Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้

1,957 views

Published on

เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้

Published in: Education
  • Be the first to comment

เรื่องวิทยาศาสตร์น่ารู้

  1. 1. 2556บทความวิทยาศาสตร์น่ารู้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)The Institute for the Promotion of Teaching Science and Technology (IPST)
  2. 2. บทความวิทยาศาสตร์น่ารู้ 2556สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
  3. 3. iสารบัญกรดวิตามิน เอ ชนิดกิน แก้สิว อันตรายส่อแท้งลูก – พิการ.................................................................1กะปิ (Shrimp paste หรือ Shrimp sauce)..............................................................................................4กะเพรา (Holy basil หรือ Sacred basil)................................................................................................8ขยะ ในตัวเรา.....................................................................................................................................12คะน้า เกราะป้ องกันมะเร็ง.................................................................................................................15คิดก่อนซือ นําส้ม แบบไหน ดืม.........................................................................................................18คึนช่าย (Celery หรือ Smallage).......................................................................................................22คุณค่าของ ผักปลัง..............................................................................................................................25ชิงเฮา (Qinghao)................................................................................................................................27เด็กกินนมผงเสียงป่วยมากกว่า กินนมแม่ 3 – 5 เท่า.........................................................................32ตะไคร้ (Lemon grass)........................................................................................................................36นํา อาร์ ซี เครืองดืมสุขภาพ..............................................................................................................40นําดืมจากตู้หยอดเหรียญตกมาตรฐานจํานวนมาก มีเชือโรคอันตรายต่อสุขภาพ...............................43นํามันทอดซํา มฤตยูเงียบก่อมะเร็ง.....................................................................................................46บร็อคโคลี (Broccoli) .........................................................................................................................50ผลไม้โครงการหลวง จากบนดอยสูงลิบ สู่ผู้บริโภคตอนที 2 ศูนย์พัฒนา โครงการหลวงแม่แฮ สตรอเบอร์รี......................................................53ผลไม้ โครงการหลวง จากบนดอยสูงลิบ สู่ผู้บริโภค.......................................................................60ตอนที 1 สถานีเกษตรหลวงปางดะ มะเดือฝรัง (Figs)......................................................................62ผลไม้โครงการหลวง จากบนดอยสูงลิบ สู่ผู้บริโภคตอนที 3 ศูนย์วิจัยเกษตรหลวง เชียงใหม่ (ขุนวาง) พลัม (Plum)............................................68ผลไม้ไทยมีสารต้านโรคมะเร็ง...........................................................................................................75พริก (Chilli , Bird Chilli)...................................................................................................................80ภายในปี ค.ศ. 2030 จะมีผู้ป่วยมะเร็งทัวโลก เพิมขึนมากกว่า ร้อยละ 78.........................................85มกราคม – พฤษภาคม ปีนี ป่วย 400 ตาย 12..................................................................................89ระวังโรคทีมาพร้อมกับหน้าหนาว......................................................................................................93
  4. 4. iiโรคหัวใจ ของไทยยังเพิมสูงขึนตลอดเวลา.......................................................................................96ลูกชิน ปลาเส้น ทําจากปลาปักเป้ า ระบาดอีกแล้ว..........................................................................101เลือก ไข่ไก่ ทีปลอดโรค.................................................................................................................105วันปอดบวมโลก (World Pneumonia Day)......................................................................................109วันมะเร็งโลก (4 กุมภาพันธ์ 2556)...................................................................................................113วันหัวใจโลก (World Heart Day).....................................................................................................116วิตามิน อี กินให้ดีได้ประโยชน์สูงสุด .............................................................................................119วิธีสังเกตตัวเราเองก่อนทีจะเป็น มะเร็ง............................................................................................122สะระแหน่ (Kitchen Mint)...............................................................................................................126สารอาหารต้านมะเร็งร้าย ตอนที 1.................................................................................................129สารอาหารต้านมะเร็งร้าย ตอนที 2.................................................................................................133โหระพา ประโยชน์เหลือหลาย (Sweet basil , Common basil).......................................................138
  5. 5. กรดวิตามิน เอ ชนิดกิน แก้สิว อันตรายส่อแท้งลูก – พิการสุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thปัจจุบันมีคนนิยมนํายารักษาสิวชนิดกิน มาขายกันเกลือนกลาด หลายยีห้อมีการโฆษณาครึกโครมคนทีมีปัญหาเกียวกับเรืองของสิว และอยากสวยอยากงาม ต่างพากันไปซือมาใช้กันแบบไม่ได้คิดให้รอบคอบ เรียกว่า เห็นคนอืนซือก็ซือ ๆ ตาม ๆ กันไป หาซือได้ง่าย มีวางขายกันอย่างเปิดเผย ตามร้านยาต่าง ๆ โดยเฉพาะร้านขายยาตามหน้าโรงพยาบาลต่าง ๆ หรือแม้แต่ร้านเสริมสวย หรือร้านเสริมความงามทีไม่มีแพทย์ประจํา ก็มีวางขายกันทัวไป และนอกจากนียังมีทังการขายตรง และขายผ่านทางเวบไซท์อีกด้วย มีการโฆษณาอวดอ้างสรรพคุณ โฆษณาชวนเชือต่าง ๆ ในด้านดี ๆ ของผลิตภัณฑ์รักษาสิว เพือขายผลิตภัณฑ์รักษาสิวดังกล่าว โดยทีไม่ได้กล่าวถึงผลกระทบหรือผลข้างเคียงทีเป็นผลร้ายต่อสุขภาพเลยทําให้ผู้บริโภคอยู่ในภาวะเสียงกับอันตรายโดยไม่รู้ตัว เนืองจากไม่ทราบถึงภาวะแทรกซ้อนหรือข้อเท็จจริง ข้อจํากัด หรือข้อห้ามต่าง ๆ ในการใช้ยานียาแก้สิวทีกําลังมาแรงตามการโฆษณา เป็นนิยมกันมากในขณะนีก็คือ กรดวิตามิน เอ ชนิดกินหรือมีชือสามัญทางยาว่า ไอโซเตรทติโนอิน (Isotretinoin) หรือ เรติโนอิค แอซิด (Retinoic Acid)จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 18 สิงหาคม 2553 แพทย์หญิง หทยา เกียรติสารพิภพ แพทย์ผู้เชียวชาญด้านผิวหนัง โรงพยาบาลกรุงเทพ ฯ ได้กล่าวว่า กรดวิตามิน เอ นีเป็นยากลุ่มหนึงทีรักษาสิวได้ผล ปัจจุบันในท้องตลาดมีจําหน่ายกันมาก แต่ทีสําคัญอีกอย่างหนึงทีผู้บริโภคไม่ได้ศึกษา คือก. สิวทีบริเวณจมูก ข. สิวทีบริเวณโหนกแก้มภาพ ก. http://www.manager.or.th/QOL/viewNews.aspx?NewsID=9530000132701ข. http://www.pooyingnaka.com/content/content.php?No=3300
  6. 6. 2ผลกระทบข้างเคียง ทีต้องระวังอย่างมาก ทีสังเกตได้ชัดเจนจากการกินยานี คือ ทําให้ต่อมไขมันในร่างกายทํางานลดลง ทําให้ผิวหน้าแห้ง ริมฝีปากแห้งและแตก เยือบุนัยน์ตาแห้ง และผมก็แห้งตามไปด้วย เพราะยาไปควบคุมการผลิตของต่อมไขมันทัวร่างกายให้ลดลง บางคนก็ทําให้ผมร่วงด้วย และยังมีผลกระทบข้างเคียงอืน ๆ อีก เช่น1. จะทําให้ ตับ และไต ทํางานหนักมากขึน ซึงจะมีผลทําให้เกิดโรคตับและไตได้2. อาจจะทําให้เด็กทีอยู่ในครรภ์มารดาทีกินยานีพิการได้ หรืออาจเป็นอันตรายถึงชีวิต3. อาจจะทําให้เกิดโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะผู้ทีเป็นโรคซึมเศร้าอยู่แล้ว อาจจะทําให้เป็นโรคซึมเศร้ามากขึนแพทย์หญิง หทยา เกียรติสารพิภพ กล่าวว่า เนืองจากมีผลข้างเคียงมาก ก่อนใช้ยาชนิดนี ต้องอยู่ในความควบคุมดูแลของแทย์ทุกครัง ไม่ควรจะซือยามากินเองอย่างเด็ดขาดและจาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์ 21 กันยายน 2553 ทางสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย ได้แถลงเตือน เกียวกับการใช้ กรดวิตามิน เอ เพือใช้ในการรักษาสิว ทังชนิดกิน หรือ ทา จะต้องใช้ยาทีสังโดยแพทย์เท่านัน เนืองจากเป็นยาควบคุมพิเศษและมีผลข้างเคียงมาก โดยเฉพาะทารกในครรภ์ ซึงพบว่ายาประเภทนีทําให้ผู้ตังครรภ์เกิดการแท้งลูกถึงร้อยละ 20 หรือพิการแต่กําเนิดมากกว่าร้อยละ 40นอกจากนียังทําให้ระดับไขมันในเลือดไม่คงที มีผลต่อการทํางานของตับ เสียงต่ออาการของตับอ่อนอักเสบนิตยสารชีวจิต ฉบับที 290 ปีที 13 1 พฤศจิกายน 2553 หน้า 10 เกสัชกรหญิง วีรวรรณแดงแก้ว รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้กล่าวถึงยารักษาสิว กลุ่มกรดวิตามิน เอ มีผลข้างเคียงทีสูงมาก ทําให้เกิดอาการซึมเศร้า จิตผิดปกติ การพยายามฆ่าตัวตาย ในหญิงตังครรภ์อาจทําให้เด็กในครรภ์พิการ อีกทังยังมีผลข้างเคียงอืน ๆ อีก ห้ามใช้ยานีในผู้ป่วยโรคตับ โรคไต ผู้ทีมีไขมันในเลือดสูง เนืองจากมีการโฆษณาสรรพคุณเรืองนีกันมาก จึงมีผู้รักสวยรักงามนิยมซือมาใช้กันมาก และต่อมาก็ทําให้มีผลกระทบกับผู้ใช้เหล่านีกันมากมายทาง คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้มีมาตรการจัดให้ยากลุ่มนีเป็นยาควบคุมพิเศษ จําหน่ายได้เฉพาะในโรงพยาบาลซึงมีผู้เชียวชาญทางด้านโรคผิวหนังดูแลอย่างใกล้ชิด รวมทังแนะนําให้ผู้บริโภคได้ระมัดระวัง ไม่ใช้ยานีโดยไม่จําเป็น และไม่ควรซือยานีมากินเองโดยไม่ได้อยู่ในการดูแลของแพทย์ผิวหนังโดยเด็ดขาดหากพบว่ามีการลักลอบจําหน่ายยารักษาสิวชนิด กรดวิตามิน เอ ตามช่องทางต่าง ๆ เช่น เวบไซท์ร้านเสริมสวย และร้านค้าทัว ๆ ไป หรือทางช่องทางอืน จะถือเป็นความผิดข้อหาขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต
  7. 7. 3เวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง1. การรักษาสิวด้วย กรดวิตามิน เอ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.okanation.net/blog/print_php?id=682114 สืบค้น 14/01/25562. กรดวิตามิน เอ ใช้แก้สิว อันตรายหรือไม่ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.elib-online.com/doctors3/news_drug09.html สืบค้น 14/01/25563. กรดวิตามิน เอ ชนิดกิน (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.manager.co.th/CelanOnline/ViewNews.aspx?NewsID=9530000114301 สืบค้น 14/01/25564. รักษาสิวด้วย กรดวิตามิน เอ เสียงแท้งลูก เด็กพิการ (Onlne) เข้าถึงได้จากhttp://www.dst.or.th/news_detail.php?news_id=16&news_type=othสืบค้น 14/01/2556
  8. 8. กะปิ (Shrimp paste หรือ Shrimp sauce)สุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thกะปิ นับได้ว่าเป็นเครืองปรุงรสอย่างหนึงของอาหารไทยมาตังแต่โบราณแล้ว เรียกได้ว่าอยู่คู่กับครัวของไทยอย่างแพร่หลาย และในขณะเดียวกันก็ยังเป็นเครืองปรุงรสอาหารทีแพร่หลาย ในทวีปเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของประเทศจีน คําว่ากะปิใช้กันแพร่หลายทังใน ไทย ลาว กัมภูชาส่วนในประเทศอินโดนีเซีย เรียกว่า เตอราซี (terasi) มาเลเซีย เรียกว่า เบลาจัน (belachan) ฟิลิปปินส์เรียกว่า บากุง อราแมง (bagoong aramang) ภาษาจีนฮกเกียน เรียกว่า ฮอม ฮา (hom ha)ในสมัยก่อนชายฝังทะเลทังด้านฝังอาดามัน และอ่าวไทย มีสัตว์นําต่าง ๆ มากมาย โดยเฉพาะบริเวณชายฝังมีสัตว์นําทีชาวประมงบางท้องถินเรียกกันว่า เคย หรือกุ้งเคย มีขนาดเล็กมาก ตัวสีขาวใส มีตาเป็นจุดสีดํา และมีจํานวนมากมาย จะดํารงชีวิตอยู่ใกล้ ๆ กับผิวนําทะเล โดยไม่จมลงไปด้านล่าง อาจจะอยู่ในนําลึกประมาณ 1 ฟุต หรือ 3 ฟุต ลําตัวยาวประมาณ 1.5 เซนติเมตร อาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง ๆ ตามชายฝังทะเลและบริเวณป่าชายเลนชาวประมงทีจับสัตว์เหล่านีมาได้บางครังก็ต้องการทีจะเก็บไว้รับประทานได้นาน ๆ จึงหาวิธีทีจะทําการแปรรูปเพือทีจะเก็บรักษากุ้งเคยเหล่านี ซึงเป็นทีมาของการทํากะปิในเวลาต่อมานันเองก. กุ้งเคยสด ข. กุ้งเคยสดนํามารวมกัน ค. นํากุ้งเคยสดมาตําง. นํากุ้งเคยสดทีตําแล้วตากแดด จ. หมักในโอ่งปิดฝาให้สนิท ฉ. กะปิหรือเคยทีพร้อมจําหน่าย
  9. 9. 5ภาพ ก. http://www.okanation.net/blog/pajondot.com/2011/11/12/entry-1ข. http://www.panoramic.com/photo/30238994ค. http://www.biotec.or.th/brt/index.php?option=com_content&view=article&id=155:shrimp-sauce&catid=60:kanomง. http;//www.foodnetworksolution.com/upload/RIMG1445p.jpgจ. http://www.rakbankerd.com/agriculture/page?id=928ts=tblanimalฉ. http://consumersouth.org/paper/page/76การจับกุ้งเคยการจับกุ้งเคยของแต่ละจังหวัดทีอยู่ริมฝังทะเลนันแตกต่างกันไปตามฤดูมรสุม เช่นทางฝังด้านตะวันออกของอ่าวไทย ตังแต่จังหวัดระยองถึงตราด จะจับกุ้งเคยกันในช่วงเดือน พฤกษภาคม ถึง ธันวาคมจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา สมุทรปราการ สมุทรสาคร เพชรบุรี จับกุ้งเคยกันเกือบตลอดปี ส่วนทางภาคใต้จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร กุ้งเคยจะมีมากชุกชุม ในเดือน มีนาคม ถึง เมษายน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จะมีชุกชุมในช่วงเดือน มีนาคม ถึง เมษายน และ ช่วงเดือน กรกฎาคม ถึง สิงหาคม และตังแต่จังหวัด นครศรีธรรมราช ถึง นราธิวาส จะเริมจับกันตังแต่เดือน มกราคม ของทุกปี และกุ้งเคยมีชุกชุมมากในเดือน เมษายน ถึง มีนาคม จนกระทังบางครังในตอนเย็นๆ จะมองเห็นทะเลบริเวณนําตืนออกเป็นสีชมพู ๆเครืองมือทีใช้ในการจับกุ้งเคยชาวประมงนิยมใช้อวนไนลอนทีมีสีฟ้า มีขนาดช่อง 1 – 2 มิลลิเมตร นํามาเย็บเป็นถุงขนาดใหญ่ ใช้ช้อนตักตัวกุ้งเคย หรือในขณะทีทําการประมงก็กางผืนอวนให้มีลักษณะเหมือนกับถุง เพือรวบรวมตัวเคยให้มาอยู่ในถุง ซึงชาวประมงแต่ละท้องถินนันอาจจะใช้เครืองมือแตกต่างกันไปก็ได้ขึนอยู่กับสถานทีและความสะดวก ชาวบ้านมักจะออกช้อนตัวกุ้งเคยกันในตอนเช้า ๆ และช้อนได้ทุกวัน ช่วงทีมีตัวกุ้งเคยมาก ๆ และเมือได้ตัวกุ้งเคยมากพอสมควรก็นําไปทํากะปิต่อไป ตัวเคยหรือกุ้งเคยนันจะเรียกต่างกันออกไป ได้แก่เคยนําแรก (กะปินําแรก) จะอยู่ในช่วงเดือนมกราคม หรือเป็นช่วงแรก ๆ ตัวเคยทีจับได้จะมีความบริสุทธิสูง มีความสะอาด เป็นตัวเคยล้วน ๆ เพราะใช้ตักทีผิวนําแทนการรุนทีมักจะมีทรายเลนปนมากับตัวเคย เคยนําแรกจะมีราคาสูง คุณภาพดีทีสุดเคยนําสอง (เคยรุนหัว) อยู่ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป การเก็บช่วงนีใช้วิธีรุนเคย จึงมีลูกปลาเล็ก ๆ ชนิดต่าง ๆปนมาด้วยด่อนข้างมาก เคยทีได้จะมีราคาปานกลาง คุณภาพปานกลาง
  10. 10. 6เคยนําสาม จะจับต่อกันมากับเคยนําสอง การเก็บใช้วิธีรุนเคยเช่นกัน ตัวเคยทีได้จะมีขนาดใหญ่ขึน มักจะมีลูกปลาลูกหอยปนมาด้วย เคยนําสามจะมีราคาตําทีสุดการทํากะปิ การทํากะปิของชาวประมงหรือชาวบ้านแต่ละท้องถินนันอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง ขึนอยู่กับความนิยมของผู้บริโภค บางแห่งเนือกะปิละเอียด บางแห่งมีเนือหยาบ บางแห่งทําเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว บางแห่งก็ทําไว้รับประทานเอง เป็นต้น วิธีการทํากะปินันก็มีวิธีการทีคล้าย ๆ กัน คือ1. นํากุ้งเคยทีได้ล้างทําความสะอาด โดยมากใช้นําทะเลล้างเองไม่ให้เสียรสชาติ ใช้ตะแกรงร่อนตัวเคยทีมีขนาดเล็กก็จะลอดผ่านตะแกรงลงสู่ภาชนะทีรองรับ เศษใบไม้ต่าง ๆ ก็จะติดอยู่บนตะแกรง2. นําตัวเคยสดทีได้คลุกเคล้ากับเกลือ ในอัตราส่วนทีแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องถิน โดยทัว ๆไปใช้ตัวกุ้งเคย 10 ส่วน ต่อเกลือ 1 ส่วน ถ้าไม่ต้องการให้เค็มมากก็ใช้ตัวกุ้งเคย 12 ส่วน ต่อเกลือ 10ส่วน คลุกเคล้าให้เข้ากันให้ดี3. นําตัวกุ้งเคยทีผสมแล้วไป เช (ตําพอแหลก) แล้วนําไปเกรอะ โดยห่อด้วยอวนตาถี ใช้วัสดุหนักๆ ทับไว้เพือให้นําออกไปบางส่วน ทิงไว้ 1 – 2 วัน พอหมาด ๆ4. นํากุ้งเคยนีไปตากแดด โดยปันเป็นก้อน ๆ หมันกลับข้าง ตากแดด 2 – 3 วัน เพือให้แห้งหมาด ๆ5. นําไป เช ใหม่หรือ ตําหรือบดให้ละเอียด หมักไว้ 2 อาทิตย์ แล้วนํามา เช ใหม่อีกครังหนึง6. นําเคยที เช หรือบดแล้วมาหมักโดยอัดใส่ในภาชนะ เช่น ไห โอ่ง ถังพลาสติก ให้แน่น คลุมเนือเคยด้วยพลาสติกให้แน่น ปิดฝาให้สนิทกันแมลงต่าง ๆ ลงไป ใช้เวลาหมักนานประมาณ 45 วันขึนไป(แต่ละท้องถินอาจใช้เวลาแตกต่างกัน)7. หลังจากหมักแล้วนําเคยทีได้บรรจุในภาชนะหรือ บรรจุภัณฑ์ขนาดต่าง ๆ เพือจําหน่ายต่อไปกรมประมงได้แนะนําเกียวกับหลักการผลิตกะปิ หรือเคยทีดี คือ1. ควรใช้ตัวกุ้งเคย หรือตัวเคยทีสะอาด เลือกสิงเจือปนต่าง ๆ ออกให้หมด2. การเคล้ากับเกลือควรเคล้าให้ทัวถึงกันตลอด3. ควรใส่เกลือให้พอเพียงเพือกันไม่ให้เคยเน่าเสีย4. เคยทีเคล้าเกลือแล้วจะต้องทําการเกรอะเพือทับเอานําออก และต้องให้มีอากาศถ่ายเทได้5. เคยทีเกรอะและบดแล้ว ควรจะต้องนําไปตากแดดก่อนนําไปหมัก6. การอัดเคยในภาชนะเพือหมัก ต้องอัดให้แน่น พยายามอย่าให้มีช่องอากาศอยู่ภายใน เพราะอาจจะทําให้กลินไม่ดีได้7. การหมักเคยหรือกะปิ ควรหมักในภาชนะดินเผา หรือในโอ่ง ไห ขัดปากภาชนะให้แน่นด้วยใบมะพร้าวหรือไม้ไผ่8. กะปิหรือเคยทีดี ควรใช้เวลาหมักนานประมาณ 45 วันขึนไป9. กะปิหรือเคยทีดีไม่ควรใส่สี ให้เป็นสีธรรมชาติจะดูดีกว่า10. การบรรจุภัณฑ์เพือจําหน่าย ควรอัดให้แน่นอย่าให้มีช่องว่าง และควรมีขนาดบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆปิดฉลากให้เรียบร้อย
  11. 11. 7เวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง1. กะปิ (Online) เข้าถึงได้จาก http://kanchanapisek.ior.th/kp8/smk/smk501c.htmlสืบค้น 13/12/25552. กะปิเคย กับภูมิปัญญาชาวบ้าน (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.biotec.or.th/brt/Index.php?option=article&id=155:shrimp-sauce&catrd=60:kanom สืบค้น13/12/25553. กะปิ สยาม (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.siamkapi.com/content/14-what-Is-shrimp-paste-and-howtomake สืบค้น 12/12/25554. กะปิ ไทย ๆ (Online) เข้าถึงได้จาก http://workdeena.blogspot.com/2010/02/blog-spot_28.html สืบค้น 12/12/2555
  12. 12. กะเพรา (Holy basil หรือ Sacred basil)สุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thกะเพรา เป็นทังพืชผักและเครืองเทศ เป็นพืชทีเรารู้จักกันดีอยู่แล้ว ช่วยในการดับกลินคาวของอาหาร ช่วยปรุงแต่งกลินและรสของอาหารเพราะเรานํามาเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายชนิด เช่นข้าวผัดไก่กะเพรา ไข่ดาว กุ้งผัดกะเพรา แกงป่าปลาดุกใส่กะเพรา ฯลฯ กะเพรา มีชือวิทยาศาสตร์ว่าOcimum tenuiflorum Linn. มีชือพืนเมืองต่าง ๆ กัน เช่น กอมก้อ หรือ กอมก้อดง (เชียงใหม่) กระเพราขน กระเพราะขาว กระเพราแดง (ภาคกลาง) ห่อกวอซู หรือ ห่อตูปลู (กะเหรียง แม่ฮ่องสอน) อีตู่ไทย(ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) ภาษาอังกฤษเรียกว่า Holy basil หรือ Secred basilลักษณะทางพฤกษศาสตร์ลําต้น จัดเป็นพืชล้มลุก มีลําต้นค่อนข้างแข็ง ตามลําต้น กิง ก้าน มีขนเล็ก ๆ ลําต้นสูงประมาณ 40 – 60 เซนติเมตร ส่วนโคนต้นค่อนข้างแข็ง ส่วนยอดเป็นเนือไม้ค่อนข้างอ่อนมีกลินหอมใบ เป็นใบเดียว รูปรียาว กว้างประมาณ 1 – 3 เซนติเมตร ออกบนกิงตรงกันข้ามกันของแต่ละใบ ขอบใบยักเป็นฟันเลือย แผ่นใบไม่มีขนก. ต้นและดอกกะเพรา ข. มัดกิงก้านกะเพรา ง. กุ้งผัดกะเพราภาพ ก http://thailand-an-field.blogspot.com/2009/11/ocimum-sanotum-labiatae-4-5-3-5htmlข http://botanyschool.ning.com/group/m4/forum/topic/4049042:Topic:9244ง. http://www.vcharkarn.com/vblog/107499
  13. 13. 9ดอก ออกเป็นช่อบริเวณส่วนปลายของยอดและปลายกิง แต่ละช่อเมือเจริญเต็มทียาวประมาณ 8 – 10 เซนติเมตร ก้านดอกเล็ก ๆ สัน ๆ ยาวประมาณ 2 – 3 เซนติเมตร กางออกตังฉากกับแกนช่อ กลีบดอก มีทังสีขาว และ สีขาวปนแดง กลีบเลียง มีสีนําตาลแกมม่วง หรือสีเขียวผล เป็นแบบแห้งแล้วแตก เมล็ดมีขนาดเล็กรูปไข่สีนําตาล มีจุดสีเข้ม เมือนําไปแช่นําเปลือกหุ้มเมล็ดจะพองออกเป็นเมือกพันธุ์ของกระเพรากะเพราะทีปลูกกันทัว ๆ ไปนัน มีอยู่ 2 ชนิด คือ กะเพราแดง เป็นกะเพราะทีมีก้านใบและก้านดอกเป็นสีแดง ๆ และ กะเพราขาว เป็นกะเพราทีมีก้านใบและก้านดอกออกสีขาว ๆ นันเองสรรพคุณ และ ข้อมูลทางด้านคลีนิคกะเพรามีนํามันหอมระเหยทีมีสีเหลือง ๆ มีกลินหอมฉุนคล้ายกับกลินของนํามันกานพลูมีทังในใบ ลําต้น ราก นอกจากนีในเมล็ดของกะเพราก็ยังมีนํามันหอมระเหยทีมีสีเหลืองอมเขียว มีกรดไขมันบางชนิด เช่น โอเลอิก ไลโนเลอิก ปาล์มมิติค สเตียริค กะเพรายังมีสรรพคุณทางยา เช่นแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียด เป็นต้น กะเพรายังใช้กําจัดยุงได้ โดยตัดทังกิง ก้าน ใบ มาวางไว้ ซึงจะมีกลินของกะเพราออกมาทําให้ยุงบินหนีได้นอกจากนีในกะเพรายังมี แคลเซียม ฟอสฟอรัส อยู่มากซึงช่วยบํารุงกระดูก มี เบต้า –แคโรทีน ในปริมาณทีสูง ช่วยในการกําจัดอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยป้ องกันโรคมะเร็ง และหัวใจขาดเลือดด้วยคุณค่าของอาหารส่วนทีกินได้ของกะเพราสด 100 กรัมก. กะเพราขาว1. ให้พลังงาน 46 กิโลแคลอรี 2. โปรตีน 2.7 กรัม3. ไขมัน 0.3 กรัม 4. คาร์โบไฮเดรต 8.0 กรัม5. แคลเซียม 8.0 มิลลิกรัม 6. ฟอสฟอรัส 51.0 มิลลิกรัม7. เหล็ก 2.2 มิลลิกรัม 8. วิตามิน บี 1 - มิลลิกรัม9. วิตามิน บี 2 - มิลลิกรัม 10. ไนอาซีน - มิลลิกรัม11. วิตามิน ซี 22.0* มิลลิกรัม 12. เบต้า – แคโรทีน 724.0* เรดินัล(RS)13. ใยอาหาร 4.3 กรัม
  14. 14. 10ข. กะเพราแดง1. ให้พลังงาน 41 กิโลแคลอรี 2. โปรตีน 4.2 กรัม3. ไขมัน 0.5 กรัม 4. คาร์โบไฮเดรต 4.8 กรัม5. แคลเซียม 25.0 มิลลิกรัม 6. ฟอสฟอรัส 287.0 มิลลิกรัม7. เหล็ก 1.87 มิลลิกรัม 8. วิตามิน บี 1 0.04 มิลิกรัม9. วิตามิน บี 2 0.34 มิลลิกรัม 10. ไนอาซีน 1.8 มิลลิกรัม11. วิตามิน ซี 22.0* มิลิกรัม 12. เบต้า – แคโรทีน 1134.0 ไมโครกรัมเทียบ-13. ใยอาหาร 4.3 กรัม หน่วยเรตินัลข้อมูล กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตารางแสดพงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย 2535- ไม่มีการวิเคราะห์* วิเคราะห์โดย สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลRE ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัลข้อแนะนํากะเพราเป็นพืชทีเจริญเติบโตได้ทุกสภาวะของอากาศ เราสามารถปลูกกะเพราได้ง่าย ๆในกรณีทีมีบริเวณบ้านสามารถทําแปลงเพาะปลูกเล็ก ๆ ใช้ปลูกกะเพรา พรวนดินให้ร่วนใส่ปุ๋ ยคอกใช้เมล็ดโรยบนแปลงรดนําให้ชุ่มอยู่เสมอ อีกไม่นานก็จะงอกเป็นต้นอ่อนเจริญเติบโตต่อไป หรือหลังจากทีเราซือกะเพราะมาประกอบอาหาร ก็ให้เลือกกิงทีแก่ ๆ 2 – 3 กิง นําไปปักชําในแปลงทีเตรียมไว้ รดนําให้ชุ่มอยู่เสมอ ไม่นานก็จะแตกกิงก้าน ใบ ให้เราใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
  15. 15. 11ข้อมูลอ้างอิง1. คณะทํางานโครงการหนูรักผักสีเขียว สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลและมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย (2541) มหัศจรรย์ผักสีเขียว 108 พิมพ์ครังที 2 กรุงเทพฯ มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย2. กะเพราขาว (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.กะเพรา.com/2011/09/blog-post_2647.html สืบค้น 28/11/25553. กะเพราแดง (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.กะเพรา.com/2011/09/blog-post_4867.html สืบค้น 28/11/25554. กะเพรา (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.the-than.com/samunpai/sa_4.htmlสืบค้น 28/11/25555. ผักผลไม้เพือสุขภาพ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.adirek.com/stwork/Fruitvet/kapoa.html สืบค้น 28/11/2555
  16. 16. ขยะ ในตัวเราสุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thของเสียต่าง ๆ ทีอยู่นอกร่างกายทีเรียกกันทัว ๆ ไปว่าขยะ ซึงเราเห็นกันอยู่ทุก ๆ วันนันเรายังสามารถนําไปกําจัดทําลายได้ แต่ของเสียหรือสารเคมีต่าง ๆ ทีอยู่ในร่างกายของเรา ไม่สามารถเอาไปกําจัดทําลายได้ โดยของเสียหรือสารเคมีเหล่านันเข้าสู่ร่างกายของเราได้โดยติดไปกับการกินอาหาร พืชผักทีชาวสวนหรือเกษตรกรใช้สารเคมีฉีดเพือป้ องกันแมลงหรือวัชพืชต่าง ๆ สารเคมีเหล่านันติดอยู่กับพืชผักทีล้างไม่สะอาดและนํามาใช้ปรุงอาหาร สารพิษนัน ก็เข้าสู่ร่างกายของเราต่อไป ฝุ่นละอองเล็ก ๆ เขม่า ควันไฟ แก๊สพิษต่าง ๆ ลอยอยู่ในอากาศ เข้าสู่ร่างกายได้โดยการหายใจเอาสารพิษเหล่านันเข้าไป เป็นขยะอยู่ในตัวเรา เรียกสารพิษเหล่านีว่าเป็นพวกท๊อกซิน จากนิตยสารชีวจิต ฉบับที 300 ปีที 13 1 เมษายน2554 หน้า 24 สาทิต อินทรกําแหง ได้กล่าวถึง ท๊อกซิน ในบทความเรือง ขยะ คือท๊อกซิน (Toxin) ก็คือพิษ แต่ไม่ใช่ยาพิษ ท๊อกซินเป็นพิษต่อร่างกายของเรา เพราะเกิดปฏิกิริยาทาง ชีวเคมี ในร่างกาย และท๊อกซินนีเป็นตัวลําลาย ภูมิชีวิต หรือ อิมมูนซีสเต็ม (Immune System)ของเราโดยตรง การทําลายภูมิชีวิตก็คือ การทําลายสุขภาพของเรา ทําลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทําให้เราไม่แข็งแรง เจ็บป่ วยได้ง่าย และอายุสันก กองขยะขนาดใหญ่ ข. กองขยะข้างถนน ค. เด็กน้อยกับกองขยะก. http://health.kapook.com/view6905.htmlข. http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aso? NewsID=9550000062334ค. http://www.okanation.net/blog/print.php?id269959ในปัจจุบันบ้านเมืองได้พัฒนาเจริญมากขึน มีโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ มากมาย บางแห่งก็ปล่อยสารพิษออกสู่สิงแวดล้อม ในเมืองต่าง ๆ บางแห่งก็มีกองขยะสูงเป็นภูเขา ทาง
  17. 17. 13บ้านเมืองจะกําจัดอย่างไรก็ไม่หมด นับวันจะมากขึน กองขยะเหล่านีเป็นแหล่งผลิตท๊อกซินออกสู่สิงแวดล้อม ท๊อกซินเหล่านีทีสามารถทําลายสุขภาพและชีวิตของเราได้มาจากขยะหลาย กลุ่มต่าง ๆได้แก่1. ท๊อกซินจากภายนอกร่างกายของเรา จากอาหาร นํา อากาศ สิงแวดล้อมต่าง ๆ ทีอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ในด้านอาหาร ท๊อกซินมักจะเป็นพวกสารพิษจากยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช สารเคมีต่าง ๆ ทีนํามาใช้ในการอุสาหกรรม ปุ๋ ยวิทยาศาสตร์ใช้ในการเพาะปลูก ช่วยให้พืชเจริญเติบโตสารพิษจาก ผัก ผลไม้ จะมีผลโดยตรงต่อร่างกาย และเมือเหลือเป็นเศษอาหารหรือของเหลือสกปรกก็กลายเป็นขยะ ขยะต่าง ๆ เหล่านีก็จะต้องมีสารพิษและท๊อกซินต่าง ๆ มากมายสะสมอยู่ในกองขยะทีเป็นแก๊สพิษก็จะลอยอยู่ในอากาศถูกลมพัดไปสู่ทีต่าง ๆ ไปได้ไกล ๆ คนเราก็หายใจเอาสารพิษหรือท๊อกซินเหล่านีเข้าสู่ร่างกาย ยิงในฤดูฝนนําฝนก็จะชะล้างเอาสารพิษท๊อกซินจากกองขยะไปสู่พืนดิน คู คลองแม่นํา ทะเลต่อไป สัตว์นําต่าง ๆ ก็รับสารพิษเหล่านันเข้าสู่ร่างกาย ถ่ายทอดกันไปเป็นลูกโซ่ ในลักษณะของโซ่อาหารในระบบนิเวศ2. เศษขยะ หรือของเหลือใช้จากโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆและ โรงงานอุตสาหกรรมเหล่านีก็มักจะอยู่ริมแม่นําลําคลอง ทะเล กากของเสีย (Waste Products) มักจะถูกทิงลงแหล่งนํา ซึงเรืองนีก็เคยมีข่าวอยู่เสมอ ทําให้นําเสีย สัตว์นําต่าง ๆ โดยเฉพาะปลาตายมากมายนอกจากนีผลิตผลของใช้หลายอย่าง เช่น พลาสติก ไวนีล ไนลอน สี ฯลฯ ก็มักจะมีสารทีเป็นอันตรายต่อสุขภาพหรือร่างกายประกอบอยู่ด้วยเมือปี ค.ศ. 1995 องค์การอาหารและยา (FDA) ของสหรัฐอเมริการ่วมกับ องค์การสิงแวดล้อม(EPA) ได้สํารวจอาหารต่าง ๆ จากทัวโลกทีส่งเข้าไปขายในสหรัฐอเมริกา พบอาหารต้องห้ามถึง 234อย่าง ทีมีปริมาณของ ยาฆ่าแมลง สารเคมี ทีใช้ในอุตสาหกรรม และสารจากรังสีฆ่าเชือโรค(Radionuclides) และได้สังห้ามอาหารเหล่านีเข้าประเทศอีกกองขยะตามเมืองเล็กเมืองใหญ่ทีเป็นกองสูงเป็นภูเขาเหล่านัน เป็นบ่อเกิดของสารพิษหรือท๊อกซินทีอยู่ในสิงแวดล้อมนอกร่างกายของเรา แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเข้าไปสู่ร่างกายของเราได้ตามทีได้กล่าวมาแล้ว เปรียบคล้ายกับเป็นกองขยะหรือท๊อกซินอยู่ในร่างกายของเราด้วยนันเอง และมีผลเสียต่าง ๆต่อสุขภาพของเราตามมานอกจากนี สาทิต อินทรกําแหง กล่าวว่าอาการป่วยของผู้ทีมีท๊อกซินจากสารพิษต่างๆ หรือจากขยะทีมีสารพิษสะสมอยู่นี เช่น วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ คลืนไส้ อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ และอาการทีเริมจะเป็นหนักขึนก็คือ อาการเกียวกับระบบทางเดินหายใจ โรคปอดเรือรัง ไอ หอบหืด ฯลฯและอาการทีน่าเป็นห่วงก็คือ สมองและประสาทเสือมโทรม ความจําเสือม ขาหรืออวัยวะส่วนล่างเป็นอัมพาต การเคลือนไหวทัวไปเชืองช้า อาการป่ วยเกียวกับสารพิษหรือท๊อกซินนัน เมือเป็นแล้วค่อนข้างยากทีจะทําการรักษา
  18. 18. 14การแก้ไขทีสําคัญนันอยู่ทีการป้ องกัน พยายามหาต้นเหตุหรือต้นตอของสารพิษและขยะทีเป็นท๊อกซินในอาหาร นํา อากาศ และพยายามหลีกเลียงจากต้นเหตุนัน ๆ นอกจากนีแล้วเราควรจะกินวิตามินประเภท แอนติออกซิแดนต์ เป็นประจํา คือ วิตามิน A C D E อย่างละ 1 เม็ดต่อวันแต่การดํารงชีวิตของเราในปัจจุบันนีท่ามกลางมลพิษต่าง ๆ มากบ้างน้อยบ้างรอบตัวเรา ยากทีจะหลีกเลียง บางครังเราก็ต้องทําใจ กันนะครับเวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง1. ขยะและของเสียอันตราย (Online) เข้าถึงได้จาก http:://www.thaihealth.or.th/healthcontent/article/27899 สืบค้น 8/10/25552. สาระพัดโรคร้ายจากภัยขยะ (Online) เข้าถึงได้จาก http://health.kapook.com/view6905.htmlสืบค้น 8/10/25553. ปัญหาขยะมูลฝอย (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.tungsong.com/Environment/Garbags/garbage_07.html สืบค้น 9/10/2555
  19. 19. คะน้า เกราะป้ องกันมะเร็งสุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thคะน้า (Chinese Kale) เป็นผักใบเขียวทีเรารู้จักกันดี เป็นผักทีมีขายอยู่ในตลาดทัว ๆ ไป หาซือได้ง่ายนําไปประกอบอาหารได้หลาย ๆ อย่าง ราคาไม่แพง รสชาติดี เมือเริมเข้าหน้าหนาวผักคะน้าจะเจริญงอกงามดีมาก เพราะคะน้าชอบอากาศเย็น ๆ เป็นผักทีปลูกได้ง่ายทุกท้องทีตลอดทังปี ช่วงเก็บเกียวสันคือประมาณ 45 วันก็สามารถเก็บเกียวได้คะน้า มีชือวิทยาศาสตร์ว่า บราสสิคา โอลีราซี (Brassica oleracea cv.) จัดอยู่ในวงศ์ บราสสิคาซีอี (Brassicaceae) คะน้าจัดเป็นพืชล้มลุก ตระกูลเดียวกับพืชผักพวกกะหลํา ลําต้นอวบชุ่มนํา ใบมีสีเขียวเข้ม คะน้าทีนิยมปลูกมีสองประเภท คือ คะน้าใบ ลําต้นและใบค่อนข้างใหญ่หน่า และ คะน้ายอด ซึงมีขนาดเล็กกว่าคะน้าใบ ชาวจีนเป็นผู้เข้ามาบุกเบิกทําสวนผักในประเทศไทยเป็นผู้นําผักคะน้าเข้ามาปลูกและเป็นผักทีมีประโยชน์มากจริง ๆก. แปลงปลูกคะน้า ข. ต้นคะน้า ค. คตะน้าผัดนํามันหอยภาพ ก. http://www.puibuatip.com/index.oho?lay=show&ac=article&Id=538732583Ntype=18ข http://easy=vegetables.blogspot.com/2010/05/collard.htmlค http://www.baanmaha.com/community/thread7905.htmlสรรพคุณ หรือ ข้อมูลทางด้านคลินิคใบสีเขียวของคะน้าเป็นแหล่งรวบรวม แร่ธาตุ วิตามินต่าง ๆ หลายชนิด และทีสําคัญอย่างมากก็คือมีสาร เบต้า – แคโรทีน มากมาย ทีรวมอยู่ในกลุ่มของ แคโรทีนอย ซึงเมือเรากินผักคะน้า ต่อมาร่างกายก็
  20. 20. 16จะเปลียนไปเป็น วิตามิน เอ ซึงวิตามิน เอ สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระทีเป็นปัจจัยทีสําคัญอย่างหนึงทีทําให้เกิดโรคมะเร็ง นันก็คือ เบต้า - แคโรทีน เป็นตัวทีไปยับยังการเกิดโรคมะเร็งด้วยนันเองส่วนยอดของคะน้าสดมีวิตามิน ซี และ เกลือแร่จํานวนมาก โดยเฉพาะวิตามิน ซี ซึงมีส่วนช่วยเสริมเนือเยือของร่างกายให้ชุ่มฉํา และทําให้ระบภูมิคุ้มกันโรคแข็งแรงสมบูรณ์คุณค่าของสารอาหารส่วนทีกินได้ของคะน้าสด 100 กรัม1. ให้พลังงาน 24 กิโลแคลอรี 2. โปรตีน 2.7 กรัม3. ไขมัน 0.5 กรัม 4. คาร์โบไฮเดรต 2.2 กรัม5. แคลเซียม 245.0 มิลลิกรัม 6. ฟอสฟอรัส 80.0 มิลลิกรัม7. เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม 8. วิตามิน บี 1 0.05 มิลลิกรัม9. วิตามิน บี 2 0.08 มิลลิกรัม 10. ไนอาซิน 1.0 มิลลิกรัม11. วิตามิน ซี 141.0* มิลลิกรัม 12. เบต้า-แคโรทีน 2,512.0* ไมโครกรัม13. ใยอาหาร 3.2* กรัมข้อมูล กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ตารางแสดงคุณค่าของอาหารไทย.2535* วิเคราะห์ โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลข้อแนะนํา เกษตรกรทีปลูกคะน้าเป็นแปลงใหญ่ ๆ มักจะฉีดยาฆ่าแมลงเพือฆ่าหนอนทีมีกัดกินใบคะน้าดังนันผู้บริโภคจําเป็นจะต้องล้างผักคะน้าให้สะอาดก่อนนําไปปรุงอาหาร ปกติทีใบคะน้าจะมีสารจําพวกไขสีขาว ๆ เคลือบอยู่ด้วยตามธรรมชาติ เป็นสารทีไม่มีพิษแต่สารนีดูดซับเอายาฆ่าแมลงได้ ดังนันเวลาล้างใบคะน้าจึงควรลูบเอาสารนีออก หรือ อาจจะใส่ผงฟู 1 ช้อนชา หรือ นําส้มสายชู เล็กน้อยลงในนําทีล้างคะน้า ซึงจะสามารถกําจัดยาฆ่าแมลงได้ดีขึนในกรณีทีมีบริเวณข้างบ้านเป็นทีว่างเราสามารถทําเป็นแปลงปลูกคะน้าเล็ก ๆ ไว้เก็บใบกิน ทําได้ดังนี ทําร่องพรวนดินใส่ปุ๋ ยหมักให้ทัว ใช้เมล็ดคะน้าซึงมีใส่ซองขายทัว ๆ ไป นําไปแช่นํา 1 คืน แล้วโรยลงบนแปลงทีเตรียมไว้ รดนําให้ชุ่มเสมอ ประมาณ 45 วัน ต้นคะน้าจะเจริญเต็มที ตัดยอดตัดใบไปกินได้ ให้เหลือโคนต้นพอประมาณ ต่อมาต้นคะน้าจะแตกยอดใหม่ให้เก็บกินได้อีก.
  21. 21. 17ข้อมูลอ้างอิง1. คณะทํางานโครงการหนูรักผักสีเขียว สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย (2541) มหัศจรรย์ผักสีเขียว 108 พิมพ์ครังที 2กรุงเทพ มูลนิธิโตโยต้าแห่งประเทศไทย2. คะน้า ผักธรรมดาทีไม่ธรรมดา (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.yourhealthguide.com/article/an-kana.html สืบค้น 26/11/25553. สรรพคุณ และ ประโยชน์ของผักคะน้า (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.adirek.com/Stwork/fruitwet/kana.html สืบค้น 26/11/2555
  22. 22. คิดก่อนซือ นําส้ม แบบไหน ดืมสุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thผู้บริโภคมักจะคิดกันว่านําผลไม้เป็นเครืองดืมเพือสุขภาพ เพราะต่างก็รู้ว่าผลไม้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะนําส้มคันเป็นนําผลไม้ทีนิยมกันมาก นําส้มคันทีคันสด ๆ แล้วนํามาดืมทันทีจัดเป็นนําส้มทีมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่เพียงเวลาผ่านไปไม่นาน วิตามิน ในนําส้มนันจะเสือมคุณภาพอย่างเร็ว ดังนันเพือให้นําส้มคงคุณค่าทางด้านคุณภาพอยู่ได้นาน และสะดวกในการขนส่ง จึงได้มีการผลิตนําส้มพร้อมดืม บรรจุในกล่องหรือภาชนะทีปิดสนิทออกมาจําหน่ายให้กับผู้บริโภค ซึงทีจริงแล้ว วิตามินซี ได้สลายไปเหลือน้อยมากหรือไม่มีเหลือเลย สิงทีเหลือมากก็คือ นําตาลก. นําส้มและนํารสส้มบนชันในห้าง ข. นํารสส้มขวดใหญ่ สูตร 25 %สรรพสินค้า มีฉลากปิดขวด ตามตลาดนัด ไม่มีฉลากปิดขวดค. น้ารสส้มขวดเล็กย่านชุมชนข้างถนนแยกเอกมัย ง. นํารสส้มขวดเล็กย่านชุมชนข้างถนนแยกบางกะปิกรุงเทพฯ กรุงเทพฯทังภาพ ค – ง ไม่มีฉลากปิดขวด อยู่ในตู้กระจก ใส่นําแข็งทับด้านบนเพือให้เย็นภาพ ก. http://www.okanation.net/blog/print.oho?id-33581ข. http://www.a2bfood.com/orange.juice.html
  23. 23. 19ทุกวันนีเราจะเห็นว่าตามชันวางเครืองดืมในร้านสะดวกซือ ห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ จะพบนําส้มพร้อมดืมมากมายหลายยีห้อ มีทังชนิดทีเป็น นําส้มแท้ 100 % นําส้มผสมทีมีปริมาณนําส้มตังแต่ 25 % ขึนไป และอีกหลายยีห้อทีวางขายตามร้านเล็กร้านใหญ่ ทีมีนําส้มผสมเป็นหัวเชืออยู่ประมาณ 10 – 15 % เป็นนําทีมีการแต่ง กลิน สี รสทีสังเคราะห์ ให้คล้ายกับนําส้ม ซึงนําส้มประเภทนี ทางคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ให้เรียกว่า นําส้ม แต่ ให้เรียกว่า นํารสส้มทีน่าเป็นห่วงอย่างมากก็ คือ ในปัจจุบันนีมีนํารสส้มขายกันเกร่อมากเป็นพิเศษ ทีใส่รถเข็นขายตามข้างถนน ในย่านชุมชน ตามหมู่บ้าน หรือทําส่งตู้แช่ตามอพาทเมนท์ต่าง ๆ ตามตลาดสดใส่ขวดพลาสติกมีนําแข็งใส่อยู่ด้านบนขวดใส่นํารสส้ม เพือให้เย็น โดยเฉพาะตามตลาดนัดทัว ๆ ไปมีนํารสส้มขายอยู่หลาย ๆ เจ้า ขวดใส่นํารสส้มทีมีสีเหลืองแปร๊ด รสหวาน และขายดีด้วย และแต่ละเจ้ามีป้ ายเขียนตัวใหญ่ติดอยู่ทีตู้ใส่นํารสส้มว่า นําส้มคัน หรือ นําส้มคันสด 100 %ตามทีผมเฝ้าสังเกตดูทีตลาดนัดตอนเย็น และตามย่านชุมชนข้างถนน ทังเด็กและ ผู้ใหญ่ก็ซือดืมกันและซือกลับบ้านด้วย ซึงนํารสส้มพวกนี ทํากันในบ้าน ในห้องแถว และเราไม่ทราบเลยว่า เป็นนําก๊อก(นําประปา) หรือ นําต้ม นํามาใส่สีเหลืองแปร๊ด ใสสารแต่ง กลิน รส ให้คล้ายนําส้ม บรรจุขวดพลาสติกเล็ก ๆ ขายขวดละ10 บาท ขายดีมากมีคนซือตลอดเวลา จะมี ความปลอดภัยจากเชือโรคหรือจุลินทรีย์หรือไม่ ผู้บริโภคต้องรับผิดชอบตัวเอง นํารสส้มเหล่านีไม่มีฉลากปิดทีขวดอย่างใดทังสินมูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค โดยฉลาดซือ ได้เก็บตัวอย่างนําส้มและนํารสส้มพร้อมดืม ในท้องตลาด และจากชันวางเครืองดืมในห้างสรรพสินค้า จํานวน 22 ยีห้อ มาทําการทดสอบหา ปริมาณนําตาล และ วิตามิน ซี ทีคนส่วนใหญ่คิดว่าส้มเป็นผลไม้ทีมีวิตามิน ซี สูง ดังนันเมือทําเป็นนําส้มแล้วก็ยังมีวิตามิน ซี สูงเหมือนเดิม เป็นการเข้าใจทีคลาดเคลือนผลการทดสอบนําส้มและนํารสส้มพร้อมดืม จํานวน 22 ยีห้อ คือ1. นําส้ม นํารสส้ม สามอันดับแรกทีมีปริมาณ นําตาลสูง ได้แก่1.1 นํารสส้ม ฟรุ้ตฟิตฟอร์ฟัน มีปริมาณนําตาลถึง 12 ช้อนชาต่อขวด ขนาด 330มิลลิลิตร ( 19.3 กรัม/100 มิลลิลิตร )1.2 นํารสส้ม มาลี จุ๊ซ มิกซ์ มีปริมาณนําตาลถึง 13.5 ช้อนชาต่อขวด ขนาด 350มิลลิลิตร (16.4 กรัม/ 100 มิลลิลิตร)1.3 นําส้ม 30 % ทิบโก้ คูลฟิต มีปริมาณนําตาล 11.5 ช้อนชาต่อขวดขนาด 300มิลลิลิตร (16.3 กรัม/100 มิลลิลิตร
  24. 24. 202. นําส้ม 100 % ทีไม่เติมนําตาล จะมีปริมาณนําตาลประมาณ 5.5 ช้อนชาต่อ 200 มิลลิลิตร(1 แก้ว)ส่วนนําส้มผสม จะมีปริมาณนําตาล โดยเฉลีย 12.8 กรัม ต่อ 100 มิลลิลิตร หรือประมาณ 6 ช้อนชาต่อ 1 แก้ว (200 มิลลิลิตร)3. นําส้ม นํารสส้ม ทีนํามาทดสอบวิตามิน ซี พบว่า ส่วนใหญ่ไม่มีวิตามิน ซี เหลืออยู่เลย หรือบางยีห้อเหลือน้อยมาก ๆ บางผลิตภัณฑ์ทีระบุว่า มีการเติมวิตามิน ซี การทดสอบก็ไม่พบวิตามิน ซี ได้แก่ นําส้ม25 % ฟิวเจอร์ นํารสส้ม 20 % โอเอชิ เซกิ4. มีผลิตภัณฑ์อยู่ 3 ยีห้อ ทีพบว่ามีวิตามิน ซี อยู่มากว่า 20 มิลลิกรัม/100 มิลลิลิตร คือ4.1 นํารสส้ม แบร์รี ซันเบลสท์ มีปริมาณ วิตามิน ซี 24 มิลลิกรัม4.2 นําส้ม 40 % ยูเอฟซี มีวิตามิน ซี 23 มิลลิกรัม4.3 นํารสส้ม อะมิโน โอเค มีวิตามิน ซี 20 มิลลิกรัมข้อมูล 100 มิลลิลิตร เท่ากับ 106.9 กรัม (โดยประมาณ) 1 ช้อนชา เท่ากับ 4.2 กรัมข้อมูลทางวิชาการโดย สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดลคําแนะนํา สําหรับผู้ทีจะดืมนําส้ม และ นํารสส้ม1. ปริมาณนําตาลทีนักโภชนาการแนะนําให้กินต่อวัน อยู่ระหว่าง 6 – 8 ช้อนชา ดังนันนําส้มพร้อมดืมจึงไม่ควรเป็นเครืองดืมทางเลือกเพือสุขภาพ เพราะล้วนมีปริมาณนําตาลทีสูง เมือต้องการดืมก็ให้เลือกซือกล่องทีมีขนาดเล็ก หรือแบ่งดืมเพือป้ องกันไม่ให้ได้รับนําตาลมากเกินไป2. ข้อแตกต่างระหว่างผลไม้สดกับนําผลไม้ คือ เส้นใยอาหาร นําผลไม้ทีสกัดออกมาจากผลไม้ กากหรือเส้นใยอาหารจะถูกแยกออกไป ทําให้ร่างกายดูดซึมนําตาลได้เร็วขึน แต่ไม่ช่วยเรืองการขับถ่าย ส่วนกินผลไม้สด จะมีเส้นใยอาหารมาก การดูดซึมนําตาลในกระแสเลือดได้ช้ากว่า และยังช่วยในเรืองการขับถ่ายอีกด้วย3. นําส้ม เสือมคุณภาพได้ง่าย ดังนันควรเลือกซือจากผู้ผลิตทีได้มาตรฐาน มีเครืองหมาย อย. ทีได้รับรองจาก สํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)4. วิตามิน ซี ในนําส้มถูกทําลายได้ง่าย กว่าทีเครืองดืมนําส้มมาถึงผู้บริโภค ผ่านการขนส่ง ผ่านความร้อนการจัดเก็บในสถานทีต่าง ๆ อาจโดนทังแสง ความร้อน ทําให้ปริมาณวิตามิน ซี ลดลงเรือย ๆ จนอาจไม่สามารถวัดค่าได้อีก5.ไม่แนะนําสําหรับสาว ๆ ทีต้องการมีหุ่นทีงามแบบนางเอก ดืมนํารสส้มบ่อย ๆ เพราะว่าเป็นเครืองดืมทีมีนําตาลค่อนข้างสูง เสียงต่อโรคเบาหวานและโรคอ้วน
  25. 25. 21ข้อมูลอ้างอิง1. ทัศนีย์ แน่นอุดร เมือนําส้มจะทําร้ายนางเอก นิตยสารฉลาดซือ ฉบับที 89 ปีที 15กรกฎาคม 2551 หน้า 29 – 312. ศูนย์ทดสอบฉลาดซือ ประเภทอาหาร/สุขภาพ (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.chaladsue.com/index.php/Food-health/512-98-orange-juice.html สืบค้น4/03/25563. LOW vitamin C - HI sugar (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.okanation.net/blog/print.php?id=322550 สืบค้น 4/03/2556
  26. 26. คึนช่าย (Celery หรือ Smallage)สุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thคึนช่าย เป็นพืชผักทีนํามากินได้ทังสดหรือปรุงอาหารก็ได้ ในขณะเดียวกันคึนช่ายก็เป็นทังอาหารและยาได้ด้วย คึนช่ายมีชือวิทยาศาสตร์ว่า Apium graveolens Linn. และจัดอยู่ในวงศ์ Apiaceae คึนช่ายจัดเป็นไม้ล้มลุก มีอายุอยู่ได้นาน 1 – 2 ปี มีชือพืนเมืองเรียกต่าง ๆ กัน เช่น ทางภาคเหนือเรียก ผักปืนผักข้าวปืน จีนกลางเรียกว่า ฮันฉิน ฉันฉ้าย แต้จิว เรียกว่า ฮังขึง ขึงช่าย ภาษาอังกฤษเรียกว่า Celery ,Smallage คึนช่ายมีทังในยุโรปและเอเซียซึงในยุโรปนันจัดเป็นพืชพืนเมืองของยุโรปตอนใต้ลําต้น มีลักษณะกลม มีช่องว่างกลวงข้างใน สูงประมาณ 30 – 50 เซนติเมตร มีสีเขียวหรือเขียวอ่อนใบ เป็นใบรวมประกอบด้วยใบย่อย 2 – 3 คู่ ขอบใบมีลักษณะหยักเป็นแฉกลึก แต่ละแฉกมีลักษณะเป็นรูปสามเหลียม หรือห้าเหลียม ทังลําต้นและใบมีกลินหอมเฉพาะตัวดอก ออกเป็นช่อมีลักษณะคล้ายกับซีร่ม ตรงส่วนยอดของดอกแผ่เป็นรัศมี ดอกมีขนาดเล็กแบบสมบูรณ์เพศผล มีขนาดเล็กมีลักษณะกลมรี มีสีนําตาล จะให้ผลเพียงครังเดียว ผลมีกลินหอมเหมือนกับลําต้นและใบก. แปลงปลูกคึนช่ายในถุงปลูก ข. ต้นคึนช่าย ง. ปลาช่อนผัดคึนช่าย.ภาพ ก. http://www.bansuanporpeang.com/node/4484ข. http://www.chatchawan.com/th/Productlist.aspx?id=1ค. http://kiattisaklove.blogspot.com/2012/09/blog-spot_6973.htm
  27. 27. 23สรรพคุณ หรือ ขัอมูลทางด้านคลีนิค1. คึนช่ายมีสรรพคุณจัดเป็นพืชสมุนไพรหรือเป็นยา ทําให้หลอดเลือดขยายตัว จึงช่วยลดความดันโลหิตได้2. ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด3. ช่วยทําให้นอนหลับได้ดี4. ช่วยในการขับปัสสาวะได้ดี เหมาะสําหรับคนทีมีปัญหาเรืองไต เพราะคึนช่ายเป็นแหล่งทีมีเกลือโซเดียมตํา5. เมล็ดช่วยในการขับลม และระงับอาการปวด6. รากช่วยในการปวดตามข้อหรือโรคเก้าท์นํามันหอมระเหยลําต้นและใบของคึนช่ายมีกลินหอม เนืองจากมีนํามันหอมระเหย คือ ไลโมนีน (Limonene) ซิลินีน (Silinene) ฟธาไลด์ (Phthalides) ดังนันเมือนําคึนช่ายไปปรุงอาหาร อาหารนันจึงมีกลินหอมชวนรับประทานคุณค่าของอาหารส่วนทีกินได้ของคึนช่ายสด 100 กรัม1. ให้พลังงาน 13 กิโลแคลอรี 2. โปรตีน 1.6 กรัม3. ไขมัน 0.5 กรัม 4. คาร์โบไฮเดรท 0.5 กรัม5. แคลเซียม 151.00 * มิลลิกรัม 6. ฟอสฟอรัส 40.0 มิลลิกรัม7. เหล็ก 13.7 มิลลิกรัม 8. ไวตามิน บี 1 0.04 มิลลิกรัม9. วิตามิน บี 2 0.18 มิลลิกรัม 10. ไนอาซีน 0.6 มิลลิกรัม11. วิตามิน ซี 34.00 * มิลลิกรัม 12 ใยอาหาร 2.7 กรัมข้อมูล กองโภชนาการ กรมอ นามัย กระทรวงสาธารณสุข ตารางแสดงคุณค่าของอาหารไทย. 2535* วิเคราะห์โดย สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล
  28. 28. 24วิธีเลือกและเก็บขึนฉ่ายให้อยู่ได้นานจากนิตยสาร ชีวจิต ฉบับที 295 ปีที 13 15 มกราคม 2554 หน้า 22 ผกาทิพย์ ขันติพงษ์ได้แนะนําเรืองการเลือกและเก็บคึนช่ายไว้นาน ๆ จากเรือง คึนช่าย ยาความดันจากยุคโบราณ ว่า การเลือกคึนช่าย โดยดูทีต้นสด ๆ เนือเปราะ ไม่เหนียว ใบสีเขียวอ่อน ล้างนําให้สะอาด วางผึงลมให้แห้งแล้วนําใส่ในกล่องพลาสติกหรือใส่ถุงพลาสติกปิดปากถุงให้มิดชิด เก็บในตู้เย็นช่องแช่ผัก นอกจากนียังได้แนะนําการคันนําจากคึนช่ายดืม โดยใช้คึนช่ายสดประมาณ 1 กํามือ ใส่ในเครืองบดและกรองด้วยผ้าขาวบางทีสะอาดใช้นําทีคันได้ดืม.ข้อมูลอ้างอิง1. คณะทํางานโครงการหนูรักผักสีเขียว สถาบันโภชนาการมหาวิทยาลัยมหิดล และมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย (2541) มหัศจรรย์ผักสีเขียว 108, พิมพ์ครังที 2. กรุงเทพฯมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย.2.คึนใช่(ขึนฉ่าย) (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.samunprithai.com/herbs/?p=262สืบค้น 14/11/25553. คึนใช่ ข้อมูลสุขภาพ มูลนิธิหมอชาวบ้าน (Online) เข้าถึงได้จากhttp://doctor.or.th/article/detail/6876 สืบค้น 14/11/25554. ใครอยากรู้ ตังโอ๋ กับ คึนช่าย ชนิดเดียวกันหรือเปล่า (Online)เข้าถึงได้จาก http://talk.mthai.com/topic/101174 สืบค้น 14/11/2555
  29. 29. คุณค่าของ ผักปลังสุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thผักปลัง เรียกได้ว่าเป็นพืชผักพืนบ้านของคนไทยมานานแล้ว มีอยู่ทุกภาคของประเทศ แต่ทีนิยมปลูกรับประทานกันมากก็คือทางภาคเหนือและภาคอิสาน โดยนํายอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน มารับประทานเป็นผักสด หรือนําไปต้น ลวก เป็นผักจิมกับนําพริก เป็นต้นถินกําเนอดของผักปลัง ผักปลังมีถินกําเนิดอยู่ในเอเซีย และ แอฟริกา ชอบสิงแวดล้อมทีมีความชุ่มชืน โดยเฉพาะในฤดูฝนผักปลังจะจเริญงอกงามมากลักษณทางพฤกษศาสตร์ ผักปลังจัดอยู่ในวงศ์ (Family) บาเซลลาซีอี (BASELLACEAE) มีอยู่ 2ชนิด คือ ผักปลังขาว มีชือวิทยาศาสตร์ว่า Basella alba Linn. มีลักษณะสีเขียวหรือเขียวอ่อน ตามตลาดในต่างจังหวัดจะมีผักปลังขาวขายอยู่ทัว ๆ ไป และ ผักปลังแดง มีชือวิทยาศาสตร์ว่า Baseelala rubraLinn. มีลักษณะสีแดง ๆ หรือแดงอมม่วง ทังผักปลังขาวและผักปลังแดงจัดเป็นไม้เลือย ลําต้นกลม อวบนํา ไม่มีขน ลําต้นสีเขียวหรือสีแดงอมม่วงใบ ดอก ผลภาพ http://www.prc.ac.th/lannagardrm/taowan0.5.htmlใบ มีลักษณะกลม ๆ รูปไข่ เรียงสลับกัน ตัวใบกว้าง 2 – 6 ซม. ยาว 2.4 – 7.5 ซม. ใบมีลัดษณะเป็นมัน ไม่มีขน ส่วนทีเป็นลําต้นหรือเถาว์นันยาวได้หลายเมตร แตกกิงก้านสาขาได้มากดอก ดอกมีลักษณะเป็นช่อตามซอกใบมีขนาดเล็ก ดอกของผักปลังขาวมีสีขาว ๆ ดอกของผักปลังแดงมีสีแดง ๆ หรือ สีขาวอมชมพู ดอกผักปลังทังสองชนิดมีขนาดเล็กขนาด 5 – 6 มม.
  30. 30. 26ผล เมือแก่เต็มทีจะมีสีม่วงอมดํา มีเนือนิมภายในผลมีนําสีม่วงดําคุณค่าทางโภชนาการ ผักปลัง 100 กรัม ให้คุณค่าทางโภชนาการ ดังนีให้พลังงาน 21 กิโลแคลอรีโปรตีน 2.0 กรัมไขมัน 0.2 กรัมคาร์โบไฮเดรต 2.7 กรัมแคลเซียม 4.0 มิลลิกรัมฟอสฟอรัส 50 มิลลิกรัมเหล็ก 1.5 มิลลิกรัมวิตามิน เอ 9316 IUวิตามิน บี 1 0.07 มิลลิกรัมวิตามิน บี 2 0.20 มิลลิกรัมไนอาซิน 1.1 มิลลิกรัมวิตามิน ซี 26.0 มิลลิกรัมนอกจากนีผลสุกของผักปลังทีมีสีม่วงแดง ยังประกอบด้วยสาร แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) :ซึงสามารถสกัดโดยการบดให้ละเอียดคันเอานําทีมีสีม่วงแดง มาใช้แต่งสีอาหาร ประเภทของหวานได้ เช่นขนมบัวลอย ขนมเปียกปูน ขนมนําดอกไม้ หรือ สลิม ได้ และยังผสมนําสะอาดทําเป็นเครืองดืมได้อีกด้วย แต่สีทีสกัดได้จากผล นันยังมีปริมาณน้อย คือประมาณ 4.48 %นอกจากนีในทางการแพทย์แผนไทย จัดว่าผักปลังเป็นพืชสมุนพรด้วย สามารถใช้ส่วนต่าง ๆ ของผักปลังในการรักษาโรคบางชนิด เช่น ก้าน ลําต้น มีสรรพคุณแก้ท้องผูก ใช้เป็นยาระบายท้อง ใบ ใช้ขับปัสสาวะ เป็นต้นเวบไซท์ข้อมูลอ้างอิง1. ผักปลัง บ้านสวนพอเพียง (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.bansuanporpeang.com/Taxonomy/term/1232 สืบค้น 20/11/25552. ผักปลัง สารพันประโยชน์ต่อสุขภาพ (Online) เข้าถึงได้จาก http://kwangrice.Bolgspot.com/2013/02/blog-post_314.html สืบค้น 20/11/25553. ผักปลัง (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.prc.ac.th/lannagardrm/taowan0.5.htmlสืบค้น 23/11/25554. ผักปลัง พืชผักสวนครัว (Online) เข้าถึงได้จาก http://www.aopdh06.doae.go.th/Settakitporpeang.htm สืบค้น 23/11/2555
  31. 31. ชิงเฮา (Qinghao)สุนทร ตรีนันทวันstrin@ipst.ac.thชิงเฮา จัดเป็นพืชสมุนไพรทีมีสรรพคุณในการรักษาโรคมาลาเรีย ซึงสมุนไพรทีทีมีสรรพคุณในการรักษาโรคมาลาเรียนันมีหลายชนิด จาก นิตยสาร ชีวจิต ฉบับที 81 ปีที 416 กุมภาพันธ์ 25445 หน้า 92 แพทย์หญิง ดวงรัตน์ เชียวชาญวิทย์ ผู้อํานวยการ โรงพยาบาลบางกระทุ่ม จังหวัด พิษณุโลก กล่าวว่า พืชสมุนไพรทีใช้รักษาโรคมาลาเรียทีดีมากในขณะนีคือ สมุนไพรทีชือชิงเฮา เป็นชือในภาษาจีน มีชือ วิทยาศาสตร์ว่า อาร์ทีมีเซีย แอนนูอา ( Artemesia annua L )จัดอยู่ใน วงศ์ Compositae เป็นพวกไม้ล้มลุก อายุ 1 ปี หรือเป็นพืชในฤดูกาลเดียว (Annual plant)ชิงเฮา เป็นพืชสมุนไพรมีถินกําเนิดในประเทศจีน พบมากตามเนินเขาและทีรกร้าง เป็นพืชสมุนไพรทีชาวจีนใช้กันมานานแล้วประมาณ 2,000 ปี ในตํารายาจีนโบราณใช้สําหรับลดไข้ และรักษาโรคมาลาเรีย และ ในปัจจุบันนีพบได้ในหลายประเทศ เช่น เวียดนามไซบีเรีย อินเดีย อเมริกาเหนือ ทวีปแอฟริกา สําหรับประเทศไทยก็มีการนําชิงเฮามาปลูกในทางภาคเหนือของประเทศก ต้นชิงเฮา ข ยอดต้นชิงเฮาภาพ ก http://www.myfirstbrain.com/thaidata/images.asp?ID1739654ภาพ ข http://image.dek-d.com/23/825116/asp%3FID%3D17396548ลักษณะของต้นชิงเฮาลําต้น ลําต้นสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร ลําต้นมีลักษณะกลม มีสีเขียวเหลือง กิงเปราะหักง่ายใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยมีขนาดเล็กมาก ปลายใบแหลม ท้องใบมีสีเขียวเข้ม หลังใบมีสีเขียวอ่อน มีขนสัน ๆ ทีใบทังสองด้าน

×