คูค่ มือการสํารวจความหลากหลายทางชวภาพในพนทปาอนุรกษ์ทางชีวภาพในพืนที่ป่าอนรักษ             ้การฝึ กอบรม ณ ศูนย์ ศึกษาการพัฒ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                           ่...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                               ่            ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                 ่          ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                ่           ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                  ่    การสํารวจความหลากห...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                    ่       ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                       ่    ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                           ่...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                            ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                            ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                           ่...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                          ่ ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                       ่    ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                      ่     ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                     ่      ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                      ่     ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                      ่     ...
 คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์                                                   ่ดอกอีก 1...
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

6,856 views

Published on

เอกสารเผยแพร่
http://www.dnp.go.th/dnp_research/upload/document/10031104306.pdf

Published in: Education

คู่มือ การสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าอนุรักษ์

  1. 1. คูค่ มือการสํารวจความหลากหลายทางชวภาพในพนทปาอนุรกษ์ทางชีวภาพในพืนที่ป่าอนรักษ ้การฝึ กอบรม ณ ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้ อนอันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดฉะเชิงเทราวัันที่ ี 23-25 พฤศจิกายน 2553 ิ สํานักวิจัยการอนุรักษ์ ป่าไม้ และพันธุ์พช ื กรมอุทยานแหงชาต สัตว์ ป่า และพันธ์ ื กรมอทยานแห่ งชาติ สตวปา และพนธุพช
  2. 2.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ คํานํา  กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ มอบหมายให้ สํานักวิจยการอนุรักษ์ ป่าไม้ และ ัพันธุ์พื ช ดํ าเนิ นการจัดทํ าโครงการสํารวจความหลากหลายทางชี วภาพในพื นที่ ป่าอนุรักษ์ ภายใต้ ้กิจกรรมบริ หารจัดการความหลากหลายทางชี วภาพ เพื่อสํารวจและรวบรวมข้ อมูลที่เกี่ ยวข้ องกับสถานภาพ ที่ตง และการใช้ ประโยชน์ ของพืช สัตว์ แมลง และเห็ด ในพืนที่เขตรักษาพันธุ์สตว์ ป่าทั่ว ั้ ้ ัประเทศ โดยข้ อมูลที่ได้ รับจะนําไปจัดทําเป็ นฐานข้ อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อใช้ เป็ นประโยชน์ ด้านการบริ หารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพในภาพรวมของกรมอุทยานแห่ งชาติ สัตว์ ป่ า และพันธุ์ พื ช ดังนัน สํ านักวิ จัยการอนุรักษ์ ป่ าไม้ และพันธุ์ พื ช จึ งได้ จัดให้ มี การ ้ฝึ กอบรมเรื่ องการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์ ณ ศูนย์ศกษาการพัฒนาเขาหินึซ้ อน อันเนื่องมาจากพระราชดําริ จังหวัดฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ 23-25 พฤศจิกายน 2553 เพื่อเป็ นการเตรี ยมความพร้ อมให้ แก่ เจ้ าหน้ าที่ ผ้ ูปฎิบัติง านจากทุก สํา นัก บริ ห ารพื น ที่ อนุรัก ษ์ และกํ า หนดแนว ้ทางการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพให้ เป็ นมาตรฐานเดียวกัน คู่มือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์ ฉบับนี ้ ประกอบด้ วยแนวทางปฏิบติและรู ปแบบการสํารวจและเก็บข้ อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของพรรณพืช แมลง และ ัเห็ด และความรู้ พื ้นฐานทัวไปเกี่ยวกับทรัพยากรชีวภาพดังกล่าว ซึงเจ้ าหน้ าที่ผ้ ปฏิบติงานจะได้ รับการ ่ ่ ู ัถ่ายทอดองค์ความรู้ และเสริ มสร้ างทักษะทังในทางทฤษฎีและภาคปฏิบติ สามารถที่จะดําเนินการ ้ ัสํารวจและเก็บข้ อมูลทรัพยากรชีวภาพได้ อย่างมีประสิทธิภาพและถูกต้ องตามหลักวิชาการ โดยข้ อมูลที่ได้ รับอยู่ในรู ปแบบมาตรฐาน ซึ่งสามารถนําเข้ าสู่ระบบฐานข้ อมูลด้ านความหลากหลายทางชีวภาพนอกจากนี ้ เจ้ าหน้ าที่ผ้ ปฏิบติงานยังสามารถใช้ คมือฉบับนี ้ ในการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และจําแนกชนิด ู ั ู่พันธุ์ของตัวอย่างพืช แมลง และเห็ด ในขันพื ้นฐาน และการจัดเก็บและรักษาตัวอย่างที่ถกต้ องตามหลัก ้ ูวิชาการ ซึงจะช่วยให้ นกอนุกรมวิธานสามารถตรวจสอบและจําแนกตัวอย่างชนิดพันธุ์ได้ อย่างถูกต้ อง ่ ัแม่นยําและสามารถใช้ เป็ นตัวอย่างอ้ างอิงต่อไป สํานักวิจยการอนุรักษ์ ป่าไม้ และพันธุ์พืช ั กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พฤศจิกายน 2553 1  
  3. 3.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ สารบัญ หน้ า การสํารวจความหลากหลายด้ านพรรณพืชในพืนที่ป่าอนุรักษ์ ้ 1 พฤกษศาสตร์ ป่าไม้ เบืองต้ น ้ 2 สัณฐานวิทยาของพืช 2 ราก 3 ลําต้ น 4 ใบ 5 ดอก 12 ผล 18 เมล็ด 21 การวิเคราะห์ ตวอย่ างพรรณไม้ ั 27 ตัวอย่างรูปวิธานแบบ Indented key หรื อ Yoked key 27 ตัวอย่างรูปวิธานแบบ Bracket key หรื อ Parallel key 27 ลักษณะประจําวงศ์ พรรณไม้ 29 พืชใบเลี ้ยงคู่ 29 พืชใบเลี ้ยงเดี่ยว 37 การสํารวจและเก็บตัวอย่ างพรรณไม้ 40 การเก็บและรักษาตัวอย่างพรรณไม้ 40 การเก็บรักษาตัวอย่างพรรณไม้ แห้ ง 40 รายละเอียดในการจดบันทึกรายละเอียดพรรณไม้ 41 วิธีการเก็บตัวอย่างพรรณไม้ 42 วิธีการอัดแห้ งพรรณไม้ 42 วิธีการอาบนํ ้ายาพรรณไม้ 43 วิธีเย็บพรรณไม้ 44 การลงทะเบียนพรรณไม้ 44 การเก็บพรรณไม้ ในตู้เก็บพรรณไม้ 44 แบบฟอร์ มการเก็บข้ อมูลความหลากหลายด้ านพืช 45 การสํารวจความหลากหลายด้ านแมลงในพืนที่ป่าอนุรักษ์ ้ 48 กีฏวิทยาป่ าไม้ เบืองต้ น ้ 49 ส่วนประกอบของลําตัวแมลง 51 ส่วนหัว 51 i  
  4. 4.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ สารบัญ (ต่ อ) หน้ า ส่วนอก 54 ส่วนท้ อง 56 การเจริ ญเติบโต 57 การเจริ ญเติบโตแบบไม่สมบูรณ์ 57 การเจริ ญเติบโตแบบสมบูรณ์ 59 ความหลากหลายของแมลงในระบบนิเวศป่ าไม้ 60 ความหลากหลายของแมลง 60 ด้ วง 61 แมลงวัน 62 ผีเสื ้อ 62 ผึ ้ง ต่อ แตน มด 68 ปลวก 68 แมลงปอ 69 ตักแตน จิ ้งหรีด ๊ 69 มวน 70 จักจัน เพลี ้ย ่ 70 แมลงอื่นๆ 71 แมลงในระบบนิเวศ 71 แมลงในห่วงโซ่อาหาร 71 ความสัมพันธ์ระหว่างแมลงกับมนุษย์ 72 แมลงในชุมชน 73 แมลงกับการเปลี่ยนแปลงภูมอากาศ ิ 75 การสํารวจแมลง 76 ผีเสื ้อกลางวัน 76 ผีเสื ้อกลางคืน 79 อุปกรณ์ เก็บตัวอย่ างแมลง 81 สวิงจับแมลง 81 กับดักแสงไฟ 82 ขวดฆ่าแมลง 83 อุปกรณ์อื่นที่จําเป็ น 84 ii  
  5. 5.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ สารบัญ (ต่ อ) หน้ า การจัดการตัวอย่ าง 85 การคัดแยกแมลงกลุมของแมลง ่ 85 การจําแนกชนิดแมลง 85 การเก็บรักษาตัวอย่างแมลง 86 การทําบันทึกประจําตัวแมลง 90 อุปกรณ์เก็บรักษาตัวอย่างแมลง 90 การเทียบผีเสื ้อกลางวันด้ วยภาพถ่าย 91 แบบฟอร์ มการสํารวจข้ อมูลแมลง 94 การสํารวจความหลากหลายด้ านเห็ดในพืนที่ป่าอนุรักษ์ ้ 95 การสํารวจและจําแนกเห็ดในเบืองต้ น้ 96 การศึกษาและการเก็บตัวอย่างเห็ด 97 อุปกรณ์เก็บตัวอย่างภาคสนาม 97 การเก็บตัวอย่างและการบันทึกข้ อมูล 97 การเก็บรักษาตัวอย่าง 101 การวินิจฉัยชนิดเห็ด 102 การแบ่งกลุมเห็ด ่ 103 กลุมเห็ดในชันเบสิดโอไมซิตส ่ ้ ิ ิ 103 กลุมเห็ดในชันแอสโคไมซิตส ่ ้ ิ 115 กุญแจจําแนกเห็ดกลุมที่สําคัญอย่างง่าย ่ 120 บทบาทต่อระบบนิเวศของเห็ดในป่ า 122 เห็ดพิษ 128 การปฐมพยาบาลผู้ป่วยที่รับประทานเห็ดพิษ 129 บรรณานุกรม 130 iii  
  6. 6.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ การสํารวจความหลากหลายด้ านพรรณพืช  ในพืนที่ป่าอนุรักษ์ ้ นายวรดลต์ แจ่ มจํารู ญ นางสาวโสมนัสสา แสงฤทธิ์ นางสาวนันทวรรณ สุปันตี สํานักงานหอพรรณไม้ สํานักวิจยการอนุรักษ์ ป่าไม้ และพันธุ์พช ั ื 1  
  7. 7.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ พฤกษศาสตร์ ป่าไม้ เบืองต้ น ้ พฤกษศาสตร์ (Botany) เป็ นสาขาวิชาหนึ่งของวิชาชีววิทยา ที่ศึกษาเกี่ ยวกับรู ปร่ างส่วนประกอบ และหน้ าที่ของเซลล์ การแบ่งเซลล์ของพืชและการเจริ ญเติบโต ตลอดจนความสัมพันธ์ของราก ลําต้ น ใบ ดอก ผล เมล็ด และต้ นอ่อน ศึกษาถึงกระบวนการต่าง ๆ ของพืช เช่น การหายใจการคายนํ ้า การสังเคราะห์ด้วยแสง การลําเลียง เมแทบอลิซมของพืช พันธุกรรม วิวฒนาการ รวมไป ึ ัถึงการจัดหมวดหมูพืช ่ ปั จจุบนวิชาด้ านพฤกษศาสตร์ ได้ รับความสนใจเป็ นอย่างมาก มีการศึกษากันอย่างกว้ างขวาง ัสามารถแยกสาขาออกได้ หลายสาขา ได้ แก่ 1. สัณฐานวิทยาของพืช (Plant Morphology) ศึกษาถึงรูปร่างและวงจรชีวิตของพืช 2. อนุกรมวิธานของพืช (Plant Taxonomy) ศึกษาเกี่ยวกับการจัดจําแนกพืช 3. กายวิภาคศาสตร์ ของพืช (Plant Anatomy) ศึกษาลักษณะโครงสร้ างภายในของพืช 4. เซลล์วิทยาของพืช (Plant Cytology) ศึกษารายละเอียดของเซลล์พืช 5. สรี รวิทยาของพืช (Plant Physiology) ศึกษาถึงการดํารงชีพ กิจกรรม การเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของพืช 6. นิ เวศวิ ทยาของพื ช (Plant Ecology) เป็ นการศึก ษาถึงความสัม พัน ธ์ ระหว่างพื ชและสิงแวดล้ อม ่ 7. พันธุศาสตร์ ของพืช (Plant Genetics) การศึกษาถึงการถ่ายทอดลักษณะของพืช 8. โรคพืช (Plant Pathology) การศึกษาถึงโรคต่าง ๆ ที่เกิดกับพืชและการปองกัน ้ พฤกษศาสตร์ ป่าไม้ เป็ นส่วนหนึ่งของ พฤกษศาสตร์ ที่เน้ นศึกษาวิจยเฉพาะพรรณไม้ ป่า ั ์เพื่อนําความรู้ที่ได้ มาประยุกติใช้ ในการจัดการป่ าไม้ ให้ ได้ รับประโยชน์อย่างยังยืน ่สัณฐานวิทยาของพืช (Plant Morphology)ความสําคัญ การศึกษาสัณฐานวิทยาหรื อโครงสร้ างภายนอกของพืชมีความจําเป็ นอย่างยิ่งต่อการศึกษาด้ านอนุกรมวิธานพืช เนื่องจากพืชเป็ นกลุ่มของสิ่งมีชีวิตที่มีจํานวนมากและมีความหลากหลายสูงการจําแนกพืชตามลําดับอนุกรมวิธานรวมไปถึงการระบุชื่อพืชที่ถกต้ องนัน มีความจําเป็ นต้ องอาศัย ู ้ข้ อมูลทังในด้ านถิ่นที่อยู่ ลักษณะวิสย และสัณฐานวิทยาต่าง ๆ อันได้ แก่ ราก ลําต้ น ตา ใบ ดอก ้ ัและผล ดังนันหากผู้ทําการศึกษามีความรู้ ด้ านสัณฐานวิทยาพืชและมีข้อมูลพืชที่ศึกษามากเท่าใด ้ความถูกต้ องในการระบุชื่อพืชก็จะมากขึ ้นไปตามลําดับ 2  
  8. 8.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ สัณฐานวิทยาของพืชประกอบด้ วย ส่วนต่าง ๆ ได้ แก่ ราก ลําต้ น ตา ใบ ดอก และผล ดังรายละเอียดต่อไปนี ้ราก (Roots) รากเป็ นส่วนของพืชที่ไม่มีข้อ (node) ปล้ อง (internode) ตา (bud) และใบ (leaf) มีหน้ าที่ในการดูดซึมนํ ้าและธาตุอาหารภายในดิน และยึดให้ ส่วนอื่น ๆ ของพืชที่อยู่เหนือดินทรงตัวอยู่ได้ หากพิจารณาถึงต้ นกําเนิด สามารถแบ่งรากออกได้ 3 กลุ่ม ได้ แก่ รากแก้ ว (primary root) รากแขนง(secondary root) และรากพิเศษ (adventitious root) 1 รากแก้ ว หมายถึง รากที่เจริ ญและพัฒนามาจากรากแรกเกิด (radicle) ของเอ็มบริ โอ โดยปกติแล้ วในพืชเมล็ดเปลือยและพืชใบเลี ้ยงคู่ รากแก้ วจะสามารถเจริ ญเติบโตไปได้ เรื่ อย ๆ และเป็ นรากหลักของพืช 2 รากแขนง หมายถึง รากที่มีต้นกําเนิดมาจากชันเพริ ไซเคิล (pericycle) ของรากแก้ ว แผ่ ้ออกไปตามแนวระดับ พบในพืชเมล็ดเปลือยและพืชใบเลี ้ยงคู่ 3 รากพิเศษ หมายถึง รากที่มีต้นกําเนิดมาจากข้ อของลําต้ นหรื อส่วนผิดปกติอื่น ๆ พบที่สวน ่ต่าง ๆ ของพืช ได้ แก่ เหนือดิน ลําต้ นใต้ ดน ตาข้ าง ส่วนที่ผิดปกติเช่น ใบ และเนื ้อเยื่อแคลลัส สามารถ ิจําแนกรากพิเศษได้ ดงนี ้ ั 3.1 รากฝอย (fibrous root) พบในพืชใบเลี ้ยงเดี่ยว เนื่องจากรากที่เจริ ญมาจากรากแรกเกิดจะไม่พฒนาเป็ นรากแก้ ว คือเมื่อเจริ ญมาระยะหนึ่งแล้ วจะหยุดการเจริ ญเติบโตไป พืชใบเลี ้ยง ัเดี่ยวจึงสร้ างรากพิเศษจํานวนมากขึ ้นที่บริเวณลําต้ น เพื่อทําหน้ าที่ดดนํ ้าและธาตุอาหารรวมทังช่วยใน ู ้การทรงตัวของพืช 3.2 รากคํ ้าจุน (prop root) เป็ นรากที่เกิดจากส่วนข้ อของลําต้ น แล้ วหยังลงดิน เพื่อ ่ช่วยคํ ้าจุนหรื อพยุงลําต้ น พืชที่มีรากคํ ้าจุนมักเป็ นพืชที่ขาดรากแก้ วหรื อรากฝอยก็ไม่แข็งแรงพอที่จะพยุงลําต้ นได้ หรื อพืชที่มีรากแก้ วแต่มีการแตกกิ่งก้ านสาขาออกไปไกล เช่น ไทร ยางอินเดีย โกงกางเป็ นต้ น 3.3 รากยึดเกาะ (climbing root) เป็ นรากที่เกิดจากส่วนข้ อของลําต้ น เพื่อช่วยในการยึดเกาะ ชูสวนของลําต้ นให้ สงขึ ้นเพื่อรับแสง เช่น พลู พริกไทย กล้ วยไม้ เป็ นต้ น ่ ู 3.4 รากสังเคราะห์ด้วยแสง (photosynthetic root) เป็ นรากที่ห้อยอยู่ในอากาศ มีคลอโรพลาสต์ เช่นรากกล้ วยไม้ 3.5 รากหายใจ (pneumatophore) เป็ นรากที่แทงตังฉากขึ ้นมาจากผิวดินเพื่อช่วยใน ้การหายใจเนื่องจากโครงสร้ างภายในประกอบด้ วยเซลล์เรี ยงตัวหลวม ๆ ทําให้ เกิดช่องว่างระหว่างเซลล์มาก เช่น ลําพู ลําแพน ประสัก 3  
  9. 9.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 3.6 รากกาฝาก (parasitic root) เป็ นรากที่เกาะไปตามต้ นพืชอาศัย แล้ วมีสวนที่เป็ น ่รากเล็ก ๆ แทงเข้ าไปในพืชที่อาศัย (host) เรี ยกว่า ฮอสทอเรี ยม (houstorium) ได้ แก่ กาฝาก ฝอยทองกระโถนฤาษี เป็ นต้ น 3.7 รากสะสมอาหาร (storage root) เป็ นรากเปลี่ยนแปลงมาจากรากแก้ ว รากแขนงหรื อ รากฝอยเพื่ อสะสมอาหารจํ า พวก แป ง ไขมัน โปรตี น เช่ น หัว แครอท มัน เทศ มัน สํ า ปะหลัง ้กระชาย เป็ นต้ นลําต้ น (stem) ลําต้ น เป็ นส่วนของพืชที่เป็ นที่เกิดของใบ ตา ดอก และผล ลําต้ นของพืชใบเลี ้ยงเดี่ยวจะเห็นส่วนข้ อและปล้ องชัดเจน ในพืชใบเลี ้ยงคู่เห็นส่วนข้ อและปล้ องได้ ไม่ชัดเจนแต่สามารถบอกได้ จากตําแหน่งของใบ สามารถแบ่งลําต้ นออกเป็ น 2 กลุ่ม ตามตําแหน่งที่อยู่ คือ ลําต้ นเหนือดิน (aerialstem) และ ลําต้ นใต้ ดน (underground stem) ิ ลํ า ต้ น เหนื อ ดิน จํ า แนกตามลัก ษณะวิ สัย หรื อ ลัก ษณะของพื ช เมื่ อ เจริ ญ เติบ โตเต็ ม ที่ โดยพิจารณาถึงการแตกกิ่งก้ านและทรงรู ปอาจแบ่งพืชได้ เป็ นกลุ่มใหญ่ ๆ 4 กลุม ได้ แก่ ไม้ ต้น (tree) ไม้ ่พุม (shrub) ไม้ เถา (climber) และไม้ ล้มลุก (herb) ่ 1 ไม้ ต้ น หมายถึ ง พื ช ที่ มี เ นื อ ไม้ ลํ า ต้ น ขนาดใหญ่ มี ลํ า ต้ น หลัก ชัด เจน มัก แตก ้กิ่งก้ านสาขาในระดับสูงจากพื ้นดินมาก เช่น นนทรี กัลปพฤกษ์ จามจุรี เป็ นต้ น 2 ไม้ พ่ม หมายถึง พืชที่มีเนื ้อไม้ ลําต้ นมีขนาดเล็กหรื อขนาดกลาง มีลําต้ นหลักสัน มี ุ ้การแตกกิ่งใกล้ ระดับผิวดิน ทําให้ มีลกษณะเป็ นกอหรื อเป็ นพุ่ม พิลงกาสา ราชาวดี ทรงบาดาล เป็ น ั ัต้ น 3 ไม้ เถา หมายถึง พืชที่ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้ ด้วยตัวเอง ต้ องอาศัยวัตถุหรื อพืชอื่นเป็ นหลักให้ ยดเกาะ เช่น การเวก อัญชัน พลู เป็ นต้ น ึ 4 ไม้ ล้มลุก หมายถึง พืชที่มีลําต้ นอ่อนนุ่ม ลําต้ นจะตายไปเมื่อหมดฤดูกาลเจริ ญเติบโตแบ่งย่อยได้ เป็ น - ไม้ ล้มลุกปี เดียว (annual herb) พืชมีวงจรชีวิตที่สมบูรณ์ภายใน 1 ปี หรื อ 1 ฤดูกาลแล้ วตายไป - ไม้ ล้มลุกสองปี (biennial herb) พืชมีอายุ 2 ปี ในปี แรกจะมีการเจริ ญเติบโตที่ไม่เกี่ยวกับการสืบพันธุ์ และออกดอกในปี ที่สอง - ไม้ ล้มลุกหลายปี (perennial herb) พืชมีอายุหลายปี และมักจะออกดอกทุกปี นอกจากนัน ลําต้ นเหนือดินของพืชหลายชนิดยังอาจเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปทําหน้ าที่พิเศษ ซึง ้ ่อาจจําแนกออกเป็ นชนิดต่าง ๆ ดังต่อไปนี ้ 4  
  10. 10.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 1.1 ไหล (stolon, runner) คือลําต้ นที่ทอดราบไปตามพื ้นดินหรื อพื ้นนํ ้า มีปล้ องยาว ราก ใบ ดอก เกิดที่ข้อ เช่น สตรอเบอรี่ บัวบก ผักตบชวา เป็ นต้ น 1.2 ลําต้ นไต่ (climbing stem) เป็ นลําต้ นที่ไต่ขึ ้นที่สง โดยอาศัยลําต้ นพันเลื ้อย ู(twiner) เช่น อัญชัน บอระเพ็ด มือเกาะ (tendril) ที่บริ เวณซอกใบหรื อส่วนข้ อ เช่น องุ่น บวบ ฟั กทองรากยึดเกาะ (climbing root) ที่สวนข้ อ เช่นพลู พริกไทย เป็ นต้ น ่ 1.3 ลําต้ นคล้ ายใบ (cladophyll, cladode, phylloclade) คือลําต้ นหรื อกิ่งของพืชที่เปลี่ยนแปลงลักษณะรู ปร่ างไปคล้ ายใบ และทําหน้ าที่ในการสังเคราะห์ด้วยแสง เช่นกระบองเพชรกลุมเสมา ปริก ่ 1.4 ลําต้ นที่มีโครงสร้ างเป็ นหนาม ได้ แก่ - thorn หนามที่เกิดจากกิ่งเปลี่ยนแปลงไป พบในต้ นส้ ม คัดเค้ า - prickle หนามที่เกิดจากเนื ้อเยื่อผิวร่วมกับเนื ้อเยื่อบางกลุ่มที่อยู่ใต้ ชนเนื ้อเยื่อ ั้ผิว เช่น หนามกุหลาบ 2 ลําต้ นใต้ ดน แบ่งออกได้ เป็ น ิ 2.1 เหง้ า (rhizome) คือลําต้ นที่ทอดขนานไปกับผิวดิน มีปล้ องสันชัดเจน ส่วนข้ อมี ้ตา และมีใบเกล็ด (scale leaf) สีนํ ้าตาลปกคลุม เช่น เหง้ าของขิง ข่า ขมิ ้น เป็ นต้ น 2.2 หัวแบบมันฝรั่ง (tuber) คือลําต้ นใต้ ดินที่สะสมอาหารจนมีลกษณะพอง ัออกเป็ นหัว มีรูปร่างไม่แน่นอน ส่วนข้ อและปล้ องไม่ชดเจน ส่วนตาบุมลงไป ไม่มีใบเกล็ดปกคลุม ั ๋ 2.3 หัวแบบเผือก (corm) คือลําต้ นสะสมอาหารลักษณะตังตรง มีข้อและปล้ องสัน ้ ้ชัดเจน ส่วนข้ อมีใบเกล็ดปกคลุม เช่น แห้ ว เผือก แกลดิโอลัส เป็ นต้ น 2.4 หัวแบบหอม (bulb) ลําต้ นใต้ ดินที่มีกลุมของใบเกล็ดหุ้มปกคลุมลําต้ นที่แท้ จริ ง ่ซึงมีขนาดเล็กเอาไว้ ใบเกล็ดชันใน ๆ มีลกษณะอวบเนื่องจากมีการสะสมอาหาร ใบเกล็ดชันนอกจะ ่ ้ ั ้บาง ใบใหม่ที่ทําหน้ าที่ในการสังเคราะห้ ด้วยแสงจะเจริ ญมาจากตาข้ างและจะเปลี่ยนแปลงไปทําหน้ าที่ในการสะสมอาหารเมื่อมีอายุมากขึ ้น เช่น หอมหัวใหญ่ กระเทียม หอมแดง เป็ นต้ นใบ (leaves) ใบเป็ นอวัยวะที่ทําหน้ าที่ในการสังเคราะห์แสง หายใจ และคายนํ ้า ของพืช เกิดทางด้ านข้ างของกิ่งและลําต้ นที่บริ เวณข้ อ (node) ประกอบด้ วย แผ่นใบ (lamina หรื อ leaf blade) ก้ านใบ(petiole) และอาจมีหรื อไม่มีหใบ (stipule) ู 1. แผ่ นใบ ของพืชส่วนใหญ่มีลกษณะเป็ นแผ่นแบนและมีสีเขียวเนื่องจากมีคลอโรพลาสต์ ั(chloroplast) อยู่เป็ นจํานวนมากจึงมีหน้ าที่หลักในการสังเคราะห์แสง บริ เวณเนื ้อใบมีเนื ้อเยื่อท่อลําเลียงอยูทวไป ่ ั่ 5  
  11. 11.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 2. ก้ า นใบ ของพื ช เป็ นส่ ว นที่ ยึ ด แผ่ น ใบกับ ลํ า ต้ น หรื อ กิ่ ง ส่ว นใหญ่ มี ลัก ษณะเป็ นแท่ งทรงกระบอก พืชบางชนิดมีก้านใบที่มีลกษณะเปลี่ยนไป เช่น ก้ านใบที่แผ่ออกเป็ นแผ่นคล้ ายปี ก (wing ัpetiole) ของมะกรู ด ก้ านใบพองออกเป็ นกระเปาะ (bulbous petiole) ทําหน้ าที่เป็ นทุ่นลอย ของผักตบชวา หรื อก้ านใบกลายเป็ นใบ (phyllode, phyllodium) ของกระถินณรงค์ ที่มีส่วนก้ านใบแผ่ออกเป็ นแผ่นเพื่อทําหน้ าที่สงเคราะห์แสงแทนแผ่นใบ เป็ นต้ น ในพืชใบเลี ้ยงเดี่ยวส่วนใหญ่ โคนก้ านใบ ัหรื อทังหมดของก้ านใบแผ่ออกเป็ นกาบหุ้มข้ อ เรี ยกว่ากาบใบ (leaf sheaht) เช่น พืชในวงศ์หญ้ า ใบ ้พืชที่มีก้านใบเรี ยกว่า “petiolate leaf” และพืชที่ไม่มีก้านใบเรี ยกว่า “sessile leaf” 3. หูใบ เป็ นโครงสร้ างที่มีลกษณะคล้ ายใบขนาดเล็ก ติดอยู่ที่โคนก้ านใบ มักมีสีเขียวและ ัพบได้ บอยในพืชใบเลี ้ยงคู่ พืชบางชนิดหูใบหลุดร่ วงไปเมื่ออายุมาก ดังนันจึงควรศึกษาบริ เวณที่เป็ น ่ ้ใบอ่อนหรื อปลายยอด หูใบของพืชต่างชนิดอาจมีรูปร่าง ขนาด และตําแหน่ง แตกต่างกันไป ใบพืชที่มีหูใบเรี ยก “stipulate leaf” และใบพืชที่ไม่มีหใบเรี ยก “exstipulate leaf” ู สามารถแบ่งใบได้ เป็ น 2 ประเภท ได้ แก่ ใบเดี่ยว (simple leaf) และใบประกอบ (compoundleaf) 1. ใบเดี่ยว (simple leaf) - ประกอบด้ วยแผ่นใบเพียงแผ่นเดียวบนก้ านใบ - ไม่มีรอยต่อระหว่างโคนของแผ่นใบกับก้ านใบ 2. ใบประกอบ (compound leaf) - ประกอบด้ วยแผ่นใบมากกว่าหนึงใบบนก้ านใบ ่ - มีรอยต่อระหว่างโคนของแผ่นใบกับก้ านใบ แบ่ ง ใบประกอบออกได้ 2 แบบตามการติ ด ของใบย่ อ ย ได้ แ ก่ ใบประกอบแบบขนนก(pinnately compound leaf) และใบประกอบแบบนิ ้วมือ (palmately compound leaf) 1. ใบประกอบแบบขนนก คือใบประกอบที่มีใบย่อย (leaflet) เรี ยงตัวเป็ นสองแถวจากแกนกลาง (rachis) หรื อแกนกลางย่อย (rachilla) หากส่วนปลายสุดมีใบย่อยติดหนึ่งใบ เรี ยก แบบขนนกปลายคี่ (odd pinnate, imparipinnate) หรื อมีใบย่อยติดสองใบ เรี ยก แบบขนนกปลายคู่ (evenpinnate, paripinnate) สามารถแบ่งใบประกอบแบบขนนกตามจํานวนครังของการแตกได้ เป็ น ใบ ้ประกอบแบบขนนกชันเดียว (unipinnate) ใบประกอบแบบขนนกสองชัน (bipinnate) และใบประกอบ ้ ้แบบขนนกสามชัน (tripinnate) ้ 1.1 ใบประกอบแบบขนนกชันเดียว คือ ใบประกอบที่มีแกนกลางอันเดียว ใบย่อยเรี ยงตัว ้อยูบนแกนกลางนี ้ ่ 1.2 ใบประกอบแบบขนนกสองชัน คือ ใบประกอบที่แกนกลางหลักแยกเป็ นแกนกลาง ้ลําดับที่สอง (secondary rachis) ใบย่อยเรี ยงตัวอยูบนแกนกลางลําดับที่สอง ่ 6  
  12. 12.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 1.3 ใบประกอบแบบขนนกสามชัน คื อ ใบประกอบที่ แ กนกลางลํ า ดับที่ ส องแยกเป็ น ้แกนกลางลําดับที่สาม (tertiary rachis) ใบย่อยเรี ยงตัวอยูบนแกนกลางลําดับที่สาม ่ 2. ใบประกอบแบบนิวมือ คือใบประกอบที่ไม่มีแกนกลางใบ ใบย่อยแยกออกจากปลาย ้ก้ านใบที่จดเดียวกันและเรี ยงตัวในแนวรัศมี ุ พิจารณาการเรี ยงตัวของใบบนกิ่ง (phyllotaxy) ตามจํานวนใบในแต่ละข้ อและระนาบของใบบนกิ่ง ออกได้ เป็ น 3 กลุม ได้ แก่ ่ 1. กลุมของใบที่มีเพียง 1 ใบ ในแต่ละข้ อ ่ 1.1 เรี ยงสลับ (alternate) ตําแหน่งของใบในแต่ละข้ างของกิ่งอยู่ในระนาบเดียวกัน ทําให้ลักษณะของใบบนกิ่งออกสลับซ้ าย-ขวา คนละทิศทางกัน 1.2 เรี ยงเวียน (spiral) ตําแหน่งของใบจะเรี ยงเวียนไปรอบกิ่ง คล้ ายบันไดเวียน ทําให้ลักษณะของใบบนกิ่งไม่อยูในระนาบเดียวกัน ่ 2. กลุมของใบที่มี 2 ใบ ในแต่ละข้ อ ่ 2.1 เรี ยงตรงข้ าม (opposite) ใบในแต่ละข้ อเรี ยงตรงข้ าม ในระนาบเดียวกัน 2.2 เรี ยงตรงข้ ามสลับตังฉาก (decussate) ใบในแต่ละข้ อเรี ยงตรงข้ าม ต่างระนาบกัน ้คล้ ายรูปกากบาท 3. กลุมของใบที่มีมากกว่า 2 ใบ ในแต่ละข้ อ ่ 3.1 เรี ยงเป็ นวงรอบ (whorl, verticil, verticillate) ใบเรี ยงเป็ นวงอยูรอบข้ อเดียวกัน ่ หลักในการพิจารณาชนิดของใบ 1. สังเกตตาข้ าง (axillary bud) ที่สวนซอกใบ เนื่องจากจะไม่ปรากฎที่ซอกใบย่อย ่ 2. สังเกตความแก่อ่อนของใบ หากเป็ นใบประกอบใบย่อยแต่ละใบจะมีความแก่อ่อน สี และขนาด ที่สมํ่าเสมอกันลักษณะสัณฐานของแผ่ นใบ (leaf morphology) ลักษณะสัณฐานของแผ่นใบ ประกอบด้ วย รู ปร่างแผ่นใบ (leaf shape) ปลายใบ (leaf apex)โคนใบ (leaf base) ขอบใบ (leaf margin) ผิวใบ (leaf surface) เนื ้อใบ (leaf texture) และการเรี ยงเส้ นใบ (leaf venation) ที่แตกต่างกันส่งผลให้ พืชมีความหลากหลายของรูปร่างลักษณะของใบ ซึงเป็ น ่ลักษณะที่มีความสําคัญและเป็ นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการจัดจําแนกและจัดหมวดหมูของพืช ่ 1. รู ปร่ างแผ่นใบ สามารถใช้ ส่วนที่กว้ างที่สดของแผ่นใบ แบ่งรู ปร่ างแผ่นใบออกได้ เป็ น 4 ุกลุม ได้ แก่ ่ 1.1 กลุมใบรูปไข่ คือ กลุมของแผ่นใบที่มีสวนกว้ างที่สดบริเวณโคนใบ ประกอบด้ วย ่ ่ ่ ุ 1.1.1 รูปไข่ (ovate) รู ปร่ างแผ่นใบคล้ ายรูปไข่ มีสวนกว้ างที่สดอยู่ตํ่ากว่าจุดกึ่งกลาง ่ ุใบหรื อบริเวณโคนใบ ขอบใบโค้ ง มีอตราส่วนของความกว้ างต่อความยาวประมาณ 1:2 ถึง 2:3 ั 7  
  13. 13.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 1.1.2 รูปใบหอก (lanceolate) รู ปร่างแผ่นใบคล้ ายรู ปใบหอก มีสวนกว้ างที่สดอยู่ที่ ่ ุบริเวณโคนใบ ขอบใบโค้ ง อัตราส่วนของความกว้ างต่อความยาวประมาณ 1:5 ถึง 1:3 1.1.3 รู ปหัวใจ (cordate) รูปร่างแผ่นใบคล้ ายรูปหัวใจ ส่วนโคนใบหยักเว้ าคล้ ายรู ปหัวใจ ส่วนฐานใบทังสองด้ านกลมมน ้ 1.1.4 รู ปสามเหลี่ยม (deltoid) รู ปร่ างแผ่นใบเป็ นรู ปสามเหลี่ยม ส่วนโคนใบตัดค่อนข้ างตรง ขอบใบสอบขึ ้นไปหาปลายใบ 1.2 กลุ่ม ใบรู ป ไข่ ก ลับ คื อ กลุ่ ม ของแผ่ น ใบที่ มี ส่ ว นกว้ างที่ สุด อยู่ บ ริ เ วณปลายใบประกอบด้ วย 1.2.1 รูปไข่กลับ (obovate) ลักษณะใบตรงกันข้ ามกับใบรูปไข่ 1.2.2 รูปใบหอกกลับ (oblanceolate) ลักษณะใบตรงกันข้ ามกับใบรูปใบหอก 1.2.3 รูปสามเหลี่ยมกลับ (obdeltoid) ลักษณะใบตรงกันข้ ามกับใบรูปสามเหลี่ยม 1.2.4 รูปไต (reniform) รูปร่างแผ่นใบคล้ ายรูปไต โคนใบหยักเว้ เล็กน้ อย ขอบใบมักจะโค้ งมนไปบรรจบกัน 1.2.5 รู ปช้ อน (spathulate) รู ปร่ างแผ่นใบคล้ ายรู ปช้ อน ขอบใบคอดแคบเรี ยวเข้ ามาหาเส้ นกลางใบไปสูสวนโคนใบ ่ ่ 1.3 กลุมใบรูปรี คือ กลุมของแผ่นใบที่มีสวนกว้ างที่สดอยูบริเวณกึ่งกลางใบ ประกอบด้ วย ่ ่ ่ ุ ่ 1.3.1 รูปรี (elliptic) รู ปร่างแผ่นใบรู ปรี ส่วนที่กว้ างที่สดอยู่บริ เวณกึ่งกลางของแผ่นใบ ุขอบใบโค้ ง อัตราส่วนของความกว้ างต่อความยาวประมาณ 1:2 ถึง 2:3 1.3.2 รูปกลม (orbicular) รูปร่างแผ่นใบกลม ขอบใบโค้ ง อัตราส่วนของความกว้ างต่อความยาว 1:1 1.3.3 รู ปสี่เหลี่ยมข้ าวหลามตัด (rhomboid) รูปร่างแผ่นใบรู ปข้ าวหลามตัด ขอบใบค่อนข้ างตัดตรงและทํามุม 1.4 กลุ่มใบรู ปขอบขนาน คือ กลุ่มของแผ่นใบที่มีส่วนกว้ างที่ สุดอยู่บริ เวณกึ่งกลางใบขอบใบขนานกัน 1.4.1 รูปขอบขนาน (oblong) รูปร่างแผ่นใบรูปขอบขนาน อัตราส่วนความกว้ างต่อความยาวประมาณ 1:2 ถึง 2:3 1.4.2 รู ปแถบ (linear) รู ปร่ างแผ่นใบรู ปแถบ อัตราส่วนความกว้ างต่อความยาวมากกว่า 1:12 2. ปลายใบ (leaf apex) รูปแบบที่พบได้ บอย ได้ แก่ ่ 2.1 ปลายแหลม (acute) ขอบใบบรรจบกันที่ปลาย ทํามุมน้ อยกว่า 90˚ 8  
  14. 14.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 2.2 ปลายเรี ยวแหลม (acuminate) ลักษณะคล้ ายปลายแหลม แต่ขอบใบเว้ าสอบที่ปลายยอด 2.3 ปลายยาวคล้ ายหาง (caudate) ปลายใบลักษณะเรี ยวแหลม แคบ แต่ไม่แข็ง 2.4 ปลายแหลมแข็ง, ปลายมีรยางค์แข็ง (aristate) ปลายใบลักษณะเรี ยวแหลม แคบยาว และค่อนข้ างแข็ง 2.5 ปลายเป็ นติ่งแหลม (cuspidate) ขอบใบโค้ งเว้ าและสอบเข้ ามาเป็ นมุมแหลม สัน ้และแข็ง 2.6 ปลายเป็ นติ่งหนาม (mucronate) ปลายใบแหลมเป็ นติ่งสัน ต่อเนื่องจากเส้ นกลางใบ ้แข็ง 2.7 ปลายมน (obtuse) ปลายใบโค้ ง มน ทํามุมมากกว่า 90˚ 2.8 ปลายเว้ าตื ้น (retuse) ลักษณะคล้ ายปลายมน แต่หยักเว้ าตื ้น ๆ ตรงเส้ นกลางใบ 2.9 ปลายเว้ า (emarginate) ลักษณธคล้ ายปลายเว้ าตื ้น แต่หยักเว้ าลึก 2.10 ปลายตัด (truncate) ปลายใบลักษณะตัดตรง 3. โคนใบ (leaf base) รูปแบบที่พบได้ บอย ได้ แก่ ่ 3.1 โคนใบแหลม (acute) ขอบใบบรรจบกันที่โคน ทํามุมน้ อยกว่า 90˚ 3.2 โคนใบมน (obtuse) ขอบใบโค้ ง มน ทํามุมมากกว่า 90˚ 3.3 โคนใบรูปหัวใจ (cordate) โคนใบหยักเว้ าคล้ ายรูปหัวใจ 3.4 โคนใบตัด (truncate) โคนใบตัดตรงหรื อเกือบตรง 3.5 โคนใบเบี ้ยว (oblique) โคนใบแต่ละข้ างไม่สมมาตร เนื่องจากขอบใบแต่ละข้ างสอบเข้ ามาไม่เท่ากันหรื อไม่ตรงกัน 3.6 โคนใบรู ปโล่ (peltate) ก้ านใบติดอยู่ด้านล่างของแผ่นใบบริ เวณที่เป็ นเนื ้อใบ ไม่ตดที่ ิขอบใบ 3.7 โคนใบรูปลิม (cuneate) โคนใบสอบตรง และจรดกันเป็ นรูปลิม ่ ่ 3.8 โคนใบสอบเรี ยว (attenuate) โคนใบค่อย ๆ สอบเรี ยวเข้ ามาหาก้ านาใบ 3.9 โคนใบรูปติงหู (auriculate) โคนใบคล้ ายรูปติงหู ่ ่ 3.10 โคนใบรู ปเงี่ยงลูกศร (sagittate) โคนใบคล้ ายเงี่ยงลูกศร โคนใบแต่ละข้ างเป็ นพูปลายค่อนข้ างแหลม ชี ้ลงหรื อชี ้เข้ าหาก้ านใบ 3.11 โคนใบรู ปเงี่ยงใบหอก (hastate) โคนใบคล้ ายเงี่ยงลูกศร โคนใบแต่ละข้ างเป็ นพูปลายค่อนข้ างแหลม ชี ้ออกจากก้ านใบ หรื อทํามุมฉากกับก้ านใบ 4. ขอบใบ (leaf margin) รูปแบบที่พบได้ บอย ได้ แก่ ่ 4.1 ขอบเรี ยบ (entire) ลักษณะขอบใบเรี ยบ 9  
  15. 15.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 4.2 ขอบจักซี่ฟัน (dentate) ลักษณะขอบใบหยักเป็ นฟั น ปลายชี ้ออก 4.3 ขอบจักฟั นเลื่อย (serrate) ลักษณะขอบใบหยักเป็ นฟั น ปลายชี ้ขึ ้นไปทางปลายยอด 4.4 ขอบหยักมน (crenate) ลักษณะขอบใบหยักเว้ าตื ้น ๆ ปลายโค้ งหรื อมน 4.5 ขอบเป็ นคลื่น (undulate, wavy) ลักษณะขอบใบเว้ าเป็ นคลื่นบนและล่าง 4.6 ขอบเว้ าเป็ นคลื่น (sinuate) ลักษณะขอบใบหยักเว้ าตื ้น ๆ ทังส่วนที่หยักและส่วนเว้ า ้ระหว่างหยักมีลกษณะโค้ งเว้ า ั 4.7 ขอบเว้ าเป็ นพู (lobed) ลักษณะคล้ ายขอบเว้ าเป็ นคลื่น แต่รอยเว้ าลึกประมาณ 1 ใน3 หรื อครึ่งหนึงของระยะระหว่างเส้ นกลางใบกันขอบใบ รอยเว้ ามักจะกลมหรื อมน ่ 4.8 ขอบเว้ าลึก (cleft) ลักษณะคล้ ายขอบเว้ าพู แต่รอยหยักเว้ าจะไม่กลม 4.9 ขอบใบเป็ นแฉก (parted) ลักษณะขอบใบหยักเว้ าลึก 1 ใน 2 ถึง 3 ใน 4 ก่อนถึงเส้ นกลางใบ 4.10 ขอบหยักลึก (divided) ลักษณะขอบใบหยักเว้ าลึกประมาณ 3 ใน 4 หรื อเกือบถึงเส้ นกลางใบ แบ่งออกเป็ น - หยักแบบขนนก (pinnatifid) รอยหยักเว้ าทําให้ คล้ ายใบประกอบแบบขนนก - หยักแบบนิ ้วมือ (palmatifid) รอยหยักเว้ าทําให้ คล้ ายใบประกอบแบบนิ ้วมือ - หยักแบบตีนเป็ น (pedate) คล้ ายหยักแบบนิ ้วมือ แต่พค่ลางสุดของทังสองข้ างของ ู ู ่ ้เส้ นกลางใบหยักเว้ าลึกหรื อแบ่งแผ่นใบซ้ อนอีกชันหนึง ้ ่ 4.11 หยักแบบตัดแยก (dissected) ขอบใบหยักเว้ าลึกเกือบถึงเส้ นกลางใบ แต่ละเอียดกว่า 5. ผิวใบ (leaf surface) เป็ นลักษณะที่มีความสําคัญในการจําแนกพืช โดยเฉพาะในระดับชนิด ผิวใบที่ควรรู้จก ได้ แก่ ั 5.1 ผิวใบเกลี ้ยง (glabrous) ผิวใบไม่มีขนปกคลุม 5.2 ผิวใบเกือบเกลี ้ยง (glabrate, glabrescent) ผิวใบมีขนอยู่บ้างหรื อเมื่อเป็ นใบอ่อนมีขน แต่พอใบมีอายุมากขึ ้น ผิวใบจะค่อย ๆ เกลี ้ยง 5.3 ผิวใบมีขนสันนุ่ม (pubescent) ผิวใบมีขนสัน และนุ่มกระจายอยูทวไป ้ ้ ่ ั่ 5.4 ผิวใบมีขนสันหนานุ่ม (tomentose) ผิวใบมีขนสัน และอยู่เบียดชิดกันแน่นหนาดูคล้ าย ้ ้เป็ นพรมหรื อคล้ ายเป็ นปุย 5.5 ผิวใบมีขนยาวห่าง (pilose) ผิวใบมีขนนุ่ม ละเอียด ยาว 5.5 ผิวใบมีขนอุย (villose, villous) ผิวใบมีขนนุ่ม ละเอียด ยาวและคดงอหรื อหยิก 5.6 ผิวใบมีขนแบบขนแกะ (lanate, woolly) ผิวใบมีขนยาว สานพันกันไปมาลักษณะฟูคล้ ายปุยฝาย้ 10  
  16. 16.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 5.7 ผิวใบมีขนสาก (hispid) ผิวใบมีขนแข็ง หยาบ สาก ค่อนข้ างสัน ้ 5.8 ผิวใบมีขนหยาบแข็ง (hirsute) ผิวใบมีขนแข็ง ยาว ปกคลุมค่อนข้ างหนาแน่น 5.9 ผิวใบมีขนแข็งเอน (strigose) ผิวใบมีขนแข็ง วางตัวแนบชิดไปกับพื ้นผิว 5.10 ผิวใบมีขนต่อม (glandular hair) ผิวใบมีขนต่อมที่ขบสารบางอย่างที่มีความเหนียว ั 5.11 ผิวใบมีขนรูปดาว (stellate) ผิวใบมีขนรูปดาวปกคลุม 5.12 ผิวใบมีนวล (glaucous) ผิวใบมีนวลหรื อมีขี ้ผึ ้งปกคลุม 6. เนือใบ (leaf textures) ้ 6.1 คล้ ายเยื่อ (membranaceous) เนื ้อใบบางหรื ออาจโปร่งแสง 6.2 คล้ ายกระดาษ (chartaceous) เนื ้อใบคล้ ายกระดาษ ทึบแสง ไม่หนาหรื อบางมาก 6.3 คล้ ายแผ่นหนัง (coriaceous) เนื ้อใบหนามากหรื อเหนียวคล้ ายแผ่นหนัง 6.4 บางและแห้ ง (scarious) เนื ้อใบบางและแห้ ง โปร่งแสง มักไม่มีสีเขียว 6.5 อวบนํ ้า (succulent) เนื ้อใบหนา อวบนํ ้า 7. เส้ นใบ (vein) 7.1 เส้ นกลางใบ (midrib) กลุ่มเนื ้อเยื่อท่อลําเลียงที่ต่อมาจากส่วนก้ านใบ มักมีขนาดใหญ่ เห็นชัดเจน 7.2 เส้ นแขนงใบ (lateral vein) กลุมเนื ้อเยื่อท่อลําเลียงที่แยกออกจากเส้ นกลางใบ ่ 7.3 เส้ นใบย่อย (veinlet) กลุมเนื ้อเยื่อท่อลําเลียงที่แยกออกจากเส้ นแขนงใบ ่ 8. การเรียงตัวของเส้ นใบ (leaf venation) 8.1 การเรี ยงเส้ นใบแบบขนาน (parallel venation) คือ การจัดเรี ยงเส้ นใบที่ขนานกัน มีระยะห่างเท่า ๆ กัน เป็ นลักษณะของพืชใบเลี ้ยงเดี่ยว แบ่งออกเป็ น 8.1.1 การเรี ยงเส้ นใบขนานแบบขนนก (parallel pinnate venation) การจัดเรี ยงเส้ นใบแบบขนานที่มีเส้ นกลางใบชัดเจน เส้ นใบที่แยกออกจากเส้ นกลางใบไปสู่ขอบใบขนานกัน เช่น ใบกล้ วย พุทธรักษา 8.1.2 การเรี ยงเส้ นใบขนานแบบนิ ้วมือ (parallel palmate venation) การจัดเรี ยงเส้ นใบแบบขนานที่มีเส้ นกลางใบไม่ชดเจน เส้ นใบแยกออกจากก้ านใบไปสู่ปลายใบหรื อขอบใบ เช่น ใบ ัหญ้ า ผักตบชวา และพืชวงศ์ปาล์มหลายชนิด เช่น ค้ อ ลาน 8.2 การเรี ยงเส้ นใบแบบร่างแห (reticulate venation) คือ การจัดเรี ยงเส้ นใบย่อยที่มีการแยกแขนงและเชื่อมต่อของเส้ นใบคล้ ายร่ างแห เป็ นรู ปแบบที่พบในพืชในเลี ้ยงคู่และพืชใบเลี ้ยงเดี่ยวหลายวงศ์ แบ่งออกเป็ น 11  
  17. 17.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ 8.2.1 การเรี ยงเส้ นใบย่อยร่างแหแบบขนนก (reticulate pinnate venation) การเรี ยงเส้ นใบย่อยแบบร่ างแหที่มีเส้ นกลางใบชัดเจน เส้ นแขนงใบแยกออกจากเส้ นกลางใบไปสู่ขอบใบและปลายใบ เส้ นใบย่อยแยกแขนงหรื อเชื่อมต่อกันคล้ ายเป็ นร่างแห เช่น มะม่วง ขนุน ชบา 8.2.2 การเรี ยงเส้ นใบย่อยร่างแหแบบนิ ้วมือ (reticulate palmate venation) การเรี ยงเส้ นใบย่อยแบบร่ างแหที่มีเส้ นใบหลักขนาดใกล้ เคียงกันมากกว่า 1 เส้ น แยกออกจากก้ านใบ เส้ นใบลําดับต่าง ๆ แยกแขนงหรื อเชื่อมต่อกันคล้ ายเป็ นร่างแห เช่น มะละกอ อบเชย ฟั กทองดอก (flowers) ดอก คือส่วนของพืชที่เปลี่ยนสภาพมาจากกิ่งและใบเพื่อทําหน้ าที่ในการสืบพันธุ์ เกิดจากตาดอกซึ่งอาจอยู่ที่ปลายสุดของกิ่ง (terminal bud) ซอกใบ (axillary bud) ที่ข้อห่างจากซอกใบ(extraaxillary bud) หรื อตามลําต้ น (cauliflorus) 1. ประเภทและส่ วนประกอบของดอก (types and composition of flower) ส่วนประกอบต่าง ๆ ของดอกเกิดจากใบที่มีการเปลี่ยนรูปร่างเพื่อทําหน้ าที่เฉพาะ ปกติแล้ วจะมี 4 วง ได้ แก่ 1. วงกลีบเลี ้ยง (calyx) ประกอบด้ วย กลีบเลี ้ยง (sepal) 2. วงกลีบดอก (corolla) ประกอบด้ วย กลีบดอก (petal) 3. วงเกสรเพศผู้ (androecium) ประกอบด้ วย เกสรเพศผู้ (stamen) 4. วงเกสรเพศเมีย (gynoecium) ประกอบด้ วย เกสรเพศเมีย (pistil) เมื่อพิจารณาจากการปรากฎของส่วนประกอบต่าง ๆ สามารถจําแนกชนิดของดอกได้ ดังนี ้ 1. ดอกสมบูรณ์ (complete flower) คือ ดอกที่มีองค์ประกอบครบทัง้ 4 วง 2. ดอกไม่สมบูรณ์ (incomplete flower) คือ ดอกที่มีองค์ประกอบไม่ครบทัง้ 4 วง 3. ดอกสมบูรณ์เพศ (perfect flower) คือ ดอกที่มีวงเกสรเพศผู้ และวงเกสรเพศเมีย 4. ดอกไม่สมบูรณ์เพศ (imperfect flower) คือ ดอกที่มีวงเกสรเพศผู้หรื อวงเกสรเพศเมียอย่างใดอย่างหนึง ่ 4.1 ดอกเพศผู้ (staminate flower) คือ ดอกที่มีเฉพาะวงเกสรเพศผู้ 4.2 ดอกเพศเมีย (pistilate flower) คือ ดอกที่มีเฉพาะวงเกสรเพศเมีย หากพืชชนิดใดมีดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่บนต้ นเดียวกันเรี ยกว่า ดอกแยกเพศร่ วมต้ น(monoecious plant) หากอยู่แยกคนละต้ นเรี ยกว่า ดอกแยกเพศต่างต้ น (dioecious plant) หากมีทง ั้ดอกสมบูรณ์เพศและไม่สมบูรณ์เพศอยูบนต้ นเดียวกัน เรี ยกว่า ดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศร่ วม ่ต้ น (polygamous plant) 12  
  18. 18.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ ทังก้ านดอกและก้ านช่อดอก เรี ยกว่า “peduncle” ดอกเดี่ยวที่มีก้านดอก(petiole) เรี ยกว่า ้“pedunculate flower” ดอกย่อย (floret) ที่มีก้านดอกเรี ยก “pedicellate flower” ดอกที่ไม่มีก้านดอกและก้ านดอกย่อย เรี ยกว่า “sessile flower” ดอกมีสมมาตร 2 แบบ คือ สมมาตรตามแนวรัศมี (radial symmetry) คือ มีแนวสมมาตรมากกว่า 1 แนว ที่สามารถแบ่งดอกออกได้ เป็ นสองซีกที่เหมือนกัน และ สมมาตรด้ านข้ าง (bilateralsymmetry) คือ มีแนวสมมาตรเพียงแนวเดียว ที่สามรถแบ่งดอกออกได้ เป็ นสองซีกที่เหมือนกัน วงกลีบรวม (perianth) ใช้ เรี ยกดอกไม้ ที่มีวงกลีบเลี ้ยงและวงกลีบดอกมีลกษณะคล้ ายกัน ัมาก แต่ละกลีบเรี ยกว่า กลีบรวม “tepal” หากวงกลีบรวมเชื่อมติดกัน จะเรี ยกส่วนที่ติดกันว่า หลอดกลีบรวม (perianth tube) และส่วนที่แยกออกเป็ นกลีบว่า แฉกกลีบรวม (perianth lobe) วงกลี บเลี ยง (calyx) ้ ดอกไม้ ส่วนใหญ่ จะมี วงกลีบเลียง ดอกที่ มีกลีบเลี ้ยง เรี ยกว่า ้“sepalous flower” และดอกที่ไม่มีกลีบเลี ้ยง เรี ยกว่า “asepalous flower” ดอกที่มีกลีบเลี ้ยงแยกจากกัน เรี ยกว่า “polysepalous flower” หากกลีบเลี ้ยงเชื่อมกัน เรี ยกว่า “gamosepalous flower” เรี ยกส่วนที่เชื่อมติดกันว่า หลอดกลีบเลี ้ยง (calyx tube) และเรี ยกส่วนที่แยกจากกันว่า แฉกกลีบเลี ้ยง(calyx lobe) วงกลีบดอก (corolla) ดอกที่มีวงกลีบดอก เรี ยกว่า “petalous flower” และดอกที่ไม่มีกลีบดอก เรี ยกว่า “apetalous flower” ดอกที่มีกลีบดอกแยกจากกัน เรี ยกว่า “polypetalous flower” หากกลีบดอกเชื่อมกัน เรี ยกว่า “gamopetalous flower” เรี ยกส่วนที่เชื่อมติดกันว่า หลอดกลีบดอก(corolla tube) และเรี ยกส่วนที่แยกจากกันว่า แฉกกลีบดอก (corolla lobe) ดอกที่มีกลีบดอกแยกจากกัน มีรูปร่าง และการจัดเรี ยงตัวที่พิเศษ มี 3 แบบ ได้ แก่ 1. ดอกรู ปดอกถัว (papilionaceous form) เป็ นดอกที่มีสมมาตรด้ านข้ าง (zygomorphic ่flower) มีกลีบดอก 5 กลีบ ซึงแบ่งออกได้ เป็ น 3 กลุม คือ กลีบกลาง (standard) กลีบคูข้าง (wing) ่ ่ ่และกลีบคูลาง (keel) ่ ่ 2. ดอกรู ปดอกหางนกยูง (caesalpinaceous from) เป็ นดอกที่มีสมมาตรด้ านข้ าง มีกลีบดอก 5 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบมีลกษณะคล้ ายคลึงกันและเรี ยงตัวในวงเดียวกัน และอีก 1 กลีบ มี ัขนาดและรูปร่างแตกต่างไป เรี ยงตัวอยูวงในสุด ่ 3. ดอกรู ปกากบาท (cruciform) เป็ นดอกที่มีกลีบดอก 4 กลีบ แยกจากกัน เรี ยงตัวเป็ นรู ปกากบาท พบในพืชวงศ์ Brassicaceae (Cruciferae) เช่น ดอกของผักกวางตุ้ง ผักคะน้ า 4. ดอกรู ปดอกกล้ วยไม้ (orchidaceous form) เป็ นดอกที่มีสมมาตรด้ านข้ าง มีกลีบเลี ้ยง 3กลีบ ได้ แก่กลีบเลี ้ยงอันบน (dorsal sepal) 1 กลีบ และกลีบเลี ้ยงคูข้าง (lateral sepal) 2 กลีบ มีกลีบ ่ดอก 3 กลีบ โดยกลีบดอก 2 กลีบจะเรี ยงสลับระหว่างกลีบเลี ้ยงอันบนและกลีบเลี ้ยงคู่ข้าง ส่วนกลีบ 13  
  19. 19.  คูมือการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื ้นที่ป่าอนุรักษ์  ่ดอกอีก 1 กลีบ จะอยู่ด้านล่าง ตรงกันข้ ามกับกลีบเลี ้ยงอันบน เรี ยก กลีบปาก (lip, labellum) ซึ่งมักจะมีลกษณะ รูปร่าง และสีที่แตกต่างจากกลีบอื่น ๆ ั ดอกที่ มีกลีบดอกเชื่ อมติดกัน มีรูปร่ างที่ แตกต่างไปตามลักษณะของการเชื่ อมติดกันของหลอดกลีบดอก และแฉกกลีบดอก แบ่งออกเป็ น 5 รูปแบบ ได้ แก่ 1. รูปกงล้ อ (rotate, wheel-shaped) หลอดกลีบดอกสันมาก แฉกกลีบดอกแผ่กางตังฉากกับ ้ ้หลอดกลีบดอก หรื อหลอดกลีบดอกเชื่อมติดกันแล้ วแผ่ออกไม่เป็ นหลอดชัดเจน แฉกกลีบดอกแผ่ออกในระนาบเดียวกัน เช่น ดอกมะเขือ มะแว้ ง 2. รู ปดอกเข็ม (salverform) หลอดกลีบดอกเป็ นหลอดแคบยาว ส่วนปลายแฉกกลีบดอกแยกชัดเจนหรื ออาจไม่ชดและกางเกือบตังฉากกับหลอดกลีบดอก เช่น ดอกเข็ม แสนประสะ ั ้ 3. รูปหลอด (tubular form) หลอดกลีบดอกแคบหรื อยาวคล้ ายรู ปดอกเข็ม แต่สวนปลาย ่แฉกกลีบดอกสันและไม่กางตังฉากกับหลอดกลีบดอก เช่น ดอกประทัดฝรั่ง ้ ้ 4. รูประฆัง (campanulate, bell-shaped) หลอดกลีบดอกค่อนข้ างกว้ าง ความยาวและความกว้ างของหลอดใกล้ เคียงกัน ส่วนปลายกลีบหลอดค่อย ๆ ผายออกในตอนปลายไปสู่ส่วนแฉกกลีบดอก เช่น ดอกกระสอบ 5. รู ปกรวย (funnelform) ส่วนโคนหลอดกลีบดอกค่อนข้ างแคบและค่อย ๆ ผายออกสูตอน ่ปลายไปสูแฉกกลีบดอก เช่น ดอกผักบุ้ง ่ 6. รูปโถ (urceolate, urn-shaped) โคนหลอดกลีบดอกกว้ างและคอดแคบเข้ าด้ านบน ก่อนที่จะถึงส่วนแฉกกลีบดอก ซึงมีลกษณะเป็ นกลีบสัน ๆ เช่น ดอกสร้ อยใบโพธิ์ ่ ั ้ 7. รู ปลิ ้น (liguliform) หลอดกลีบดอกสันมาก ส่วนปลายแผ่ออกเป็ นแผ่นแบนคล้ ายรู ปลิ ้น ้เช่น กลีบดอกของดอกย่อยที่อยูวงรอบนอกของช่อกระจุกแน่น เช่น ดอกทานตะวัน บานชื่น ่ 8. รู ปปากเปิ ด (bilabiate form) ส่วนแฉกกลีบดอกแยกออกเป็ นแฉกกลีบบน (upper lip)และแฉกกลีบล่าง (lower lip) ที่มีขนาดและรูปร่างต่างกัน เช่น ดอกกระเพรา โหระพา การจัดเรี ยงตัวของกลีบเลี ้ยง กลีบดอก หรื อกลีบรวมในดอกตูม (aestivation) มีลกษณะที่ ัแตกต่างกัน ดังนี ้ 2.1 เรี ยงจรดกัน (valvate) 2.2 เรี ยงซ้ อนเหลื่อม (imbricate) 2.3 ควินคันเชียล (quincuncial) 2.4 เรี ยงบิดเวียน (convolute) 2.5 เรี ยงก้ นหอย (cochleate) 14  

×