Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

4,723 views

Published on

การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

Published in: Education
  • Be the first to comment

การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์

  1. 1. 1 ขั้นตอนวิธีการประมวลผล ภาษาคอมพิวเตอร์ และ ผังงาน อ.ศิริรัตน์ วณิชโยบล
  2. 2. 2 โครงสร้างข้อมูล แบ่งออกเป็น4 ส่วนคือ 1.CharacterหรือDataItemคือหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูล 2.DataFieldการรวมกันของDataItemอย่างน้อย1DataItem 3.DataRecordการรวมกันของDataFieldอย่างน้อย1DataField 4.DataFileการรวมกันของDataRecordอย่างน้อย1DataRecord Data File Data Record Data Field Character
  3. 3. 3 ประเภทของข้อมูล(Data Type) สาหรับคอมพิวเตอร์ข้อมูลจะมีเพียง2ประเภทคือ 1.ข้อมูลที่สามารถใช้คานวณได้(Numeric) 2.ข้อมูลที่ไม่สามารถใช้คานวณได้(CharacterหรือString)
  4. 4. 4 มี2 ชนิดคือ 1.Transaction Fileเป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บค่าของข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง บ่อยๆเป็นแฟ้มข้อมูลชั่วคราวและมักจะไม่เก็บไว้อย่างถาวรเช่นข้อมูล ลูกค้าธนาคารประจาวันที่มีการเปลี่ยนแปลง 2.Master File เป็นแฟ้มหลักที่ใช้เก็บข้อมูลที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงและมักเป็น ผลลัพธ์สุดท้ายของแต่ละช่วงเวลาเช่นยอดบัญชีรวมทั้งหมดของลูกค้าณ วันปิดงวดธนาคารแฟ้มประเภทนี้เป็นแฟ้มถาวรเพื่อเก็บไว้ใช้งานต่อไป ทุกๆช่วงเวลาจะมีการปรับยอดโดยใช้ข้อมูลจากTransaction file ที่ เกี่ยวข้อง รูปแบบของการจัดเก็บแฟ้มข้อมูล
  5. 5. 5 หมายถึง •การนาข้อมูลมากระทาให้อยู่ในรูปแบบที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้มากขึ้น •ผู้ใช้ได้รับความสะดวกและใช้ข้อมูลได้ง่ายขึ้น •ทาให้ข้อมูลมีความหมายมีค่ามากขึ้น •สิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลเราเรียกว่าข้อสนเทศ(Information) การประมวลผลข้อมูล(Data Processing)
  6. 6. 6 การเตรียม(Input) การประมวลผล(Processing) การนาเสนอข้อมูล(Output) ขั้นตอนการประมวลผลข้อมูล
  7. 7. 7 การเตรียม(Input) หมายถึงการเก็บรวบรวมข้อมูลและการจัดการข้อมูลให้มีรูปแบบ โครงสร้างที่เหมาะสมกับการจะนาไปประมวลผลให้ได้Output ที่ ต้องการ การจัดเตรียมข้อมูลทาตามลาดับได้ดังนี้ •การลงรหัส(Coding) •การบรรณาธิกรณ์(Editing) •การแยกประเภท(Classifying) •การบันทึกข้อมูลในสื่อ(Media)
  8. 8. 8 การประมวลผลข้อมูล(Data Processing) เป็นขั้นตอนการนาข้อมูลที่ผ่านการตรวจทานและเรียงลาดับแล้ว มาเข้าเครื่องเพื่อการประมวลผล ขั้นตอนการทางานของการประมวลผล •การคานวณ(Calculating) •การรวมข้อมูล(Merging) •การเรียงลาดับข้อมูล(Sorting) •การดึงข้อมูล(Retrieving) •การสรุป(Summerrizing)
  9. 9. 9 การนาเสนอข้อมูล(Output) คือการนาผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลมาแสดงให้ผู้เกี่ยวข้องหรือ ผู้สนใจทราบเช่น •ผลสรุปในรูปตารางกราฟหรือ •รายงานในรูปแบบต่างๆ เพื่อจะนาไปใช้ประโยชน์ในงานที่เกี่ยวข้อง
  10. 10. 10 การรวบรวมข้อมูล การเตรียมข้อมูล ข้อมูล INPUT CPU(ทาการประมวลผล) OUTPUT Information(ข้อสนเทศ)
  11. 11. 11 ประเภทของการประมวลผลข้อมูล แบ่งออกได้เป็น3 ประเภทโดยพิจารณาจากอุปกรณ์ที่ใช้คือ •การประมวลผลข้อมูลด้วยมือ(Manual Data Processing) •การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องจักรกล(Mechanical Data Processing) •การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์(Electronic Data Processing)
  12. 12. 12 •เป็นวิธีการที่ใช้มานานแล้วก่อนมีComputerมาใช้งาน •มีการเก็บข้อมูลเข้าแฟ้ม •มีการคิดคานวณด้วยเครื่องคิดเลขกระดาษทดหรือลูกคิด •ใช้กับงานที่มีข้อมูลน้อยไม่ต้องการผลแบบเร่งด่วน การประมวลผลข้อมูลด้วยมือ
  13. 13. 13 •เป็นการประมวลผลแบบกึ่งอัตโนมัติ •มีการนาเครื่องจักรกลมาช่วยผ่อนแรงงานคนแต่ยังใช้แรงงานคนร่วมด้วยเช่น oเครื่องจักรทาบัญชี oเครื่องที่เป็นกึ่งอัตโนมัติเรียกว่าเครื่องUnitRecordเช่น เครื่องเจาะบัตร เครื่องรวมบัตร เครื่องเรียงบัตร •ใช้กับงานที่มีปริมาณไม่มากนักและต้องการความรวดเร็วปานกลาง การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องจักรกล
  14. 14. 14 การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์(ElectronicDataProcessing-EPD)คาว่า EPDแปลว่าการประมวลผลด้วยอิเล็กทรอนิกส์หมายถึงการใช้คอมพิวเตอร์นั้นเองงานที่ เหมาะกับการประมวลผลประเภทนี้ควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ 1.เป็นงานที่มีปริมาณมากมีขั้นตอนการทางานซ้าๆกัน 2.ต้องการความถูกต้องและเสร็จทันเวลา 3.เป็นงานที่มีความยุ่งยากซับซ้อน 4.เป็นงานที่ต้องการมีภาพพจน์ที่ทันสมัย การประมวลผลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
  15. 15. 15 แบ่งออกเป็น2 ลักษณะคือ •Batch Processingคือการประมวลผลข้อมูลที่ต้องมีการรวบรวมข้อมูลให้มาก พอสมควรโดยใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการเก็บรวบรวมข้อมูลระยะเวลาอาจเป็นวัน สัปดาห์เดือนหรือปีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าวจึงนาข้อมูลมาประมวลผลเราเรียก การประมวลผลแบบนี้ว่าOff-Line System •Interactive Processing คือการประมวลผลที่เกิดขึ้นทันทีทันใดโดยไม่ต้องรอสะสมข้อมูลข้อมูลแต่ละ รายการจะถูกนาไปประมวลผลทันทีอุปกรณ์รับและแสดงข้อมูลติดต่อหรือควบคุมโดย หน่วยประมวลผลกลางของเครื่องคอมพิวเตอร์ทาให้สามารถประมวลผลได้ตลอดเวลา ระบบนี้เรียกว่าOn-Line Systemลักษณะการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์
  16. 16. 16 ภาษาคอมพิวเตอร์ (Computer Language)
  17. 17. 17 คือ •ชุดคาสั่งเพื่อให้คอมพิวเตอร์ทางานได้ •Programmer จาเป็นต้องเขียนคาสั่งให้คอมพิวเตอร์เข้าใจการทางานให้ได้ตามจุดประสงค์ •ต้องเขียนด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ให้ถูกกฎเกณฑ์และวิธีการเขียนคาสั่ง ในปัจจุบันภาษาคอมพิวเตอร์มีให้เลือกใช้มากมายหลายภาษาแต่ละภาษาจะมีลักษณะและ วิธีการเขียนโปรแกรมที่แตกต่างกันเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะงานต่างๆเราจาแนก ภาษาคอมพิวเตอร์ออกเป็นระดับต่างๆดังนี้ •ภาษาระดับต่า(Low Level Language) •ภาษาระดับสูง(High Level Language) •ภาษา4GLภาษาคอมพิวเตอร์
  18. 18. 18 เป็นภาษาที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจภาษานั้นได้ง่าย แต่คนเรานั้นไม่สามารถเข้าใจง่ายนัก แบ่งได้เป็น2ประเภทคือ 1.ภาษาเครื่อง(MachineLanguage) 2.ภาษาเอสเซมบลี(Assembly) ภาษาระดับต่า(Low Level Language)
  19. 19. 19 เป็นภาษาที่ใช้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ระยะแรกๆเครื่องสามารถเข้าใจยอมรับพร้อมจะ ทางานตามคาสั่งทั นทีคาสั่งทุกคาสั่งของภาษาเครื่องจะประกอบด้วยตัวเลขล้วนๆโดย ที่ โครงสร้างของแต่ละคาสั่งจะประกอบด้วยส่วนสาคัญ2 ส่วนคือ 1.Operation Code หรือOp-Codeเป็นส่วนที่ใช้ระบุว่าจะให้คอมพิวเตอร์ทา อะไรเช่นการบวกลบคูณหารหรือเปรียบเทียบเบื้องต้น 2.Operand เป็นส่วนระบุตาแหน่งในหน่วยความจาที่เก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการ ทางาน ของคาสั่งในส่วนแรก ภาษาเครื่อง
  20. 20. 20 •ภาษาเครื่องมีความยุ่งยากในการเขียนมากจึงไม่เป็นที่นิยม •ได้มีการพัฒนาภาษาคอมพิวเตอร์ขึ้นอีกระดับหนึ่งทาให้สะดวกในการั้้้เขียน โปรแกรม ยิ่งขึ้น oใช้อักษรภาษาอังกฤษเป็นรหัสแทนการทางานเช่นADD , SUB oใช้ชื่อตัวแปรแทนตาแหน่งที่เก็บข้อมูล oใช้สัญลักษณ์ช่วยเขียนโปรแกรม •เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับMachine Language มากทาให้้้เขียนโปรแกรมง่ายขึ้นกว่า การใช้ภาษาเครื่องโดยตรงเพราะภาษาเครื่องเป็นเพียงตัวเลขล้วนๆ ภาษาเอสเซมบลี
  21. 21. 21 เป็นภาษาที่สร้างขึ้นเพื่อช่วยอานวยความสะดวกในการเขียนโปรแกรมเพราะการเขียน โปรแกรมนั้นเขียนเป็นประโยคภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามรูปแบบที่กาหนดของแต่ละภาษา ของHigh-level language ผู้เขียนและผู้อ่านโปรแกรมทาได้ง่ายและสะดวกกว่าการเขียนด้วยภาษาAssemblyหรือ ภาษาเครื่องตัวอย่างของHigh-level Language คือ •FORTRAN language •COBOL language •Basic Language •RPG languageภาษาระดับสูง(High-level Language)
  22. 22. 22 การแปล (Compilation) Computer Data Data Outputการปฎิบัติ(Execution) Computer Complier Source Program Object Program Program Listingขั้นตอนการแปลและการปฎิบัติงานของ คอมพิวเตอร์
  23. 23. 23 •ภาษา4GL เป็นภาษาที่ส่วนมากแล้วมักจะพบในงานทางด้านของDatabase ซึ่งภาษา เหล่านี้ได้แก่ภาษาพวกSQL เป็นต้น •ส่วนมากใช้ในลักษณ์ที่บอกว่าต้องการที่จะได้คาตอบอะไรจากคาสั่งนี้โดยมีการเขียน คาสั่งตามรูปแบบและไวยากรณ์ของภาษานั้นๆ ภาษา4GL
  24. 24. 24 การเขียนผังงาน (Flowcharting)
  25. 25. 25 หมายถึงการเขียนภาพแสดงลาดับขั้นตอนการทางานของผังงาน แบ่งออกเป็น2 ประเภทคือ •ผังงานระบบ(System Flowchart) หมายถึงผังงานที่แสดงขั้นตอนการทางานภายในระบบ •ผังงานโปรแกรม(Programming Flowchart) หมายถึงผังแสดงลาดับขั้นตอนคาสั่งการทางานในโปรแกรมซึ่งมีส่วนแสดงขั้น ตอนการรับข้อมูลการประมวลผลและการแสดงผลลัพธ์ การเขียนผังงาน
  26. 26. 26 Flowchart หรือผังงานที่จะกล่าวต่อไปนี้ขอกล่าวเฉพาะผังงานโปรแกรม •คนสามารถเรียนรู้และเข้าใจผังงานได้ง่ายเพราะผังงานไม่ขึ้นอยู่กับ ภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่งโดยเฉพาะ •ผังงานเป็นการสื่อความหมายด้วยภาพทาให้ง่ายและสะดวกต่อการพิจารณาถึง ลาดับขั้นตอนการทางาน •ตรวจสอบความถูกต้องของลาดับขั้นตอนได้ง่าย •เขียนโปรแกรมสามารถทาตามFlowchart ได้สะดวกรวดเร็วและง่าย •ง่ายต่อการบารุงรักษาโปรแกรมหรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขโปรแกรมให้มีประสิทธิภาพขึ้น ประโยชน์ของผังงาน
  27. 27. 27 ข้อจากัดของผังงาน •ใช้เป็นสื่อได้ระหว่างคนกับคนแต่ไม่สามารถสื่อระหว่างคนกับเครื่อง คอมพิวเตอร์ได้ •ไม่สามารถทราบได้ว่ามีขั้นตอนใดสาคัญมากน้อยกว่ากันเพราะใช้สัญลักษณ์ ในลักษณะเดียวกัน •สิ้นเปลืองเพราะรูปภาพบางครั้งต้องสื่อหลายภาพแต่อาจสามารถเขียนเป็น ประโยคอธิบายได้สั้นๆกว่า •ในผ งงานบอกแต่ให้ทาอะไรตามขั้นตอนแต่ไม่ได้อธิบายถึงที่มาและที่ไป
  28. 28. 28 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน จุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดการทางาน การประมวลผลคาสั่งต่างๆ การตรวจสอบเงื่อนไขหรือการตัดสินใจ รับข้อมูลทางแป้นพิมพ์ อ่านข้อมูลจากอุปกรณ์ต่างๆ
  29. 29. 29 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน แสดงผลลัพธ์ทางจอภาพ แสดงผลลัพธ์ทางกระดาษ ทิศทางการทางาน จุดต่อเชื่อมของผังงาน
  30. 30. 30 หลักเกณฑ์ทั่วไปของการเขียนผังงาน การเขียนFlowchart สามารถเขียนในกระดาษแบบฟอร์มมาตรฐาน (FlowchartWorksheet)เพื่อความสะดวกประหยัดเนื้อที่และยังมีเครื่องมือ ช่วยคือFlowchart Template
  31. 31. 31 การใช้สัญลักษณ์ในการเขียนผังงาน 1.การกาหนดค่าเริ่มต้น(Initialization) เป็นการกาหนดค่าเริ่มต้นให้ตัวแปรบางตัวโดยใช้ สัญลักษณ์ 2.การรับข้อมูล(Input) เป็นการรับค่าตัวแปรสัญลักษณ์ที่ใช้คือ 3.การประมวลผล(Process) เป็นการแสดงวิธีทาการประมวลผลหรือคานวณเปรียบเทียบ โดยใช้สัญลักษณ์ 4.การแสดงค่าของผลลัพธ์(Output) แสดงโดย
  32. 32. 32 เพื่อให้Flowchart เป็นมาตรฐานเดียวกันผู้อื่นสามารถอ่านเข้าใจได้ง่ายจึงมีหลักการจัดภาพ และทิศทางของFlowchartด งนี้ 1.ทิศทางของFlowchartจะเริ่มจากส่วนบนลงมายังส่วนล่างและจากทางซ้ายของกระดาษ โดยมีหัวลูกศรกากับทิศทาง 2. สัญลักษณ์หรือภาพที่ใช้ในFlowchart มีความหมายเดียวกัน 3. การเขียนทิศทางควรเขียนไปอย่างมีระเบียบ 4. เขียนคาอธิบายสั้นๆในFlowchart ถ้าจาเป็น 5. Flowchart ที่ดีควรมีความหมายเป็นระเบียบสะอาดและมีชื่อของผังงานผู้เขียน วันที่ที่เขียนและเลขหน้าลาดับ การจัดภาพและทิศทางของFlowchart
  33. 33. 33 •เป็นการเขียนคาเชิงบรรยายเพื่ออธิบายลาดับหรือขั้นตอนของคาสั่งใน โปรแกรม •ช่วยให้ผู้ออกแบบโปรแกรมได้เน้นถึงวิธีการของโปรแกรมโดยการอธิบายมาก กว่าจะบอกเป็นสูตรคานวณซึ่งเป็นการบอกว่าต้องใช้ข้อมูลหรือการคานวณ ใดๆในแต่ละช่วงของโปรแกรม ต วอย่าง ซูโดโค้ด(Pseudocode) Start Read A, B Sum = A + B Print Sum Stop Start; Read A, B; Sum = A + B; Print Sum;
  34. 34. 34 บริษัทแห่งหนึ่งต้องการคานวณค่าแรงต่อวันของพนักงานจานวนหนึ่งโดยพิจารณาว่า ถ้าพนักงานคนใดทางานเกินกว่า6 ชั่วโมงเป็นชั่วโมงการทางานนอกเวลาและให้คิดค่าแรง เป็น2 เท่าของค่าแรงปกติจงหาจานวนเงินที่พนักงานแต่ละคนจะได้รับในแต่ละวันและ จานวนเงินที่บริษัทจะต้องจ่ายในวันหนึ่งๆ จงเขียนผังงานแสดงขั้นตอนการทางาน ตัวอย่าง

×