Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

คุณเคยสวดมนต์ก่อนนอนไหม

3,821 views

Published on

  • Be the first to comment

คุณเคยสวดมนต์ก่อนนอนไหม

  1. 2. แรงบันดาลใจ <ul><li>กลุ่มของเราเลือกที่จะทำเรื่องนี้เพราะว่าปัจจุบันวัยรุ่น - เด็ก ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับพุทธนักเรียนทะเลาะวิวาทกัน , อาชญกรรม , สิ่งเสพติดและของมึนเมา รวมไปถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ผิดประเวณี ค้าประเวณี และการตั้งครรภ์ก่อนแต่งของวัยรุ่น ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ล้วนมีสาเหตุมาจากปัญหาเดียวกันคือ การขาดความสนใจในพระพุทธศาสนาอันเป็นที่พึ่งทางจิตใจและกล่อมเกลาจิตใจ นอกจานี้แล้วปัญหานี้ยังส่งผลต่อวัยเด็ก อันเป็นจุดเริ่มต้นของสังคมที่ดูได้ง่ายที่สุดคือ ปัญหาการติดเกม ที่ปัจจุบันลุกลามมากในสังคมอันส่งผลให้เกิดการขาดสมาธิ สังเกตได้ว่าเด็กมักมีสมาธิสั้น เราจึงควรหาวิธีแก้ปัญหาโดยนำหลักธรรมทางพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้โดยการสวดมนตร์ ซึ่งเป็นการกล่อมเกลาจิตใจชนิดหนึ่งและก่อให้เกิดสมาธิ สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้สามารถเรียนในห้องเรียนได้อย่างเข้าใจและมีความจำดี ไม่มึนเบลอเพราะขาดสมาธิ ซึ่งถ้าเปรียบเทียบเด็กสมัยก่อนกับปัจจุบันเราจะเห็นได้ชัดเจนว่า เด็กสมัยก่อนมีสมาธิและสติมากกว่าเด็กสมัยนี้ เนื่องจากปัจจุบันได้รับผลกระทบมาจากสิ่งยั่วยุมากมายเช่น เกม ในทางกลับกันเด็กในอดีตกลับมีค่านิยมโดยการผลักดันจากสังคมให้รู้จักสวดมนตร์ ทำสมาธิมากกว่าเด็กสมัยปัจจุบัน </li></ul>
  2. 3. การไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอน <ul><li>การไหว้พระสวดมนต์เป็นขนบธรรมเนียม เป็นแบบแผน และเป็นหลักปฏิบัติเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยแต่โบราณ   การสวดมนต์ก่อนนอนเป็นกุศโลบายเพื่อผ่อนคลายจิต หรือเป็นการลดระดับจิตที่วิ่งวุ่นมาทั้งวัน ให้สงบระงับก่อนก้าวลงสู่ความหลับ เพื่อไม่ให้หลับไปพร้อมกับความกระวนกระวายกระสับกระส่าย </li></ul><ul><li>  การนอนเป็นอิริยาบถใหญ่ที่สำคัญของคนเรา   พระพุทธเจ้าทรงสอนเราให้รู้จักใช้การนอนทำสมาธิอีกอิริยาบถหนึ่ง นอกเหนือจากการทำสมาธิแบบนั่ง ( สมาธิ ) และเดิน ( จงกรม )   เป็นการใช้การนอนบริหารจิตใจให้สะอาดผ่องใสงดงาม ไม่หยาบกระด้างก้าวร้าว </li></ul><ul><li>           </li></ul>
  3. 4. <ul><li>การไหว้พระก่อนนอนเป็นรูปแบบวิถีชีวิตอันงดงามของชาวไทยมาแต่โบราณ   ว่าโดยรูปแบบการไหว้พระก่อนนอนยึดแบบมาจากการทำสมาธิ    แต่แทนที่จะใช้วิธีการนั่งบริกรรมคำใดคำหนึ่ง   เช่น   พุทโธ , พองหนอ - ยุบหนอ , สัมมา - อะระหัง เป็นต้น เพื่อเป็นสื่อให้เข้าถึงความสงบ ก็กลับใช้การไหว้พระสวดมนต์เป็นอุบาย   </li></ul><ul><li>        การไหว้พระสวดมนต์ก่อนนอนจึงเป็นวิธีการเข้าสู่สมาธิตามวิถีชีวิตแบบไทยๆ มาแต่โบราณ    เพื่อเป็นสื่อให้เข้าสู่ความหลับอย่างสบายไม่กระสับกระส่าย   เมื่อหลับก็ไม่ฝันร้าย   ตื่นก็สดชื่นไม่ง่วงซึม เป็นที่รักของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อจักเกิดเหตุร้ายในชีวิตก็ทำให้เกิดนิมิตรู้ล่วงหน้า ที่เรียกว่า &quot; เทวสังหรณ์ &quot;   คือเทวดาบอกเหตุล่วงหน้า </li></ul>
  4. 6. คลื่นแห่งการเยียวยา <ul><li>การสวดมนต์ใช้หลักการทำให้เกิดคลื่นเสียงที่มีความสม่ำเสมอ เพื่อเข้าไปกระตุ้นร่างกายให้เกิดการเยียวยา ซึ่งหากคลื่นเสียงที่มากระทบดังแบบไร้ระเบียบ คือประกอบด้วยเสียงที่มีความถี่ต่างๆกัน ก็ไม่เกิดประโยชน์ต่อการบำบัดกลไกดังกล่าวเริ่มต้นเมื่อหูของเราได้ยินเสียงบทสวด ก็จะส่งสัญญาณต่อไปยังศูนย์การได้ยินที่อยู่บริเวณสมองกลีบขมับ ก่อนส่งไปบริเวณก้านสมอง ซึ่งเมื่อได้รับคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาที ก็จะหลั่งสารสื่อประสาทที่มีประโยชน์มากมาย   </li></ul>
  5. 7. <ul><li>“ สมองของเราเมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยคลื่นเสียงช้าๆ สม่ำเสมอประมาณ 15 นาทีขึ้นไป จะทำให้เซลล์ประสาทของระบบประสาทสมองสังเคราะห์สารสื่อประสาทหลายๆชนิด “ บริเวณก้านสมองจะหลั่งสารสื่อประสาทชื่อ ซีโรโทนิน ( serotonin) เพิ่มขึ้น ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายยานอนหลับ ช่วยการเรียนรู้ ลดความเครียด ลดอาการซึมเศร้า ลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น เมลาโทนิน ซึ่งเปรียบคล้ายกับยาอายุวัฒนะ เพราะจะช่วยยึดอายุการทำงานของเซลล์ประสาท เซลล์ร่างกาย ให้ชีวิตยืนยาวขึ้น และยังมีคุณสมบัติช่วยให้นอนหลับ เพิ่มภูมิต้านทาน ทำให้เซลล์สดชื่นขึ้น รวมถึง โดปามีน มีฤทธิ์ลดความก้าวร้าวและอาการพาร์กินสัน ' “ นอกจากนี้ปริมาณของซีโรโทนินมีความสัมพันธ์ต่อการกระตุ้นการหลั่งสารสื่อประสาทอื่นๆ เช่น อะเซทิลโคลีน ช่วยในกระบวนการเรียนรู้และความจำ ช่วยขยายเส้นเลือด ทำให้ความดันลดลง และยังช่วยลดปริมาณ อาร์กินิน วาโซเปรสซิน ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมความก้าวร้าว ความสมดุลของน้ำ และซีโรโทนินยังเข้าไปลดปริมาณของสารเคมีชนิดหนึ่งที่เป็นตัวกระตุ้นของการทำงานของต่อมหมวกไตให้ลดลง ส่งผลให้ระบบประสาทส่วนกลางทำงานน้อยลง ร่างกายจึงรู้สึกผ่อนคลาย ปลอดโปร่ง และไม่เครียด ภูมิต้านทานเพิ่มขึ้น </li></ul><ul><li>ตามคำอธิบายของรองศาสตราจารย์ ดร . สมพร   กันทรดุษฎี เตรียมชัยศรี หัวหน้าภาควิชาการพยาบาลสาธารสุข คณะสาธารณสุขศาสตร์   มหาวิทยาลัยมหิดล </li></ul>
  6. 8. สวดมนต์อย่างไรให้หายจากโรค <ul><li>สวดมนต์บำบัดมีวิธีการและจุดประสงค์ที่หลากหลาย สรุปออกมาได้ 3 แบบ 1. การสวดมนต์ด้วยตัวเอง เป็นการเหนี่ยวนำตัวเอง จึงเป็นที่มาของคำว่า Prayer Therapy ถือเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เพราะหากใครสักคนคิดที่จะสวดมนต์ นั่นหมายความว่าเขากำลังมีความปรารถนาดีต่อตนเอง วิธีการที่อาจารย์สมพรแนะนำคือ - ควรสวดด้วยตัวเอง และไม่ควรสวดมนต์หลังกินอาหารทันที ควรทิ้งช่วงให้ร่างกายเริ่มผ่อนคลาย อาจเป็นเวลาก่อนเข้านอน - หาสถานที่ที่สงบเงียบ - สวดบทสั้น ๆ 3-4 พยางค์ โดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาทีขึ้นไป จะทำให้ร่างกายได้หลั่งสารซีโรโทนิน แต่หากสวดมนต์ด้วยบทยาวๆ จะได้ความผ่อนคลายและความศรัทธา - ขณะสวดมนต์ให้หลับตา สวดให้เกิดเสียงดังเพื่อให้ตัวเองได้ยิน </li></ul>
  7. 9. <ul><li>2. การฟังผู้อื่นสวดมนต์ เป็นการเหนี่ยวนำโดยคลื่นเสียงจากผู้อื่น เช่น การฟังเสียงพระสวดมนต์ เสียงผู้นำสวดในศาสนาต่างๆ หากผู้สวดมีสมาธิ เสียงสวดนั้นจะนุ่ม ทุ้ม ทำให้เกิดคลื่นที่ช่วยเยียวยา ( healing) ผู้ฟัง แต่หากผู้สวดไม่มีสมาธิ ไม่มีความเมตตา เสียงสวดที่เกิดขึ้นอาจเป็นคลื่นขึ้นๆลงๆ นอกจากจะไม่ช่วยเยียวยาอาการป่วย อาจทำให้เสียสุขภาพได้ 3. การสวดมนต์ให้ผู้อื่น ปรากฏการณ์มากมายที่เราเห็นในสังคม เมื่อใครสักคนเจ็บป่วย เรามักสวดมนต์อธิษฐานขอให้ความเจ็บป่วยของเขาหายไป บางครั้งอยู่ห่างกันคนละซีกโลก เสียงสวดมนต์เหล่านี้จะมีผลทำให้สุขภาพเขาดีขึ้นจริงหรือไม่ อาจารย์สมพรอธิบายดังนี้ คลื่นสวดมนต์ เป็นคลื่นบวก เพราะเกิดจากจิตใจที่ดีงาม ปรารถนาดีต่อผู้ป่วย และเมื่อเราคิดจะส่งสัญญาณนี้ออกไปสู่ที่ไกลๆ มันจะเดินทางไปในรูปของคลื่นไฟฟ้า ซึ่งมนุษย์มีเซลล์สมองที่สามารถส่งสัญญาณคลื่นไฟฟ้าและสารเคมีได้ถึง สิบยกกำลังสิบ คลื่นนี้จึงเดินทางไปได้ไกลๆ บางทีพ่อกำลังป่วยหนักอยู่ที่นี่ แต่ลูกอยู่ต่างประเทศ ก็สามารถรับคลื่นนี้ได้และรู้ว่ามีใครกำลังไม่สบาย ที่เราเรียกว่า ลางสังหรณ์หรือสัมผัสที่หก “ การับรู้ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับผู้รับผู้ส่งด้วย ถ้าคนไหนรับสัญญาณคลื่นแห่งบทสวดมนต์ได้จึงได้ผล เหมือนเราเปิดวิทยุ ถ้าคนฟังปิดหูก็จะไม่ได้ยิน ดังนั้นถ้าต่างฝ่ายต่างเปิดรับคลื่นบวกที่เราส่งไปผู้ป่วยก็จะได้รับ และทำให้อาการป่วยดีขึ้นได้ ไม่ใช่เรื่องของความมหัศจรรย์ แต่เป็นหลักธรรมชาติทั่วไป </li></ul>
  8. 10. การไหว้พระสวดมนต์ดีอย่างไร <ul><li>• การสวดมนต์ทุกวันเป็นมงคลแก่ตนเองและครอบครัว </li></ul><ul><li>• เป็นการบำเพ็ญภาวนาอย่างหนึ่ง ( ภาวนามัย ) </li></ul><ul><li>• ทำให้จิตบังเกิดกุศลได้ง่าย </li></ul><ul><li>• ทำให้ใจสงบสุขุม </li></ul><ul><li>• เหมาะสำหรับการเตรียมตัวก่อนปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน </li></ul><ul><li>• เป็นบุญที่ได้กล่าวคำศักดิ์สิทธิ์ที่พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ </li></ul><ul><li>• สวดมนต์เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา </li></ul><ul><li>• เพื่อป้องกันภัยวิบัติ </li></ul><ul><li>• เพื่อความสำเร็จในสมบัติทั้งปวง </li></ul><ul><li>• เพื่อให้ทุกข์ต่างๆหมดไป </li></ul><ul><li>• เป็นการขจัดภัยต่างๆ </li></ul><ul><li>• เพื่อบรรเทาความเจ็บป่วยต่างๆ </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  9. 11. <ul><li>คุณเข้าวัดทำบุญใส่บาตรบ่อยแค่ไหน </li></ul><ul><li>คุณสวดมนต์บ่อยแค่ไหนใน 1 สัปดาห์ </li></ul>
  10. 13. <ul><li>เป็นการรำลึกถึงพระพุทธคุณเบื้องต้นก่อนสวดมนต์ บูชาพระ หรือทำพิธีการต่างๆ </li></ul><ul><li>อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา   พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ   ( กราบ )   สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม   ธัมมัง นะมัสสามิ   ( กราบ )   สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ   สังฆัง นะมามิ   ( กราบ ) </li></ul><ul><li>นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ   </li></ul>คำกลาวนมัสการบูชาพระรัตนตรัย
  11. 14. <ul><li>สัพเพ สัตตา สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งสิ้น </li></ul><ul><li>อะเวรา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย   อัพพะยาปัชฌา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย   </li></ul><ul><li>อะนีฆา โหนตุ จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลยสุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเทอญ   </li></ul>บทแผ่เมตตา ( แผ่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย )
  12. 15. สรุปผลการสำรวจ <ul><li>จากแบบสอบถามที่ได้ทำการสำรวจ พบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ มีจุดประสงค์ในการสวดมนต์เพื่อที่จะให้จิตใจสงบ เป็นการฝึกสมาธิ ให้มีสติ และอโหสิกรรม เป็นการสร้างบุญอุทิศส่วนกุศล และการแผ่เมตตาจิต บทสวดที่สวดกันได้ คือ บูชาพระรัตนตรัย และบทแผ่เมตตา </li></ul><ul><li>การสวดมนต์เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ชาวพุทธทุกคนพึงปฏิบัติ </li></ul>
  13. 16. เอกสารอ้างอิง <ul><li>http th.wikipedia.org/*** </li></ul><ul><li>คาถาชินบัญชร และคำกล่าวเรื่องอานิสงฆ์ของการสวดมนต์ โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์   ( โต พรหมรังสี ) </li></ul><ul><li>หนังสือธรรม </li></ul><ul><li>นิตรสารชีวจิต ฉบับแรกของเดือนมกราคม 2551 เรื่อง Vibrational Therapy : สวดมนต์บำบัด โดย : ชมนาด </li></ul>
  14. 17. รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม JOHNNIE WALKER กลุ่มที่ 157 <ul><li>นางสาวกมลชนก รุ่งเรือง คณะวิทยาศาสตร์ รหัส 07520154 </li></ul><ul><li>นางสาวกรชนก พรทวีสุข คณะวิทยาศาสตร์ รหัส 07520157 </li></ul><ul><li>นางสาวชุติกาณจน์ ฉินทองประเสริฐ คณะวิทยาศาสตร์ รหัส 07520177 </li></ul><ul><li>นางสาวฐิติมา เกียรติระบือไกล คณะวิทยาศาสตร์ รหัส 07520181 </li></ul><ul><li>นางสาวศุภาพิชญ์ เรืองศรี คณะวิทยาศาสตร์ รหัส 07520239 </li></ul><ul><li>นายโชติอนันต์ จิรากร คณะวิศวกรรมศาสตร์ รหัส 09520056 </li></ul><ul><li>นายอาบีดีน เจะมาริกัน คณะวิศวกรรมศาสตร์ รหัส 09520328 </li></ul><ul><li>นายอารักษ์ พินผึ้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ รหัส 09520329 </li></ul><ul><li>นายธงชัย กระต่ายเทศ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รหัส 09521455 </li></ul><ul><li>นางสาวมุจรินทร์ ช้อยเครือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ รหัส 09521477 </li></ul>

×