รวบรวมโดย mymeanmeak@gmail.com ค้นคว้า รวบรวมโดย mymeanmeak@gmail.com สิทธิมนุษยชนใน สังคมไทย mymeammeak@gmail.com  รวบรวม...
 
สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย บรรยายครั้งที่ ๑ วันที่  ๒๔  ธันวาคม ๒๕๔๙ บรรยายโดย .... ดร . ธนวิน ทองแพง
 
ความหมายของสิทธิมนุษยชน <ul><li>สิทธิมนุษยชน   (Human Rights)  หมายถึง  สิทธิเสรี ภาพส่วนบุคคลซึ่งปกป้อง “ ปัจเจกบุคคล ”  ...
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน <ul><li>คำประกาศของ สมัชชาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน .... </li></ul><ul><li>“ ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่...
เนื้อหาของปฏิญญาสากล <ul><li>ข้อ  1  มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิ...
<ul><li>ข้อ  6  ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใดๆ </li></ul><ul><li>ข้อ  7  ทุกๆ คน ต...
<ul><li>ข้อ  11  จะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นใน...
<ul><li>ข้อ  16   ชายหญิงเมื่อเจริญวัยบริบรูณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใดๆเนื่องจาก เชื้อชาติ...
<ul><li>ข้อ  20  บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสมาคมโดยสงบ การบังคับให้บุคคลเป็นเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมจะกระทำมิได้ ...
<ul><li>ข้อ  23 บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน และเลือกงานอย่างเสรี และมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ ที่จะได้รับการคุ้มครองจาก...
<ul><li>ข้อ  25  บุคคลมีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหา...
<ul><li>ข้อ  27  บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมในประชาคมออย่างเสรี ที่จะพึงพอใจในศิลปะและมีส่วนในความคืบห...
<ul><li>ข้อ  29   บุคคลมีหน้าที่ต่อประชาคมอันเป็นที่เดียวซึ่งบุคลิกภาพของตนจะพัฒนาได้อย่างเสรีเต็มความสามารถ </li></ul><ul...
หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ <ul><li>หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ  : </li></ul><ul><ul><li>คณะกรรมการสิท...
ความรับผิดชอบของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ <ul><li>มีดังนี้ </li></ul><ul><li>1.  ตรวจสอบ พิจารณา รายงานซึ่งเส...
สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
กรณีการละเมิด สิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย
<ul><li>การข่มขู่นางอังคณา นีละไพจิตร ในกรณีร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดีสามี   คือ   นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มฆ่า แม้สำน...
<ul><li>กรณีการอุ้มสังหารนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความผู้ต้องหาคดีก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีรายงานเกี่ยวกับคว...
<ul><li>กรณีสังหารนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น  </li></ul><ul><ul><li>สมพร ชนะพล  ( สุราษฎรธานี ) </li></ul></ul><ul><ul><l...
<ul><li>ข้อร้องเรียนนายเจริญ วัดอักษร ซึ่งถูกสังหารกรณีต่อต้านโรงไฟฟ้าบ้านหินกรูด บ่อนอก ยังไม่มีความคืบหน้า คณะผู้แทนไทยไ...
<ul><li>การไม่ลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรง ที่ กรือเซะ ตากใบ ตันหยงลิมอ และสะบ้าย้อย ยูเอ็นสนใจเรื่องนี้แ...
<ul><li>การจับกุมโดยพลการ ซึ่งรวมถึงการจับกุม และคุมขังผู้ต้องสงสัยไว้ได้นาน  30  วัน โดยไม่มีหลักประกันให้ผู้ต้องสงสัยสาม...
<ul><li>การสอบสวนกรณีศพนิรนาม ในสุสานของศาสนาอิสลามจำนวน  389  ศพ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการจัดทำบัญชีดำผู้ต้องสงสัยในกา...
<ul><li>คดีฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงประกาศสงครามกับยาเสพติดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน  2546  องค์การสิทธิมนุษยชน และส...
สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย บรรยายครั้งที่ ๒ วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๐ บรรยายโดย ... ดร . ธนวิน ทองแพง
พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของไทยตามสนธิสัญญาหลักสากล <ul><li>ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งสหประช...
อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก  ๑ <ul><li>สาระสำคัญ  : </li></ul><ul><li>อนุสัญญาว่าด้วยเด็กประกอบด้วยบทบัญญัติ  54  ข้อ ได้แก่ ...
<ul><ul><li>2)  การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก  </li></ul></ul><ul><ul><li...
<ul><li>ถ้อยแถลงตีความ  /  ข้อสงวน   : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่...
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ  ๑ <ul><li>สาระสำคัญ  : </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์หลักของอนุสั...
<ul><ul><li>2)  กล่าวถึงความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีในด้านการเมืองและการดำรงชีวิต  (public life)  ทั้งในระดับประเทศ...
<ul><li>4)  กล่าวถึงความเท่าเทียมกันของบุรุษ   และสตรีในด้านกฎหมาย โดยเฉพาะในด้านกฎหมายแพ่ง และกฎหมายครอบครัว ซึ่งเป็นการป...
<ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้   : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสต...
<ul><li>การถอนข้อสงวน   : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยได้ถอนข้อสงวนตามลำดับ  ดังนี้  </li></ul><ul><ul><li>ข้อ  11   วรรคหน...
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง  ๑ <ul><li>สาระสำคัญ   : </li></ul><ul><li>กติการะหว่างประเทศว่าด...
<ul><li>2)  กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่รับรองจะเคารพ และประกันสิทธิของบุคคล  </li></ul><ul><ul><li>รวมถึงการห้ามการเลือก...
<ul><li>3)  กล่าวถึงสาระของสิทธิในส่วนที่เป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้แก่  </li></ul><ul><ul><li>สิทธิในการมีชีว...
<ul><ul><li>การคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด  </li></ul></ul><ul><ul><li>เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก  </li></ul><...
<ul><li>4)  กล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในก...
<ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้  : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิท...
<ul><li>ข้อที่  2  วรรค  1  เรื่องสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง  (right to self-determination)  ได้ตีความตามปฏิญญาและแผนป...
<ul><li>ข้อ  9  วรรค  3   การนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภาย “โดยพลัน” ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ได้...
กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม   ๑ <ul><li>สาระสำคัญ   : </li></ul><ul><li>กติการะหว่างประเทศ...
<ul><li>3)  กล่าวถึงสาระของสิทธิ  ได้แก่ สิทธิในการทำงานและมีเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงง...
<ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้   : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ ...
อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ   ๑ <ul><li>สาระสำคัญ   : </li></ul><ul><li>อนุสัญญาว่าด้วยกา...
<ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้   : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเช...
หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย <ul><li>ที่มาของคณะกรรมการสิทธิฯ  : </li></ul><ul><ul><li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งช...
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  ๑ <ul><li>1.  ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำ  อันเป็นการละเมิดสิ...
<ul><li>5.  จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ </li></ul><ul><li>6. ...
สถิติการร้องเรียน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย
สถิติการรับเรื่องร้องเรียนประจำปีงบประมาณ  2548  (1  ตุลาคม  2547 – 30  กันยายน  2548)  รวม  759  เรื่อง
แผนภูมิแสดงสถิติประเภทของสิทธิเสรีภาพที่ถูกละเมิด  ระหว่าง  1  ตุลาคม  2547 – 30  กันยายน  2548  รวม  759  เรื่อง
แผนภูมิแสดงสถิติของประเภทผู้กระทำละเมิด  ระหว่างเดือน  1  ตุลาคม  2547 – 30  กันยายน  2548  รวม  759  เรื่อง
แผนภูมิแสดงสถิติพื้นที่เกิดเหตุละเมิด  ระหว่างเดือน  1  ตุลาคม  2547 – 30  กันยายน  2548  รวม  759  เรื่อง
แผนภูมิแสดงสถิติลักษณะการร้องเรียน  ระหว่างเดือน  1  ตุลาคม  2547 – 30  กันยายน  2548  รวม  759  เรื่อง
10  เด่น  10  ด้อย  สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
<ul><li>“ คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์สิทธิมนุษยชนภาคประชาชน”  ร่วมกับ  “ฮิวแมน ไรท์ วอชท์  ( Human Right Watch) ”   และ  “องค์...
10  สถานการณ์ด้อยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย  ๑ <ul><li>1.  การออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ . ศ .2548  ซึ...
<ul><li>6.  สิทธินักต่อสู้เพื่อชุมชนยังคงถูกคุกคามโดยไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เช่น กรณีนายวิวัฒน์ ตามี่ ซึ่งทำงานให้ความ...
<ul><li>7.  การที่รัฐปล่อยให้มีการจ้างเหมาแรงงาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิแรงงานในหลายด้าน ที่สำคัญทำให้แรงงานได้รับอัตราค่...
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
สตรี
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

สตรี

1,897 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

สตรี

  1. 1. รวบรวมโดย mymeanmeak@gmail.com ค้นคว้า รวบรวมโดย mymeanmeak@gmail.com สิทธิมนุษยชนใน สังคมไทย mymeammeak@gmail.com รวบรวม ครูติ๋ว ครูบ้านนอก.คอม
  2. 3. สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย บรรยายครั้งที่ ๑ วันที่ ๒๔ ธันวาคม ๒๕๔๙ บรรยายโดย .... ดร . ธนวิน ทองแพง
  3. 5. ความหมายของสิทธิมนุษยชน <ul><li>สิทธิมนุษยชน (Human Rights) หมายถึง สิทธิเสรี ภาพส่วนบุคคลซึ่งปกป้อง “ ปัจเจกบุคคล ” (Individual) หรือ “ กลุ่มบุคคล ” (Group) จากการกระทำที่ต้องห้ามของสมาชิกอื่นหรือรัฐ โดยกฎหมายระหว่างประเทศหรือจารีตประเพณีระหว่างประเทศ (The West’s Encyclopaedia of American Law. Vol 6,1997) </li></ul><ul><li>สิทธิมนุษยชน คือ สิทธิที่ครอบคลุมการดำรงอยู่ของมนุษย์ เพื่อชีวิตที่ดีในสังคมที่ดีโดยมีหลักการที่สำคัญ 3 เรื่องคือ สิทธิในชีวิต สิทธิในการยอมรับนับถือ และสิทธิในการดำเนินชีวิตและพัฒนาตนเองตามแนวทางที่ชอบธรรม ( ทวีรัตน์ นาคเนียม , 2542 : 16 - 24) </li></ul><ul><li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ . ศ . 2542 มาตรา 3 ได้ให้ ความหมายของ สิทธิมนุษยชน คือ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรองหรือคุ้มครองตามรัฐธรรมนุญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฎหมายไทย หรือตามสนธิสัญญาที่ประเทศไทยมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตาม ( พระราชบัญญัติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ . 2542 : มาตรา 3) </li></ul>
  4. 6. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน <ul><li>คำประกาศของ สมัชชาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน .... </li></ul><ul><li>“ ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชนนี้ เป็นมาตราฐานร่วมกันแห่งความสำเร็จ สำหรับประชาชนทั้งหลาย และประชาชาติทั้งปวง ด้วยจุดประสงค์ที่จะให้ปัจเจกบุคคล ทุกผู้ทุกนามและองค์กรของสังคมทุกหน่วย โดยการรำลึกเสมอถึงปฏิญญานี้ พยายามสั่งสอนและให้การศึกษาเพื่อส่งเสริมการเคารพต่อสิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ ด้วยมาตรการที่เจริญก้าวไปข้างหน้า ทั้งในและระหว่างประเทศ เพื่อให้ได้มาซึ่งการยอมรับและถือปฎิบัติต่อสิทธิเหล่านั้น อย่างเป็นสากลและได้ผล ทั้งในหมู่ประชาชนของรัฐสมาชิกเอง และในหมู่ของประชาชนแห่งดินแดน ที่อยู่ภายใต้ดุลอาณาของรัฐสมาชิกดังกล่าว” </li></ul><ul><li>คำประกาศมีทั้งหมด 30 ข้อ </li></ul>
  5. 7. เนื้อหาของปฏิญญาสากล <ul><li>ข้อ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรี เท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิ ทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผลและมโนธรรม และควรปฎิบัติต่อกันอย่างฉันพี่น้อง </li></ul><ul><li>ข้อ 2 บุคคลชอบที่จะมีสิทธิและเสรีภาพตามที่ระบุไว้ในปฏิญญานี้ ทั้งนี้โดยไม่มีการจำแนกความแตกต่างในเ รื่องใดๆ เช่น เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นทางการเมือง หรือทางอื่นใด ชาติหรือสังคมอันเป็นที่มาเดิม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นใด นอกจากนี้การจำแนกข้อแตกต่าง โดยอาศัยมูลฐานแห่งสถานะทางการเมือง ทางดุลอาณาหรือทางเรื่องระหว่างประเทศของประเทศ หรือดินแดนซึ่งบุคคลสังกัดจะทำมิได้ ทั้งนี้ไม่ว่าดินแดนดังกล่าวจะเป็นเอกราช อยู่ในความพิทักษ์ มิได้ปกครองตนเอง หรืออยู่ภายใต้การจำกัดแห่งอธิปไตยอื่นใด </li></ul><ul><li>ข้อ 3 บุคคลมีสิทธิในการดำเนินชีวิต ในเสรีธรรมและในความมั่นคงแห่งร่างกาย </li></ul><ul><li>ข้อ 4 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาระจำยอมใดๆ มิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ </li></ul><ul><li>ข้อ 5 บุคคลใดจะถูกทรมานหรือได้รับการปฎิบัติ หรือลงทัณฑ์ซึ่งทารุณโหด ไร้มนุษยธรรมหรือเหยียดหยามเกียรติมิได้ </li></ul>
  6. 8. <ul><li>ข้อ 6 ทุกๆคนมีสิทธิที่จะได้รับ การยอมรับว่าเป็นบุคคลในกฎหมาย ไม่ว่า ณ ที่ใดๆ </li></ul><ul><li>ข้อ 7 ทุกๆ คน ต่างเสมอกันในกฎหมายและชอบที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฎิบัติใดๆ ทุกคนชอบที่จะได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอหน้าจากการเลือกปฎิบัติใดๆ อันเป็นการล่วงละเมิดปฏิญญานี้ และต่อการยุยงส่งเสริมให้เกิดการเลือกปฎิบัติเช่นนั้น </li></ul><ul><li>ข้อ 8 บุคคลมีสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอย่างได้ผล โดยศาลแห่งชาติซึ่งมีอำนาจเนื่องจากการกระทำใดๆ อันละเมิดต่อสิทธิขั้นมูลฐาน ซึ่งตนได้รับจากรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย </li></ul><ul><li>ข้อ 9 บุคคลใดจะถูกจับ กักขัง หรือเนรเทศโดยพลการมิได้ </li></ul><ul><li>ข้อ 10 บุคคลชอบที่จะเท่าเทียมกันอย่างบริบูรณ์ ในอันที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและเปิดเผย โดยศาลที่เป็นอิสระและ ไร้อคติ ในการวินิจฉัยชี้ขาดสิทธิและหน้าที่ ตลอดจนข้อที่ตนถูกกล่าวหาใดๆ ทางอาญา </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  7. 9. <ul><li>ข้อ 11 จะมีการพิสูจน์ว่า มีความผิดตามกฎหมาย ในการพิจารณาโดยเปิดเผย ณ ที่ซึ่งตนได้รับหลักประกันทั้งหมดที่จำเป็นในการต่อสู้คดี บุคคลใดจะถูกถือว่ามีความผิดอันมีโทษทางอาญาใดๆ ด้วยเหตุที่ตนได้กระทำหรือละเว้นการกระทำใดๆ ซึ่งกฎหมายของประเทศหรือกฎหมายระหว่างประเทศ ในขณะที่ได้กระทำนั้นมิได้ถูกระบุว่ามีความผิดทางอาญามิได้ และโทษที่จะลงแก่บุคคลนั้นหนักกว่าโทษที่ใช้อยู่ในขณะที่การกระทำความผิดทางอาญานั้นเกิดขึ้นมิได้ </li></ul><ul><li>ข้อ 12 การเข้าไปสอดแทรกโดยพลการในกิจส่วนตัว ครอบครัว เคหะสถาน การส่งข่าวสาร ตลอดจนการโจมตีต่อเกียรติยศและ ชื่อเสียงของบุคคลนั้นจะทำมิได้ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายจากการสอดแทรก และการโจมตีดังกล่าว </li></ul><ul><li>ข้อ 13 บุคคลมีสิทธิที่จะมีเสรีภาพในการเคลื่อนย้ายและในถิ่นที่อยู่ภายในขอบเขตดินแดนของแต่ละรัฐ บุคคลมีสิทธิที่จะเดินทางออกนอกประเทศใดๆ รวมทั้งของตนเอง และมีสิทธิที่จะกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน </li></ul><ul><li>ข้อ 14 บุคคลมีสิทธิที่จะแสวงหาและพักพิงในประเทศอื่นๆ เพื่อลี้ภัยจากการถูกกดขี่ข่มเหง สิทธินี้จะถูกกล่าวอ้างมิได้ในกรณีการฟ้องคดี ซึ่งโดยจากความจริงเกิดจากความผิดที่ไม่ใช่เรื่องทางการเมือง หรือจากการกระทำที่ขัดต่อความมุ่งประสงค์และหลักการของสหประชาชาติ </li></ul><ul><li>ข้อ 15 บุคลลมีสิทธิในการถือสัญชาติ การถอนสัญชาติโดยพลการ หรือปฎิเสธสิทธิที่จะเปลี่ยนสัญชาติ ของบุคคลใดนั้น จะกระทำมิได้ </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  8. 10. <ul><li>ข้อ 16 ชายหญิงเมื่อเจริญวัยบริบรูณ์แล้ว มีสิทธิที่จะสมรสและสร้างครอบครัว โดยไม่มีการจำกัดใดๆเนื่องจาก เชื้อชาติ สัญชาติ หรือศาสนา บุคคล ชอบที่จะมีสิทธิเท่าเทียมกันในเรื่องการสมรส ในระหว่างการสมรส และในการขาดจากการสมรส การสมรสจะกระทำได้โดยการยินยอมอย่างเสร ี และเต็มใจ ของคู่ที่ตั้งใจจะกระทำการสมรส ครอบครัวคือ กลุ่มซึ่งเป็นหน่วยทางธรรมชาติและพื้นฐานทางสังคม และชอบที่จะได้รับความคุ้มครองโดยสังคมและรัฐ </li></ul><ul><li>ข้อ 17 บุคคลมีสิทธิในการเป็นเจ้าของทรัพย์สินโดยลำพังตนเอง และโดยการร่วมกับผู้อื่น การยึดเอาทรัพย์สินของบุคคลใดไปเสียโดยพลการจะกระทำมิได้ </li></ul><ul><li>ข้อ 18 บุคคลมีเสรีภาพทางความคิด มโนธรรม และศาสนา สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะเปลี่ยนศาสนา หรือความเชื่อ และเสรีภาพที่จะแสดงให้ศาสนาหรือความเชื่อประจักษ์ในรูปแบบการสั่งสอน การปฎิบัติกิจ การเคารพสักการะบูชา สวดมนต์ และพิธีกรรม ไม่ว่าจะโดยลำพังตนเอง หรือร่วมกับผู้อื่นในประชาคม ในที่สาธารณะหรือในที่ส่วนตัว </li></ul><ul><li>ข้อ 19 บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในความเห็น และการแสดงออก สิทธินี้รวมถึงเสรีภาพที่จะยึดมั่น ในความคิดเห็นโดยปราศจากการสอดแทรก และที่จะแสวงหารับ ตลอดจนการแจ้งข่าว รวมทั้งความคิดเห็นโดยผ่านสื่อใดๆ โดยมิต้องคำนึงถึงเขตแดน </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  9. 11. <ul><li>ข้อ 20 บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในการชุมนุม และสมาคมโดยสงบ การบังคับให้บุคคลเป็นเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมจะกระทำมิได้ </li></ul><ul><li>ข้อ 21 บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมในรัฐบาลของตนไม่ว่าจะโดยหรือผู้แทนที่ผ่านการเลือกอย่างเสรี บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าถึงการบริการสาธารณะในประเทศของตน เจตจำนงของประชาชน จะเป็นฐานอำนาจของรัฐบาล เจตจำนงนี้จะแสดงออกโดยการเลือกตั้ง เป็นครั้งเป็นคราวอย่างแท้จริง โดยการให้สิทธิออกเสียงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมและโดยการลงคะแนนลับ หรือโดยวิธีการลงคะแนนอย่างเสรี </li></ul><ul><li>ข้อ 22 ในฐานะสมาชิกของสังคม ด้วยความเพียรพยายามของชาติตลอดจนความร่วมมือระหว่างประเทศ และโดยสอดคล้องกับการจัดระเบียบและทรัพยากรของแต่ละรัฐบุคคลมีสิทธิในความมั่นคงทางสังคม และชอบที่จะได้รับผลแห่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต่อศักดิ์ศรีและการพัฒนาบุคลิกภาพ อย่างเสรีของตน </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  10. 12. <ul><li>ข้อ 23 บุคคลมีสิทธิที่จะทำงาน และเลือกงานอย่างเสรี และมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรมและพอใจ ที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน </li></ul><ul><ul><li>บุคคลมีสิทธิที่จะรับค่าตอบแทนเท่ากัน สำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฎิบัติใดๆ </li></ul></ul><ul><ul><li>บุคคลที่ทำงานมีสิทธิในรายได้ซึ่งยุติธรรม และเอื้อประโยชน์เฟื่อเป็นประกันสำหรับตนเอง และครอบครัวให้การดำรงค์มีด่าควรแก่สักดิ์ศรี ของมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ เพิ่มเติม </li></ul></ul><ul><ul><li>บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน เพื่อคุ้มครองผลประดยชน์ของตน </li></ul></ul><ul><li>ข้อ 24 บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดเป็นครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  11. 13. <ul><li>ข้อ 25 บุคคลมีสิทธิในมาตราฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีสำหรับตนเองครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาลและบริการทางสังคมที่จำเป็น และสิทธิในความมั่นคงในกรณีย์ว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพ อื่นใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนควบคุมได้ </li></ul><ul><ul><li>มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูและความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรส ย่อมได้รับการคุ้มครอง ทางสังคมเช่นเดียวกัน </li></ul></ul><ul><li>ข้อ 26 บุคคลมีสิทธิในการศึกษา การศึกษาจะเป็นสิ่งที่ให้ประโยชน์โดยไม่คิดมูลค่า อย่างน้อยที่สุดในขั้นประถมศึกษษ และขั้นพื้นฐาน ชั้นประถมศึกษาให้เป็นการศึกษาภาคบังคับ ขั้นเทคนิคและประกอบอาชีพเป็นการศึกษาที่ต้องจัดให้มีโดยทั่วๆไป ขั้นสูงสุดเป็นขั้นที่จะเปิดให้ทุกคนเท่ากันตามความสามารถ </li></ul><ul><ul><li>การศึกษาจะมุ่งไปทางการพัฒนาบุคลิกภาพของมนุษย์อย่างเต็มที่ เพื่อเสริมพลังการเคารพสิทธิมนุษยชน และเสรีภาพขั้นพื้นฐานให้แข็งแกร่ง และมุ่งเสริมความเข้าใจ ขันติและมิตรภาพระหว่างประชาชาติ กลุ่มเชื้อชาติและศาสนา และจะมุ่งขยายกิจกรรมของสหประชาชาติเพื่อธำรงสันติภาพ </li></ul></ul><ul><ul><li>ผู้ปกครองมีสิทธิก่อนผู้อื่นที่จะเลือกชนิดของการศึกษา สำหรับบุตรหลานของตน </li></ul></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  12. 14. <ul><li>ข้อ 27 บุคคลมีสิทธิที่จะเข้าร่วมการใช้ชีวิตทางวัฒนธรรมในประชาคมออย่างเสรี ที่จะพึงพอใจในศิลปะและมีส่วนในความคืบหน้า และผลประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ บุคคลมีสิทธิในการได้รับการคุ้มครองประโยชน์ทางด้านศีลธรรม และทางวัตถุอันเป็นผลได้จากการประดิษฐ์ทางวิทยาศาสตร์ วรรณกรรม และศิลปธที่ตนเป็นเจ้าของข้อ </li></ul><ul><li>28 บุคคลชอบที่จะได้รับประโยชน์จากระเบียบสังคมและระหว่างประเทศ อันจะอำนวยให้การใช้สิทธิและเสรีภาพบรรดาที่ได้ระบุไว้ใน ปฏิญญานี้ทำได้อย่างเต็มที่ </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  13. 15. <ul><li>ข้อ 29 บุคคลมีหน้าที่ต่อประชาคมอันเป็นที่เดียวซึ่งบุคลิกภาพของตนจะพัฒนาได้อย่างเสรีเต็มความสามารถ </li></ul><ul><ul><li>ในการใช้สิทธิและเสรีภาพบุคคลต้องอยู่ภาพใต้เพียงเช่นที่จำกัดโดยกฎหมายเฉพาะเพื่อความมุ่งประสงค์ ใหเได้มาซึ่งการยอมรับ และเคารพในสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดขอลศีลธรรมความสงบเรียบร้อยของประชาชน และสวัสดิการโดยทั่วๆไป ในสังคมประชาธิปไตย </li></ul></ul><ul><ul><li>สิทธิและเสรีภาพเหล่านี้ มิว่าด้วยกรณีย์ใด จะใช้ขัดกับความมุ่งประสงค์และหลักการ ของสหประชาชาติไม่ได้ </li></ul></ul><ul><li>ข้อ 30 ข้อความต่างๆตามปฏิญญานี้ ไม่เปิดช่องที่จะแปลความได้ว่า ให้สิทธิใดๆแก่รัฐ กลุ่มชนหรือบุคคลใดๆ ที่จะประกอบกิจกรรม หรือกระทำการใดๆ อันมุ่งต่อการทำลายสิทธิและเสรีภาพใดๆ ที่ได้ระบุไว้ในบทบัญญัติฉบับนี้ . </li></ul>เนื้อหาของปฏิญญาสากล
  14. 16. หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ <ul><li>หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ : </li></ul><ul><ul><li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ </li></ul></ul><ul><li>หน้าที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ : </li></ul><ul><ul><li>ทำหน้าที่ตรวจสอบ ( Monitor) การปฏิบัติของรัฐสมาชิกต่างๆ ซึ่งมีพันธะในการส่งเสริมคุ้มครองสิทธิต่างๆ ตามที่ระบุไว้ในกติกา </li></ul></ul><ul><li>องค์ประกอบของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน : </li></ul><ul><ul><li>คณะกรรมการ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ 18 คน ได้รับเลือกจากรัฐสมาชิก ดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยต้องเป็นบุคคลที่มีบุคลิกภาพทางศีลธรรมระดับสูงและมีความสามารถเชียวชาญในเรื่องสิทธิมนุษยชนจนเป็นที่ยอมรับ สำนักงานมีทั้งที่สำนักงานใหญ่แห่งสหประชาชาติในนิวยอร์คและเจนีวา </li></ul></ul>
  15. 17. ความรับผิดชอบของ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ <ul><li>มีดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ตรวจสอบ พิจารณา รายงานซึ่งเสนอโดยรัฐสมาชิก </li></ul><ul><li>2. จัดทำข้อสังเกตต่อรายงานดังกล่าว </li></ul><ul><li>3. ตรวจสอบหนังสือร้องเรียนจากเอกชน ซึ่งอ้างว่าเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิใดๆ ที่กำหนดไว้ตามกติกาดังกล่าวโดยรัฐภาคี </li></ul><ul><li>คณะกรรมการสิทธิฯ มิได้ทำหน้าที่ในลักษณะศาลสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ “ความเห็นสุดท้าย” ( Final View) ของคณะกรรมการสิทธิฯ ไม่มีผลผูกมัดทางกฎหมายโดยตรงต่อรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่มีคุณค่าในแง่การโน้มน้าวให้มีการแก้ไขปรับปรุงมากกว่า คณะกรรมการสิทธิฯ จึงมักประกาศว่า รัฐที่มีพฤติกรรมเสื่อมเสียจำเป็นต้องเยียวยาความเสียหายอย่างมีผลจริงจัง ซึ่งรวมทั้งมีการจ่ายค่าทดแทนแก่ผู้ตกเป็นเหยื่อ เพื่อให้เป็นไปตามพันธะที่กำหนดไว้ในกติกาฯ </li></ul>
  16. 18. สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย
  17. 19. กรณีการละเมิด สิทธิมนุษยชนใน ประเทศไทย
  18. 20. <ul><li>การข่มขู่นางอังคณา นีละไพจิตร ในกรณีร้องเรียนขอความเป็นธรรมในคดีสามี คือ นายสมชาย นีละไพจิตร ถูกอุ้มฆ่า แม้สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะส่งเจ้าหน้าที่ไปคุ้มครองให้ แต่นางอังคณาปฏิเสธที่จะรับการคุ้มครองเป็นกรณีพิเศษ เพราะไม่ไว้วางใจเจ้าหน้าที่ และหน่วยงาน UN และ NGOs เห็นว่าไทยยังไม่ได้ดำเนินการเพียงพอที่จะประกันความปลอดภัยให้ได้ </li></ul>ตัวอย่างที่ ๑
  19. 21. <ul><li>กรณีการอุ้มสังหารนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความผู้ต้องหาคดีก่อความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นมีรายงานเกี่ยวกับความล่าช้าในการสอบสวน การเตะถ่วงการสอบสวนดำเนินคดี การปิดบัง ซ่อนเร้นหลักฐาน เนื่องจากผู้กระทำความผิดเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และคาดว่าผู้บงการอาจเป็นผู้มีอิทธิพลทั้งในวงการเมืองและวงการราชการ การไม่ลงโทษผู้กระทำผิดในฐานที่ควรจะเป็น </li></ul>ตัวอย่างที่ ๒
  20. 22. <ul><li>กรณีสังหารนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น </li></ul><ul><ul><li>สมพร ชนะพล ( สุราษฎรธานี ) </li></ul></ul><ul><ul><li>บุญสม นิ้มน้อย ( เพชรบุรี ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ปรีชา ทองแป้น ( นครศรีธรรมราช ) </li></ul></ul><ul><ul><li>สำเนา ศรีสงคราม ( ขอนแก่น ) </li></ul></ul><ul><ul><li>สุพล ศิริจันทร์ ( ลำปาง ) </li></ul></ul><ul><ul><li>พักตร์วิภา เฉลิมกลิ่น ( อ่างทอง ) </li></ul></ul><ul><ul><li>พระสุพจน์ สุวัจจโณ ( เชียงใหม่ </li></ul></ul><ul><ul><li>เจ้าพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบคดี ไม่ดำเนินคดีอย่างที่ควรจะเป็น ปล่อยระยะเวลามายาวนานจนกระทั่ง พยานหลักฐานสาบสูญ ยังไม่สามารถระบุตัวผู้กระทำผิดได้ </li></ul></ul>ตัวอย่างที่ ๒ <ul><ul><li>จุรินทร์ ราชพล ( ภูเก็ต ) </li></ul></ul><ul><ul><li>นรินทร์ โพธิ์แดง ( ระยอง ) </li></ul></ul><ul><ul><li>พิทักษ์ โตนวุธ ( พิษณุโลก ) </li></ul></ul><ul><ul><li>ฉวีวรรณ ปึกสูงเนิน ( นครราชสีมา ) </li></ul></ul><ul><ul><li>แก้ว ปินนา ( เชียงใหม่ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>สุวัฒน์ วงศ์ปิยสถิตย์ ( สมุทรปราการ ) </li></ul></ul>
  21. 23. <ul><li>ข้อร้องเรียนนายเจริญ วัดอักษร ซึ่งถูกสังหารกรณีต่อต้านโรงไฟฟ้าบ้านหินกรูด บ่อนอก ยังไม่มีความคืบหน้า คณะผู้แทนไทยได้ชี้แจง UN และ NGOs ในโอกาสต่างๆ แต่ไม่เป็นที่พอใจของผู้สนใจติดตาม ซึ่งต้องการทราบความก้าวหน้าของคดี เป็นคดีมีเงื่อนงำ และอิทธิพลของนักการเมือง </li></ul>ตัวอย่างที่ ๓
  22. 24. <ul><li>การไม่ลงโทษผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์รุนแรง ที่ กรือเซะ ตากใบ ตันหยงลิมอ และสะบ้าย้อย ยูเอ็นสนใจเรื่องนี้แม้จะได้ชี้แจงข้อมูลแล้ว แต่ไม่เป็นที่พอใจของผู้สนใจติดตาม ซึ่งต้องการทราบความก้าวหน้าของคดี </li></ul><ul><li>นโยบายความรุนแรงและละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้ส่งผลให้ภาคใต้กลายเป็นดินแดนมิกสัญญี จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า ตั้งแต่วันที่ 4 มกราคม 2547- 30 สิงหาคม 2549 ในห้วง 32 เดือนมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นกับ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้รวมทั้งสิ้น 5,460 ครั้ง เป็นระเบิด 967 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 1,731 คน บาดเจ็บพิการ 2,513 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวมุสลิมถึง 718 คน ชาวพุทธ 1,474 คน </li></ul>ตัวอย่างที่ ๔
  23. 25. <ul><li>การจับกุมโดยพลการ ซึ่งรวมถึงการจับกุม และคุมขังผู้ต้องสงสัยไว้ได้นาน 30 วัน โดยไม่มีหลักประกันให้ผู้ต้องสงสัยสามารถติดต่อทนายความได้ทันทีที่ถูกจับ ซึ่งอาจทำให้ผู้ต้องสงสัยถูกจับในสถานที่ลับ หรือสถานการณ์ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีการติดตามตรวจสอบ และไม่สามารถพบทนายความหรือครอบครัวได้ </li></ul>ตัวอย่างที่ ๕
  24. 26. <ul><li>การสอบสวนกรณีศพนิรนาม ในสุสานของศาสนาอิสลามจำนวน 389 ศพ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และการจัดทำบัญชีดำผู้ต้องสงสัยในการก่อความไม่สงบในภาคใต้ </li></ul>ตัวอย่างที่ ๖
  25. 27. <ul><li>คดีฆาตรกรรมที่เกิดขึ้นในช่วงประกาศสงครามกับยาเสพติดระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2546 องค์การสิทธิมนุษยชน และสหรัฐอเมริกา ต่างฉีกหน้ากากประเทศไทยในสมัย พ . ต . ท . ทักษิณ ชินวัตร ว่าเป็น “รัฐแห่งการฆ่า” </li></ul><ul><li>ในเดือนมีนาคม 2549 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา U.S. Department of State) ได้เสนอรายงานการปฏิบัติการด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศต่างๆ ประจำปี 2548 ระบุตัวเลขที่ไม่เคยปรากฎผ่านสื่อไทยมาก่อนว่า ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2547 มีผู้เสียชีวิตระหว่างถูกคุมขังอยู่ ใน เรือนจำ หรือระหว่างถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวทั้งสิ้น 1 , 632 ราย และว่าเพียง 3 เดือนแรกของการทำ “สงครามกับยาเสพติด” มีการฆ่าตัดตอนไปประมาณ 1 , 300 ราย </li></ul>ตัวอย่างที่ ๗
  26. 28. สิทธิมนุษยชนในสังคมไทย บรรยายครั้งที่ ๒ วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๕๐ บรรยายโดย ... ดร . ธนวิน ทองแพง
  27. 29. พันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของไทยตามสนธิสัญญาหลักสากล <ul><li>ในปัจจุบันประเทศไทยเป็นภาคีสนธิสัญญา ด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งสหประชาชาติถือเป็น สนธิสัญญาหลัก จำนวน 5 ฉบับได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>1. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก </li></ul></ul><ul><ul><li>2. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ </li></ul></ul><ul><ul><li>3. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง </li></ul></ul><ul><ul><li>4. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม </li></ul></ul><ul><ul><li>5. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ </li></ul></ul>
  28. 30. อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ๑ <ul><li>สาระสำคัญ : </li></ul><ul><li>อนุสัญญาว่าด้วยเด็กประกอบด้วยบทบัญญัติ 54 ข้อ ได้แก่ เรื่องเกี่ยวข้องกับสิทธิของเด็กโดยตรง ซึ่งเน้นหลักพื้นฐาน 4 ประการ และแนวทางในการตีความอนุสัญญาทั้งฉบับ ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>1) การห้ามเลือกปฏิบัติต่อเด็ก และการให้ความสำคัญแก่เด็กทุกคนเท่าเทียมกันโดย </li></ul></ul><ul><ul><li>- ไม่คำนึงถึงความแตกต่างของเด็ก ในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง ชาติพันธุ์ หรือสังคม ทรัพย์สิน ความทุพพลภาพ การเกิด หรือสถานะอื่นๆ ของเด็ก หรือบิดามารดา หรือผู้ปกครองทางกฎหมาย ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กมีโอกาสที่เท่าเทียมกัน </li></ul></ul>
  29. 31. <ul><ul><li>2) การกระทำหรือการดำเนินการทั้งหลายต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นอันดับแรก </li></ul></ul><ul><ul><li>3) สิทธิในการมีชีวิต การอยู่รอด และการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม </li></ul></ul><ul><ul><li>4) สิทธิในการแสดงความคิดเห็นของเด็ก และการให้ความสำคัญกับความคิด เหล่านั้น </li></ul></ul><ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้ : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2532 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2533 </li></ul>อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ๒
  30. 32. <ul><li>ถ้อยแถลงตีความ / ข้อสงวน : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2535 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2535 โดยได้ตั้งข้อสงวนเมื่อเข้าเป็นภาคีไว้ 3 ข้อ ได้แก่ </li></ul><ul><li>- ข้อ 7 เรื่องการจดทะเบียนเกิด และการให้สัญชาติเด็กผู้ลี้ภัย หรือผู้อพยพที่เกิดในประเทศไทย </li></ul><ul><li>- ข้อ 22 เรื่องสถานะของเด็กผู้ลี้ภัย </li></ul><ul><li>- ข้อ 29 ( ค ) เรื่องสิทธิการศึกษาของชนกลุ่มต่างๆ ที่จะสามารถดำรงรักษาเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ภาษา และค่านิยมของเด็กตนเองได้ </li></ul><ul><li>การถอนข้อสงวน : </li></ul><ul><li>- ประเทศไทยได้ถอนข้อสงวนข้อที่ 29 เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2540 </li></ul>อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ๓
  31. 33. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๑ <ul><li>สาระสำคัญ : </li></ul><ul><li>วัตถุประสงค์หลักของอนุสัญญาฉบับนี้ คือการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ รวมทั้งการประกันว่าสตรีและบุรุษมีสิทธิที่จะได้รับการปฏิบัติและดูแลจากรัฐอย่างเสมอภาคกัน ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>1) กล่าวถึงคำจำกัดความของคำว่าการเลือกปฏิบัติต่อสตรี (discrimination against women) พันธกรณีของรัฐภาคี มาตรการที่รัฐภาคีต้องดำเนินการเพื่อสนับสนุนความก้าวหน้าของสตรี มาตรการเร่งด่วนชั่วคราวเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีอย่างแท้จริง ซึ่งจะไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความแตกต่างทางเพศ การปรับรูปแบบทางสังคมและวัฒนธรรมเพื่อให้เอื้อต่อการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรี และการปราบปรามการลักลอบค้า และแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากสตรี </li></ul></ul>
  32. 34. <ul><ul><li>2) กล่าวถึงความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีในด้านการเมืองและการดำรงชีวิต (public life) ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ เช่น สิทธิในการเลือกตั้ง การสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งที่สำคัญ ความเท่าเทียมกันในกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และการศึกษา </li></ul></ul><ul><ul><li>3) กล่าวถึงการที่สตรีจะได้รับการดูแลทางเศรษฐกิจ โดยได้รับความเท่าเทียมกันในด้านสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานและสิทธิด้านแรงงาน รวมถึงการป้องกันความรุนแรงต่อสตรีในสถานที่ทำงาน ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และหลังคลอดบุตร การที่รัฐภาคีจะประกันความเป็นอิสระของสตรีด้านการเงินและความมั่นคงด้านสังคม และการให้ความสำคัญแก่สตรีในชนบท ทั้งในด้านแรงงานและความเป็นอยู่ </li></ul></ul>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๒
  33. 35. <ul><li>4) กล่าวถึงความเท่าเทียมกันของบุรุษ และสตรีในด้านกฎหมาย โดยเฉพาะในด้านกฎหมายแพ่ง และกฎหมายครอบครัว ซึ่งเป็นการประกันความเท่าเทียมกันในชีวิตส่วนบุคคล </li></ul><ul><li>5) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ พันธกรณีในการจัดทำรายงานของรัฐภาคี การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ และการมีส่วนร่วมของทบวงชำนัญพิเศษที่เกี่ยวข้อง </li></ul><ul><li>6) กล่าวถึงการมิให้ตีความข้อบทของอนุสัญญาที่จะขัดต่อกฎหมายภายในที่ดำเนินการมากกว่าที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศที่มีอยู่ การนำพันธกรณีไปปฏิบัติในระดับประเทศ การเปิดให้ลงนามและกระบวนการเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา การแก้ไขอนุสัญญา เงื่อนไขการมีผลบังคับใช้ของอนุสัญญา การตั้งข้อสงวน การขัดแย้งในการตีความระหว่างรัฐภาคี </li></ul>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๓
  34. 36. <ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้ : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2522 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2524 สำหรับพิธีสารเลือกรับ สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2542 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2543 </li></ul><ul><li>ถ้อยแถลงตีความ / ข้อสงวน : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับนี้โดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2528 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2528 โดยได้ตั้งข้อสงวนเมื่อเข้าเป็นภาคีไว้จำนวน 7 ข้อ ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>ข้อ 7 เรื่องความเสมอภาคทางการเมือง และการรับตำแหน่งราชการ </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 9 การถือสัญชาติของบุตร </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 10 ความเสมอภาคทางการศึกษา </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 11 สิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างงานชนิดเดียวกัน </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 15 การทำนิติกรรม </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 16 ความเสมอภาคในครอบครัว </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 29 การตีความ และการระงับข้อพิพาท </li></ul></ul>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๔
  35. 37. <ul><li>การถอนข้อสงวน : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยได้ถอนข้อสงวนตามลำดับ ดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>ข้อ 11 วรรคหนึ่ง ( ข ) เกี่ยวกับสิทธิและโอกาสที่จะได้รับการจ้างชนิดเดียวกัน เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533 </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 15 วรรคสาม เกี่ยวกับการทำสัญญา เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2533 </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 9 วรรคสอง เกี่ยวกับการถือสัญชาติของบุตร เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2535 โดยได้แก้ไขพระราชบัญญัติสัญชาติ พ . ศ . 2508 ยกเลิกประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 337 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2515 และออกเป็นพระราชบัญญัติสัญชาติ ( ฉบับที่ 2) พ . ศ . 2535 เพื่อให้บุตรของหญิงไทยสามารถมีสัญชาติไทยได้โดยหลักสายโลหิต ตามหลักเท่าเทียมกันระหว่างหญิงชาย </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 7 เกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมืองและการรับตำแหน่งราชการ เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 ซึ่งหลังจากที่มีการยกเลิกข้อสงวนดังกล่าวได้มีการแต่งตั้งนายพลหญิงขึ้นในปี พ . ศ . 2539 </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 10 เกี่ยวกับความเสมอภาคทางการศึกษา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2538 </li></ul></ul>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ๕
  36. 38. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๑ <ul><li>สาระสำคัญ : </li></ul><ul><li>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง ประกอบด้วยวรรคอารัมภบท และบทบัญญัติ 53 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็น 6 ส่วน คือ วรรคอารัมภบท กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐด้าน สิทธิมนุษยชนตามกฎบัตร สหประชาชาติ รวมทั้งหน้าที่ของบุคคลที่จะส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และได้รับสิทธิทั้งด้านพลเมือง การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอย่าง เท่าเทียมกัน </li></ul><ul><ul><li>1) กล่าวถึงสิทธิในการกำหนดเจตจำนงตนเอง (right of self-determination) </li></ul></ul>
  37. 39. <ul><li>2) กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่รับรองจะเคารพ และประกันสิทธิของบุคคล </li></ul><ul><ul><li>รวมถึงการห้ามการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลทาง เชื้อชาติ สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมือง สัญชาติ สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ถิ่นกำเนิด หรือสภาพอื่นใด </li></ul></ul><ul><ul><li>โดยจะดำเนินการให้เกิดผลในทางปฏิบัติภายในประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>ประกันว่าบุคคลที่ถูกละเมิดจะได้รับการเยียวยา ไม่ว่าบุรุษหรือสตรีจะได้รับสิทธิพลเมืองและการเมืองอย่างเท่าเทียมกัน </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การลิดรอนสิทธิในสถานการณ์ฉุกเฉิน และการห้ามการตีความกติกาในอันที่จะไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพอื่นๆ </li></ul></ul></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๒
  38. 40. <ul><li>3) กล่าวถึงสาระของสิทธิในส่วนที่เป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>สิทธิในการมีชีวิตอยู่ </li></ul></ul><ul><ul><li>เสรีภาพจากการถูกทรมาน </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามบุคคลมิให้ตกอยู่ในภาวะเยี่ยงทาส </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามบุคคลมิให้ถูกจับกุมโดยตามอำเภอใจ </li></ul></ul><ul><ul><li>การปฏิบัติต่อผู้ถูกลิดรอนเสรีภาพอย่างมีมนุษยธรรม </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามบุคคลถูกจำคุกด้วยเหตุที่ไม่สามารถชำระหนี้ตามสัญญาได้ </li></ul></ul><ul><ul><li>เสรีภาพในการโยกย้ายถิ่นฐาน </li></ul></ul><ul><ul><li>ความเสมอภาคของบุคคลภายใต้กฎหมาย </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามมิให้มีการบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง </li></ul></ul><ul><ul><li>สิทธิการได้รับรองเป็นบุคคลตามกฎหมาย </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามแทรกแซงความเป็นส่วนตัว </li></ul></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๓
  39. 41. <ul><ul><li>การคุ้มครองเสรีภาพทางความคิด </li></ul></ul><ul><ul><li>เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและการแสดงออก </li></ul></ul><ul><ul><li>การห้ามการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อการสงครามหรือก่อให้เกิดความเกลียดชังทางเชื้อชาติ </li></ul></ul><ul><ul><li>สิทธิที่จะชุมนุมอย่างสันติ </li></ul></ul><ul><ul><li>การรวมกันเป็นสมาคม </li></ul></ul><ul><ul><li>สิทธิของชายหญิงที่อยู่ในวัยที่เหมาะสมในการมีครอบครัว </li></ul></ul><ul><ul><li>การคุ้มครองสิทธิเด็ก </li></ul></ul><ul><ul><li>การที่พลเมืองทุกคนมีสิทธิที่จะมีส่วนในกิจการสาธารณะ </li></ul></ul><ul><ul><li>การรับรองว่าบุคคลทั้งปวงย่อมเสมอภาคกันตามกฎหมายและได้รับการคุ้มครองอย่างเท่าเทียมกัน </li></ul></ul><ul><ul><li>การรับรองสิทธิของชนกลุ่มน้อยทางเผ่าพันธุ์ ศาสนา และภาษาภายในรัฐ </li></ul></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๔
  40. 42. <ul><li>4) กล่าวถึงการจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ในกติกา รวมถึงพันธกรณีในการเสนอรายงานของรัฐภาคี การยอมรับอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และขั้นตอนการพิจารณาข้อร้องเรียน </li></ul><ul><li>5) ห้ามการตีความไปในทางขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศอื่นๆ รวมทั้งการมิให้ ตีความในการที่จะลิดรอนสิทธิที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๕
  41. 43. <ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้ : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2509 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2519 </li></ul><ul><li>ถ้อยแถลงตีความ / ข้อสงวน : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทาง การเมืองโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2539 โดยมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2540 โดยมีการทำถ้อยแถลงตีความไว้ 4 ประเด็น ดังนี้ </li></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๖
  42. 44. <ul><li>ข้อที่ 2 วรรค 1 เรื่องสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right to self-determination) ได้ตีความตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเวียนนา กล่าวคือมิให้ตีความว่า “อนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยกหรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดนหรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือแต่เพียงบางส่วน” </li></ul><ul><li>ข้อ 6 วรรค 5 การห้ามประหารชีวิตผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ประเทศไทยแถลงตีความว่าประมวลกฎหมายอาญาของไทย กำหนดว่าเด็กอายุ 14 ปี ไม่ต้องรับโทษ เด็กอายุ 14-17 ปี ศาลสามารถลดโทษลงกึ่งหนึ่ง ส่วนผู้มีอายุเกิน 17 ปี แต่ไม่เกิน 20 ปี ศาลสามารถใช้ดุลยพินิจลดโทษหรือไม่ก็ได้ รวมถึงโทษประหารชีวิต </li></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๗
  43. 45. <ul><li>ข้อ 9 วรรค 3 การนำตัวผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาคดีภาย “โดยพลัน” ซึ่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย ได้ให้อำนาจพนักงาสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาก่อนนำตัวไปศาลได้ 48 ชั่วโมง นับแต่เวลาที่ผู้ถูกจับเดินทางมาถึงที่ทำการของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ และสามารถขยายเวลาการควบคุมตัวไว้ได้ไม่เกิน 7 วัน จากนั้นต้องนำตัวมาขออนุญาตจากศาลเพื่อฝากขังต่อไป แต่ในรัฐธรรมนูญ พ . ศ . 2540 มาตรา 237 ได้กำหนดให้เจ้าพนักงานสอบสวนควบคุมตัวผู้ต้องหาได้เพียง 48 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าได้คุ้มครองกรณีนี้แล้ว </li></ul><ul><li>ข้อ 20 วรรค 1 เรื่องการห้ามการโฆษณาชวนเชื่อเพื่อทำสงคราม รัฐบาลไทยได้ตีความหมายถึง “สงครามตามที่ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ” ดังนั้น จึงไม่รวมถึงสงครามเพื่อป้องกันตนเองในกรณีที่ไทยจำเป็นต้องประชาสัมพันธ์และชักชวนให้ประชาชนรักชาติในกรณีที่ต้องทำสงครามเพื่อ ป้องกันการรุกรานจากประเทศอื่น </li></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ๘
  44. 46. กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ๑ <ul><li>สาระสำคัญ : </li></ul><ul><li>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมประกอบด้วย วรรคอารัมภบท และบทบัญญัติ 31 ข้อ แบ่งเป็น 5 ส่วน ดังนี้ </li></ul><ul><li>วรรคอารัมภบท มีสาระคล้ายคลึงกับกติการะหว่าประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง </li></ul><ul><ul><li>1) กล่าวถึงสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right of self-determination) </li></ul></ul><ul><ul><li>2) กล่าวถึงพันธกรณีของรัฐภาคีที่จะดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างเหมาะสมตามลำดับขั้น นับตั้งแต่การเคารพ คุ้มครอง ส่งเสริม และทำให้เป็นจริง อย่างเต็มที่ตามที่ทรัพยากรมีอยู่เพื่อให้มีความคืบหน้า โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ ความเท่าเทียมกันระหว่างบุรุษและสตรีในการได้รับสิทธิ การจำกัดสิทธิตามกติกา รวมทั้งการห้ามตีความใดๆ ในกติกาที่จะทำลายสิทธิหรือเสรีภาพตามที่รับรองไว้ในกติกานี้ </li></ul></ul>
  45. 47. <ul><li>3) กล่าวถึงสาระของสิทธิ ได้แก่ สิทธิในการทำงานและมีเงื่อนไขการทำงานที่เหมาะสมเป็นธรรม สิทธิที่จะก่อตั้งสหภาพแรงงาน และสิทธิที่จะหยุดงาน สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการและการประกันด้านสังคม การคุ้มครองและช่วยเหลือครอบครัว สิทธิที่จะมีมาตรฐานชีวิตที่ดีพอเพียง สิทธิที่จะมีสุขภาวะด้านกายและใจที่ดีที่สุดที่เป็นไปได้ สิทธิในการศึกษา สิทธิในวัฒนธรรมและประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ </li></ul><ul><li>4) กล่าวถึงพันธกรณีในการจัดทำรายงานของรัฐภาคี บทบาทของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมในการตรวจสอบการปฏิบัติตามพันธกรณีร่วมกับกลไกอื่นๆ ของสหประชาชาติ รวมทั้งการให้ข้อคิดเห็นต่างๆ เกี่ยวกับการปฏิบัติตามพันธกรณีของกติกา การดำเนินการของรัฐภาคีที่จะร่วมมือในระดับระหว่างประเทศในการส่งเสริมสิทธิตามกติกา การห้ามการตีความ บทบัญญัติเพื่อจำกัดหน้าที่ของกลไกสหประชาชาติที่กำหนดไว้ตามกฎบัตรและธรรมนูญขององค์กร รวมทั้งการไม่ตีความในทางที่จะจำกัดสิทธิในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ </li></ul><ul><li>5) กล่าวถึงการเข้าเป็นภาคี และการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของกติกา </li></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ๒
  46. 48. <ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้ : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2509 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2519 </li></ul><ul><li>ถ้อยแถลงตีความ / ข้อสงวน : </li></ul><ul><ul><li>ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมโดยการภาคยานุวัติ เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2542 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2542 </li></ul></ul><ul><ul><li>โดยได้ทำถ้อยแถลงตีความของข้อที่ 1 วรรค 1 เกี่ยวกับสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของตนเอง (right to self-determination) เช่นเดียวกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วย สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง โดยให้หมายความตามปฏิญญาและแผนปฏิบัติการเวียนนา ซึ่งเป็นผลของการประชุมระดับโลกว่าด้วยสิทธิมนุษยชนเมื่อปี พ . ศ . 2536 ว่า สิทธิดังกล่าวมิให้ตีความอนุญาตหรือสนับสนุนการกระทำใดๆ ที่จะเป็นการแบ่งแยก หรือทำลายบูรณภาพแห่งดินแดน หรือเอกภาพทางการเมืองของรัฐเอกราชอธิปไตย ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงแต่บางส่วน </li></ul></ul>กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ๓
  47. 49. อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ๑ <ul><li>สาระสำคัญ : </li></ul><ul><li>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบประกอบด้วยวรรคอารัมภบท และบทบัญญัติ 25 ข้อ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ดังนี้ </li></ul><ul><ul><li>1) กล่าวถึงคำจำกัดความ “การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ” ว่าหมายถึง </li></ul></ul><ul><ul><li>การจำแนก การกีดกัน การจำกัด หรือการเอื้ออำนวยพิเศษ </li></ul></ul><ul><ul><li>เพราะเชื้อชาติ สีผิว เชื้อสาย หรือชาติกำเนิด หรือเผ่าพันธุ์ </li></ul></ul><ul><ul><li>โดยไม่รวมถึงการปฏิบัติที่แตกต่างระหว่างบุคคลที่เป็นพลเมืองและไม่ใช่พลเมือง </li></ul></ul><ul><ul><li>นโยบายของรัฐภาคีและการดำเนินมาตรการเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>เช่น การห้ามการโฆษณาชวนเชื่อ </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การประกันสิทธิประกันสิทธิอันเท่าเทียมกันของบุคคลภายใต้กฎหมาย ทั้งในด้านสิทธิพลเมือง สิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การเยียวยาเมื่อถูกละเมิด </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การให้ความสำคัญด้านมาตรการในการศึกษา วัฒนธรรรม และข้อมูลเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ </li></ul></ul></ul><ul><ul><li>2) กล่าวถึงคณะกรรมการการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ และการจัดทำ รายงานของรัฐภาคี การปฏิบัติงานและการรับเรื่องร้องเรียนของคณะกรรมการ </li></ul></ul><ul><ul><li>3) กล่าวถึงกระบวนการเข้าเป็นภาคี และการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติของอนุสัญญา </li></ul></ul>
  48. 50. <ul><li>วันที่มีผลบังคับใช้ : </li></ul><ul><li>สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2508 และมีผลใช้บังคับใช้ในวันที่ 4 มกราคม 2532 </li></ul><ul><li>ถ้อยแถลงตีความ / ข้อสงวน : </li></ul><ul><li>ประเทศไทยได้ภาคีอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ โดยการภาคยานุวัติเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2546 และมีผลใช้บังคับกับประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2546 โดยในการเข้าเป็นภาคี ได้ทำถ้อยแถลงตีความทั่วไปว่า รัฐบาลไทยจะไม่ตีความหรือใช้บทบัญญัติใดๆ ที่ปรากฏในอนุสัญญาเป็นพันธกรณีที่เกินกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายภายในได้บัญญัติไว้ และการตีความหรือใช้บทบัญญัติดังกล่าวจะจำกัดหรือเป็นไปตามตราสารด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอื่นที่ไทยเป็นภาคี นอกจากนี้ ยังได้ตั้งข้อสงวนเป็นการเฉพาะไว้อีก 2 ข้อ ได้แก่ </li></ul><ul><ul><li>ข้อ 4 ซึ่งรัฐบาลไทยตีความว่า ข้อบทดังกล่าวที่ให้รัฐภาคีดำเนินมาตรการเชิงบวกในการขจัดการกระตุ้นหรือการเลือกปฏิบัติตามที่ระบุในข้อ 4 ( ก ) ( ข ) ( ค ) ก็ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องออกเป็นกฎหมายเท่านั้น </li></ul></ul><ul><ul><li>ข้อ 22 ว่าด้วยกรณีเกิดข้อพิพาทระหว่างรัฐภาคีโดยไม่สามารถเจรจาตกลงด้วยวิธีการอื่นใด และรัฐคู่กรณีเสนอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิจารณ </li></ul></ul>อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ ๒
  49. 51. หน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย <ul><li>ที่มาของคณะกรรมการสิทธิฯ : </li></ul><ul><ul><li>คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เกิดจาก รธน . แห่งราชอาณาจักรไทย พ . ศ .2540 บัญญัติไว้ในหมวด 6 รัฐสภา ส่วนที่ 8 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ( มาตรา 199-200) มีกฎหมายลูก “ตรารองรับ” คือ พ . ร . บ . คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน พ . ศ .2542 ซึ่งเป็นที่มาของกระบวนการสรรหาและจัดตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติชุดแรกในปี 2544 </li></ul></ul><ul><li>องค์ประกอบคณะกรรมการสิทธิฯ : </li></ul><ul><ul><li>ประธานกรรมการ 1 คน </li></ul></ul><ul><ul><li>กรรมการอื่นๆ อีก 10 คน </li></ul></ul><ul><ul><li>ซึ่งวุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกจากผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นที่ประจักษ์ มีวาระการดำรงตำแหน่ง 6 ปี และดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว คำนึงถึงเรื่องหญิง - ชาย </li></ul></ul><ul><li>สถานภาพของคณะกรรมการสิทธิฯ : </li></ul><ul><ul><li>สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เป็นส่วนราชการสังกัดรัฐสภา อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของประธานคณะกรรมการฯ และเสนองบประมาณรายจ่ายผ่านประธานรัฐสภาเพื่อให้ ครม . จัดสรรงบประมาณให้พอเพียงกับการบริหารงานโดยอิสระ </li></ul></ul>
  50. 52. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๑ <ul><li>1. ตรวจสอบและรายงานการกระทำหรือละเลยการกระทำ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรืออันไม่เป็นไปตามพันธะกรณีระหว่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยเป็นภาคี และเสนอมาตรการที่เหมาะสมต่อบุคคลหรือหน่วยงานที่กระทำหรือละเลยการกระทำดังกล่าว เพื่อดำเนินการ ในกรณีที่ปรากฏว่าไม่มีการดำเนินการตามที่เสนอ ให้รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป </li></ul><ul><li>2. เสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย กฎหรือข้อบังคับต่อรัฐสภาหรือ ครม . เพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน </li></ul><ul><li>3. ส่งเสริมการศึกษา วิจัย และเผยแพร่ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชน </li></ul><ul><li>4. ส่งเสริมความร่วมมือ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานราชการ องค์การเอกชน และองค์การอื่นในด้านสิทธิมนุษยชน </li></ul>
  51. 53. <ul><li>5. จัดทำรายงานประจำปีเพื่อประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ </li></ul><ul><li>6. อำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ โดย พ . ร . บ . คณะกรรมการสิทธิฯ 2542 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ไว้เพิ่มเติมดังนี้ </li></ul><ul><li>1) ส่งเสริมการเคารพและการปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ </li></ul><ul><li>2) ประเมินผลและจัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีเสนอต่อรัฐสภา </li></ul><ul><li>3) เสนอความคิดเห็นต่อ ครม . และรัฐสภา ในกรณีประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีสนธิสัญญาเกี่ยวกับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน </li></ul><ul><li>4) แต่งตั้งอนุกรรมการเพื่อปฏิบัติงาน ตามที่คณะกรรมการมอบหมาย </li></ul><ul><li>5) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กำหนดไว้ พ . ร . บ . นี้ หรือกฎหมายอื่น ซึ่งกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิฯ </li></ul>อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ๒
  52. 54. สถิติการร้องเรียน เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในประเทศไทย
  53. 55. สถิติการรับเรื่องร้องเรียนประจำปีงบประมาณ 2548 (1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548) รวม 759 เรื่อง
  54. 56. แผนภูมิแสดงสถิติประเภทของสิทธิเสรีภาพที่ถูกละเมิด ระหว่าง 1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548 รวม 759 เรื่อง
  55. 57. แผนภูมิแสดงสถิติของประเภทผู้กระทำละเมิด ระหว่างเดือน 1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548 รวม 759 เรื่อง
  56. 58. แผนภูมิแสดงสถิติพื้นที่เกิดเหตุละเมิด ระหว่างเดือน 1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548 รวม 759 เรื่อง
  57. 59. แผนภูมิแสดงสถิติลักษณะการร้องเรียน ระหว่างเดือน 1 ตุลาคม 2547 – 30 กันยายน 2548 รวม 759 เรื่อง
  58. 60. 10 เด่น 10 ด้อย สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย
  59. 61. <ul><li>“ คณะกรรมการจัดงานสัปดาห์สิทธิมนุษยชนภาคประชาชน” ร่วมกับ “ฮิวแมน ไรท์ วอชท์ ( Human Right Watch) ” และ “องค์กรนิรโทษกรรมสากล ประเทศไทย” สรุปสถานการณ์ “สิทธิมนุษยชน” 10 เด่น 10 ด้อยพบว่าสิทธิมนุษยชนไทยส่อเข้าขั้นวิกฤติมากขึ้นในปี 2548 </li></ul>
  60. 62. 10 สถานการณ์ด้อยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ๑ <ul><li>1. การออกพระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ . ศ .2548 ซึ่งเป็นการขัดต่อสิทธิมนุษยชน เป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ภาคใต้ให้เลวร้ายมากขึ้น ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิในชีวิตและร่างกายอย่างรุนแรง เกิดการฆ่ารายวัน ชัดเจนว่าหลังประกาศใช้จนถึงปัจจุบันปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ดีขึ้น </li></ul><ul><li>2. การอพยพลี้ภัยของคนไทยเข้าไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย ซึ่งเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่รัฐไม่สามารถให้ความคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนได้ </li></ul><ul><li>3. สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนถูกละเมิดอย่างกว้างขวาง หลากหลายรูปแบบ ส่งผลต่อสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน โดยเฉพาะกรณีการยกเลิกรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของนายสนธิ ลิ้มทองกุล และการปิดกั้นการถ่ายทอดทางเคเบิลทีวี รวมทั้งการสั่งตรวจสอบวิทยุชุมชนที่เสนอความเห็นที่แตกต่างกับรัฐบาล อีกทั้งพยายามใช้สื่อของรัฐลดทอนความน่าเชื่อถือของสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังพยายามเข้าแทรกแซงสื่อโดยการซื้อหุ้นของหนังสือพิมพ์มติชนและบางกอกโพสต์ </li></ul>
  61. 63. <ul><li>6. สิทธินักต่อสู้เพื่อชุมชนยังคงถูกคุกคามโดยไม่ได้รับการคุ้มครองจากรัฐ เช่น กรณีนายวิวัฒน์ ตามี่ ซึ่งทำงานให้ความรู้กับกลุ่มชาติพันธุ์และสิทธิพลเมืองในพื้นที่ภาคเหลือ ถูกกลุ่มผู้มีอิทธิพลและเจ้าหน้าที่คุกคาม </li></ul><ul><li>4. รัฐไม่มีความคืบหน้าในการสอบสวนคดีนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะกรณีการสังหารพระสุพจน์ สุวโจ เจ้าอาวาสสถานปฏิบัติธรรม วัดสวนเมตตาธรรม อ . ฝาง จ . เชียงใหม่ และคดีการอุ้มนายสมชาย นีละไพจิตร ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ที่แม้กรมสอบสวนคดีพิเศษจะเข้ามารับผิดชอบแล้ว แต่ก็ยังไม่มีความคืบหน้าการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดและไม่สามารถให้คำตอบข้อเท็จจริงแก่สังคม </li></ul><ul><li>5. รัฐยังพยายามออกกฎหมายป่าชุมชน ที่ขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และไม่ตรงกับความต้องการของประชาชนที่เป็นผู้ยกร่าง </li></ul>10 สถานการณ์ด้อยของสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ๒
  62. 64. <ul><li>7. การที่รัฐปล่อยให้มีการจ้างเหมาแรงงาน ทำให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิแรงงานในหลายด้าน ที่สำคัญทำให้แรงงานได้รับอัตราค่าจ้างที่ต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด จนผู้รับเหมาแรงงานใช้เป็นช่องทางในการเอาเปรียบลูกจ้างและล�

×