเลือกใช้เครื่องแฟ็กซ์ หรือจะใช้คอมพิวเตอร์ที่มีการติดตั้งแฟ็กซ์ / โมเด็มเป็นอุปกรณ์สื่อสารก็ได้ ผู้ใช้สามารถดูข้อความหรือรูปภาพผ่านทางหน้าจอได้ทันทีไม่จำเป็นต้องพิมพ์ออกมาเป็นเอกสาร นอกจากนี้ยังเก็บข้อมูลต่าง ๆ ไว้เป็นไฟล์ได้ </li></ul>
  50. 50. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>Group Ware </li></ul><ul><li>Group Ware คือ โปรแกรมที่ช่วยสนับสนุนให้มีการแบ่งปันสารสนเทศผ่านทางเครือข่าย (LAN และ WAN) โดย GroupWare เป็นองค์ประกอบของแนวความคิดอิสระที่เรียกว่า “ Workgroup Computing” ซึ่งประกอบไปด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ของเครือข่ายซึ่งจะทำให้ผู้ร่วมงานทุกคนสามารถสื่อสารถึงกัน และร่วมกันจัดการโครงการต่าง ๆ ร่วมประชุมตามหมายกำหนดการตลอดจนร่วมกันตัดสินใจเป็นกลุ่มได้ </li></ul>
  51. 51. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>Collaboration </li></ul><ul><li>Collaboration เป็นความสามารถของซอฟต์แวร์แต่ละชนิดที่ทำให้ผู้ใช้งานทำงานร่วมกันได้โดยต่อเชื่อมถึงกันผ่าน Server เช่น โปรแกรม Microsoft Office XP ที่สามารถปฏิบัติงานหรือติดต่องานร่วมกับผู้อื่นได้และมีความสามารถในการควบคุมการประชุมแบบออนไลน์ (Online Meeting) เช่น สามารถแบ่งปันไฟล์เอกสารให้กับผู้อื่นได้เปิดอ่านพร้อมกันและถ้ามีใครซักคนเปลี่ยนแปลงข้อมูลไฟล์คนอื่น ๆ ที่กำลังเปิดไฟล์อยู่ก็จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เป็นต้น </li></ul>
  52. 52. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>EDI (Electronic Data Interchange) </li></ul><ul><li>EDI คือ การแลกเปลี่ยนเอกสารทางธุรกิจระหว่างบริษัทคู่ค้าในรูปแบบมาตรฐานสากลจากเครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่ง โดยระบบ EDI จะมีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 2 อย่าง คือ การใช้เอกสารอิเล็กทรอนิกส์แทนเอกสารที่เป็นกระดาษและเอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ต้องอยู่ในรูปแบบมาตรฐานสากลด้วยสององค์ประกอบนี้ให้ทุกธุรกิจสามารถแลกเปลี่ยนเอกสารกันได้ทั่วโลก </li></ul>
  53. 53. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>GPS (Global Positioning System) </li></ul><ul><li>ระบบ GPS ประกอบไปด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ตรวจสอบตำแหน่งที่ตั้งของ GPS Receiver ( อุปกรณ์รับสัญญาณ ) ผ่านทางดาวเทียม </li></ul><ul><li>ปัจจุบันนี้ได้มีผู้นำระบบ GPS ไปประยุกต์ใช้มากมาย ตัวอย่างเช่น การป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สิน การนำร่องเรือเดินสมุทร การควบคุมการบินอัตโนมัติ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีผู้นำไปใช้ในโครงการวิจัยสัตว์ป่า โดยฝัง GPS Receiver ไว้ที่ในตัวสัตว์ (GPS Receiver จะถูกออกแบบและสร้างมาให้เล็กเป็นพิเศษ ) เพื่อเฝ้าสะกดรอยตาม หรือหากนำไปฝังไว้ในตัวนักโทษก็จะทำให้การติดตามจับกุมนักโทษแหกคุกทำได้ง่ายขึ้น </li></ul>
  54. 54. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>อินเตอร์เน็ต (Internet) </li></ul><ul><li>อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งเกิดจากการเชื่อมเครือข่ายย่อย ๆ จำนวนมากเข้าไว้ด้วยกันทำให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นชนิดใดหรือขนาดใดตาม สามารถส่งผ่านและแลกเปลี่ยนข้อมูลและสารสนเทศซึ่งกันและกันได้ โดยใช้โปรโตคอลเป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างกันเหมือนเส้นใยแมงมุม หรือที่นิยมเรียกกันโดยทั่วไปว่า “ เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web: WWW)” </li></ul>
  55. 55. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในธุรกิจ ( ต่อ ) <ul><li>ตัวอย่างบริการบนอินเตอร์เน็ต (Internet) </li></ul><ul><ul><li>E-mail </li></ul></ul><ul><ul><li>Telnet </li></ul></ul><ul><ul><li>Gopher, Archie </li></ul></ul><ul><ul><li>Instant Messaging, Chat Room </li></ul></ul><ul><ul><li>Internet Telephony </li></ul></ul><ul><ul><li>Newsgroup </li></ul></ul><ul><ul><li>USENET </li></ul></ul>

×