บทความการเรียนแบบร่วมมือ

35,658 views

Published on

ค.ม.หลักสูตรและการสอน รุ่น 14 ห้อง 1

2 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
35,658
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
24,003
Actions
Shares
0
Downloads
258
Comments
2
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทความการเรียนแบบร่วมมือ

  1. 1. การเรียนแบบร่ วมมือความเป็ นมาและความสาคัญ การจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้เป็ นวิธีการจัดการเรี ยนรู ้ท่ีให้ผเู ้ รี ยนทางานร่ วมกันเป็ นกลุ่มๆละ 4-6 คน เป็ นการแบ่งกลุ่มที่มีโครงสร้างชัดเจน กล่าวคือ ภายในกลุ่มย่อยแต่ละกลุ่มประกอบด้วยผูเ้ รี ยนที่มีความสามารถในการเรี ยนรู ้แตกต่างกัน คือ ผูเ้ รี ยนที่มีความสามารถสู ง ปานกลาง และต่า การจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ได้รับความสนใจนามาประยุกต์ใช้ในการศึกษาตั้งแต่คริ สตศักราช 1970 โดยมีความเชื่อว่าการร่ วมมือกันเรี ยนรู ้น้ ีจะช่วยแก้ปัญหาและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนของผูเ้ รี ยนได้ดวยการช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน เพื่อให้สมาชิกในกลุ่มบรรลุ ้จุดประสงค์อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังสามารถสร้างความสัมพันธ์ภายในกลุ่ม และสร้างความภูมิใจในตนเอง (Self-esteem) (ปราณี จงศรี , 2545: 46-48 อ้างถึงใน แสงทอง คงมา, 2554 : 2) การจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้มีหลักการที่สาคัญ 3 ประการ 1. รางวัลของกลุ่ม (Group reward) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีโอกาสเท่ากันในการประสบความสาเร็ จและได้รับรางวัลหรื อการประกาศเกียรติคุณ 2. ความรับผิดชอบต่อผลงานของสมาชิกแต่ละคน (Individual accountability) หมายถึงผลงานของสมาชิกแต่ละคนเมื่อนามารวมกันเป็ นผลงานของกลุ่มจะมีผลสาเร็ จตามเกณฑ์ท่ีกาหนด 3. การมีโอกาสประสบความสาเร็ จเท่าเทียมกัน (Equal opportunities for success) หมายถึง ่สมาชิกทุกคนไม่วาจะมีความสามารถในระดับสู ง หรื อปานกลาง หรื อต่า มีภารกิจในการสร้างผลงานให้กลุ่มด้วยการพัฒนาระดับผลสัมฤทธิ์ ของตน และนามารวมกันเป็ นผลสาเร็ จของกลุ่ม
  2. 2. ความหมาย การเรียนรู้ แบบร่ วมมือ การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ มีนกการศึกษาได้ให้ความหมาย ดังนี้ ั สลาวิน (Slavin, 1987 : 8) กล่าวว่าการเรี ยนแบบร่ วมมือ คือ การสอนแบบหนึ่งซึ่ งนักเรี ยนทางานร่ วมกันเป็ นกลุ่มเล็ก ปกติ 4 คน และการจัดกลุ่มต้องคานึงถึงความสามารถของนักเรี ยน เช่น นักเรี ยนที่มีความสามารถสู ง 1 คน ความสามารถปานกลาง 2 คน และความสามารถต่า 1 คน หน้าที่ของนักเรี ยนในกลุ่มต้องช่วยกันทางาน รับผิดชอบและช่วยเหลือเกี่ยวกับการเรี ยนซึ่ งกันและกัน อาเทซท์ และนิวแมน (Artzt and Nuwman, 1990 : 448 – 449) ได้กล่าวถึงกาเรี ยนแบบร่ วมมือว่า เป็ นแนวทางเกี่ยวกับการที่ผเู ้ รี ยนทาการเรี ยน การแก้ปัญหาร่ วมมือกันเป็ นกลุ่มเล็ก ๆ ซึ่ งสมาชิกคนในกลุ่มประสบความสาเร็ จหรื อบรรลุเป้ าหมายร่ วมกัน สมาชิกในกลุ่มทุกคนต้องระลึกเสมอว่าเขาเป็ นส่ วนสาคัญของกลุ่มความสาเร็ จหรื อความล้มเหลวของกลุ่มเป็ นความสาเร็ จหรื อความล้มเหลวของทุกคนในกลุ่ม เพื่อให้บรรลุเป้ าหมาย สมาชิกทุกคนต้องแสดงความคิดเห็นและช่วยเหลือกันให้เกิดการเรี ยนรู ้ในการแก้ปัญหา ครู มีบทบาทเป็ นผูให้ความช่วยเหลือ จัดหาและชี้แนะ ้แหล่งข้อมูลในการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยน นักเรี ยนเป็ นแหล่งข้อมูลในการเรี ยนรู ้ของนักเรี ยน นักเรี ยนเป็ นแหล่งความรู ้ซ่ ึ งกันและกันในกระบวนการเรี ยนรู ้ วิมลรัตน์ สุ นทรโรจน์ (2545 : 21) กล่าวว่า การเรี ยนรู ้แบบกลุ่มร่ วมมือ เป็ นวิธีการจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอนที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรี ยนให้แก่ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้แต่ละคนมีส่ วนร่ วมอย่างแท้จริ งในการเรี ยนรู ้ และในความสาเร็ จของกลุ่ม ทั้งโดยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ัการแบ่งปั นทรัพยากรการเรี ยนรู ้ รวมทั้งการเป็ นกาลังใจแก่กนและกัน คนที่เรี ยนเก่งจะช่วยเหลือคนที่อ่อนกว่า สมาชิกในกลุ่มไม่เพียงแต่รับผิดชอบต่อการเรี ยนของตนเองเท่านั้น หากแต่จะต้องร่ วมรับผิดชอบต่อการเรี ยนรู ้ของเพื่อนสมาชิกทุกคนในกลุ่ม ความสาเร็ จของแต่ละบุคคลคือความสาเร็ จของกลุ่ม ศรี สุดา ญาติปลื้ม (2547 : 35 อ้างถึงใน แสงทอง คงมา, 2554 : 2) สรุ ปว่า การเรี ยนแบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรี ยนการสอนที่ยดผูเ้ รี ยนเป็ นศูนย์กลาง โดยแบ่ง ึนักเรี ยนเป็ นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกภายในกลุ่มมีประมาณ 4-6 คน มีความแตกต่างกัน ด้านความรู ้ความสามารถ โดยเป้ าหมายของการเรี ยนแบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ คือ สมาชิกในกลุ่มมีบทบาทเท่าเทียม
  3. 3. 3กันในการทาให้กลุ่มประสบผลสาเร็ จ ได้พฒนาทักษะทางสังคมในการทางานเป็ นกลุ่ม พึ่งพาและ ัสนับสนุนเพื่อนทุกคนในกลุ่มให้ประสบผลสาเร็ จและบรรลุเป้ าหมายร่ วมกัน ่ จากความหมายของการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือข้างต้น สรุ ปได้วา การจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ หมายถึง การจัดการเรี ยนการสอนที่ผสอนจัดให้ผเู ้ รี ยนแบ่งเป็ นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-6 คน ู้เพื่อให้ผเู ้ รี ยนได้เรี ยนรู ้โดยการทางานร่ วมกัน ช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน และร่ วมกันรับผิดชอบงานในกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดเป็ นความสาเร็ จของกลุ่ม การเรี ยนแบบกลุ่มร่ วมมือสามารถนามาใช้กบการเรี ยนทุกวิชาและทุกระดับชั้นและจะมี ัประสิ ทธิ ผลยิงขึ้นกับกิจกรรมการเรี ยนรู ้ที่มุ่งพัฒนาผูเ้ รี ยนในด้านการแก้ปัญหา การกาหนดเป้ าหมาย ่ในการเรี ยนรู ้ การคิดแบบหลากหลาย การปฏิบติภารกิจที่ซบซ้อน การเน้นคุณธรรม จริ ยธรรม การ ั ัเสริ มสร้างประชาธิ ปไตยในชั้นเรี ยน ทักษะทางสังคม การสร้างนิสยความรับผิดชอบร่ วมกัน และ ัความร่ วมมือภายในกลุ่มลักษณะของการเรียนรู้ แบบร่ วมมือ จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1990: 23-24 ) ได้กาหนดลักษณะสาคัญของการจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ ดังนี้ 1. สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่ วมกันในการทางานที่ได้รับมอบหมายเพื่อให้สาเร็ จตามจุดมุ่งหมายร่ วมกันรวมทั้งมีการแบ่งปั นอุปกรณ์ระหว่างสมาชิกของกลุ่ม 2. สมาชิกกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันในการอภิปราย แลกเปลี่ยน รับฟังความคิดเห็นซึ่ งกันและกัน 3. สมาชิกในกลุ่มทุกคนมีความรับผิดชอบต่อตนเองและต่องานที่รับมอบหมายทุกคนทางานอย่างเต็มความสามารถเพื่อพัฒนางานของตนเอง ของเพื่อน และของกลุ่มสมาชิกกลุ่มมีทักษะในการทางานกลุ่มและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พรรณรัศมิ์ เง่าธรรมสาร (2533:35-36 อ้างถึงใน แสงทอง คงมา, 2554 : 4-5) อธิบายถึงการจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ ดังนี้
  4. 4. 4 1. การร่ วมมือกันเรี ยนรู ้มุ่งเน้นให้สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบในการเรี ยนรู ้ร่วมกันมีการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ งกันและกัน ไม่ใช้วธีการแบ่งงานให้ต่างคนต่างทาแล้วนา ิงานมารวมกัน 2. มีหลักในการเลือกสมาชิกเข้ากลุ่มโดยให้มีสมาชิกที่มีความสามารถสู ง ปานกลางและต่า เพื่อให้มีการช่วยเหลือกัน สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละคนรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย โดยมีการให้คาแนะนาซึ่ งกันและกัน 3. มีการแลกเปลี่ยนบทบาทของผูนาในกลุ่มการเรี ยนแบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ ้ 4. สมาชิกกลุ่มจะช่วยเหลือสนับสนุนให้กาลังใจในการทางานกลุ่ม ทั้งนี้เพราะความสาเร็ จของทุกคน คือ ความสาเร็ จของกลุ่ม 5. จุดมุ่งหมายของการจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้น้ น คือ การให้สมาชิกทุกคน ัได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ในการทางานกลุ่ม โดยยังคงรักษาสัมพันธภาพที่ดีต่อสมาชิกกลุ่มนอกจากนี้สมาชิกในกลุ่มจะได้รับการพัฒนาทักษะทางสังคม (Social Skills) ที่จาเป็ นต้องใช้ในขณะทางานกลุ่มด้วย 6. บทบาทของผูจดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้จะเป็ นผูให้คาแนะนาในขณะที่ทางาน ้ั ้กลุ่ม ผูจดการเรี ยนรู ้เป็ นผูกาหนดวิธีการในการทางานกลุ่มเพื่อให้กลุ่มดาเนินงานไปได้อย่างมี ้ั ้ประสิ ทธิภาพ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 121) ได้กล่าวถึง การจัดกิจกรรมแบบร่ วมแรงร่ วมใจว่ามีลกษณะ ัดังนี้ 1. มีการทางานกลุ่มร่ วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ภายในกลุ่มและระหว่างกลุ่ม 2. สมาชิกในกลุ่มมีจานวนไม่ควรเกิน 6 คน 3. สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกันเพื่อช่วยเหลือกัน 4. สมาชิกในกลุ่มต่างมีบทบาทรับผิดชอบในหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เช่น - เป็ นผูนากลุ่ม (Leader) ้ - เป็ นผูอธิบาย (Explainer) ้ - เป็ นผูจดบันทึก (Recorder) ้ - เป็ นผูตรวจสอบ (Checker) ้ - เป็ นผูสังเกตการณ์ (Observer) ้ - เป็ นผูให้กาลังใจ (Encourager) ฯลฯ ้
  5. 5. 5 สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่ วมกัน ยึดหลักว่า “ความสาเร็ จของแต่ละคน คือความสาเร็ จของกลุ่ม ความสาเร็ จของกลุ่ม คือ ความสาเร็ จของทุกคน” เพื่อให้การจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้เป็ นไปตามหลักการที่กล่าวข้างต้น ผูจดการ ้ัเรี ยนรู ้จึงต้องกาหนดหลักการในการคัดเลือกสมาชิกเข้ากลุ่มและหลักการให้ขอมูลย้อนกลับของกลุ่ม ้ดังนี้ 1. การจัดสมาชิกเข้ากลุ่มประกอบด้วยสมาชิกจานวน 4 คน โดยคละความสามารถ คือให้มีสมาชิกที่มีความสามารถสู ง 1 คน ความสามารถปานกลาง 2 คน และความสามารถต่า 1 คน 2. เป้ าหมายของสมาชิกและเป้ าหมายของกลุ่มต้องสอดคล้องกัน กลยุทธ์ของการทาให้สมาชิกมีเป้ าหมายเดียวกัน คือ การแจกเอกสาร แบบฝึ กปฏิบติ หรื อสื่ ออื่น ๆ ให้แจกกลุ่มละ 1 ชุด ัเท่านั้น เพื่อให้เกิดการวางแผนใช้เครื่ องมือหรื อสื่ อการเรี ยนร่ วมกัน โดยให้ส่งผลงานเป็ นงานกลุ่มกลุ่มละ 1 ชิ้น 3. การให้ขอมูลย้อนกลับของผูสอน ได้แก่ การให้รางวัลหรื อคะแนนกลุ่มให้ใช้ ้ ้คะแนนรวมของกลุ่ม 4. สมาชิกทุกคนจะต้องมีหน้าที่ และรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ตนได้รับมอบหมาย มีการช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน โดยแต่ละคนควรมีหน้าที่ดงต่อไปนี้ ั - ผูตรวจสอบ (Checker) เช่น ตรวจสอบความเข้าใจในบทเรี ยน ้ - ผูสนับสนุน (Encourager) เช่น สนับสนุนให้เกิดการแสดงความคิดเห็น หรื อความ ้ ช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน เป็ นต้น - ผูจดบันทึก (Recorder) เช่น บันทึกความคิดเห็น การตัดสิ นใจ วิธีการในการ ้ ดาเนินงานและผลผลิต - ผูติดตามการทางาน (Task master) เช่น กระตุนให้ทุกคนในกลุ่มใส่ ใจกับการ ้ ้ ทางานให้เสร็ จทันเวลา - ผูรักษากติกาของกลุ่ม (Gatekeeper) เช่น ปฏิบติหน้าที่อย่างเต็มใจ ไม่ผลักภาระให้ ้ ั เพื่อน 5. การทางานร่ วมกันจาเป็ นต้องใช้ทกษะทางสังคม เช่น ความเป็ นผูนา การคิดตัดสิ นใจ ั ้การสร้างความไว้วางใจ การสื่ อสาร และทักษะการจัดการ ทักษะทางสังคมที่เป็ นพื้นฐานในการทางานกลุ่มมีดงนี้ ั
  6. 6. 6 5.1 ทักษะการจัดกลุ่ม (Forming skills) ผูเ้ รี ยนต้องมีทกษะในการจัดกลุ่มอย่างรวดเร็ ว ัไม่ส่งเสี ยงรบกวนผูอื่น นังทางานในกลุ่มของตน ซักถามและอธิ บายให้ได้ยนเฉพาะภายในกลุ่ม ้ ่ ิผลัดเปลี่ยนกันทาหน้าที่ต่าง ๆ เช่น เป็ นผูบนทึก ผูสนับสนุน ผูตรวจสอบ ผูรายงาน ยอมรับและให้ ้ ั ้ ้ ้ความสาคัญแก่สมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน 5.2 ทักษะการปฏิบติงานกลุ่ม (Functioning skills) เป็ นทักษะของผูเ้ รี ยนในการ ัทางานร่ วมกันเพื่อให้เกิดความสาเร็ จ และเพื่อรักษาความสัมพันธ์ท่ีดีระหว่างสมาชิกภายในกลุ่ม ซึ่ งเป็ นทักษะเกี่ยวกับเรื่ องต่อไปนี้ - การแลกเปลี่ยนความคิด การแสดงความคิดเห็น การอธิบาย การใช้อุปกรณ์ร่ วมกัน - การถามคาถาม เพื่อต้องการทราบเหตุผลข้อเท็จจริ ง ตอบคาถาม เพื่อสร้างความเข้าใจที่อาจคลาดเคลื่อน ยอมรับฟังความคิดของสมาชิกทุกคน ไม่ยดถือแต่ความคิดเห็นของคนเก่ง ึเท่านั้น - โต้เถียงด้วยเหตุผล ไม่มีอคติต่อตัวบุคคล ใช้คาพูดโต้เถียงที่สุภาพและไม่ทาตัวเป็ นผูเ้ ผด็จการ - สร้างบรรยากาศที่ดีในการทางานกลุ่ม มีอารมณ์ขน มีมนุษยสัมพันธ์และรักษา ัน้ าใจซึ่ งกันและกัน 5.3 ทักษะการสรุ ปความคิดเห็น (Formulation skills) เป็ นทักษะที่จาเป็ นในการพัฒนาการเรี ยนรู ้เพื่อให้คิดตามลาดับขั้นอย่างมีเหตุผล ได้แก่ - การสรุ ปความคิดเห็นหรื อข้อเท็จจริ งด้วยการพูดปากเปล่าโดยไม่ตองดูจากการ ้บันทึก - การตรวจสอบความถูกต้องของผลงานกลุ่ม เช่น การปรับปรุ งแก้ไข ข้อคิดเห็นที่ยงไม่ถูกต้องของเพื่อนสมาชิกหรื อเพื่อเติมใจความสาคัญที่ขาด ั หายไป สารวจ และแสดงความคิดเห็นของตนเองในประเด็นที่ยงไม่เข้าใจ ั - สมาชิกร่ วมกันตรวจสอบผลงานและมีมติเป็ นเอกฉันท์ก่อนที่จะนาเสนอเป็ นผลงานของกลุ่มจากที่กล่าวแล้วข้างต้นจะเห็นได้วา กิจกรรมของวิธีสอนแบบร่ วมมือกันเรี ยนรู ้ช่วยให้ ่ผูเ้ รี ยนได้ฝึกฝนและพัฒนาทักษะในการเรี ยนรู้และทักษะทางสังคมด้วย
  7. 7. 7องค์ ประกอบสาคัญของการเรียนรู้ แบบร่ วมมือ นักวิชาการหลายท่านได้กล่าวถึงองค์ประกอบของการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ ไว้ดงนี้ั จอห์ นสัน และจอห์ นสัน (Johnson and Johnson, 1987 : 13 - 14) ได้ก ล่ า วถึ งองค์ป ระกอบที่ สาคัญของการเรี ย นรู ้ แบบร่ ว มมื อ ไว้ดัง นี้ 1. ความเกียวข้ องสั มพันธ์ กันในทางบวก (Positive Interdependence) หมายถึง ่การที่สมาชิกในกลุ่มทางานอย่างมีเป้ าหมายร่ วมกัน มีการทางานร่ วมกัน โดยที่สมาชิกทุกคนมีส่วนร่ วมในการทางานนั้น มีการแบ่งปั นวัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลต่าง ๆ ในการทางาน ทุกคนมีบทบาทหน้าที่และประสบความสาเร็ จร่ วมกัน สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู ้สึกว่าตนประสบความสาเร็ จได้ก็๖อเมื่อสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความสาเร็ จด้วย สมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์ หรื อรางวัลผลงานกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน เช่น ถ้าสมาชิกทุกคนช่วยกัน ทาให้กลุ่มได้คะแนน 90% แล้ว สมาชิกแต่ละคนจะได้คะแนนพิเศษเพิ่มอีก 5 คะแนน เป็ นรางวัล เป็ นต้น 2. การมีปฏิสัมพันธ์ ทส่งเสริมซึ่งกันและกัน (Face To Face Pronotive ี่ ัInteraction) เป็ นการติดต่อสัมพันธ์กน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่ งกันและกัน การอธิ บายความรู ้ให้แก่เพื่อนในกลุ่มฟัง เป็ นลักษณะสาคัญของการติดต่อปฏิสัมพันธ์โดยตรงของการเรี ยนแบบร่ วมมือดังนั้น จึงควรมีการแลกเปลี่ยน ให้ขอมูลย้อนกลับ เปิ ดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ ้เพื่อเลือกในสิ่ งที่เหมาะสมที่สุด 3. ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ ละคน (Individual Accountability) ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล เป็ นความรับผิดชอบในการเรี ยนรู ้ของสมาชิกแต่ละบุคคล โดยมีการช่วยเหลือส่ งเสริ มซึ่ งกันและกัน เพื่อให้เกิดความสาเร็ จตามเป้ าหมายกลุ่ม โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมันใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็ นรายบุคคล ่ 4. การใช้ ทกษะระหว่ างบุคคลและทักษะการทางานกลุ่มย่ อย (Interdependence ั and Small Group Skills) ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะการทางานกลุ่มย่อย นักเรี ยนควรได้รับการฝึ กฝนทักษะเหล่านี้ เสี ยก่อน เพราะเป็ นทักษะสาคัญที่จะช่วยให้การทางานกลุ่มประสบผลสาเร็ จ นักเรี ยนควรได้รับการฝึ กทักษะในการสื่ อสาร การเป็ นผูนา การไว้วางใจผูอื่น การ ้ ้ตัดสิ นใจ การแก้ปัญหา ครู ควรจัดสถานการณ์ที่จะส่ งเสริ มให้นกเรี ยน เพื่อให้นกเรี ยนสามารถ ั ัทางานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ และในปี ค.ศ. 1991 จอห์นสัน และ จอห์นสัน ได้เพิมองค์ประกอบการเรี ยนรู ้แบบ ่ร่ วมมือขึ้นอีก 1 องค์ประกอบ ได้แก่
  8. 8. 8 5. กระบวนการกลุ่ม (Group Process) เป็ นกระบวนการทางานที่มีข้ นตอนหรื อวิธีการที่ ัจะช่วยให้การดาเนินงานกลุ่มเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ นันคือ สมาชิกทุกคนต้องทาความเข้าใจใน ่เป้ าหมายการทางาน วางแผนปฏิบติงานร่ วมกัน ดาเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและ ัปรับปรุ งงาน องค์ประกอบของการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือทั้ง 5 องค์ประกอบนี้ ต่างมีความสัมพันธ์ซ่ ึ งกันและกัน ในอันที่จะช่วยให้การเรี ยนแบบร่ วมมือดาเนิ นไปด้วยดี และบรรลุตามเป้ าหมายที่กลุ่มกาหนด โดยเฉพาะทักษะทางสังคม ทักษะการทางานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่มซึ่ งจาเป็ นที่จะต้องได้รับการฝึ กฝน ทั้งนี้ เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเกิดความรู ้ ความเข้าใจและสามารถนาทักษะเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 122) กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือไว้วา ต้องคานึงถึงองค์ประกอบในการให้ผเู ้ รี ยนทางานกลุ่ม ดังข้อต่อไปนี้ ่ 1. มีการพึงพาอาศัยกัน (Positive Interdependence) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มมี ่เป้ าหมายร่ วมกัน มีส่วนรับความสาเร็ จร่ วมกัน ใช้วสดุอุปกรณ์ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่ทุกคนทัวกัน ั ่ทุกคนมีความรู ้สึกว่างานจะสาเร็ จได้ตองช่วยเหลือซึ่ งกันและกัน ้ 2. มีปฏิสัมพันธ์ อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้ างสรรค์ (Face to Face PromotiveInteraction) หมายถึง สมาชิกกลุ่มได้ทากิจกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอธิ บายความรู ้แก่กน ถามคาถาม ตอบคาถามกันและกัน ด้วยความรู ้สึกที่ดีต่อกัน ั 3. มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ ละคน (IndividualAccountability) เป็ นหน้าที่ของผูสอนที่จะต้องตรวจสอบว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่องาน ้กลุ่มหรื อไม่ มากน้อยเพียงใด เช่น การสุ่ มถามสมาชิกในกลุ่ม สังเกตและบันทึกการทางานกลุ่ม ให้ผูเ้ รี ยนอธิ บายสิ่ งที่ตนเรี ยนรู ้ให้เพื่อนฟัง ทดสอบรายบุคคล เป็ นต้น 4. มีการฝึ กทักษะการช่ วยเหลือกันทางานและทักษะการทางานกลุ่มย่ อย(Interdependence and Small Groups Skills) ผูเ้ รี ยนควรได้ฝึกทักษะที่จะช่วยให้งานกลุ่มประสบความสาเร็ จ เช่น ทักษะการสื่ อสาร การยอมรับและช่วยเหลือกัน การวิจารณ์ความคิดเห็นโดยไม่วจารณ์บุคคล การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การให้ความช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ ต่อทุกคน ิอย่างเท่าเทียมกัน การทาความรู ้จกและไว้วางใจผูอื่น เป็ นต้น ั ้
  9. 9. 9 5. มีการฝึ กกระบวนการกลุ่ม (Group Process) สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการทางานของกลุ่ม ต้องสามารถประเมินการทางานของกลุ่มได้วา ประสบผลสาเร็ จมากน้อยเพียงใด ่เพราะเหตุใด ต้องแก้ไขปั ญหาที่ใด และอย่างไร เพื่อให้การทางานกลุ่มมีประสิ ทธิ ภาพดีกว่าเดิมเป็ นการฝึ กกระบวนการกลุ่มอย่างเป็ นกระบวนการ ่ จากองค์ประกอบสาคัญของการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ จึงสรุ ปได้วา การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือนั้นมีองค์ประกอบ 5 ประการด้วยกัน คือ 1. มีการพึ่งพาอาศัยซึ่ งกันและกัน โดยสมาชิกแต่ละคนมีเป้ าหมายในการทางานกลุ่มร่ วมกัน ซึ่ งจะต้องพึงพาอาศัยซึ่ งกันและกันเพื่อความสาเร็ จของการทางานกลุ่ม 2. มีปฏิสัมพันธ์กนอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็ นการให้สมาชิกได้ร่วมกันทางาน ักลุ่มกันอย่างใกล้ชิด โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชิกภายในกลุ่ม ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน 3. มีความรับผิดชอบของสมาชิ กแต่ละคน หมายความว่า สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละคนจะต้องมีความรับผิดในการทางาน โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมันใจ และพร้อมที่จะได้รับการ ่ทดสอบเป็ นรายบุคคล 4. มีการใช้ทกษะกระบวนการกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะการทางานกลุ่ม ัย่อย นักเรี ยนควรได้รับการฝึ กฝนทักษะเหล่านี้เสี ยก่อน เพราะเป็ นทักษะสาคัญที่จะช่วยให้การทางานกลุ่มประสบผลสาเร็ จ เพื่อให้นกเรี ยนจะสามารถทางานได้อย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ั 5. มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่ งเป็ นกระบวนการทางานที่มีข้ นตอนหรื อ วิธีการที่จะช่วยให้ ัการดาเนิ นงานกลุ่มเป็ นไปอย่างมีประสิ ทธิ ภาพ ในการวางแผนปฏิบติงานและเป้ าหมายในการ ัทางานร่ วมกัน โดยจะต้องดาเนินงานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรับปรุ งงานประโยชน์ ของการเรียนแบบร่ วมมือ ทิศนา แขมมณี (2552 : 101) ได้กล่าวว่า การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือได้รับความนิยมอย่างแพร่ หลายมากนับตั้งแต่รายงานการวิจยเรื่ องแรกที่ได้การรับตีพิมพ์ในปี ค.ศ. 1898 ปัจจุบนมีงานวิจยที่ ั ั ัเกี่ยวข้องโดยเป็ นงานวิจยเชิงทดลองประมาณ 600 เรื่ องและงานวิจยเชิงความสัมพันธ์ประมาณ100 ั ัเรื่ องผลจากการวิจยทั้งหลายดังกล่าวพบว่า การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือส่ งผลดีต่อผูเ้ รี ยนตรงกันในด้าน ัต่างๆดังนี้
  10. 10. 10 1) มีความพยายามที่จะบรรลุเป้ าหมายมากขึ้น (greater efforts to achieve)การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือช่วยให้ผเู ้ รี ยนมีความพยายามที่จะเรี ยนรู ้ให้บรรลุเป้ าหมาย เป็ นผลทาให้ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยนสู งขึ้น (long – term retention) มีแรงจูงใจภายในและแรงจูงใจสัมฤทธิ์ มีการใช้เวลาว่างมีประสิ ทธิ ภาพใช้เหตุผลดีข้ ึน และคิดอย่างมีวิจารณญาณมากขึ้น 2) มีความสัมพันธ์ระหว่างผูเ้ รี ยนดีข้ ึน (More positive relationships amongstudent) การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือช่วยให้ผเู ้ รี ยนมีน้ าใจนักกีฬามากขึ้น ใส่ ใจในผูเ้ รี ยนมากขึ้น เห็นคุณค่าของความแตกต่างหลากหลาย การประสานสัมพันธ์และการร่ วมมือ 3) มีสุขภาพจิตที่ดี (greater psychological health) การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ ช่วยให้ผูเ้ รี ยนมีสุขภาพจิตที่ดีข้ ึน มีความรู ้สึกที่ดีเกี่ยวกับตนเองและมีความเชื่อมันในตนเองมากขึ้น ่นอกจากนั้นยังช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมและความสามารถในการเผชิ ญกับความเครี ยดและความผันแปรต่าง ๆ ชัดเจน จากการพิจารณาข้อดีของการเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือ ทั้งในบริ บทการศึกษาของบุคคล ้ ั ่ในวัยเด็กและวัยผูใหญ่ดงกล่าวข้างต้น จึงสรุ ปได้วา การเรี ยนรู ้แบบร่ วมมือมีขอดีหลายประการ ้ในการพัฒนาผูเ้ รี ยน ดังนี้ คือ ช่วยพัฒนาความเชื่ อมันของผูเ้ รี ยน พัฒนาความคิดของผูเ้ รี ยน เกิดเจตคติ ่ที่ดีในการเรี ยน ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ ทางการเรี ยน ช่วยส่ งเสริ มบรรยากาศในการเรี ยนสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนสมาชิก ส่ งเสริ มทักษะในการทางานร่ วมกัน ฝึ กให้รู้จกรับฟังความ ัคิดเห็นของ ผูอื่น ทาให้นกเรี ยนมีวสัยทัศน์ หรื อมุมมองกว้างขึ้น ส่ งเสริ มทักษะทางสังคม ตลอดจน ้ ั ิ
  11. 11. 11เอกสารอ้างอิงโฆษิต จัตุรัสวัฒนากุล. (2543). การเรียนแบบร่ วมมือโดยใช้ เทคนิคการสอนเป็ นกลุ่มที่ช่วยเหลือ เป็ นรายบุคคลทีมผลสั มฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการถ่ ายโยงความรู้ ในวิชา ่ ี วิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5.วิทยานิพนธ์ปริ ญญามหาบัณฑิต. กรุ งเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ .ทิศนา แขมมณี . (2545). ศาสตร์ การสอน: องค์ ความรู้ เพือการจัดกระบวนการเรียนรู้ ่ ทีมีประสิ ทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุ งเทพมหานคร:จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ่ . (2552). ศาสตร์ การสอน: องค์ ความรู้ เพือการจัดกระบวนการเรียนรู้ ่ ทีมีประสิ ทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 8 (ฉบับพิมพ์เพิ่มเติม). กรุ งเทพมหานคร : จุฬาลงกรณ์ ่ มหาวิทยาลัย.ยุทธพงษ์ ไกยวรรณ. (2541). เทคนิคและวิธีการสอน. กรุ งเทพฯ: ศูนย์สื่อเสริ มกรุ งเทพมหานคร : พิมพ์ดี.แสงทอง คงมา. (2554). การพัฒนาชุ ดการสอนแบบร่ วมมือ เรื่อง บทประยุกต์ กลุ่มสาระ การเรี ยนรู้ คณิตศาสตร์ ชั้ นประถมศึกษาปี ที่ 6. ผลงานทางวิชาการวิทยฐานะชานาญการ พิเศษ (คศ.3).อาภรณ์ ใจเที่ยง. (2550). หลักการสอน (ฉบับปรับปรุ ง).กรุ งเทพฯ : โอเดียนสโตร์.Johnson , David W. and Johnson, Roger T. (1987). “Research Shows the Benefits of Adult Cooperation,” Educational Leadership. 45 ( 3 ) 27 - 29 ; November.______. (1991). Learning Together and Alone : Cooperative and Individualistic Learning. 5th ed. Englewood Cliffs , New Jersey: Prentice Hall.Kagan, S. (1995). Cooperative Learning & Wee Science. San Clemento : Kagan Cooperative Learning.________. (1996 a). Cooperative Learning and Mathematics. San Juan Capistrano : Kagan Cooperative Learning.Slavin , Robert E. “Cooperative Learning and Cooperative School,” Educational Leadership. November , 1987.
  12. 12. 12Slavin , Robert E. Cooperative Learning Theory, Research , and Practice. New Jersey: Prentice Hall , 1991.Strachan , Kevin Winton. Cooperative Learning in A Secondary School Physical Education Program. February, 1999.http://registrar.nsru.ac.th/promote/active/article/24_technic.dochttp://t1.gstatic.com/images?q=tbn:ObwJyY3OKouWMM:http://ednet.kku.ac.th/~sumcha /212300/4part4_5.jpghttp://t0.gstatic.com/images?q=tbn:Q7hAOe0G02A85M:http://www.princess-it.org/archive/ images/preview800/20041217161513-preview800.jpghttp://t2.gstatic.com/images?q=tbn:cdounKqE4YoVSM:http://www.lertlah.com/home/images/ stories/Teaching_new2.jpghttp://www.oknation.net/blog/print.php?id=294321.http:// 52040033.web.officelive.com/99.aspx.

×