thai lang

11,231 views

Published on

Published in: Sports, Business
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
11,231
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
116
Actions
Shares
0
Downloads
29
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

thai lang

  1. 1. ภาษาไทยธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
  2. 2. บทที่ 1 บทนำ
  3. 3. การสื่อสารของมนุษย์ <ul><li>ภาษาคือเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการสื่อสารและกำหนดรู้ความประสงค์ของกันและกัน </li></ul><ul><li>จุดประสงค์สำคัญของการสื่อสาร </li></ul><ul><li>“ การสร้างสัมพันธภาพในระหว่างกันของมนุษย์” </li></ul>
  4. 4. รูปแบบที่ใช้ในการสื่อสาร <ul><li>การสื่อสารส่วนบุคคล (Intrapersonal Communication) </li></ul><ul><li>การสื่อสารระหว่างบุคคล (Interpersonal Communication) </li></ul><ul><li>การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) </li></ul>
  5. 5. การสื่อสารส่วนบุคคล <ul><li>การสื่อสารที่เกิดขึ้นและจบลงในตัวคนเดียว เป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสารทุกประเภท ทำให้มนุษย์สามารถเรียนรู้ตนเองและนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะ เพื่อสื่อสารกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี </li></ul>
  6. 6. การสื่อสารระหว่างบุคคล <ul><li>การสื่อสารแบบพบปะสนทนาไม่เป็นทางการ ( Person to Person) </li></ul><ul><li>การสื่อสารกลุ่มย่อย (Small group communication) </li></ul><ul><li>การสื่อสารกลุ่มใหญ่ (Large Group Communication) หรือ การพูดในที่สาธารณะ (Public Speaking) </li></ul>
  7. 7. การสื่อสารมวลชน (Mass Communication) <ul><li>การสื่อสารแบบนี้ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารไม่มีโอกาสเผชิญหน้ากัน เป็นการสื่อสารผ่านอุปกรณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง </li></ul><ul><li>การสื่อสารมวลชนไม่สามารถควบคุมผู้รับสารได้ เนื่องจาก </li></ul><ul><ul><li>ไม่สามารถรับรู้ลักษณะที่แน่นอนของผู้รับสาร </li></ul></ul><ul><ul><li>บรรยากาศการรับสารของผู้รับสารแตกต่างกัน ทำให้โอกาสที่จะรับสารได้ความหมายหรือคุณภาพเหมือนกันเป็นไปได้น้อย </li></ul></ul><ul><ul><li>ความแตกต่างของอุปกรณ์ในการสื่อสาร ทำให้คุณภาพการสื่อสารเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ </li></ul></ul>
  8. 8. องค์ประกอบที่ทำให้การสื่อสารประสบผลสำเร็จ <ul><li>ผู้ส่งสาร </li></ul><ul><li>สาร </li></ul><ul><li>ผู้รับสาร </li></ul>
  9. 9. ปฏิกิริยาโต้ตอบ <ul><li>ปฏิกิริยาโต้ตอบภายใน (Internal Feedback) </li></ul><ul><li>ปฏิกิริยาโต้ตอบภายนอก (External Feedback) </li></ul>
  10. 10. วัจนภาษาและอวัจนภาษา <ul><li>วัจนภาษา (Verbal Language) หมายถึง ภาษาถ้อยคำ ได้แก่ ภาษาพูด และภาษาเขียน </li></ul><ul><li>อวัจนภาษา (Non Verbal Language) หมายถึง ภาษาที่ไม่ใช่ถ้อยคำ แต่สามารถสื่อสารความหมายได้ เช่น สีหน้า ท่าทาง สายตา เป็นต้น </li></ul>
  11. 11. การใช้ภาษาตามจุดประสงค์ ทำเนียบภาษา
  12. 12. ทำเนียบภาษา (Register) <ul><li>รูปแบบของภาษาที่แตกต่างจากรูปแบบอื่นๆ เนื่องจากการใช้ที่แตกต่างกันตามหน้าที่สถานการณ์ วัตถุประสงค์ และแวดวงอาชีพ </li></ul>
  13. 13. ผลลัพธ์ในการสื่อสารของมนุษย์ <ul><li>การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือ การสื่อสารทีสอดคล้องและเชื่อมโยงกับกระบวนการรับสารของผู้รับสาร </li></ul>
  14. 14. บทที่ 2 การใช้ถ้อยคำและสำนวนภาษาไทยใน การสื่อสารทางธุรกิจ ( สัปดาห์ที่ 3) การใช้ภาษาสื่อสารทางธุรกิจ การใช้ศัพท์ธุรกิจ การใช้อักษรย่อ การใช้เครื่องหมายวรรคตอน
  15. 15. การใช้ภาษาสื่อสารทางธุรกิจ <ul><ul><li>๏ความถูกต้องและน่าเชื่อถือ ( Credibility ) </li></ul></ul><ul><ul><li>๏ความเหมาะสมกับโอกาส ( Context ) </li></ul></ul><ul><ul><li>๏ความมีเนื้อหาสาระ ( Content ) </li></ul></ul><ul><ul><li>๏ความแจ่มแจ้งชัดเจน ( Clearly ) </li></ul></ul><ul><ul><li>๏ความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ( Continuity and Consistency ) </li></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  16. 16. การใช้ศัพท์ธุรกิจ <ul><li>ศัพท์ธุรกิจที่ใช้กันอยู่ปัจจุบัน </li></ul><ul><ul><li>คำทับศัพท์ </li></ul></ul><ul><ul><li>คำแปลหรือคำทับศัพท์ </li></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  17. 17. การใช้อักษรย่อ <ul><li>การใช้อักษรย่ออยู่ทั่วไปมี 2 อย่าง </li></ul><ul><ul><li>ใช้อย่างเป็นทางการ </li></ul></ul><ul><ul><li>ใช้อยู่ในวงแคบคือ ในวงวิชาการเฉพาะด้าน หรือ เฉพาะสาขาอาชีพ หรือใช้เฉพาะสถานที่ </li></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  18. 18. การใช้อักษรย่อ <ul><li>ถ้าพิจารณาอักษรย่อที่ใช้กันอยู่ในภาษาไทยปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ </li></ul><ul><ul><ul><ul><li>อักษรย่อที่ไม่มีเครื่องหมายมหัพภาคกำหนด </li></ul></ul></ul></ul><ul><ul><ul><ul><li>อักษรย่อที่มีเครื่องหมายมหัพภาคกำกับทุกตัว </li></ul></ul></ul></ul><ul><ul><ul><ul><li>อักษรย่อที่มีเครื่องหมายมหัพภาคกำกับท้ายกลุ่มอักษร </li></ul></ul></ul></ul><ul><ul><ul><ul><li>ย่อโดยใส่เครื่องหมายมหัพภาคหลังตัวอักษรของพยางค์ หรือ คำที่มีความหมาย </li></ul></ul></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  19. 19. การใช้เครื่องหมายวรรคตอน <ul><li>เครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้ในสารธุรกิจ </li></ul><ul><ul><li>ฯ ( ไปยาลน้อย ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ฯลฯ ( ไปยาลใหญ่ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>, ( จุลภาค ) </li></ul></ul><ul><ul><li>. ( มหัพภาค ) </li></ul></ul><ul><ul><li>: ( จุดคู่ หรือ ทวิภาค ) </li></ul></ul><ul><ul><li>() ( นขลิขิต หรือ วงเล็บ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>“ ” ( อัญประกาศ หรือ เครื่องหมายคำพูด ) </li></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  20. 20. การใช้เครื่องหมายวรรคตอน <ul><li>เครื่องหมายวรรคตอนที่ใช้ในสารธุรกิจ </li></ul><ul><ul><li>“ ( บุพสัญญา ) </li></ul></ul><ul><ul><li>– ( ยติภังค์ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>______ ( สัญประกาศ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>= ( เสมอภาค หรือ เท่ากับ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>...... ( ไข่ฟอง หรือ จุดไข่ปลา ) </li></ul></ul><ul><ul><li>? ( ปรัศนี ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ๆ ( ไม้ยมก ) </li></ul></ul>ภาษาไทยธุรกิจ
  21. 21. การใช้สำนวนโวหารทางธุรกิจ ( สัปดาห์ที่ 4) <ul><li>การใช้สำนวนโวหารทางธุรกิจ </li></ul><ul><li>การเลือกถ้อยคำสำนวนในภาษาธุรกิจ </li></ul><ul><li>ลักษณะของภาษาธุรกิจที่ดี </li></ul><ul><li>การใช้สำนวนภาษาทางธุรกิจ </li></ul>สำนวนโวหาร
  22. 22. การใช้สำนวนโวหารทางธุรกิจ <ul><ul><li>สำนวน หมายถึง ทำนองพูด ถ้อยคำที่เรียบเรียง </li></ul></ul><ul><ul><li>โวหาร หมายถึง ถ้อยคำที่ไม่ถูกไวยากรณ์แต่รับไว้เป็นภาษาที่ถูกต้อง การแสดงถ้อยคำออกมาเป็นพิเศษเฉพาะภาษาหนึ่ง ๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>สำนวนโวหารทางธุรกิจ หมายถึง ถ้อยคำที่เรียบเรียงขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อใช้ในงานธุรกิจ </li></ul></ul>สำนวนโวหาร
  23. 23. การเลือกถ้อยคำสำนวนในภาษาธุรกิจ <ul><li>ใช้คำที่แสดงความจริงใจ </li></ul><ul><li>ไม่ควรใช้คำที่แสดงความประหลาดใจ หรือแสดงอาการว่าไม่น่าเชื่อ </li></ul><ul><li>เลี่ยงการสรุปทุกหน่วย </li></ul><ul><li>ใช้ถ้อยคำที่มีความหมายเชิงบวก </li></ul>สำนวนโวหาร
  24. 24. ลักษณะของภาษาธุรกิจที่ดี <ul><li>ชัดเจน </li></ul><ul><li>มีพลัง </li></ul><ul><li>เข้าใจได้ง่าย </li></ul><ul><li>มีชีวิตชีวา </li></ul>สำนวนโวหาร
  25. 25. การใช้สำนวนภาษาทางธุรกิจ <ul><li>แบบอธิบาย </li></ul><ul><li>แบบพรรณนา </li></ul><ul><li>แบบอุปมา </li></ul><ul><li>แบบสาธก </li></ul><ul><li>แบบยกเหตุผล </li></ul>สำนวนโวหาร
  26. 26. ศัพท์และสำนวนธุรกิจหรือถ้อยคำ หรือใช้เฉพาะในงานธุรกิจ หากใช้คำผิด หรือขาดตกบกพร่องอาจเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงได้ เช่น ใช้คำไม่ตรงตามข้อกำหนดในการประกวดราคาอาจทำให้การเข้าประกวดราคาเป็นโมฆะ สูญเสียโอกาสและประโยชน์ที่ควรจะได้ ถ้าเป็นโครงการสำคัญ ๆ อาจเสียผลประโยชน์มหาศาลอย่างน่าเสียดาย ที่ผู้ใช้ภาษาสื่อสารทางธุรกิจจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจ เพื่อประโยชน์ในการสื่อสารกันทางธุรกิจให้เข้าใจกันได้ถูกต้อง ชัดเจน เกิดความน่าเชื่อถือ และเกิดผลสมประสงค์ทางธุรกิจร่วมด้วย
  27. 27. สัปดาห์ที่ 7 บทที่ 4 การประชุม และการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง
  28. 28. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>เลือกคำตอบที่ถูกที่สุด </li></ul><ul><li>1. การประชุม หมายถึงข้อใด </li></ul><ul><li>1) บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบปะสังสรรค์กัน </li></ul><ul><li>2) บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบกันเพื่อปรึกษาหารือกัน </li></ul><ul><li>3) บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบกันเพื่อให้จุดมุ่งหมายบรรลุตามวัตถุประสงค์ </li></ul><ul><li>4) บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบกันเพื่อตัดสินใจและสร้างแรงจูงใจ </li></ul>
  29. 29. <ul><li>2. ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการประชุม </li></ul><ul><li>1) เพื่อระดมความคิด 2) เพื่อประสานงาน </li></ul><ul><li>3) เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิก 4) เพื่อสร้างสรรค์ผลงาน </li></ul><ul><li>3. ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของการประชุม </li></ul><ul><li>1) ช่วยให้ผู้เข้าประชุมต่างมีหน้าที่รับผิดชอบของตน </li></ul><ul><li>2) ช่วยในการตัดสินใจให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ </li></ul><ul><li>3) ช่วยประสานงานที่มีหลักการและเหตุผล </li></ul><ul><li>4) ช่วยให้ผู้เข้าประชุมได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น </li></ul>
  30. 30. <ul><li>4. “ จำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มาประชุมและทำให้การประชุมมีผลบังคับได้” เรียกว่าอะไร </li></ul><ul><li>1) ครบกึ่งหนึ่งของที่ประชุม 2) ครบองค์ประชุม </li></ul><ul><li>3) องค์ประชุมครบถ้วน 4) องค์ประชุมพร้อมเพรียง </li></ul><ul><li>5. “ การกล่าวคัดค้าน หรือ สนับสนุนญัตติที่เสนอต่อที่ประชุม” เรียกว่าอะไร </li></ul><ul><li>1) การโต้วาที 2) การวินิจฉัย 3) การสัมมนา 4) การอภิปราย </li></ul><ul><li>6. ข้อใดให้ความหมายคำศัพท์เกี่ยวกับการประชุมผิด </li></ul><ul><li>1) ที่ประชุม หมายถึง บรรดาผู้เข้าประชุมทั้งหมด </li></ul><ul><li>2) การพักประชุม หมายถึง การพักระหว่างประชุม </li></ul><ul><li>3) การชี้ตัว หมายถึง การที่ประธานชี้ตัวคนผิดในที่ประชุม </li></ul><ul><li>4) การเสนอชื่อ หมายถึง การเสนอชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อที่ประชุมให้ดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง </li></ul>
  31. 31. <ul><li>7. ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของประธานการประชุม </li></ul><ul><li>1) ผูกขาดการพูดคนเดียว ไม่พูดนอกเรื่อง </li></ul><ul><li>2) ดำเนินการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย </li></ul><ul><li>3) มีอำนาจเรียกประชุม พักประชุม เลื่อนประชุม และปิดประชุม </li></ul><ul><li>4) ตัดสินชี้ขาดในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน </li></ul><ul><li>8. บุคคลในข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของประธานการประชุม </li></ul><ul><li>1) สมศรีเข้าประชุมตรงตามเวลาที่นัดหมายไว้ </li></ul><ul><li>2) สมชายลุกออกจากห้องประชุม โดยไม่ทำความเคารพท่านประธาน </li></ul><ul><li>3) สมปองเคารพกติกา และมติในที่ประชุม </li></ul><ul><li>4) สมรักษ์ไม่ผูกขาดการพูดแต่เพียงผู้เดียว </li></ul>
  32. 32. <ul><li>9. “ การประชุมที่กำหนดให้มีระเบียบการประชุม มีการแบ่งญัตติ มีการอภิปราย มีการลงมติ โดยประธานเป็นผู้ควบคุมการประชุม” จากข้อความนี้เป็นรูปแบบการประชุมแบบใด </li></ul><ul><li>1) การประชุมแบบฟอรัม 2) การประชุมแบบอภิปรายกลุ่ม </li></ul><ul><li>3) การประชุมแบบรัฐสภา 4) การประชุมแบบกลุ่มย่อย หรือ บัซซ์ </li></ul><ul><li>10. การจัดเรียงวาระการประชุมข้อใดถูกต้อง </li></ul><ul><li>1. เรื่องรับรองรายงานการประชุม </li></ul><ul><li>2. เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา </li></ul><ul><li>3. เรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบ </li></ul><ul><li>4. เรื่องเสนอเพื่อทราบ </li></ul><ul><li>5. เรื่องอื่นๆ ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>6. เรื่องสืบเนื่อง </li></ul><ul><li>1) 3 1 6 4 2 5 2) 6 1 4 2 5 3 </li></ul><ul><li>3) 3 1 6 2 4 5 4) 6 1 4 5 3 2 </li></ul>
  33. 33. ความหมายของการประชุม <ul><li>คำว่า “ประชุม” พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ . ศ . 2542 หน้า 657 ได้ให้ความหมายไว้ว่า ( ก .) มารวมกัน หรือเรียกให้มารวมกันเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง , มาร่วมพบกันเพื่อปรึกษาหารือ เช่นประชุมกรรมการ…การประชุมสุดยอด ( น .) การประชุมระหว่างประเทศของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารระดับสูงของรัฐบาล </li></ul>
  34. 34. การประชุม หมายถึง <ul><ul><li> การที่บุคคลกลุ่มหนึ่งมาพบกัน เพื่อร่วมปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิด ประสบการณ์ หรือพิจารณาเรื่องต่างๆ เพื่อสรุป หรืออนุมัติ หรืออนุญาต ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์นั้นๆ </li></ul></ul>
  35. 35. วัตถุประสงค์ของการประชุม <ul><li>ตามปกติการประชุมของหน่วยงานได้มีการกำหนดวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป โดยทั่วไปการประชุมมีวัตถุประสงค์ดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>1. เพื่อระดมความคิด เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ </li></ul></ul><ul><ul><li>2. เพื่อประสานงาน เป็นการประสานความคิด ความเข้าใจ และประสานปัจจัยต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน </li></ul></ul>
  36. 36. วัตถุประสงค์ของการประชุม <ul><ul><li>3. เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิก เป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และเจตคติให้แก่สมาชิก เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติงานร่วมกัน </li></ul></ul><ul><li> 4. เพื่อกำหนดนโยบายหรือวางแผนร่วมกัน เป็นการระดมความคิด เพื่อกำหนดนโยบาย หรือวางแผนร่วมกัน </li></ul>
  37. 37. วัตถุประสงค์ของการประชุม <ul><li>5. เพื่อแถลงหรือเสนอนโยบายและข่าวสารจากผู้บริหาร เป็นการให้โอกาสแก่ผู้บริหารในการนำเสนอนโยบายและข่าวสารที่สำคัญๆ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบและนำไปปฏิบัติ </li></ul><ul><li>6. เพื่อปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นการระงับและหรือแก้ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น อันจะนำมาซึ่งความเข้าใจซึ่งกันและกัน </li></ul><ul><li>7. เพื่อพิจารณากำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบ เป็นการพิจารณากำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกในหน่วยงานนั้นๆ </li></ul>
  38. 38. ประโยชน์ของการประชุม <ul><li>การประชุมเป็นเรื่องสำคัญและมีประโยชน์ต่อการดำเนินงานของกิจการหลายประการดังนี้ คือ </li></ul><ul><li>1. เป็นการเปิดโอกาสให้มีความรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องต่างๆ เพราะผลการประชุมทุกครั้ง ถือเป็นมติของที่ประชุมและเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน เมื่อเกิดปัญหา </li></ul><ul><li>2. ช่วยในการตัดสินใจให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ เพราะได้ข้อเท็จจริงและความคิดเห็นจากบุคคลหลากหลาย หลายความคิดดีกว่าความคิดเดียว </li></ul>
  39. 39. ประโยชน์ของการประชุม <ul><li>3. ช่วยในการประสานงานที่มีหลักการและเหตุผล เพราะผู้ที่เสนอความคิดเห็นจะต้องเป็นผู้ที่ได้ใช้วิจารณญาณ ความสามารถและความรู้ของตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างเต็มที่ </li></ul><ul><li>4. ช่วยให้ผู้เข้าประชุมได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น เป็นการเปิดทัศนะของตนให้กว้างขวาง ยิ่งขึ้น และเป็นส่วนที่ชี้ให้เห็นถึงแนวความคิดที่อยู่ในขอบเขตอันจำกัดของแต่ละบุคคล </li></ul><ul><li>5. ใช้การประชุมเป็นเครื่องมือผัดผ่อนหรือถ่วงปัญหาที่ไม่สามารถจะตัดสินใจหรือชี้ขาดในระยะเวลาสั้นๆได้ </li></ul><ul><li>( ลักษณา สตะเวทิน , 2538 : 281) </li></ul>
  40. 40. คำศัพท์เกี่ยวกับการประชุม <ul><li>องค์ประชุม (Quorum) หมายถึง จำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มาประชุมและทำให้การประชุมมีผลบังคับได้ซึ่งเรียกว่า ครบองค์ประชุม องค์ประชุมนี้จะมีระบุไว้ในข้อบังคับของกิจการนั้นๆ ถ้าไม่ระบุไว้ในข้อบังคับของกิจการให้ถือเอาตามกฎหมายหรือจารีตประเพณี โดยทั่วไปก็คือ กึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมด </li></ul><ul><li>ระเบียบวาระการประชุม (Agenda) หมายถึง ลำดับเรื่องที่จะพิจารณาในที่ประชุม </li></ul>
  41. 41. คำศัพท์เกี่ยวกับการประชุม <ul><li>ญัตติ (Motion) หมายถึง ข้อเสนอที่สมาชิกเสนอต่อที่ประชุมเพื่อพิจารณา การเสนอนั้น อาจทำในที่ประชุมหรือทำเป็นหนังสือยื่นต่อประธานการประชุมก็ได้ </li></ul><ul><li>การแปรญัตติ (Amendment) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงญัตติด้วยการเพิ่ม ตัดออก หรือคงไว้ ซึ่งถ้อยคำและเงื่อนไขต่างๆ </li></ul>
  42. 42. คำศัพท์เกี่ยวกับการประชุม <ul><li>การอภิปราย (Debate) หมายถึง การกล่าวคัดค้านหรือสนับสนุนญัตติที่เสนอต่อที่ประชุม </li></ul><ul><li>เสียงข้างมาก (Majority vote) หมายถึง จำนวนเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกที่ออกเสียงคัดค้าน หรือสนับสนุน หรืองดออกเสียง </li></ul><ul><li>เสียงข้างน้อย (Minority vote) หมายถึง จำนวนน้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่ออกเสียงคัดค้านหรือสนับสนุนหรืองดออกเสียง </li></ul>
  43. 43. คำศัพท์เกี่ยวกับการประชุม <ul><li>การเสนอชื่อ (Nomination) หมายถึง การเสนอชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อที่ประชุม ให้รับบุคคลนั้นดำรงตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง </li></ul><ul><li>ที่ประชุม (Assembly) หมายถึง บรรดาผู้เข้าประชุมทั้งหมด ทั้งนี้ไม่รวมผู้จัดการประชุม </li></ul><ul><li>ขอให้สังเกตว่าคำนี้มิได้หมายถึงสถานที่ประชุมแต่อย่างใด </li></ul>
  44. 44. คำศัพท์เกี่ยวกับการประชุม <ul><li>การพักประชุม (Recess) คือ การพักระหว่างประชุม โดยทั่วไปจะไม่นานนักและไม่ทำให้การประชุมสิ้นสุดลง </li></ul><ul><li>การปิดประชุม (Adjournment) หมายถึง การปิดการประชุมครั้งหนึ่ง หรือเลื่อนการประชุม การประชุมที่เลื่อนไปเรียกว่า การประชุมสืบเนื่อง </li></ul><ul><li>การชี้ตัว (Recognition) หมายถึง การที่ประธานชี้ตัวอนุญาตให้สมาชิกคนใดคนหนึ่งลุกขึ้นอภิปราย </li></ul><ul><li>มติ (Resolution) หมายถึง ข้อตกลงโดยการลงคะแนนออกเสียงรับรองหรือปฏิเสธญัตติต่างๆ ถ้าบุคคลในที่ประชุมลงความเห็นเหมือนกันทุกคนหรือ 100 เปอร์เซ็นต์ เรียกว่า มติเป็นเอกฉันท์ </li></ul>
  45. 45. หน้าที่ของผู้เข้าประชุม <ul><li>1. ประธาน คือ </li></ul><ul><li>1. ดำเนินการประชุมและควบคุมการประชุมให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามวัตถุประสงค์ </li></ul><ul><li>2. จัดเตรียมระเบียบวาระการประชุมร่วมกับเลขานุการและมอบเลขานุการทำจดหมายเชิญประธาน </li></ul><ul><li>3. ต้องให้ความสนใจผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนและเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นโดยทั่วถึง </li></ul>
  46. 46. หน้าที่ของผู้เข้าประชุม <ul><li>1. ประธาน คือ </li></ul><ul><li>4. มีอำนาจเรียกประชุม พักประชุม เลื่อนประชุม และปิดประชุม </li></ul><ul><li>5. ไม่ควรแสดงความคิดเห็นเป็นคนแรกเมื่อสมาชิกพูดนอกประเด็นหรือมีความเห็นไม่ตรงกัน ควรรีบไกล่เกลี่ยและสรุปให้ผู้ร่วมประชุมพิจารณาด้วยความรอบคอบ </li></ul><ul><li>6. ตัดสินชี้ขาดในกรณีที่คะแนนเสียงเท่ากัน </li></ul>
  47. 47. หน้าที่ของผู้เข้าประชุม <ul><li>2. รองประธาน ทำหน้าที่ช่วยเหลือประธานและทำหน้าที่แทนประธานเมื่อประธานไม่มาประชุม </li></ul>
  48. 48. หน้าที่ของผู้เข้าประชุม <ul><li>3. กรรมการ หรือ ผู้เข้าประชุม คือ ผู้มีสิทธิเข้าประชุมโดยตำแหน่ง โดยได้รับเชิญ หรืออื่นๆ หน้าที่ของประธานมีดังนี้ คือ </li></ul><ul><li>1. อ่านระเบียบวาระประชุมโดยละเอียด เตรียมเสนอข้อคิดเห็นในที่ประชุม </li></ul><ul><li>2. ไม่ผู้ขาดการพูดคนเดียว ไม่พูดนอกเรื่องและตั้งใจฟังการประชุม </li></ul><ul><li>3. แจ้งให้เลขานุการทราบล่วงหน้า ถ้าไม่สามารถเข้าประชุมได้ </li></ul>
  49. 49. หน้าที่ของผู้เข้าประชุม <ul><li>4. เลขานุการ เป็นผู้ทำหน้าที่ใกล้ชิดกับประธาน ช่วยเหลือประธานในเรื่องต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>1. เตรียมสถานที่ เอกสารและอุปกรณ์ในการประชุม รวมทั้งสมุดหรือแฟ้มให้ผู้เข้าประชุม เซ็นชื่อ </li></ul><ul><li>2. ทำระเบียบวาระการประชุมและจดหมายเชิญประชุมแจ้งให้สมาชิกทราบ รวมทั้งเตรียมเรื่อง ที่ค้างจากการประชุมคราวก่อนด้วย ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>3. จดบันทึกการประชุมและทำรายงานการประชุม </li></ul>
  50. 50. การดำเนินการประชุม 1. ประธานกล่าวเปิดประชุมและอารัมภบทในเรื่องที่เชิญประชุม เสร็จแล้วดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระ 2. ถ้าเป็นการประชุมที่ต่อเนื่องมาจากคราวก่อน ให้ที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมครั้งที่แล้วก่อน
  51. 51. การดำเนินการประชุม <ul><li>3. ประธานเสนอให้ผู้เข้าประชุมแสดงความคิดเห็นและลงมติ เมื่อเสร็จสิ้นการประชุม ประธานกล่าวขอบคุณสมาชิกและปิดการประชุม </li></ul>
  52. 52. มรรยาทของผู้เข้าประชุม <ul><li>1. เข้าประชุมตรงตามเวลา </li></ul><ul><li>2. ขณะที่มีการประชุมถ้าจำเป็นต้องออกจากห้องประชุม ให้ทำความเคารพประธานก่อน ไม่ว่าประธาน จะเห็นหรือไม่ก็ตาม </li></ul><ul><li>3. เมื่อต้องการแสดงความคิดเห็นให้ยกมือขึ้น เมื่อประธานอนุญาตจึงเริ่มพูดให้ได้ยินโดยทั่วถึงกัน ถ้ามีไมโครโฟนให้เดินไปพูดที่ไมโครโฟน ถ้อยคำหรือท่าทางที่พูดต้องแสดงว่าพูดกับประธานเท่านั้น คำพูดต้องสุภาพ </li></ul>
  53. 53. มรรยาทของผู้เข้าประชุม <ul><li>4. ไม่ผูกขาดการพูดแต่เพียงผู้เดียว </li></ul><ul><li>5. ไม่เป็นผู้ก่อให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง </li></ul><ul><li>6. เคารพกติกาและมติในที่ประชุม </li></ul>
  54. 54. สมัยของการประชุม หรือรูปแบบของการประชุม <ul><li>1. การประชุมสมัยสามัญ หรือการประชุมสามัญ คือ การประชุมที่ จัดขึ้นเป็นประจำตามที่ข้อบังคับของหน่วยงานกำหนดไว้ </li></ul><ul><li>2. การประชุมสมัยวิสามัญ หรือการประชุมวิสามัญ คือการประชุมที่จัดขึ้นเป็นพิเศษนอกเหนือจากการประชุมสามัญ เป็นการประชุมในกรณีที่มีเรื่องเร่งด่วน หรือเรื่องสำคัญที่ต้องการปรึกษาหารือ แถลงให้คณะกรรมการการทราบโดยด่วน ตามที่ข้อบังคับเปิดโอกาสให้กระทำได้ตามความจำเป็น </li></ul>
  55. 55. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>1. การประชุมแบบรัฐสภา (Meeting Under Paliamentary Law) เป็นการประชุมที่ใช้กฎเกณฑ์เดียวกับการประชุมของรัฐสภา โดยกำหนดให้มีระเบียบการประชุม มีการแบ่งญัตติ มีการอภิปราย มีการลงมติ ซึ่งมีประธานเป็นผู้ควบคุมการประชุม ในการประชุมแบบรัฐสภานี้ สมาชิกที่เข้าประชุมทุกคนมีสิทธิที่จะอภิปรายในที่ประชุม แต่ต้องได้รับอนุญาตจากประธานก่อนจึงจะอภิปรายได้ และต้องอภิปรายผ่านประธานเท่านั้น </li></ul>
  56. 56. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>2. การประชุมแบบอภิปรายกลุ่ม (Panel Discussion) การประชุมแบบอภิปรายกลุ่มเป็นการให้ความรู้และแนวความคิดแก่ผู้ฟัง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ร่วมอภิปรายด้วยกันเอง และระหว่างผู้ร่วมอภิปรายกับผู้ฟัง มีขนาดของกลุ่มประมาณ 3-6 คน คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย (moderator) ส่วนคนอื่นๆ เป็นผู้ร่วมอภิปราย (panelists) </li></ul>
  57. 57. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>3. การประชุมทางวิชาการ หรือ การชุมนุมปาฐกถา หรือ การปาฐกถาหมู่ (Symposium) การประชุมแบบปาฐกถาเป็นการอภิปรายของคณะปาฐกถาโดยมุ่งหวังให้ความรู้และแนวความคิดแก่ผู้ฟัง ผู้อภิปรายได้จัดเตรียมเรื่องที่จะพูดมาล่วงหน้า ขนาดของกลุ่มประมาณ 5-7 คน มีคนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน หรือ ผู้ดำเนินการอภิปราย </li></ul>
  58. 58. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>4. การประชุมแบบฟอรัม (Forum) การประชุมในลักษณะนี้มี 3 อย่าง คือ </li></ul><ul><li>1) การมีส่วนร่วมของผู้ฟังภายหลังจากการปาฐกถาหรืออภิปรายจบลง ฟอรัมจึงมีหลายอย่างตามแต่ชนิดของการประชุม เช่น Panel-forum, Symposium-forum และ Lecture-forum เป็นต้น </li></ul>
  59. 59. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>2) การอภิปรายประเภทที่มีผู้ฟังมีส่วนร่วมในการอภิปรายตั้งแต่เริ่มการประชุม (open forum) ผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนมีส่วนร่วมในการอภิปราย </li></ul><ul><li>3) การอภิปรายสาธารณะที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจัดขึ้นเป็นประจำเพื่อแก้ปัญหาที่เป็นส่วนรวม (community forum) การจัดฟอรัมจะต้องมีประธาน หรือผู้นำอภิปรายให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของแต่ละชนิด </li></ul>
  60. 60. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>5. การประชุมแบบการสนทนา (Dialogue) คือ การสนทนาหรืออภิปรายกลุ่มที่ประกอบด้วยผู้ร่วมอภิปรายจำนวน 2 คน คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ตอบปัญหา ส่วนอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ผู้ถาม </li></ul>
  61. 61. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>6. การระดมสมอง (Brain Storming) คือ รูปแบบของการประชุมที่ต้องการ แสวงหาความคิดของเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในเชิงปริมาณ และคุณภาพให้ได้มากที่สุดภายในเวลาที่กำหนด </li></ul>
  62. 62. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>7. การประชุมแบบกลุ่มย่อย หรือ บัซซ์ (Buzz Session) (Philips 66) กลุ่มย่อยแต่ละกลุ่ม จะประกอบด้วยสมาชิก 6 คน ในจำนวนนี้ คนหนึ่งทำหน้าที่ประธาน อีกคนหนึ่งเป็นผู้รายงานผลการประชุมกลุ่ม แต่ละกลุ่มใช้เวลาประมาณ 6 นาที เสร็จแล้วผู้รายงานแต่ละกลุ่มรายงานผลการประชุมต่อสมาชิกของกลุ่มใหญ่ </li></ul>
  63. 63. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>8. การประชุมแบบโต๊ะกลม (Round Table) การอภิปรายแบบโต๊ะกลมมีลักษณะคล้ายๆ กับการอภิปราย กลุ่ม แต่มีบรรยากาศที่เป็นกันเองระหว่างสมาชิก สมาชิกนั่งรอบโต๊ะกลมร่วมกับประธานซึ่งทำหน้าที่ดำเนินการอภิปราย </li></ul>
  64. 64. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>9. การประชุมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) การประชุมประเภทนี้นิยมใช้ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรม และองค์การต่างๆ เป็นการประชุมของคณะบุคคลที่ปฏิบัติงานประเภทเดียวกัน และคณะบุคคลกลุ่มนั้นต้องการความรู้ ความเข้าใจที่แท้จริงในสิ่งที่ตนจะต้องปฏิบัติ ฉะนั้นหลักในการประชุมคือ ผู้เข้าประชุมต้องเรียนรู้โดยการศึกษา หรือฟังคำบรรยายจากวิทยากรหรือผู้รู้ในงานประเภทนั้นแล้วฝึกปฏิบัติในลักษณะเข้ม (Intensive Training Course) เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และทักษะ สามารถแก้ปัญหาได้ </li></ul>
  65. 65. การประชุมแบบต่างๆ <ul><li>10. การประชุมสัมมนา (Seminar) การสัมมนาเป็นการประชุมของผู้ที่ปฏิบัติงานอย่างเดียวกัน หรือคล้ายกันแล้วพบปัญหาที่เหมือนๆกัน เพื่อร่วมกันแสดงความคิดเห็นหาแนวทางปฏิบัติในการแก้ปัญหา ทุกคนที่เข้าร่วมในการสัมมนาต้องช่วยกันพูดแสดงความคิดเห็น จะมีการบรรยายให้ความรู้พื้นฐานก่อน แล้วแบ่งกลุ่มย่อย เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ จากนั้นนำผลการอภิปรายของกลุ่มย่อยเสนอที่ประชุมใหญ่ </li></ul>
  66. 66. สัปดาห์ที่ 8 สอบกลางภาค สัปดาห์ที่ 9 – 10 ระเบียบวาระการประชุม
  67. 67. วาระการประชุม <ul><li>วาระการประชุม คือ เอกสารที่จัดทำขึ้นโดยมีรูปแบบเพื่อบรรจุเรื่องที่จะนำเข้าประชุมปรึกษากันในที่ประชุม ถือได้ว่าเป็นหัวใจของการประชุม การกำหนดวาระการประชุมเป็นหน้าที่ของประธานและเลขานุการ จะต้องร่วมกันพิจารณาจัดเรื่องนำมาเข้าวาระเรียงตามลำดับความสำคัญ เพื่อแจ้งผู้เกี่ยวข้องทราบ เพื่อเตรียมการประชุม </li></ul>
  68. 68. ระเบียบวาระการประชุม <ul><li>1. เรื่องแจ้งให้ที่ประชุมทราบ </li></ul><ul><li>2. เรื่องรับรองรายงานการประชุม </li></ul><ul><li>3. เรื่องสืบเนื่อง </li></ul><ul><li>4. เรื่องเสนอเพื่อทราบ </li></ul><ul><li>5. เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา </li></ul><ul><li>6. เรื่องอื่นๆ ( ถ้ามี ) </li></ul>
  69. 69. <ul><ul><li>ระเบียบวาระการประชุมของห้างหุ้นส่วนจำกัด ทิพสุมน เซอร์วิส </li></ul></ul><ul><li>ครั้งที่ 2/2548 </li></ul><ul><li> วันที่ 1 เมษายน 2548 </li></ul><ul><li>เวลา 10.00 น . </li></ul><ul><li> ณ ห้องประชุมทิพสุมน </li></ul><ul><li> ------------------------ </li></ul><ul><li>วาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ </li></ul><ul><li>วาระที่ 2 เรื่องรับรองรายงานการประชุมครั้งที่ 1 / 2548 </li></ul><ul><li>วาระที่ 3 เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว </li></ul><ul><li>3.1 เรื่องเครื่องแบบพนักงาน </li></ul><ul><ul><li>3.2 เรื่องระเบียบการลาของพนักงาน </li></ul></ul><ul><li>วาระที่ 4 เรื่องเสนอเพื่อทราบ </li></ul><ul><ul><li>4.1 รายงานผลการดำเนินงานเดือนกุมภาพันธ์ 2548 </li></ul></ul><ul><ul><li>4.2 เสนองบรายได้ - รายจ่ายเดือนกุมภาพันธ์ 2548 </li></ul></ul><ul><li>วาระที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา </li></ul><ul><ul><li>5.1 การเพิ่มทุนดำเนินการปี 2549 </li></ul></ul><ul><ul><li>5.2 การแต่งตั้งที่ปรึกษา </li></ul></ul><ul><li>วาระที่ 6 เรื่องอื่นๆ ( ถ้ามี ) </li></ul>
  70. 70. ประโยชน์ของระเบียบวาระการประชุม <ul><li>1. ผู้เกี่ยวข้องได้มีโอกาสเตรียมการ รวบรวมข้อมูลเอกสารและความคิดเห็นต่างๆ เพื่อนำมาอภิปรายในการประชุม </li></ul><ul><li>2. สามารถจัดตารางเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆได้โดยสะดวก </li></ul><ul><li>3. ทำให้ทราบขอบเขตของการประชุมอย่างชัดเจน </li></ul><ul><li>4. ควบคุมการประชุมให้อยู่ตามวาระ </li></ul><ul><li>5. สะดวกในการมอบหมายผู้เข้าประชุมแทน </li></ul><ul><li>6. ช่วยในการพิจารณาเชิญผู้ที่มีความรู้ ความเข้าใจ ในเรื่องเฉพาะด้านมาเข้าร่วมการประชุม </li></ul><ul><li>7. ช่วยให้ประธานสามารถเสนอปัญหาและเป้าหมายที่ต้องการได้ชัดเจน </li></ul>
  71. 71. จดหมายเชิญประชุม <ul><li>จดหมายเชิญประชุมเป็นเอกสารที่ส่งถึงผู้ที่จะเข้าประชุม เพื่อแจ้งให้ทราบว่าจะมีการประชุม โดยแจ้งกำหนดวัน เวลา สถานที่ และเรื่องที่จะประชุม ส่วนใหญ่เลขานุการของคณะทำงานจะเป็นผู้ออกหนังสือเชิญประชุม ซึ่งจะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อนการประชุมอย่างน้อย 7 วัน </li></ul>
  72. 72. หลักการเขียนจดหมายเชิญประชุม <ul><li>จดหมายเชิญประชุมเป็นจดหมายขนาดสั้น ส่วนใหญ่จะจัดเป็น 2 ย่อหน้า เขียนตามขั้นตอนต่อไปนี้ </li></ul><ul><li>1. อ้างผู้มีอำนาจให้จัดการประชุม </li></ul><ul><li>2. แจ้งเหตุที่จัดประชุม </li></ul><ul><li>3. แจ้งกำหนดวันและเวลา </li></ul><ul><li>4. แจ้งสถานที่ </li></ul><ul><li>5. แจ้งเรื่องที่จะประชุม </li></ul><ul><li>6. จบด้วยส่วนจุดประสงค์เพื่อเป็นการยืนยัน </li></ul>
  73. 73. รายงานการประชุม <ul><li>ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ . ศ . 2526 ให้คำนิยามว่า รายงานการประชุม คือ การบันทึกความเห็นและมติของผู้เข้าประชุมเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิง </li></ul>
  74. 74. จุดมุ่งหมายของการจัดทำรายงานการประชุม <ul><li>1. เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน </li></ul><ul><li>2. เพื่อเป็นการยืนยันเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน </li></ul><ul><li>3. เพื่อแถลงผลการดำเนินงานที่ผ่านมา </li></ul><ul><li>4. เพื่อแจ้งผลการประชุมให้ผู้เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติ </li></ul><ul><li>( มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2529 : 421 – 422) </li></ul>
  75. 75. ส่วนประกอบของรายงานการประชุม <ul><li>1. รายงานการประชุม ให้ลงชื่อคณะที่ประชุมหรือชื่อการประชุมนั้น </li></ul><ul><li>2. ครั้งที่ ให้ลงครั้งที่ประชุมทับด้วยปีพุทธศักราช </li></ul><ul><li>3. เมื่อ ให้ลงวัน เดือน ปี ที่ประชุม </li></ul><ul><li>4. ณ ให้ลงสถานที่ที่ประชุม </li></ul>
  76. 76. ส่วนประกอบของรายงานการประชุม <ul><li>5. ผู้มาประชุม ให้ลงชื่อและหรือตำแหน่งของผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุมในกรณีที่มีผู้มาประชุมแทน ให้ลงชื่อผู้มาประชุมแทน และลงว่ามาประชุมแทนผู้ใดหรือตำแหน่งใด </li></ul><ul><li>6. ผู้ไม่มาประชุม ให้ลงชื่อและหรือตำแหน่งของผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุมซึ่งมิได้มาประชุมพร้อมทั้งเหตุผล ( ถ้ามี ) </li></ul>
  77. 77. ส่วนประกอบของรายงานการประชุม <ul><li>7. ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ลงชื่อและหรือตำแหน่งของผู้ที่มิได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม ซึ่ง ได้เข้าร่วมประชุม </li></ul><ul><li>( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>8. เริ่มประชุมเวลา ให้ลงเวลาที่เริ่มประชุม </li></ul>
  78. 78. ส่วนประกอบของรายงานการประชุม <ul><li>9. ข้อความ ให้บันทึกข้อความที่ประชุม โดยปกติให้เริ่มต้นด้วยประธานกล่าวเปิดประชุมและเรื่องที่ประชุม กับมติหรือข้อสรุปของที่ประชุมในแต่ละเรื่องตามลำดับ </li></ul><ul><li>10. เลิกประชุมเวลา ให้ลงเวลาที่เลิกประชุม </li></ul><ul><li>11. ผู้จดรายงานการประชุม ให้ลงชื่อผู้จดรายงานการประชุมครั้งนั้น </li></ul>
  79. 79. <ul><li>รูปแบบรายงานการประชุม </li></ul><ul><li>รายงานการประชุม ..................... </li></ul><ul><li>ครั้งที่ ...../..... </li></ul><ul><li>เมื่อ ..................................... </li></ul><ul><li>ณ ............................................ </li></ul><ul><li>------------------------------------------------------- </li></ul><ul><li>ผู้มาประชุม </li></ul><ul><li>ผู้ไม่มาประชุม ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>ผู้เข้าร่วมประชุม ( ถ้ามี ) </li></ul><ul><li>เริ่มประชุมเวลา ......................... น . </li></ul><ul><li>ข้อความ </li></ul><ul><li>......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................... </li></ul><ul><li>เลิกประชุมเวลา ................... น . </li></ul><ul><li>...................................... </li></ul><ul><li>ผู้จดรายงานการประชุม </li></ul>
  80. 80. การประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง <ul><li>การประชุมที่เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะแจ้งข้อเท็จจริง หรือข้อสงสัยในประเด็นปัญหา หรือข้อเคลือบแคลงบางอย่างให้แก่สมาชิกได้รับทราบเพื่อให้เกิดความชัดเจน </li></ul><ul><li>ในอันที่จะปฏิบัติงานได้อย่างสะดวกและราบรื่น หรือเกิดความเข้าใจอันดี </li></ul>
  81. 81. วัตถุประสงค์ของการประชุมชี้แจงข้อเท็จจริง <ul><li>1. เพื่อให้ผู้ร่วมงานในหน่วยงานเดียวกันได้เข้าใจและรับทราบนโยบาย </li></ul><ul><li>2. เพื่อให้มีหลักการในการปฏิบัติงานเป็นแนวเดียวกัน </li></ul><ul><li>3. เพื่อให้ได้รับรู้เรื่องราวใหม่ๆของกิจการ </li></ul><ul><li>4. เพื่อหาข้อยุติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง </li></ul><ul><li>5. เพื่อหาข้อเสนอแนะและวิธีแก้ปัญหา </li></ul><ul><li>6. เพื่อให้เกิดการประสานงานและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน </li></ul>
  82. 82. วิธีเขียนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง <ul><li>1. หาความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่จะชี้แจงให้แจ่มแจ้งทุกแง่มุม </li></ul><ul><li>2. กล่าวเฉพาะเรื่องที่เป็นจริง อันเหมาะแก่เหตุการณ์ โอกาส และความจำเป็น </li></ul><ul><li>3. รู้จักเลือกข้อเท็จจริงและประเด็นที่จะกล่าวถึงมากล่าวตามความจำเป็น </li></ul><ul><li>4. ใช้ถ้อยคำภาษาที่เข้าใจง่ายกับคนทุกระดับ </li></ul>
  83. 83. วิธีเขียนเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง <ul><li>5. ใช้ถ้อยคำให้กระชับรัดกุม หลีกเลี่ยงการใช้สำนวนโวหารที่มีความหมายกำกวม </li></ul><ul><li>6. การยกตัวอย่างเปรียบเทียบควรเป็นเรื่องใกล้ตัวที่รู้ร่วมกันได้ทั้งผู้เขียนและผู้อ่าน </li></ul><ul><li>7. เรื่องใดต้องมีข้อมูลประกอบ ต้องเสนอข้อมูลนั้นๆ ด้วย เช่น ผลการประชุม แผนผัง แผนภูมิ หรือตัวเลขสถิติต่างๆ โดยให้ถูกต้องและเข้าใจง่าย </li></ul>
  84. 84. แบบทดสอบหลังการเรียน <ul><li>1. ข้อใดไม่ใช่ความหมายของการประชุม </li></ul><ul><li>1) การมารวมตัวกันเพื่อประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่ง </li></ul><ul><li>2) การมาร่วมพบกันเพื่อปรึกษาหารือ </li></ul><ul><li>3) การมารวมตัวกันเพื่อวางแผนและกำหนดนโยบาย </li></ul><ul><li>4) การมารวมตัวกันเพื่อจุดประสงค์อย่างเดียวเท่านั้น </li></ul><ul><li>2. การให้โอกาสแก่ผู้บริหารนำเสนอนโยบายให้ผู้เกี่ยวข้องรับทราบแลนำไปปฏิบัติ ตรงกับวัตถุประสงค์ของการประชุมข้อใด </li></ul><ul><li>1) เพื่อระดมความคิด 2) เพื่อแถลงข่าวสาร </li></ul><ul><li>3) เพื่อให้ความรู้แก่สมาชิก 4) เพื่อปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน </li></ul>
  85. 85. แบบทดสอบหลังการเรียน <ul><li>3. ลำดับเรื่องที่จะพิจารณานี่ประชุม ตรงกับคำศัพท์เกี่ยวกับการประชุมข้อใด </li></ul><ul><li>1) ระเบียบวาระการประชุม 2) องค์ประชุม </li></ul><ul><li>3) ที่ประชุม 4) มติ </li></ul><ul><li>4. ข้อใดไม่ใช่หน้าที่ของเลขานุการ </li></ul><ul><li>1) เตรียมสถานที่ เอกสาร และอุปกรณ์ในการประชุม </li></ul><ul><li>2) ทำระเบียบวาระการประชุม และจดหมายเชิญประชุม แจ้งให้สมาชิกทราบ </li></ul><ul><li>3) ช่วยเหลือประธาน และทำหน้าที่แทนประธาน เมื่อประธานไม่มาประชุม </li></ul><ul><li>4) จดบันทึกการประชุม และทำรายงานการประชุม </li></ul>
  86. 86. แบบทดสอบหลังการเรียน <ul><li>5. การประชุมที่จัดขึ้นเป็นประจำตามที่ข้อบังคับของหน่วยงานกำหนดไว้ เป็นการประชุมแบบใด </li></ul><ul><li>1) การประชุมกึ่งสามัญ 2) การประชุมพิเศษสามัญ </li></ul><ul><li>3) การประชุมสมัยสามัญ 4) การประชุมสมัยวิสามัญ </li></ul><ul><li>6. การประชุมที่มีจุดเน้นการแสดงความคิดอย่างเสรี เน้นปริมาณของความคิด เน้นการประเมินคุณค่าของความคิด และเน้นการสร้างความคิด เป็นการประชุมรูปแบบใด </li></ul><ul><li>1) การระดมสมอง 2) การประชุมแบบการสนทนา </li></ul><ul><li>3) การประชุมแบบอภิปรายกลุ่ม 4) การประชุมทางวิชาการ </li></ul><ul><li> หรือ การชุมนุมปาฐกถา </li></ul>
  87. 87. แบบทดสอบหลังการเรียน <ul><li>7. การประชุมประเภทใดนิยมใช้ในวงการธุรกิจอุตสาหกรรมและองค์การต่างๆ </li></ul><ul><li>1) การประชุมเชิงปฏิบัติการ 2) การประชุมสัมมนา </li></ul><ul><li>3) การประชุมแบบโต๊ะกลม 4) การประชุมแบบอภิปรายกลุ่ม </li></ul><ul><li>8. ข้อใดมิใช่หลักการเขียนจดหมายเชิญประชุม </li></ul><ul><li>1) อ้างผู้มีอำนาจให้จัดการประชุม </li></ul><ul><li>2) แจ้งเหตุที่จัดประชุม </li></ul><ul><li>3) แจ้งเรื่องพิจารณาตัดสินมติต่างๆ </li></ul><ul><li>4) จบด้วยส่วนจุดประสงค์เพื่อเป็นการยืนยัน </li></ul>
  88. 88. แบบทดสอบหลังการเรียน <ul><li>9. การรายงานผลการดำเนินงานเดือนกุมภาพันธ์ 2549 กำหนดให้อยู่ในวาระการประชุมใด </li></ul><ul><li>1) เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ </li></ul><ul><li>2) เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งที่แล้ว </li></ul><ul><li>3) เรื่องเสนอเพื่อพิจารณา </li></ul><ul><li>4) เรื่องเสนอเพื่อทราบ </li></ul><ul><li>10. ข้อใดมิใช่จุดมุ่งหมายของการเขียนชี้แจงข้อเท็จจริง </li></ul><ul><li>1) เพื่ออธิบายเรื่องที่มีอยู่แล้วให้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น </li></ul><ul><li>2) เพื่อป้องกันหรือแก้ไขการเข้าใจผิด </li></ul><ul><li>3) เพื่อชี้แจงเรื่องที่ต่างไปจากปกติ </li></ul><ul><li>4) เพื่อแจ้งเรื่องราวตามปกติ </li></ul>
  89. 89. บทที่ 5 การเขียนทางธุรกิจ
  90. 90. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>คำสั่ง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้อง </li></ul><ul><li>1. ข้อใดคือความหมายของจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>จดหมายที่เขียนติดต่อกันระหว่างบุคคลกับบุคคลเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ </li></ul><ul><li>จดหมายที่เขียนติดต่อกันระหว่างสำนักงานกับสำนักงานเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ </li></ul><ul><li>จดหมายที่สื่อสารกันเพื่อองค์การธุรกิจ </li></ul><ul><li>จดหมายที่สื่อสารกันระหว่างองค์การธุรกิจกับบุคคล หรือองค์การเพื่อธุรกิจ </li></ul>
  91. 91. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>2. ข้อใดเป็นการเขียนจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>จดหมายลาป่วย </li></ul><ul><li>จดหมายลาออก </li></ul><ul><li>จดหมายแจ้งสถานภาพทางการเงิน </li></ul><ul><li>จดหมายแจ้งคนหาย </li></ul>
  92. 92. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>3. ข้อใดคือวัตถุประสงค์การการเขียนจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>เพื่อบรรลุข้อตกลงระหว่างองค์การ </li></ul><ul><li>เพื่อให้ได้นโยบายขององค์การ </li></ul><ul><li>เพื่อประโยชน์ขององค์การแต่ฝ่ายเดียว </li></ul><ul><li>เพื่อให้ได้ข้อมูลทางธุรกิจ </li></ul>
  93. 93. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>4. ข้อใดคือคุณสมบัติของจดหมายธุรกิจที่ดี </li></ul><ul><li>รวดเร็ว </li></ul><ul><li>รวบรัด </li></ul><ul><li>ความถูกต้อง </li></ul><ul><li>ความเฉียบขาด </li></ul>
  94. 94. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>5. ข้อใดเป็นข้อควรรู้ของผู้เขียนจดหมายเสนอขายสินค้า หรือบริการที่มีความสำคัญน้อยที่สุด </li></ul><ul><li>รู้จักสินค้าหรือบริการนั้น ๆ เป็นอย่างดี </li></ul><ul><li>รู้จักตลาด และรู้ฐานะทางเศรษฐกิจของลูกค้า </li></ul><ul><li>รู้จักความต้องการและรสนิยมของลูกค้า </li></ul><ul><li>รู้จักชีวิตส่วนตัวและชีวิตครอบครัวของลูกค้า </li></ul>
  95. 95. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>6. การปิดจดหมายเสนอขายจะต้องใช้หลักการข้อใดมากที่สุด </li></ul><ul><li>การให้ข้อมูลแก่ลูกค้า </li></ul><ul><li>การโฆษณาคือยั่วยุให้ซื้อหรือปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง </li></ul><ul><li>ความพึงพอใจของลูกค้า </li></ul><ul><li>การให้ข้อมูลและการโฆษณา </li></ul>
  96. 96. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>7. หลักการเขียนจดหมายเพื่อปรับความเข้าใจกับลูกค้า ข้อใดสำคัญมากที่สุด </li></ul><ul><li>ความระมัดระวังเรื่องเวลา </li></ul><ul><li>ความระมัดระวังเรื่องสำนวน </li></ul><ul><li>ความระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษา </li></ul><ul><li>ความระมัดระวังเรื่องการสะกดการันต์ </li></ul>
  97. 97. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>8. ข้อความใดเป็นคำกล่าวที่ ไม่ถูกต้อง </li></ul><ul><li>การแถลงข่าวเป็นการเชิญสื่อมวลชนมากรับทราบเรื่องราวเพื่อนำไปเผยแพร่ต่อไป </li></ul><ul><li>การแถลงข่าวไม่จำเป็นต้องเชิญนักข่าวเพราะเป็นหน้าที่ของนักข่าวที่ต้องแสวงหาข่าวอยู่แล้ว </li></ul><ul><li>การจัดแถลงข่าวต้องจัดโต๊ะลงทะเบียนแยกประเภทผู้เข้าร่วมงาน และจัดแฟ้มให้นักข่าว </li></ul><ul><li>เมื่อจัดงานแถลงข่าวเสร็จแล้วต้องตรวจสอบดูข่าวว่าได้มีการเผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ หรือไม่ </li></ul>
  98. 98. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>9. ข้อใดกล่าว ไม่ถูกต้อง </li></ul><ul><li>การย่อความคือการจับประเด็นสำคัญ </li></ul><ul><li>การย่อความควรใช้ถ้อยคำสำนวนของผู้ย่อเอง </li></ul><ul><li>การย่อความบทร้อยกรองต้องย่อออกมาแล้วเขียนเป็นบทร้อยกรองด้วย </li></ul><ul><li>การย่อความใช้วิธีการเล่าเรื่องโดยใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 หรือเอ่ยชื่อ </li></ul>
  99. 99. แบบทดสอบก่อนเรียน <ul><li>10. ข้อใดกล่าว ไม่ถูกต้อง </li></ul><ul><li>อ่านข้อความในแบบฟอร์มให้เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง </li></ul><ul><li>เขียนบรรจงและสะกดการันต์ให้ถูกต้อง </li></ul><ul><li>ลงลายมือ ( เซ็นชื่อ ) ลงในแบบฟอร์มก่อนกรอกข้อความอื่น </li></ul><ul><li>หากไม่มีข้อความกรอก มีที่ว่างให้ใช้เครื่องหมายยัติภังค์ </li></ul>
  100. 100. การเขียนจดหมายทางธุรกิจ <ul><li>ความหมายของจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์ของการเขียนจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>คุณสมบัติของจดหมายธุรกิจที่ดี </li></ul><ul><li>ส่วนประกอบของข้อความในจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>ตัวอย่างการเรียบเรียงข้อความในจดหมาย </li></ul><ul><li>การร่างข้อความในจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>รูปแบบของจดหมายธุรกิจ </li></ul><ul><li>รูปแบบจดหมายธุรกิจแบบสากล </li></ul><ul><li>ประเภทของจดหมาย </li></ul><ul><li>บทสรุป </li></ul>
  101. 101. ความหมายของจดหมายธุรกิจ <ul><li>เอกสารที่จัดทำขึ้นเพื่อการสื่อสารระหว่าง องค์การที่ประกอบการธุรกิจกับธุรกิจ องค์การธุรกิจกับหน่วยงานราชการ หรือองค์การธุรกิจกับบุคคล รวมถึงการติดต่อสื่อสารภายในสำนักงาน เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจหรือรับไว้เป็นหลักฐานในทางธุรกิจ </li></ul>
  102. 102. วัตถุประสงค์ของการเขียนจดหมายธุรกิจ <ul><li>1. เพื่อให้มีการกระทำ </li></ul><ul><li>2. เพื่อให้ได้ข้อมูล </li></ul><ul><li>3. เพื่อบรรลุข้อตกลง </li></ul><ul><li>4. เพื่อสร้างความสัมพันธ์หรือความเข้าใจอันดีต่อกัน </li></ul>
  103. 103. คุณสมบัติของจดหมายธุรกิจที่ดี <ul><li>1. ความชัดเจน (Clearness) </li></ul><ul><li>2. ความถูกต้อง (Correctness) </li></ul><ul><li>3. ความกะทัดรัด (Conciseness) </li></ul><ul><li>4. ความเป็นรูปธรรม (Concreteness) </li></ul><ul><li>5. ความสุภาพ (Courtesy) </li></ul>
  104. 104. ส่วนประกอบของข้อความในจดหมายธุรกิจ <ul><li>1. การเริ่มต้นจดหมาย เป็นการอารัมภบท หรือข้อความนำตอนแรกของจดหมาย อาจบอกถึงสาเหตุที่มีจดหมายติดต่อ เป็นการทบทวนความเดิม เพื่อเป็นพื้นฐานความเข้าใจก่อนที่จะไปสู่เนื้อความตอนต่อไป </li></ul><ul><li>2. เนื้อความในจดหมาย เขียนถึงรายละเอียดสาระสำคัญของการติดต่อซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญ </li></ul><ul><li>3. ส่วนท้ายของจดหมาย เป็นส่วนสรุปข้อความสั้นๆตอนท้ายของจดหมาย อาจแจ้งจุดประสงค์ของการติดต่อ หรือลงท้ายเป็นแบบแผน </li></ul>
  105. 105. การร่างข้อความในจดหมายธุรกิจ <ul><li>1. ภาคเหตุ คือ การเริ่มต้นเป็นย่อหน้าแรกที่จะต้องกล่าวถึงเหตุที่เขียนหนังสือว่าทำไมต้องเขียน </li></ul><ul><li>2. ภาคประสงค์ กล่าวถึงความประสงค์ที่ต้องเขียนหนังสือฉบับนั้นเพื่ออะไร ในการเขียนควรยึดหลัก 5 ประการ คือ </li></ul><ul><li>CONCISE = เขียนให้สั้นกะทัดรัด </li></ul><ul><li>CLEAR = เขียนให้ชัดเจน </li></ul><ul><li>CONCRETE = เขียนหลักฐานหนักแน่น </li></ul><ul><li>COMPLETE = เขียนข้อความครบถ้วน </li></ul><ul><li>CORRECT = เขียนถูกต้อง </li></ul>
  106. 106. การร่างข้อความในจดหมายธุรกิจ <ul><li>3. ภาคปิดท้าย การเขียนในภาคปิดท้ายเป็นการสรุปเรื่องราวของหนังสือฉบับนั้นว่าส่งหนังสือไปเพื่อให้ผู้รับดำเนินการอย่างไรกับหนังสือที่ได้รับ เช่น เพื่อทราบ เพื่อดำเนินการ หรือ เพื่อขออนุมัติ ฯลฯ </li></ul>
  107. 107. รูปแบบของจดหมายธุรกิจ <ul><li>1. แบบหนังสือราชการ คือ ใช้แบบฟอร์มของหนังสือราชการเป็นแบบ แต่ไม่ใช้ตราครุฑโดยอาจจะมีเครื่องหมาย (LOGO) ของบริษัท หรือ หัวจดหมายแทน </li></ul><ul><li>2. แบบธุรกิจไทย หรือ แบบกึ่งราชการ คือ การเปลี่ยนแปลงแบบฟอร์มหนังสือราชการให้สะดวกต่อการใช้ คือ ไม่มี “ เรื่อง ” เหมือนหนังสือราชการ </li></ul>
  108. 108. รูปแบบของจดหมายธุรกิจ <ul><li>3. แบบธุรกิจสากล คือ การเลียนแบบฟอร์มจดหมายมาจากภาษาอังกฤษที่ใช้ติดต่อกัน </li></ul><ul><li>3.1 หัวจดหมาย (Letter head) </li></ul><ul><li>3.2 วันที่ (Date) ให้พิมพ์ไว้กลางกระดาษ </li></ul><ul><li>3.3 ที่อยู่ของผู้รับ (Inside Address) </li></ul><ul><li>3.4 คำขึ้นต้น (Salutation) คือ คำกล่าวถึง ชื่อผู้รับ </li></ul><ul><li>3.5 ตัวจดหมาย (Body) คือ ข้อความที่เป็นเนื้อหาของจดหมาย </li></ul><ul><li>3.6 คำลงท้าย (Complimentary Closing) </li></ul><ul><li>3.7 ชื่อและตำแหน่งผู้เขียน (Name and title) </li></ul><ul><li>3.8 ชื่อย่อของผู้พิมพ์ </li></ul><ul><li>3.9 สิ่งที่ส่งมาด้วย (Encloser) </li></ul>
  109. 109. รูปแบบจดหมายธุรกิจแบบสากล <ul><li>แบบฟอร์มแบบตรง (Full Block Style) </li></ul><ul><li>แบบฟอร์มแบบกึ่งบล็อก (Modified Block Style) </li></ul><ul><li>แบบฟอร์มแบบทแยง (Indented Style) </li></ul>
  110. 110. ประเภทของจดหมาย <ul><li>จดหมายขายสินค้าหรือบริการ </li></ul><ul><li>จดหมายสอบถามและตอบการสอบถาม </li></ul><ul><li>จดหมายสั่งซื้อและตอบรับการสั่งซื้อ </li></ul>
  111. 111. จดหมายขายสินค้าหรือบริการ <ul><li>1. เรียกร้องความสนใจในทันที (Attracting Attention) </li></ul><ul><li>2. ก่อให้เกิดความพอใจและต้องการ (Arousing Desire) มีแนวการเขียน 2 แนวทาง คือ </li></ul><ul><li>2.1 เรียกร้องความสนใจที่ไม่แบ่งแยกผู้อ่าน </li></ul><ul><li>2.2 ผู้อ่านสนใจอยู่ระยะหนึ่ง นานพอที่เขาจะตัดสินใจซื้อ </li></ul><ul><li>3 ให้ความกระจ่างแก่ผู้อ่าน (Convincing The Reader) </li></ul><ul><li>4. ยั่วยุให้กระทำ (Motivating Action) </li></ul>
  112. 112. จดหมายสอบถาม <ul><li>จดหมายสอบถาม หมายถึง จดหมายจากผู้ซื้อถึงผู้ขายเพื่อสอบถามเรื่องราว ปัญหาหรือข้อข้องใจตลอดจนการขอร้องในบางเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้าบริการหรือเรื่องอื่นๆ </li></ul>จดหมายตอบการสอบถาม <ul><li>จดหมายตอบการสอบถาม หมายถึง จดหมายการสอบถามในเรื่องต่างๆเพื่อให้รายละเอียดหรือข้อมูลที่ผู้สอบถามต้องการทราบ เป็นจดหมายที่มีส่วนช่วยสร้างค่านิยมให้แก่ธุรกิจ แม้ว่าจะได้รับผลประโยชน์ ตอบแทนหรือไม่ก็ตาม </li></ul>
  113. 113. หลักการเขียนจดหมายสอบถาม <ul><li>ในการเขียนจึงต้องเขียนอย่างมีเหตุผล ตรงประเด็น คำถามชัดเจน แยกเป็นเรื่องๆ สั้น กะทัดรัด และสุภาพ </li></ul><ul><li>1. อารัมภบท คือ แจ้งแหล่งที่พบข้อความเกี่ยวกับสินค้า หรือบริการ และแจ้งวัตถุประสงค์ที่เขียนจดหมาย </li></ul><ul><li>2. รายละเอียดที่ต้องการสอบถาม คือ การเขียนเรื่องราวที่ผู้เขียนต้องการทราบควรแยกเป็นเรื่องๆและชัดเจน เพื่อการตอบที่ตรงจุดประสงค์ของผู้เขียน </li></ul><ul><li>3. คำลงท้าย คือ การสรุปปิดท้ายจดหมายด้วยถ้อยคำสุภาพเพื่อให้ได้รับความร่วมมือในการตอบกลับจากผู้รับ </li></ul>
  114. 114. หลักการเขียนจดหมายตอบการสอบถาม <ul><li>1. อารัมภบท คือ การท้าวความถึงจดหมายที่ได้รับ พร้อมทั้งขอบคุณที่ให้ ความสนใจ </li></ul><ul><li>2. อธิบายรายละเอียดที่สอบถามมา คือ การตอบข้อคำถามที่ผู้เขียนประสงค์จะรับทราบ </li></ul><ul><li>3. การประชาสัมพันธ์ เพื่อเชิญชวนให้ผู้รับ ซื้อสินค้าหรือเลือกใช้บริการนั้นๆ </li></ul><ul><li>4. คำลงท้าย คือ การปิดจดหมายเพื่อเน้นความประสงค์ของตน เช่น หวังว่าจะได้รับการสั่งซื้อโดยเร็ว หรือพร้อมกันนี้บริษัทได้ส่งแค็ตตาล็อกมาเพื่อพิจารณา </li></ul>
  115. 115. จดหมายสั่งซื้อ <ul><li>จดหมายสั่งซื้อ คือ จดหมายที่ลูกค้าสนใจสินค้าหรือบริการและต้องการสั่งซื้อ หรือ ร้านค้าต้องการสั่งซื้อสินค้าบางชนิดเพิ่มเติมจากผู้ผลิต </li></ul>จดหมายตอบรับการสั่งซื้อ <ul><li>เมื่อได้รับการสั่งซื้อและผู้ขายสามารถส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้ตามกำหนด ไม่จำเป็นต้องเขียนจดหมายตอบรับการสั่งซื้อ แต่ถ้ามีปัญหา เช่น ส่งสินค้าล่าช้า ใบสั่งซื้อผิด หรือเพื่อการต้อนรับลูกค้าใหม่ และลูกค้าประจำสั่งสินค้ามากเป็นพิเศษ จึงจะมีการเขียนจดหมายตอบรับการสั่งซื้อ เพื่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติม สร้างความประทับใจและขอบคุณลูกค้า </li></ul>
  116. 116. หลักการเขียนจดหมายหมายสั่งซื้อ <ul><li>1. อารัมภบท เป็นการเริ่มต้นจดหมายด้วยเหตุที่สั่งซื้อสินค้า ตามด้วยวัตถุประสงค์ว่า “ จึงขอสั่งซื้อสินค้าตามรายการต่อไปนี้ ” </li></ul><ul><li>2. แจ้งข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้า โดยเรียงลำดับให้เหมาะสม เข้าใจง่าย </li></ul><ul><li>3. ควรแจ้งเงื่อนไข เช่น กำหนดส่งสินค้า การขนส่ง และวิธีการชำระเงิน </li></ul><ul><li>4. คำลงท้าย การเขียนคำลงท้ายเป็นการจบจดหมายด้วยข้อความสั้น กะทัดรัด เพื่อ การสั่งซื้อ </li></ul>
  117. 117. การเขียนข่าวและการแถลงข่าวทางธุรกิจ <ul><li>การเขียนข่าวแจก (Press release) </li></ul><ul><ul><li>การพิมพ์ข่าวแจก </li></ul></ul><ul><ul><li>รูปแบบของข่าวแจกสำหรับหนังสือพิมพ์และนิตยสาร </li></ul></ul><ul><li>คำบรรยายประกอบภาพ (Photo release and Caption to illustration) </li></ul><ul><li>การแถลงข่าว (Press Conference) </li></ul><ul><li>ข้อมูลรายละเอียดสำหรับสื่อมวลชน (Press kit) </li></ul>
  118. 118. การเขียนข่าวแจก (Press release) <ul><li>การเขียนข่าวแจก (Press release) เป็นการเขียนข่าวแบบปีระมิดหัวกลับ (Inverted Pyramid) กระดาษเอกสารข่าวแจกนิยมใช้กระดาษสีขาว ขนาด 8.5 x 11.5 นิ้ว หรือขนาด A4 เป็นกระดาษที่พิมพ์ หัวเฉพาะ (Private heading paper) นิยมระบุว่า “ ข่าวประชาสัมพันธ์ ” (News release) มีสัญลักษณ์ (Logo) ของหน่วยงานประกอบด้วย </li></ul><ul><li>นอกจากนี้ต้องระบุสถานที่ตั้ง หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรสาร โดยอาจพิมพ์ตัวเล็กรวมอยู่ในส่วนหัว (Heading) ของกระดาษ หรือแยกพิมพ์ในส่วนล่าง (Foot) ของกระดาษ </li></ul>
  119. 119. การพิมพ์ข่าวแจก <ul><li>1. เว้นที่ว่างใต้หัวกระดาษ (Heading) ในหน้าแรกของข่าวไว้ประมาณ 2 นิ้ว หรือ 3-5 บรรทัด </li></ul><ul><li>2. เว้นที่ว่างขอบกระดาษ (Margin) ทั้งซ้ายและขวา ให้กว้างประมาณ 1-1.5 นิ้ว </li></ul><ul><li>3. เว้นช่องห่างระหว่างบรรทัดให้มากกว่าปกติ หรือพิมพ์ข่าวแบบบรรทัดเว้นบรรทัดสำหรับบรรณาธิการตรวจแก้หรือเพิ่มเติมได้สะดวก </li></ul><ul><li>4. พาดหัวข่าว ควรพิมพ์ตัวอักษรหนา หรือการขีดเส้นใต้เพื่อความเด่นชัด </li></ul><ul><li>5. นิยมพิมพ์ข่าวเพียงหน้าเดียว เพื่อความสวยงาม เมื่อจบข่าวให้ทำเครื่องหมาย # </li></ul><ul><li>6. ระบุแหล่งที่มาของข่าว (Source) หรือผู้ส่งข่าวต้องระบุชื่อและนามสกุลพร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ที่มุมซ้ายล่าง </li></ul><ul><li>7. ระบุวันที่ส่งข่าว (Release date) </li></ul>
  120. 120. รูปแบบของข่าวแจกสำหรับหนังสือพิมพ์และนิตยสาร <ul><li>1. หัวกระดาษจะแตกต่างจากหัวกระดาษจดหมายโดยทั่วไป เพราะ

×