การติดตามและประเมินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน

11,105 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
11,105
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
284
Actions
Shares
0
Downloads
138
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

การติดตามและประเมินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน

  1. 1. ลูกกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  2. 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกาสานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 4 (ปทุมธานี)
  3. 3. คานางานวิจัยเรื่องการติดตามและประเมินโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เป็นการติดตามและประเมินผลการดาเนินงานกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยมีวัตถุประสงค์ของการประเมินคือ 1. เพื่อศึกษาแนวคิดและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตของนักเรียน 2. เพื่อประเมินกระบวนการหลักการบริหารจัดการร้านของนักเรียน 3. เพื่อประเมินคุณลักษณะของนักเรียนในด้านการประกอบอาชีพสาหรับผลการประเมินพบว่าการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สาหรับนักเรียนทุกระดับชั้นในครั้งนี้สาเร็จและเรียบร้อยผ่านไปด้วยดี ก็ด้วยความร่วมมือและความสามัคคีของคณะครูผู้จัดกิจกรรม อีกทั้งยังได้รับความร่วมมือจากทางโรงเรียนให้จัดกิจกรรมดังกล่าว และที่สาคัญนักเรียนทุกคนได้ให้ความร่วมมือในการดาเนินกิจกรรม ทาให้กิจกรรมตลาดนัดอาชีพไปด้วยความเรียบร้อย และไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติ อันตราย หรือผลลัพธ์ที่ไม่ดีกับนักเรียน ครูและการประเมินผลการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยนักเรียนและครูเป็นผู้ทาการประเมิน ซึ่งมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด คือ นักเรียนและครูมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมนี้และได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพมากที่สุดในส่วนของข้อเสนอแนะนั้น ความเห็นของนักเรียนส่วนใหญ่คืออยากให้มีการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพทุกภาคเรียน เพราะเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมและเกิดประโยชน์ต่อนักเรียนอย่างแท้จริง
  4. 4. สารบัญหน้าบทที่ 1 บทนา 1ความสาคัญของปัญหา 1คาถามการประเมิน 2วัตถุประสงค์การประเมิน 3ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 3ขอบเขตการประเมิน 4นิยามศัพท์ 5บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ 8แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ 13งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 35บทที่ 3 วิธีดาเนินการวิจัย 42กลุ่มประชากร 42กลุ่มตัวอย่าง 42เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 43การรวบรวมข้อมูล 44การวิเคราะห์ข้อมูล 44บทที่ 4 ผลการวิจัยและข้อวิจารณ์ 45ผลการวิจัย 45บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 49ภาคผนวก 50ภาคผนวก ก การดาเนินกิจกรรม 51ภาคผนวก ข คาสั่งโรงเรียน 57ภาคผนวก ค ผู้จัดทา 68
  5. 5. 1บทที่ 1บทนาความสาคัญของปัญหาการประกอบอาชีพเป็นที่มาของรายได้ เพื่อนาไปใช้จ่ายในการดารงชีวิต ซึ่งจาเป็นต้องอาศัยปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ในอดีตสิ่งของต่าง ๆเหล่านี้เป็นหน้าที่ของพ่อแม่เป็นผู้จัดหาให้แก่สมาชิก ด้วยการผลิตขึ้นใช้เองในครอบครัว โดยไม่จาเป็นต้องใช้เงินซื้อหา ปัจจุบันการดารงชีวิตในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไป ประชาชนมีการศึกษามากขึ้น ความรู้ที่ได้รับจะเป็นพื้นฐานในการประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้มาซื้อปัจจัยสี่และสิ่งของอื่น ๆในการดารงชีวิตและสร้างมาตรฐานที่ดีให้แก่ตนเอง ครอบครัว และสังคม อาชีพมีอยู่มากมาย ควรพิจารณาเลือกประกอบอาชีพที่มีความถนัดและความสนใจ สุจริต มีความมั่นคงในชีวิตและมีรายได้เพียงพอความจาเป็นของการประกอบอาชีพโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ เป็นกิจกรรมที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา ได้ดาเนินการทุกปีการศึกษา เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่นักเรียนทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วม นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดงานมาโดยตลอด และที่สาคัญเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้นักเรียนมีรายได้ และพัฒนาทักษะทางอาชีพของตนเอง แต่ทั้งนี้การสอบถามความพึงพอใจต่อโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ยังเป็นการสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน ครู และผู้ปกครองเท่านั้น ยังไม่มีการประเมินผลและติดตามผลหลังจากกิจกรรมดาเนินเสร็จสิ้นแล้ว ทาให้ยังไม่มีข้อมูลและสารสนเทศเพื่อหาข้อสรุปว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถนาความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ที่ได้จากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพนี้ไปใช้ในการประกอบอาชีพเสริมเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนได้หรือไม่ ดังนั้นคณะผู้จัดทาโครงการจึงไม่สามารถขยายงานได้ในภาพรวม และไม่มีข้อมูลที่เป็นสิ่งยืนยันจากการจัดโครงการว่าควรจะดาเนินการอย่างต่อเนื่องต่อไปในภายภาคหน้าหรือไม่ รวมทั้งการจัดโครงการนี้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ครบทุกประเด็นหรือไม่จากความสาคัญของการประเมินโครงการ ที่จะช่วยทาให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างเหมาะสมคุ้มค่า
  6. 6. 2ช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ช่วยแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบของโครงการ และทาให้โครงการมีข้อที่ทาให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ช่วยในการควบคุมคุณภาพของงาน มีส่วนในการสร้างขวัญและกาลังใจให้ผู้ปฏิบัติงานตามโครงการ และที่สาคัญคือช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการ เพราะการประเมินโครงการทาให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรค ปัญหา ข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดาเนินการโครงการ ทาให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจไดว่าจะดาเนินโครงการนั้นต่อไปอย่างไร นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการยังอาจะเป็นข้อมูลสาคัญในการวางแผนหรือกาหนดนโยบายของผู้บริหารอีกด้วยจากปัญหาและความสาคัญของการประเมินโครงการข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทาการติดตามผลโครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา เพื่อศึกษาในด้านผลที่เกิดจากการจัดทาโครงการว่าเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้หรือไม่ และเป็นสารสนเทศสาหรับผู้จัดทาโครงการ กลุ่มบริหารวิชาการ ในการจัดโครงการเพื่อส่งเสริมการมีรายได้ระหว่างเรียนที่เหมาะสม ตรงกับความต้องการต่อไปคาถามการประเมิน1. โครงการส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ส่งผลให้นักเรียนมีแนวคิดและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตหรือไม่ โดยมีประเด็นคาถามย่อย ดังนี้1.1 นักเรียนได้รับประสบการณ์ในการประกอบอาชีพจากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพหรือไม่ อย่างไร1.2 นักเรียนมีแนวคิดหรือแนวทางในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตหรือไม่ อย่างไร2. นักเรียนมีหลักการบริหารจัดการร้านอย่างเป็นระบบหรือไม่ โดยมีประเด็นคาถามย่อยดังนี้
  7. 7. 32.1 นักเรียนมีการทาบัญชีการเงิน บัญชีรายรับ รายจ่าย อย่างเป็นระบบหรือไม่อย่างไร2.2 นักเรียนมีการคิดกาไร ต้นทุน และจาหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสมหรือไม่อย่างไร3. นักเรียนมีคุณลักษณะที่ดีในการประกอบอาชีพหรือไม่ โดยมีประเด็นคาถามย่อย ดังนี้3.1 นักเรียนเห็นคุณค่าของการประกอบอาชีพสุจริตหรือไม่ อย่างไร3.2 นักเรียนเห็นคุณค่าของเงินในการประกอบอาชีพหรือไม่ อย่างไรวัตถุประสงค์การประเมิน1. เพื่อศึกษาแนวคิดและประสบการณ์ในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคตของนักเรียน2. เพื่อประเมินกระบวนการหลักการบริหารจัดการร้านของนักเรียน3. เพื่อประเมินคุณลักษณะของนักเรียนในด้านการประกอบอาชีพประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับคณะผู้จัดทาโครงการ กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี และฝ่ายวิชาการของโรงเรียน ได้สารสนเทศสาหรับใช้ในการวางแผนการจัดกิจกรรมตลาดนัดอาชีพในครั้งต่อไป โดยหากโครงการนี้ประสบความสาเร็จ ก็จะดาเนินการต่อ โดยปรับปรุงในส่วนที่ต้องแก้ไขตามคาแนะนาและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง หากโครงการนี้ประสบความล้มเหลว ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้หาแนวทางหรือเครื่องมืออื่นๆ มาใช้ในการอบรมและพัฒนาบุคลากรต่อไป เพื่อให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้เกิดการเรียนรู้มากที่สุด
  8. 8. 4ขอบเขตการประเมินการประเมินครั้งนี้กาหนดขอบเขตไว้ดังนี้1. แหล่งข้อมูลในการประเมิน ได้แก่1.1 บุคลากรภายในโรงเรียนจานวน 40 คน ได้แก่ ครูที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ โดยจาแนกเป็นครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ จานวนกลุ่มสาระการเรียนรู้ละ 5 คน1.2 นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา โดยเป็นนักเรียนที่เรียนที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียนทุกห้องเรียน ห้องเรียนละ 5 คน2. ตัวแปรสาคัญในการติดตามผลโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพตัวแปรสาคัญในการติดตามผลตามโครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ แบ่งตามคาถามการประเมินเป็น 2 ด้าน ดังนี้1.1 ด้านครูผู้เข้าร่วมโครงการตัวบ่งชี้ คือ1. ร้อยละของครูที่ส่งเสริมและให้คาแนะนากับนักเรียนในการหารายได้ระหว่างเรียน1.2 ด้านนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการตัวบ่งชี้ คือ
  9. 9. 51. ร้อยละของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการหารายได้ระหว่างเรียน :กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ1.3 ด้านผลกระทบที่เกิดกับนักเรียนตัวบ่งชี้คือ1. ร้อยละของนักเรียนที่ได้รับประสบการณ์ในการประกอบอาชีพจากกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ2. ร้อยละของนักเรียนที่มีแนวคิดหรือแนวทางในการประกอบอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมในอนาคต3. ร้อยละของนักเรียนที่มีการทาบัญชีการเงิน บัญชีรายรับ รายจ่าย อย่างเป็นระบบ4. ร้อยละของนักเรียนที่มีการคิดกาไร ต้นทุน และจาหน่ายสินค้าในราคาที่เหมาะสม5. ร้อยละของผู้เรียนที่เห็นคุณค่าของการประกอบอาชีพสุจริต6. ร้อยละของนักเรียนที่เห็นคุณค่าของเงินที่ได้จากการประกอบอาชีพนิยามศัพท์โครงการหารายได้ระหว่างเรียน หมายถึง โครงการที่ส่งเสริมให้นักเรียนรู้และเข้าใจกระบวนการในการบริหารจัดการ และพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อนาไปจาหน่ายและหารายได้ระหว่างเรียนเพื่อนาเงินที่ได้มาใช้จ่ายในการเรียนรู้ของตนเอง โดยมีกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมตลาดนัดอาชีพกิจกรรมเรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่น เป็นต้นกิจกรรมตลาดนัดอาชีพ หมายถึง กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนทุกคนในโรงเรียนได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาและจัดหาผลิตภัณฑ์ทั้งที่จัดหามาหรือผลิตขึ้นได้ด้วยตนเองมาจัดจาหน่ายในงานวัน
  10. 10. 6ตลาดนัดอาชีพ เพื่อเป็นการส่งเสริมผลิตภัณฑ์ของตนเองและหารายได้เพื่อนามาใช้ในการเรียนของตนเอง
  11. 11. 7บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตามลาดับดังนี้1. โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ2. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการ3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
  12. 12. 8โครงการหารายได้ระหว่างเรียน : กิจกรรมตลาดนัดอาชีพโครงการ ส่งเสริมรายได้ระหว่างเรียน (Mini Company)กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ ตามรอยพ่อ พา ต.อ.พ.ล. พอเพียงสนองนโยบาย กลยุทธ์ สพฐ. ข้อที่ 1 พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาทุกระดับตามหลักสูตร และส่งเสริมความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่2. ผู้เรียนมีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์3. ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง รักเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง4. ผู้เรียนมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นระบบ คิดสร้างสรรค์ตัดสินใจ แก้ปัญหาได้อย่างมีสติสมเหตุผล5. ผู้เรียน มีความรู้และทักษะที่จาเป็นตามหลักสูตร6. ผู้เรียนมีทักษะในการทางาน รักการทางาน สามารถทางานร่วมกับผู้อื่นได้ลักษณะกิกรรมตาม OUCP กิจกรรมรอง รหัสกิจกรรม 21ลักษณะโครงการ ต่อเนื่องกลุ่มบริหารที่รับผิดชอบ กลุ่มบริหารงานวิชาการ และฝ่ายกิจการนักเรียนผู้รับผิดชอบ ครูอนงค์ มีปัญญา และคณะกรรมการนักเรียนระยะเวลา 1 ก.ย. 2554 ถึง 30 ส.ค. 25551. หลักการและเหตุผลเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันนี้เกิดปัญหามากทาให้คนในสังคมส่วนใหญ่มีการว่างงานกันเป็นจานวนมาก เพราะฉะนั้นทางโรงเรียนจึงจัดโครงการ Mini Company ขึ้นเพื่อเป็นการแสดงหรือจัดการสาธิตในเรื่องการฝึกอาชีพต่างๆให้ผู้เรียนได้รู้จัก และได้ฝึกฝน หรือฝึกปฏิบัติ และไม่ลืมที่จะปลูกฝังเรื่องอาชีพที่สุจริต เพื่อปลูกฝังให้ผู้เรียนให้สานึกในการประกอบอาชีพสุจริตต่อไปในอนาคต2. วัตถุประสงค์2.1 ผลลัพธ์ (Outcomes)1. นักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติ/ฝึกอาชีพที่ตนเองสนใจ2. นักเรียนมีจิตสานึกในการประกอบอาชีพสุจริต3. นักเรียนเกิดความตระหนักมีความภาคภูมิใจงานศิลปหัตถกรรม และอาชีพในชุมชน
  13. 13. 94. นักเรียนมีทักษะในการประกอบอาชีพตามความสนใจของตนเอง และนาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวัน5. นักเรียนมีความตระหนักในการเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค6. นักเรียนน้อมนาและตอบสนองหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มาใช้ในชีวิตประจาวัน2.2 ผลผลิต (Outputs)1. นักระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ร้อยละ80 มีทักษะในการปฏิบัติงานได้ฝึกอาชีพที่ตนเองสนใจ2. นักเรียน ร้อยละ80 มีมีจิตสานึกในการประกอบอาชีพสุจริต3. เป้าหมาย3.1 ผลลัพธ์ (Outcomes)1. นักเรียนมีความรู้และทักษะการทางานในอาชีพที่ตนสนใจ2. นักเรียนมีความรู้ มีทักษะด้านงานอาชีพ และเทคโนโลยี มีคุณลักษณะตามจุดเน้นของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถนาคุณธรรมและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจาวันได้3. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกรายวิชาของกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีสูงขึ้น4. กิจกรรม และขั้นตอนการดาเนินงานลาดับที่ รายการกิจกรรม ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ1 ขั้นเตรียม1.1 เสนอโครงการต่อผู้บริหารเพื่อขออนุมัติ1.2 ประชุมชี้แจงโครงการให้คณะครูทราบถึงวิธีการดาเนินงานของโครงการ1.3 แต่งตั้งคณะกรรมการการดาเนินงานเมษายนพฤษภาคมมิถุนายนครูอนงค์ มีปัญญา และคณะกรรมการนักเรียน2 ขั้นดาเนินการ2.1 ชี้แจงให้ผู้ปกครองทราบเกี่ยวกับโครงการกรกฎาคมครูอนงค์ มีปัญญา และคณะกรรมการนักเรียน
  14. 14. 10ลาดับที่ รายการกิจกรรม ระยะเวลา ผู้รับผิดชอบ2.2 เริ่มดาเนินการ- กิจกรรมตลาดนัดอาชีพ สิงหาคมกันยายน3 ขั้นสรุป3.1 รายงานผล3.2 สรุปผล3.3 ประเมินผลตุลาคมพฤศจิกายนครูอนงค์ มีปัญญา และคณะกรรมการนักเรียนสถานที่ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ ลาลูกกา5. งบประมาณ 15,000 บาทรายการ/ กิจกรรม/คาชี้แจง/ในการใช้เงินงบประมาณงบประมาณนอกงบประมาณรวมไตรมาศที่ใช้งบ1. ตกแต่งสถานที่ 5,000 5,000 5,0004. ตู้จาหน่ายสินค้า 5,000 x 3 10,000 10,00015,0006. การติดตามประเมินผลแบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบสารวจอาชีพเพื่อหารายได้ระหว่างเรียนตัวชี้วัดความสาเร็จเป้าหมายตัวชี้วัด วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้1. นักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติ/ฝึกอาชีพที่ตนเองสนใจ1. เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการปฏิบัติ/ฝึกอาชีพที่ตนเองสนใจอย่างน้อย จานวน ร้อยละ80 คน1. ประเมินกระบวนการอบรมจากกิจกรรม และผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินการเข้ารับการฝึกอบรมการเรียนรู้กับวิทยากรท้องถิ่นแบบประเมิน
  15. 15. 11ตัวชี้วัดความสาเร็จเป้าหมายตัวชี้วัด วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้2. นักเรียนมีจิตสานึกในการประกอบอาชีพสุจริต2. นักเรียนมีจิตสานึกในการประกอบอาชีพสุจริตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย ร้อยละ80คน1. ประเมินกระบวนการจากกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมแบบประเมิน3. นักเรียนเกิดความตระหนักมีความภาคภูมิใจงานศิลปหัตถกรรม และอาชีพ ในชุมชน5. เพื่อให้นักเรียนเกิดความตระหนักมีความภาคภูมิใจงานศิลปหัตถกรรม และอาชีพในชุมชนอย่างน้อยจานวน ร้อยละ80 คน1. ประเมินกระบวนการจากกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมแบบประเมิน4. นักเรียนมีทักษะในการประกอบอาชีพตามความสนใจของตนเองและนาไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวันเพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการประกอบอาชีพตามความสนใจของ ตนเอง และนาไปประยุกต์ ใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจาวัน อย่างน้อยจานวนร้อยละ80 คน1. ประเมินกระบวนการจากกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินการส่งแบบสรุปบัญชีแบบประเมิน5. นักเรียนมีความตระหนักใน การเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภค5. เพื่อให้นักเรียนมีความตระหนัก ในการเป็นผู้ผลิตมากกว่าผู้บริโภคอย่างน้อยจานวนร้อยละ80คน1. ประเมินกระบวนการจากกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินการเข้าร่วมกิจกรรมแบบประเมิน
  16. 16. 12ตัวชี้วัดความสาเร็จเป้าหมายตัวชี้วัด วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้6. นักเรียนน้อมนาและตอบ สนองหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มาใช้ในชีวิตประจาวัน6. เพื่อให้นักเรียนน้อมนาและตอบ สนองหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” มาใช้ในชีวิตประจาวันอย่างน้อยจานวนร้อยละ80คน1. ประเมินกระบวนการจากกิจกรรมและผ่านเกณฑ์ร้อยละ 80 โดยพิจารณาจาก- การประเมินจากแบบสอบถามแบบสอบถาม
  17. 17. 13แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็น “ศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science)” หรือเป็น “วิทยาการประยุกต์ที่เกิดจากการผสมผสานของศาสตร์หลายแขนง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีแนวคิดและวิธีการที่ผูกพันกับวิชาการสาขาเศรษฐศาสตร์เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีถ้าพิจารณาเฉพาะคาว่า “การประเมินโครงการ”แล้ว อาจบอกได้ว่าเป็นคาผสมของคาสองคาคือคาว่า “การประเมิน” กับคาว่า “โครงการ” ซึ่งทั้งสองคาต่างก็มีความหมายหรือคาจากัดความเฉพาะของตนเองความหมายของการประเมินโครงการนักวิชาการการศึกษาหลายท่าน ให้ความหมายของคาว่า “การประเมิน” ไว้ดังนี้Stake (1973) ได้ให้ความหมายของการประเมินว่า เป็นการบรรยายและตัดสินคุณค่าโครงการศึกษา ซึ่งเน้นเรื่องการบรรยายสิ่งที่จะถูกประเมินโดยอาศัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญในการตัดสินคุณค่าStufflebeam (1971) ได้กล่าวไว้ว่า การประเมินผลเป็นกระบวนการของการกาจัดข้อมูลการได้รับและการให้ข้อมูลสารสนเทศที่เป็นประโยชน์ เพื่อตัดสินทางเลือกที่แน่นอนRossi and Freeman (1985) ให้ความหมายของคาว่าประเมินผล ว่าหมายถึงแบบแผนในการกากับควบคุมการดาเนินการใช้โครงการ และการประเมินค่าคุณประโยชน์ของโครงการCronbach (1980) ให้ความหมายของคาว่าประเมินผลว่าหมายถึงการตรวจสอบหรือสอบวัดอย่างเป็นระบบของสิ่งที่เกิดขึ้นอันเนื่องมากจากโครงการ เพื่อที่จะรวบรวมสิ่งที่ได้จากการตรวจสอบนี้ไปปรับปรุงโครงการสมหวัง, พิริยานุวัฒน์ (2544) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการที่ก่อให้เกิดสารนิเทศในการปรับปรุงโครงการ และสารนิเทศในการตัดสินผลสัมฤทธิ์ของโครงการเยาวดี รางชัยกุล (2546) การประเมินโครงการ หมายถึง กระบวนการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อสรุปผลว่าโครงการนั้นๆ ได้บรรลุวัตถุประสงค์/เป้าหมาย และมีประสิทธิภาพเพียงใด
  18. 18. 14จากความหมายดังกล่าวแล้วอาจสรุปได้ว่า การประเมินโครงการหมายถึง กระบวนการในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของการดาเนินโครงการ และพิจารณาบ่งชี้ให้ทราบถึงจุดเด่นหรือจุดด้อยของโครงการนั้นอย่างมีระบบแล้วตัดสินใจว่าจะปรับปรุงแก้ไขโครงการนั้นเพื่อการดาเนินงานต่อไปหรือจะยุติการดาเนินงานโครงการนั้นทาไมต้องประเมินโครงการในการประเมินโครงการมีเป้าประสงค์หลักคือ ต้องการข้อมูลที่บ่งชี้ว่าโครงการที่ดาเนินการนั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่หรือเป็นโครงการที่คุ้มค่าต่อการตัดสินใจในการดาเนินการหรือไม่ รวมถึงการศึกษาว่าในการดาเนินการโครงการมีปัญหาที่ต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขในเรื่องอะไรบ้าง และเป็นโครงการที่มีคุณค่ามากน้อยเพียงใดประเภทของการประเมินโครงการการแบ่งประเภทการประเมินโครงการคงมิใช่เป็นการกาหนดเกณฑ์เด็ดขาด แต่จาเป็นต้องอาศัยเกณฑ์หลายชนิดมาจาแนกประเภท เช่น ใช้เวลา วัตถุประสงค์ วิธีการ และรูปแบบการประเมินมาบ่งบอกถึงประเภทของการประเมิน ซึ่งในที่นี้อาจจาแนกการประเมินโครงการออกเป็น4 ประเภท ดังนี้1. การประเมินโครงการก่อนดาเนินการ (Preliminary Evaluation) เป็นการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ (Feasibility Study) ก่อนที่เริ่มโครงการใดๆ โดยอาจทาการศึกษาถึงประสิทธิภาพของปัจจัยป้อน ความเหมาะสมของกระบวนการที่คาดว่าจะนามาใช้ในการบริหารจัดการโครงการ ปัญหา อุปสรรค ความเสี่ยงของโครงการ ตลอดจนผลลัพธ์ หรือประสิทธิผลที่คาดว่าจะได้รับ ในขณะเดียวกันก็อาจจะศึกษาปลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในด้านต่าง ๆ เช่น- การประเมินผลกระทบด้านสังคม Social Impact Assessment-SIA)- การประเมินผลกระทบด้านนิเวศ (Ecological Impact Assessment-EIA)- การประเมินผลกระทบด้านการเมือง (Political Impact Assessment-PIA)
  19. 19. 15- การประเมินผลกระทบด้านเทคโนโลยี (Technological ImpactAssessment-TIA)- การประเมินผลกระทบด้านประชากร (Population ImpactAssessment-PIA)- การประเมินผลกระทบด้านนโยบาย (Policy Impact Assessment-POIA)- การประเมินผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ (Economic ImpactAssessment)การประเมินโครงการก่อนการดาเนินการนี้มีประโยชน์สาหรับนักลงทุน เพื่อศึกษาดูว่าก่อนลงมือโครงการใดๆ นั้น จะเกิดความคุ้มค่าแก่การลงทุน (Cost effectiveness) หรือจะเกิดผลกระทบต่อระบบสิ่งแวดล้อมทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ประชากร เทคโนโลยี และระดับนโยบายหรือไม่ หากได้ทาการศึกษารอบคอบแล้วอาจจะได้ผลการคาดการณ์ล่วงหน้าว่า จะได้เกิดประโยชน์หรือโทษอย่างไร ปัญหา อุปสรรค เป็นอย่างไร เพื่อผู้เป็นเจ้าของโครงการจะได้ตัดสินล่วงหน้าว่าจะเลิกล้มโครงการหรือปรับปรุงองค์ประกอบ และกระบวนการบริหารจัดการโครงการเพียงใดเพื่อให้เกิดผลดี2. การประเมินระหว่างดาเนินการโครงการ (Formative evaluation) เป็นการประเมินผลเพื่อการปรับปรุงเป็นสาคัญซึ่งมักจะใช้ประเมินผลระหว่างแผนหรือระหว่างพัฒนาโครงการผลที่ได้จาก Formative evaluation นั้น จะช่วยตั้งวัตถุประสงค์ของโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายที่แท้จริง นอกจากนั้น Formative evaluation อาจใช้ในระหว่างดาเนินโครงการ จะช่วยตรวจสอบว่า โครงการได้ดาเนินไปตามแผนของโครงการอย่างไร อาจเรียกชื่อเฉพาะว่าImplementation evaluation หรือ Formative evaluation อาจตรวจสอบความก้าวหน้าของโครงการว่าดาเนินได้ผลเพียงไร เรียกว่า Progress evaluationโดยทั่วไปแล้ว Formative evaluation อาจใช้ประเมินสิ่งต่อไปนี้1. ทบทวนแผนของโครงการ2. การสร้างแผนของโครงการ
  20. 20. 163. การพัฒนาแบบสอบถาม (Questionnaire) หรือรายการ (Check list)สาหรับรวบรวมข้อมูลตามเรื่องที่ต้องการ4. การคัดเลือกวิธีการวัดผลที่เหมาะสม5. การกาหนดตารางเวลาการประเมินผลให้สอดคล้องกับการดาเนินโครงการ6. การเตรียมข้อมูลที่จะเป็นข่าวสารสาหรับการรายงานและเสนอแนะสาหรับการตัดสินเกี่ยวกับการดาเนินโครงการ7. การแนะนาแนวทางปรับปรุง การแก้ปัญหา และการเปลี่ยนแปลงการปฏิบัติของโครงการ3. การประเมินเมื่อสิ้นสุดโครงการหรือประเมินผลผลิต (SummativeEvaluation) เป็นการประเมินผลรวมสรุป มักจะใช้ประเมินหลังสิ้นสุดโครงการ สาหรับโครงการที่มีการดาเนินระยะยาวก็อาจใช้ Summative Evaluation ในการสรุปย่อความระยะยาวต่างๆ ข้อมูลที่ได้จากระยะต่างๆ จะช่วยให้มีการประเมินสรุปรวมนั้น ส่วนใหญ่จะรวบรวมจากผลของ Formativeevaluationเป็น Summative Evaluation ซึ่งผลสรุปที่ได้จะนาสู่การรายงายว่า โครงการได้บรรลุเป้าหมาย (Goals) หรือไม่อย่างไร ตลอดจนการรายงานถึงสถานภาพของโครงการว่าประสบความสาเร็จหรือล้มเหลวเพียงไร มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้บริหารโครงการสามารถนาไปสู่การตัดสินว่า โครงการนั้นควรดาเนินการต่อหรือยกเลิก4. การประเมินประสิทธิภาพ การประเมินโครงการโดยทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศไทยที่ผ่านมา ยังจากัดอยู่ตาเพียงการประเมินผลผลิต โดยมุ่งที่จะทราบความสาเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อประกอบการตัดสินใจของผู้ให้บริการหรือผู้ให้ทุนในการยุติหรือขยายโครงการ แต่ในปัจจุบันนักประเมินและผู้บริหารโครงการ ได้ตระหนักถึงความสาคัญของการประเมินประสิทธิภาพของโครงการด้วย โดยถือว่าเป็นประเภทของการประเมินที่จาเป็นสาหรับโครงการบริการทั่วไป เพราะจะช่วยเสริมให้โครงการเหล่านั้น สามารถดาเนินการอย่างสอดคล้องกับสภาวการณ์ของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการที่เอื้ออานวยต่อการพัฒนาท้องถิ่น หรือโครงการที่เป็นตัวกาหนดเกณฑ์สาคัญสาหรับประกันโครงการขนาดใหญ่ระดับชาติ ที่จะไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจากัดโดยไม่จาเป็น การดาเนินโครงการบริการสังคมนั้น จะไม่มุ่งแต่เพียงความสาเร็จของโครงการเท่านั้น แต่จะต้องให้คุ้มค่าในเชิงของประสิทธิภาพด้วย
  21. 21. 17โดยปกติการประเมินประสิทธิภาพของโครงการมักจะเริ่มจากคาถามต่างๆ กัน เช่น1. ความสาเร็จของโครงการนั้นๆ เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายแล้วมีความเหมาะสมหรือไม่2. ผลผลิตของโครงการเกิดจากปัจจัยที่ลงทุนไปใช่หรือไม่3. โครงการนี้มีผลผลิตสูงกว่าโครงการอื่นๆ เมื่อลงทุนเท่ากันหรือไม่ และเพราะเหตุใดการประเมินโครงการบางครั้งอาจจะไม่จาเป็นต้องประเมินแยกเป็นประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้น แต่สามารถทาการประเมินตลอดช่วงของโครงการก็ได้ โดยทาการประเมินก่อนดาเนินการจนถึงดาเนินโครงการเสร็จสิ้น แต่หากผู้ประเมินต้องการศึกษาและต้องการสารสนเทศสาหรับพัฒนาโครงการในช่วงใด ก็อาจจะทาการประเมินในช่วงนั้นเพียงอย่างเดียวก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและความต้องการของเจ้าของโครงการรูปแบบการประเมินโครงการ1. แนวคิดและโมเดิลซิปในการประเมินของสตัฟเฟิลบีม (Srufflebeam’s CIPPModel)ในปี ค.ศ. 1971 สตัฟเฟิลบีมและคณะได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ“Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในวงการศึกษาของไทยเพราะได้ให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและประเมินผลการศึกษาได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย นอกจากนั้น สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเนื่อง จึงกล่าวได้ว่า ท่านผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทสาคัญในการพัฒนาทฤษฎีการประเมิน จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน เรียกว่า CIPP Model
  22. 22. 18รูปแบบการประเมินแบบซิป (CIPP Model) เป็นการประเมนภาพรวมของโครงการ ตั้งแต่บริบท ปัจจัยป้อน กระบวนการ และผลผลิต (Context, Input, Process andproduct) โดยจะใช้วิธีการสร้างเกณฑ์และประสิทธิภาพของโครงการ ทั้งภาพรวมหรือรายปัจจัยเป็นสาคัญ ซึ่งพออธิบายได้ดังนี้การประเมินด้านบริบท หรือประเมินเนื้อความ (context Evaluation ) เป็นการศึกษาปัจจัยพื้นฐานที่นาไปสู่การพัฒนาเป้าหมายของโครงการ ได้แก่ บริบทของสภาพแวดล้อมนโยบาย วิสัยทัศน์ ปัญหา แหล่งทุน สภาพความผันผวนทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองตลอดจนแนวโน้มการก่อตัวของปัญหาที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดาเนินโครงการ เป็นต้นการประเมินปัจจัยป้อน (Input Evaluation) เพื่อต้นหาประสิทธิภาพขององค์ประกอบที่นามาเป็นปัจจัยป้อน ซึ่งในด้านการท่องเที่ยวอาจจะจาแนกเป็นบุคคล สิ่งอานวยความสะดวก เครื่องมือ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ศักยภาพการบริหารงาน ซึ่งแต่ละปัจจัยก็ยังจาแนกย่อยออกไปอีก เช่น บุคคล อาจพิจารณาเป็น เพศ อายุ มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจ ความพึงพอใจความคาดหวัง ทัศนคติ ศักยภาพ ความสามารถ ประสบการณ์ ความรู้ คุณวุฒิทางการศึกษา ถิ่นที่อยู่และลักษณะกระบวนการกลุ่ม เป็นต้นการประเมินกระบวนการ (Process Evaluation) เป็นการศึกษาต่อจากการประเมินบริบทและปัจจัยป้อนว่า กระบวนการเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เป็นการศึกษาค้นหาข้อบกพร่อง จุดอ่อน หรือจุดแข็งของกระบวนการบริหารจัดการโครงการที่จะนาโครงการบรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดการประเมินสภาวะแวดล้อม(Context Evaluation)การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน(Input Evaluation)การประเมินกระบวนการ(Process Evaluation)การประเมินผลผลิต(Product Evaluation)
  23. 23. 19การประเมินผลิตผล (Product Evaluation) เป็นการตรวจสอบประสิทธิผลของโครงการ โดยเฉพาะความสอดคล้องระหว่างวัตถุประสงค์กับผลลัพธ์ที่ได้แล้วนาเกณฑ์ที่กาหนดไว้ไปตัดสิน เกณฑ์มาตรฐานนั้นอาจจะกาหนดขึ้นเองหรืออาศัยเกณฑ์ที่บุคคลหรือหน่วยงานอื่นกาหนดไว้ก็ได้ ซึ่งในที่นี้ผู้วิจัยจะกล่าวในตอนต่อไป2. แนวความคิดและแบบจาลองของ R.W. TylerR.W. Tyler เป็นนักประเมินรุ่นแรกๆ ในปี ค.ศ. 1930 และเป็นผู้ที่เริ่มต้นบุกเบิกแนวความคิดเห็นเกี่ยวกับการประเมินโครงการ เขามีความเห็นว่า “การประเมินคือการเปรียบเทียบพฤติกรรมเฉพาะอย่าง (performance) กับจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรมที่วางไว้” โดยมีความเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้อย่างชัดเจน รัดกุมและจาเพาะเจาะจงแล้ว จะเป็นแนวทางช่วยในการประเมินได้เป็นอย่างดีในภายหลัง จากคาจากัดความของการประเมินดังกล่าวแล้วนี้จะเห็นได้ว่า มีแนวความคิดเห็นว่า โครงการจะประสบผลสาเร็จหรือไม่ ดูได้จากผลผลิตของโครงการว่าตรงตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้แต่แรกหรือไม่เท่านั้น แนวความคิดในลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า “แบบจาลองที่ยึดความสาเร็จของจุดมุ่งหมายเป็นหลัก (Goal Attainment Model or Objective) เรียกว่า Tyler’s GoalAttainment Modelซึ่งต่อมาปี 1950 ได้มีรูปแบบ มาใช้เป็นกระบวนการตัดสินการบรรลุวัตถุประสงค์ของสิ่งที่ทาการประเมิน (R.W. Tyler.1950) เรียกว่า “Triple Ps Model” ดังนี้P-Philosophy & Purpose -ปรัชญา/จุดมุ่งหมายP-Process -กระบวนการP-Product -ผลผลิตในการประยุกต์ใช้ในการประเมินโครงการทางการศึกษาได้โดยการประเมินความสัมพันธ์ของทั้ง 3 ว่า ปรัชญา/จุดมุ่งหมายของโครงการมีความสัมพันธ์กับกระบวนการและผลผลิตหรือไม่ ถ้าประเมินเป็นส่วนๆ ก็จะประเมินในด้านประสิทธิภาพของปรัชญา/จุดมุ่งหมายและกระบวนการประเมินประสิทธิผลของผลผลิตว่าตรงกับปรัชญา/จุดมุ่งหมายหรือไม่ มีประสิทธิภาพเพียงใด เป็นต้น
  24. 24. 203. แนวความคิดของ Stake ในการประเมินแนวความคิดของ Robert E. Stake นั้น คานึงถึงความต้องการสารสนเทศที่แตกต่างกันของบุคคลหลายๆ ฝ่าย ที่เกี่ยวข้องกับโครงการในการประเมินโครงการ ผู้เกี่ยวข้องคนหนึ่งอาจต้องการทราบเกี่ยวกับความแน่นอนและสอดคล้องในการวัด เพื่อการประเมินนั้นๆในขณะที่ผู้เกี่ยวข้องคนอื่นอาจต้องการทราบทิศทางการดาเนินงานของโครงการหรือผู้ใช้ผลผลิตของโครงการอาจมีความต้องการอีกรูปหนึ่ง สาหรับนักวิจัยอาจต้องการสารสนเทศที่แตกต่างไปจากผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ เพราะการประเมินนั้นเพื่อที่จะรู้เรื่องราวต่างๆ ของโครงการอย่างละเอียดลึกซึ้ง เพื่อนามาประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการดังนั้นการประเมินโครงการจึงต้องมีการบรรยายเกี่ยวกับโครงการอย่างละเอียดเพื่อให้ครอบคลุมถึงสารสนเทศที่จะตองสนองความต้องการของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจะนาไปสู่การตัดสินใจเกี่ยวกับโครงการนั้น จึงเสนอรูปแบบของการประเมินโครงการอย่างมีระบบ โดยการบรรยายและตัดสินคุณค่าเกี่ยวกับโครงการตามหลักการของโครงการนั้นๆStake ได้ตั้งชื่อแบบจาลองในการประเมินผลของเขาว่า แบบจาลองการสนับสนุน(Countenance Model) โดย Stake ได้เน้นว่า การประเมินโครงการจะต้องมี 2 ส่วน คือ การบรรยาย (Descriptive) และการตัดสินคุณค่า (Judgment)ในภาคการบรรยายนั้น ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ประเมินจะต้องหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับโครงการให้ได้มากที่สุด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ1. เป้าหมายหรือความคาดหวัง (Goals or Intents) เป้าหมายที่ครอบคลุมนโยบายทั้งหมด สาหรับการประเมินการศึกษาไม่ควรจะสนใจเป้าหมายเฉพาะในแง่พฤติกรรมของผู้เรียนเพียงอย่างเดียว ต้องคานึงถึงองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย ความคาดหวังนี้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ1.1 สิ่งนา (Antecedence) เป็นสภาพที่มีอยู่ก่อน ซึ่งอาจจะเกี่ยวพันกับผลของการเรียนการสอน1.2 ปฏิบัติการ (Transactions) เป็นผลสาเร็จของการจัดกระทางานเป็นองค์ประกอบของขบวนการเรียนการสอน1.3 ผลลัพธ์ (Outcomes) เป็นผลของโปรแกรมทางการศึกษา
  25. 25. 212. สิ่งที่เป็นจริงหรือสังเกตได้ (Observations) เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสภาพความเป็นจริง มีส่วนประกอบ 3 ส่วนเช่นกัน คือ สิ่งนา ปฏิบัติการ และผลลัพธ์ความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่เป็นจริง มิได้เป็นตัวชี้บ่งว่าข้อมูลที่เราได้มีความเที่ยงหรือความตรง แต่เป็นเพียงสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ตั้งใจไว้ได้เกิดขึ้นจริงเท่านั้นในภาคการตัดสินคุณค่า เป็นส่วนที่จะตัดสินว่า โครงการประสบความสาเร็จหรือไม่เพียงใด นักประเมินต้องพยายามศึกษาดูว่า มาตรฐานอะไรบ้างที่เหมาะสมในการที่จะนามาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจโดยทั่วๆ ไป เกณฑ์ที่ใช้มี 2 ชนิด คือ1. เกณฑ์สัมบูรณ์ (Absolute Criterion) เป็นเกณฑ์ที่เราตั้งไว้ อาจจะเกิดขึ้นก่อนโดยมีความเป็นอิสระจากพฤติกรรมของกลุ่ม2. เกณฑ์สัมพัทธ์ (Relative Criterion) เป็นเกณฑ์ที่ได้มาจากพฤติกรรมของกลุ่มถ้าผู้ประเมินไม่สามารถหามาตรฐานที่จะนามาเปรียบเทียบได้ ก็ต้องพยายามหาโครงการอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันมาเปรียบเทียบเพื่อช่วยในการตัดสินใจ แบบจาลองนี้มุ่งเน้นความสอดคล้อง และความสมเหตุสมผลของเมตริกบรรยาย และเมตริกตัดสินคุณค่า สาหรับความสอดคล้องนั้น มี 2 ลักษณะ คือ1. Contingence เป็นความสอดคล้องเชิงเหตุผล จะพิจารณาความสัมพันธ์ในแนวตั้งตาม ของ Stake2. Congruence เป็นความสอดคล้องที่ปรากฏขึ้นจริง หรือเป็นความสอดคล้องในเชิงประจักษ์ (empirical) พิจารณาความสัมพันธ์ในแนวนอนตามของ Stakeข้อดีสาหรับรูปแบบของการประเมินของ Stake คือ เสนอวิธีการประเมินเป็นระบบ เพื่อจัดเตรียมข้อมูลเชิงบรรยาย และตัดสินคุณค่า มีมาตรฐานในการประเมินปรากฏชัดเจน แต่มีข้อจากัดคือ เซลล์บางเซลล์ของเมตริกมีความคาบเกี่ยวกัน และความแตกต่างระหว่างเซลล์ไม่ชัดเจน ซึ่งอาจจะทาให้เกิดความขัดแย้งภายในโครงการได้การเลือกใช้แนวคิดและโมเดลการประเมิน ผู้ประเมินควรเลือกให้เหมาะสมและเป็นโมเดลที่สามารถตอบคาถามการประเมินได้ตรงประเด็น เพราะโมเดลการประเมินแต่ละแบบมีลักษณะและ
  26. 26. 22สถานการณ์ที่เหมาะสมต่างๆ กัน เช่น โมเดลการประเมินของสตัฟเฟิลบีม ที่เรียกกว่า CIPP Modelเป็นโมเดลที่มีลักษณะเป็นการประเมินตลอดช่วง ตั้งแต่การประเมินบริบท ไปจนถึงการประเมินผลิตดังนั้นหากโครงการที่ต้องการประเมินดาเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว การใช้โมเดลนี้ก็จะไม่เหมาะสมดังนั้นผู้ประเมินจึงควรเลือกโมเดลการประเมินที่เหมาะสมก่อนทาการประเมินทุกครั้งประโยชน์ของการประเมินโครงการ1. การประเมินจะช่วยทาให้การกาหนดวัตถุประสงค์และมาตรฐานของการดาเนินงานมีความชัดเจนขึ้นกล่าวคือก่อนที่โครงการจะได้รับการสนับสนุนให้นาไปใช้ย่อมจะได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดจากผู้บริหารและผู้ประเมิน ส่วนใดที่ไม่ชัดเจนเช่นวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานในการดาเนินงานหากขาดความแน่นอนแจ่มชัดจะต้องได้รับการปรับปรุงแก้ไขให้มีความถูกต้องชัดเจนเสียก่อน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนช่วยทาให้โครงการมีความชัดเจนและสามารถที่จะนาไปปฏิบัติได้อย่างได้ผล มากกว่าโครงการที่ไม่ได้รับการประเมิน2. การประเมินโครงการช่วยให้การใช้ทรัพยากรเป็นไปอย่างคุ้มค่าหรือเกิดประโยชน์เต็มที่ทั้งนี้เพราะการประเมินโครงการจะต้องวิเคราะห์ทุกส่วนของโครงการ ข้อมูลใดหรือปัจจัยใดที่เป็นปัญหาจะได้รับการจัดสรรให้อยู่ในจานวนหรือปริมาณที่เหมาะสมเพียงพอแก่การดาเนินงานทรัพยากรที่ไม่จาเป็นหรือมีมากเกินไปจะได้รับการตัดทอน และทรัพยากรใดที่ขาดก็จะได้รับการจัดหาเพิ่มเติม ฉะนั้นการประเมินโครงการจึงมีส่วนที่ทาให้การใช้ทรัพยากรของโครงการเป็นไปอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ3. การประเมินโครงการช่วยให้แผนงานบรรลุวัตถุประสงค์ ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าโครงการเป็นส่วนหนึ่งของแผน ดังนั้นเมื่อโครงการได้รับการตรวจสอบวิเคราะห์ปรับปรุงแก้ไขให้ดาเนินการไปด้วยดี ย่อมจะทาให้แผนงานดาเนินไปด้วยดีและบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่ได้กาหนดไว้ หากโครงการใดโครงการหนึ่งมีปัญหาในการนาไปปฏิบัติย่อมกระทบกระเทือนต่อแผนงานทั้งหมดโดยส่วนรวม ฉะนั้นจึงอาจกล่าวได้เช่นเดียวกันว่าหากการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้โครงการดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมหมายถึงการประเมินโครงการมีส่วนช่วยให้แผนงานบรรลุถึงวัตถุประสงค์และดาเนินงานไปด้วยดีเช่นเดียวกัน4. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยในการแก้ปัญหาอันเกิดจากผลกระทบ (Impact) ของโครงการและทาให้โครงการมีข้อที่ทาให้เกิดความเสียหายลดน้อยลง ดังตัวอย่างโครงการเขื่อนน้าโจนซึ่งในการสร้างถนนเพื่อไปสู่สถานที่สร้างเขื่อนนั้นต้องผ่านป่าไม้ธรรมชาติ ทาให้เกิดการลักลอบตัดไม้ทาลายป่าและสัตว์ป่าหลายชนิดอาจต้องสูญพันธ์การประเมินโครงการจะช่วยให้เกิดโครงการป้องกัน
  27. 27. 23รักษาป่า และโครงการอนุรักษ์และอพยพสัตว์ป่าขึ้นเพื่อการแก้ปัญหาเป็นต้น ด้วยตัวอย่างและเหตุผลดังกล่าวจึงถือได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาได้5. การประเมินโครงการมีส่วนช่วยอย่างสาคัญในการควบคุมคุณภาพของงาน ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าการประเมินโครงการเป็นการตรวจสอบและควบคุมชนิดหนึ่งซึ่งดาเนินงานอย่างมีระบบและมีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างมาก ทุกอย่างของโครงการและปัจจัยทุกชนิดที่ใช้ในการดาเนินงานจะได้รับการวิเคราะห์อย่างละเอียดกล่าวคือทั้งข้อมูลนาเข้า(Inputs) กระบวนการ(Process) และผลงาน(Outputs) จะได้รับการตรวจสอบประเมินผลทุกขั้นตอนส่วนใดที่เป็นปัญหาหรือไม่มีคุณภาพจะได้รับการพิจารณาย้อนกลับ (feedback) เพื่อให้มีการดาเนินงานใหม่จนกว่าจะเป็นไปมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ต้องการ ดังนั้นจึงถือได้ว่าการประเมินผลเป็นการควบคุมคุณภาพของโครงการ6. การประเมินโครงการมีส่วนในการสร้างขวัญและกาลังใจให้ผู้ปฏิบัติตามโครงการ เพราะการประเมินโครงการมิใช่เป็นการควบคุมบังคับบัญชาหรือสั่งการ แต่เป็นการศึกษาวิเคราะห์เพื่อการปรับปรุงแก้ไขและเสนอแนะวิธีการใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการปฏิบัติโครงการ อันย่อมจะนามาซึ่งผลงานที่ดีเป็นที่ยอมรับของผู้เกี่ยวข้องทั้งปวง โดยลักษณะเช่นนี้ย่อมทาให้ผู้ปฏิบัติมีกาลังใจ มีความพึงพอใจและมีความตั้งใจกระตือรือร้นที่จะปฏิบัติงานต่อไปและมากขึ้น ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าการประเมินโครงการมีส่วนอย่างสาคัญในการสร้างขวัญ กาลังใจและความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน7. การประเมินโครงการช่วยในการตัดสินใจในการบริหารโครงการกล่าวคือ การประเมินโครงการจะทาให้ผู้บริหารได้ทราบถึงอุปสรรคปัญหาข้อดี ข้อเสีย ความเป็นไปได้ และแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการดาเนินการโครงการ โดยข้อมูลดังกล่าวแล้วจะช่วยทาให้ผู้บริหารตัดสินใจว่าจะดาเนินโครงการนั้นต่อไป หรือจะยุติโครงการนั้นเสีย นอกจากนั้นผลของการประเมินโครงการอาจเป็นข้อมูลอย่างสาคัญในการวางแผนหรือการกาหนดนโยบายของผู้บริหารและฝ่ายการเมืองสรุปได้ว่าการประเมินโครงการมีประโยชน์สาหรับเจ้าของโครงการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อโครงการเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยให้ได้สารสนเทศที่เจ้าของโครงการจะนาไปใช้ในการปรับปรุง พัฒนาโครงการ หรือหาแนวทางในการจัดทาโครงการที่ดีต่อไปกระบวนการของการประเมินโครงการการประเมินโครงการเป็นกระบวนการของการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของโครงการอย่างมีระบบโดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเพื่อการปรับปรุงโครงการให้ดีขึ้น กระบวนการในการประเมินผลโครงการอาจมีขั้นตอนและรายละเอียดของขั้นตอนแตกต่างกันไปตามแนวคิดของ
  28. 28. 24นักวิชาการทางการประเมินผลโครงการแต่ละบุคคลหรืออาจมีรายละเอียดที่แตกต่างเพราะรูปแบบหรือประเภทของการประเมินผล หรือประเมินไปตามแต่ละประเภทของโครงการ อย่างไรก็ดีการประเมินผลโครงการนอกจากจะประเมินโครงการทั้งหมดโดยส่วนรวมแล้ว แต่ละส่วนของโครงการจะต้องได้รับการประเมินควบคู่กันไปด้วยเสมอ คือ การประเมินข้อมูลนาเข้า (Inputs) การประเมินตัวกระบวนการ (Processor) และการประเมินผลงาน (Outputs) ซึ่งแต่ละส่วนและโดยทั้งหมดของโครงการจะประกอบด้วยขั้นตอนที่สาคัญ ดังนี้1. การศึกษาและพิจารณาถึงรายละเอียดของวัตถุประสงค์โครงการ ซึ่งเป็นการประเมินเพื่อให้ทราบว่าโครงการที่กาหนดขึ้นนั้นมีวัตถุประสงค์หรือจุดมุ่งหมายที่สามารถดาเนินการได้หรือไม่จะมีการปรับเปลี่ยนวัตถุประสงค์ให้มีความเฉพาะเจาะจงและปฏิบัติได้โดยลักษณะใด การประเมินผลโครงการในขั้นตอนนี้ถือได้ว่าเป็นการประเมินก่อนที่จะลงมือปฏิบัติงานจริง เป็นการตรวจสอบและทบทวนความเรียบร้อยวัตถุประสงค์โครงการเป็นสาคัญ2. การศึกษาความเป็นไปได้ของข้อมูลซึ่งเป็นการประเมินข้อมูลและทรัพยากรต่างๆ ที่จะต้องใช้ดาเนินการว่ายังมีความเหมาะสมเพียงพอที่จะใช้ปฏิบัติงานหรือไม่ข้อมูลและทรัพยากรที่มีอยู่สามารถที่จะสนองตอบวัตถุประสงค์ได้มากน้อยเพียงใด และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้หรือไม่ การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบทบทวนความเหมาะสมของทรัพยากรที่จะต้องใช้เพื่อการบริหารโครงการนั่นเอง3. การเก็บรวบรวมและการกระทากับข้อมูลและทรัพยากร ซึ่งเป็นการวิเคราะห์ถึงกระบวนการในการดาเนินโครงการในลักษณะเป็นการเก็บรวบรวมและจาแนกข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เป็นสัดส่วน และให้มีความเป็นจริงมากที่สุด เพราะหากการดาเนินงานในขั้นตอนนี้มีปัญหาย่อมทาให้ผลงานที่เกิดขึ้นมีปัญหาตามไปด้วย กล่าวคือ แม้ว่าผู้บริหารโครงการจะทราบถึงทรัพยากรที่จะต้องใช้ทั้งปริมาณและคุณภาพเป็นอย่างดีแล้ว แต่ในขั้นตอนของการรวบรวมและจัดดาเนินการกับข้อมูลไม่ดีพอ ผลที่เกิดขึ้นย่อมไม่มีคุณภาพหรือด้อยคุณภาพ ตัวอย่าง เนื้อย่าง ดีย่างกับเตาที่ไฟแรงเกินไปย่อมได้เนื้อย่างที่ไหม้เกรียม เป็นต้น การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการตรวจสอบกระบวนการว่าเหมาะสมกับข้อมูลหรือทรัพยากรที่นาเข้าหรือไม่4. การวิเคราะห์ การแปลความหมาย และการสรุปผลซึ่งเป็นขั้นตอนที่ข้อมูลได้ผ่านกระบวนการเรียบร้อยแล้ว และผู้ประเมินจะต้องทาการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นว่าเป็นเช่นใด ตรงตามวัตถุประสงค์หรือมาตรฐานที่กาหนดไว้หรือไม่ จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ดียิ่งขึ้นในลักษณะใด และผลที่เกิดขึ้นจะมีแนวโน้มไปในลักษณะใด การประเมินในขั้นตอนนี้เป็นการประเมินผลงานของโครงการที่เกิดขึ้น และรวมไปถึงการประเมินโครงการโดยทั้งหมดด้วยว่าทรัพยากรหรือข้อมูลนาเข้าที่
  29. 29. 25มีอยู่ ด้านกระบวนการที่ใช้ และด้วยผลงานที่ปรากฏนั้นโครงการโดยรวมเป็นเช่นใด เป็นโครงการที่ให้ผลประโยชน์คุ้มค่ากับการดาเนินงานหรือไม่ ควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นแล้วดาเนินงานต่อไปหรือจะล้มเลิกยุติโครงการนี้เสียโดยกระบวนการที่กล่าวแล้วเป็นกระบวนการทั่วไปของการประเมินโครงการหรือประเมินการปฏิบัติงานทุกชนิด และในการประเมินโครงการแต่ละโครงการนั้นปัจจัยอีกปัจจัยหนึ่งที่จะต้องเกี่ยวข้องและมีส่วนสาคัญในการพิจารณาเพื่อการประเมินผลโครงการด้วย คือ ระยะเวลา (Timingperiods) ของการดาเนินงานโครงการ นอกจากนี้ในการประเมินผลโครงการจะต้องอาศัยสิ่งสาคัญหรือข้อคิดที่สาคัญอีกหลายชนิด เช่น ข้อเท็จจริง ผลประโยชน์ ข้อผูกพัน ความเป็นไปได้มาตรฐาน และอื่น ๆ เพื่อประกอบในการพิจารณาด้วยการดาเนินงานของคณะกรรมการประเมินโครงการเมื่อคณะกรรมการประเมินโครงการไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการชุดเดียว หรือจาแนกเป็นอนุกรรมการย่อยหลายคณะ หรือเป็นคณะกรรมการถา฀

×