Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เทคโนโลยีสารสนเทศ

874 views

Published on

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

เทคโนโลยีสารสนเทศ

  1. 1. ความหมายของเทคโนโลยี ส ารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บ ประมวลผล และเผยแพร่สารสนเทศ ซึ่งรวมแล้วก็คือเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม หรือComputer and Communicationsความหมาย และองค์ ป ระกอบของเทคโนโลยี ส ารสนเทศ มีผู้ให้คำานิยามเกี่ยวกับคำาว่าเทคโนโลยีสารสนเทศไว้ดังนี้Ellington และ Harris (1986) ให้คำานิยามเทคโนโลยีสารสนเทศว่า "เป็นการรับ การประมวลผล และการแจกจ่าย สารสนเทศในรูปแบบเสียง ภาพ เนื้อหาที่เป็นข้อความและ ตัวเลข โดยระบบพื้นฐานหลักการไมโครอิเล็กทรอนิคร่วมกับคอมพิวเตอร์ และระบบโทรคมนาคม UNESCO (อ้างถึงใน ฉลองชัย สุรวัฒนบูรณ์,2540) ให้คำานิยามเทคโนโลยีสารสนเทศ และความสัมพันธ์และความสำาคัญที่น่าสนใจดังนี้คือ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นวิศวกรรมศาสตร์และการจัดการสำาหรับใช้ในการนำาเสนอและการจัดการข้อสนเทศกับคอมพิวเตอร์ และการปฏิสัมพันธ์กับคน หรือปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมืออุปกรณ์ซึ่งมีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับสังคมวัฒนธรรม และเศรษฐกิจ" เทคโนโลยีสารสนเทศมีกำาเนิดขึ้นมาเป็นเทคโนโลยีสาขาหนึ่ง โดยเหตุที่เนื่องมาจากเทคนิคการประมวลผลข้อมูล ระบบโทรคมนาคม การประมวลผลข้อมูลเป็นการจัดให้ในด้านความสามารถในการประมวลผลและเก็บรักษาสารสนเทศ โดยที่สารสนเทศสำาหรับโทรคมนาคมเป็นสื่อหรือพาหน์เพื่อการสื่อสารสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการก้าวหน้าด้วยสาเหตุที่มีองค์ประกอบปัจจัยร่วมสำาคัญคือ การเอื้ออำานวยขององค์ประกอบปัจจัยต่างๆ และเครื่องมืออุปกรณ์ไมโครอิเล็กทรอนิคที่ละเอียดซับซ้อน มั่นคง แม่นยำา และราคาเหมาะสม พัฒนาการทางด้านอิเล็กทรอนิคทั่วโลกได้กระตุ้นให้เกิดการแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศ ในระบบการประมวลผลข้อมูลและโทรคมนาคม และได้เริ่มประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในระดับมหัพภาค นอกจากนี้การนำาเทคโนโลยีและเทคนิควิธีการดิจิตัลมาใช้ในระบบโทรคมนาคมทำาให้มีส่วนช่วยการประมวลผลข้อมูลสมัยใหม่ ทำาให้เทคโนโลยีสารสนเทศบังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีการนำาเสนอบริการถ่ายทอดดาวเทียมสื่อสาร
  2. 2. และทางสายโทรศัพท์ และใยแก้วนำาแสง (optical fibers)สามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และให้บริการข้อมูลสารสนเทศ ตลอดจนการสื่อสาร (communication) ข่าวสารได้สะดวก ประหยัดและมีประสิทธิภาพ" คอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับการดำาเนินชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ได้มีการพัฒนางานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ และในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศได้เข้ามามีบทบาทต่อชีวิตประจำาวันของมนุษย์มากขึ้น เช่น การนำาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาใช้ในสำานักงาน การจัดทำาระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ การใช้อุปกรณ์อำานวยความสะดวกที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการคำานวณและเก็บข้อมูลได้แพร่ไปทั่วทุกแห่ง เทคโนโลยีสารสนเทศ เริมใช้งานในประเทศไทยเมื่อปี ่พ.ศ. 2507 มีการนำาคอมพิวเตอร์เข้ามาใช้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรก แต่เทคโนโลยีสารสนเทศยังไม่แพร่หลายมากนัก มีเพียงการใช้โทรศัพท์ติดต่อสื่อสาร นำาคอมพิวเตอร์มาช่วยประมวลผลข้อมูลเมื่อมีการประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์ช่วยงานสารสนเทศ เช่น เครื่องถ่ายเอกสาร โทรสาร และไมโครคอมพิวเตอร์ อาชีพของประชากรก็เปลี่ยน มาสู่งานด้านสารสนเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสำานักงานเป็นแหล่งที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด งานด้านสารสนเทศมีแนวโน้มขยายตัวที่ค่อนข้างสดใสเพราะมีการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ออกมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ เทคโนโลยีที่ใช้ในระบบสารสนเทศที่ได้รับความสนใจมากในขณะนี้คือ เทคโนโลยีสื ่ อ ประสม (Multimedia) เป็นการรวมข้อความ ภาพ เสียง วีดิทัศน์ เข้ามาผสมกัน ในอนาคตเทคโนโลยีแบบสื่อประสม จะช่วยเสริมและสนับสนุนงานด้านสารสนเทศให้ก้าวหน้าต่อไป เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ ความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มาทำาให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับความจริงของ คน สัตว์ สิ่งของ ทังที่เป็นรูปธรรมและ ้
  3. 3. นามธรรม ที่ได้จากการจัดเก็บรวบรวม ประมวลผล เรียกค้น และสื่อสารระหว่างกัน นำามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology :IT) หมายถึง การนำาวิทยาการที่ก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์และการสื่อสารมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสารสนเทศ ทำาให้สารสนเทศมีประโยชน์และใช้งานได้กว้างขวางมากขึ้นตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 1) ระบบเอทีเอ็ม เป็นระบบที่อำานวยความสะดวกสบาย ให้แก่ ผู้ใช้บริการธนาคาร ในปี พ.ศ. 2520 มีการ ใช้เครื่อง เอทีเอ็มเครื่องแรกของโลก โดย ธนาคาร ซิติ้แบงก์ เมืองนิวยอร์ก เริ่มให้บริการฝาก และ ถอนเงินโดยอัตโนมัติ แก่ลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง 2) การลงทะเบียนเรียน การลงทะเบียนเรียน ต้องอาศัยข้อมูล จาก การประมวลผลแบบเชื่อมตรง เพื่อให้ สามารถตรวจสอบการลงทะเบียนได้ทันที ว่ามีวิชาอะไรที่เปิดสอนบ้าง วิชาใดมีผู้ สมัครเรียนเต็มแล้ว 3) การให้บริการและการทำาธุรกรรม บนอินเทอร์เน็ต การเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ทำาให้มีผู้ใช้งานกันอย่างกว้างขวาง สามารถ เชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก เพราะทำาได้ง่าย ค่า ใช้จ่ายตำ่า ซึ่งได้แก่ ระบบอีคอมเมิร์ซ (E- Commerce) เป็นการค้าข่ายผ่านระบบเครือ ข่ายอินเทอร์เน็ต ได้ทั่วทุกมุมโลกเทคโนโลยี ส ารสนเทศกั บ แนวโน้ ม โลก 1) ทำาให้สังคมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็นสังคมสารสนเทศ มีการใช้อินเทอร์เน็ตเชื่อมโยงการทำางาน ทำาให้เกิดคำาใหม่ว่า ไซเบอร์ส เปซ (cyberspace) มีการทำางานผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำาให้เกิดสภาพที่เสมือนจริง เช่น ห้องสมุดเสมือนจริง ห้องเรียนเสมือนจริง ทีทำางานเสมือนจริง เป็นต้น ่
  4. 4. 2) เป็นเทคโนโลยีแบบสุนทรีย์สัมผัส และตอบสนองตามความต้องการ เช่น ปัจจุบนการใช้เทคโนโลยีเป็นแบบบังคับ คือ ัจะดูโทรทัศน์ หรือฟังวิทยุ ก็จะต้องชมตามตารางเวลาที่สถานีกำาหนดให้ ถ้าผิดเวลาก็ทำาให้พลาดรายการไป แต่แนวโน้มจากนี้ไปจะมีการเปลี่ยนแปลง คือ จะมีทวีออนดีมานด์ (TV on ีdemand) คือ เมื่อต้องการชมภาพยนต์เรื่องใดก็เลือกชม และดูได้ตั้งแต่ต้นรายการ หรือเลือกเรียนตามต้องการได้ เรียกว่า เป็นระบบการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ 3) ทำาให้เกิดสภาพการทำางานแบบทุกสถานทีและ่ทุกเวลา เช่น ระบบประชุมทางวีดีทัศน์ ระบบประชุมผ่านเครือข่ายระบบการศึกษาบนเครือข่าย เป็นต้นองค์ ป ระกอบพื ้ น ฐานของคอมพิ ว เตอร์ หากเปรียบเทียบกับมนุษย์ สามารถทำางานต่าง ๆ ให้สำาเร็จลุล่วงได้เนื่องจากมีสมองที่ช่วยในการคิดคำานวณ ตัดสินใจ และออกแบบงาน ส่วนเครื่องคอมพิวเตอร์จะต้องมีองค์ประกอบต่าง ๆมาทำาหน้าที่คล้ายสมองคน เพื่อให้งานสำาเร็จลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นกระบวนการทำางานของ คอมพิวเตอร์ จึงประกอบด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 5 ส่วน ดังรูปที่ 1 กระบวนการทำางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ จะเริ่มจากผู้ใช้ป้อนข้อมูลผ่านทาง หน่วยรับเข้า (Input) ซึ่งได้แก่แผงแป้นอักขระ เมาส์ โดยข้อมูลที่ป้อนเข้าไป จะได้รับการเปลียนแปลงให้อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิทัล คือ เลข 0 และ 1 คำา ่
  5. 5. สั่งและข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งต่อไปยัง หน่วยประมวลผลกลาง(Process) เพื่อประมวลผลตามคำาสั่งต่อไป ในระหว่างการประมวลผลหากมีคำาสั่งให้นำาผลลัพธ์จากการประมวลผล ไปจัดเก็บในหน่วยความจำาหลัก ซึงจะทำาหน้าที่เก็บข้อมูลจากการประมวลผล ่เป็นการชั่วคราว เรียกว่า แรม (Random Access Memory :RAM) และในขณะเดียวกัน อาจมีคำาสั่งให้นำาผลลัพธ์จากการประมวลผลดังกล่าวไปแสดงผลผ่านทาง หน่วยส่งออก(Output) ซึ่งอาจเป็น จอภาพ (Mornitor) หรือ เครื่องพิมพ์(Printer) นอกจากนี้ยงสามารถบันทึกข้อมูลที่อยู่ในแรมลงใน ัหน่วยความจำารอง ได้แก่ แผ่นบันทึก (Floppydisk) ซีดีรอม(Compact Disk Read Only Memory : CD-ROM) เพื่อนำาข้อมูลดังกล่าวออกมาใช้อีกในอนาคตได้ โดยการอ่านข้อมูลจาก แผ่นบันทึกในสื่อ ผ่านทางเครื่องขับ (Drive) ในปัจจุบัน มีการคิดค้นหน่วยความจำาสำารองที่พฒนามาจาก หน่วยความจำาหลัก ทีเรียก ั ่ว่า รอม (Read Only Memory : ROM) ทำาให้สามารถบันทึกข้อมูลได้ปริมาณมากขึ้น และมีขนาดเล็ก สะดวกต่อการพกพา ซึ่งมีชื่อเรียกแตกต่างกัน เช่น handy drive , (สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนฮาร์ดดิสก์ สามารถเขียนและลบข้อมูลได้ตามต้องการ และเก็บข้อมูลได้แม้ไม่ได้ต่อกับเครื่อง คอมพิวเตอร์) และ flashmemory (สามารถเก็บข้อมูลได้เหมือนแผ่นบันทึก มีขนาดเล็กเท่ากับนิ้วมือ ต่อเข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์ ด้วยพอร์ตยูเอสบีเป็นต้นระบบสารสนเทศ รัฐบาลได้เห็นความสำาคัญของระบบข้อมูล ที่มีเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเป็นตัวนำา ในปี พ.ศ. 2538รัฐบาลไทยได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ให้เป็นปีแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศไทย และจะมีบทบาทสำาคัญในการพัฒนาและผลักดันให้เกิดการใช้ทรัพยากรของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านทรัพยากรมนุษย์ วัสดุอุปกรณ์ และเวลา โดยได้ลงทุนโครงการพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศเป็นจำานวนมากเช่น การขยายระบบโทรศัพท์ การขยายเครือข่ายสื่อสาร การสร้างระบบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ การสร้างระบบจัดเก็บภาษีและระบบศุลกากรด้วยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
  6. 6. สังคมความเป็นอยู่ และการทำางานของมนุษย์ มีการรวมกลุ่มเป็นประเทศ มีการจัดองค์กรเป็นหน่วยงานของรัฐบาลและเอกชนภายในองค์กรก็มีการแบ่งย่อยลงเป็นกลุ่ม เป็นแผนก เป็นหน่วยงาน ภายในหน่วยงานย่อยก็มีระดับบุคคล ระบบสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับองค์กรจึงแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ 1) ระบบสารสนเทศระดั บ บุ ค คล คือ ระบบที่เสริมประสิทธิภาพและเพิ่มผลงานให้แต่ละบุคคลในหน้าที่ที่รับผิดชอบปัจจุบันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีขนาดเล็กลง ราคาถูก แต่มีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลด้วยความเร็วสูงขึ้น ใช้งานได้ง่าย กว้างขวาง และคุ้มค่ามากขึ้น 2) ระบบสารสนเทศระดั บ กลุ ่ ม คือ ระบบสารสนเทศที่ช่วยเสริมการทำางานของกลุ่มบุคคล ที่มีเป้าหมายการทำางานร่วมกัน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เป้าหมายของการทำางานเป็นกลุ่มคือ การเตรียมสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำานวยประโยชน์ ในการทำางานเป็นกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ แนวทางก็คือ การทำาให้เกิดการใช้ทรัพยากรร่วมกัน โดยเฉพาะข้อมูลและอุปกรณ์เทคโนโลยีพื้นฐาน เช่น การนำาคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลมาเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายท้องถิ่น (LAN) ทำาให้มีการใช้ทรัพยากรร่วมกัน 3) ระบบสารสนเทศระดั บ องค์ ก ร คือ ระบบสารสนเทศที่สนับสนุนการดำาเนินงานขององค์กรในภาพรวมเป็นการปฏิบัติงานร่วมกันหลาย ๆ แผนก โดยใช้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องร่วมกันเพื่อประกอบการตัดสินใจ หัวใจสำาคัญของระบบสารสนเทศระดับองค์กร ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ภายในองค์กรที่จะต้องเชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ ของแต่ละแผนกเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดการใช้ข้อมูล และใช้ทรัพยากรร่วมกันได้องค์ ป ระกอบของระบบสารสนเทศ องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ ซึ่งเป็นระบบสนับสนุนการบริหารงาน การจัดการ และการปฏิบัติการของบุคคล ไม่ว่าจะเป็นระดับบุคคล ระดับกลุ่ม หรือระดับองค์กร ไม่ใช่มีเพียงเครื่องคอมพิวเตอร์เท่านั้น แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสำาเร็จของระบบอีก รวมเป็น 5 องค์ประกอบ ซึ่งจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้
  7. 7. 1) ฮาร์ดแวร์ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์ และ อุปกรณ์รอบข้าง เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่อง กราดตรวจ รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสาร สำาหรับ เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเป็นเครือข่าย 2) ซอฟต์แวร์ หมายถึง โปรแกรม หรือชุดคำาสั่ง ที่ สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำางาน เพือประมวลผล ่ ให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ ประกอบด้วย ซอฟต์แวร์ระบบ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ 3) ข้อมูล ข้อมูล เป็นตัวชี้ความสำาเร็จ หรือ ความ ล้มเหลวของระบบได้ ข้อมูลจะต้องมี ความถูกต้อง และทันสมัย มีการกลั่นกรอง และตรวจสอบแล้ว จึงจะมีประโยชน์ ข้อมูล ประกอบด้วย ข้อความ ตัวเลข แสง เสียง ฯลฯ 4) บุคลากร บุคลากร เป็นองค์ประกอบสำาคัญ ในความ สำาเร็จของระบบสารสนเทศ เช่น บุคลากรระดับผู้ใช้ ผูบริหาร ผูพัฒนาระบบ ้ ้ นักวิเคราะห์ระบบ และ นักเขียนโปรแกรม ยิ่งบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มากเท่าใด ก็จะทำาให้การใช้ งาน ระบบสารสนเทศคุ้มค่ามากขึ้น 5) ขั้นตอนการปฏิบัตงาน ิ ขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนของ ผู้ใช้ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องเป็นเรือง ่ สำาคัญ เมื่อได้พัฒนาระบบแล้ว จำาเป็นต้อง ปฏิบัติงาน ตามขั้นตอน และในขณะใช้งานก็ จำาเป็นต้องคำานึงถึง ลำาดับขั้นตอนการปฏิบัติ งานของคนและความสัมพันธ์ กับเครื่องทั้ง ในกรณีปกติหรือกรณีฉุกเฉินความสำ า คั ญ ของข้ อ มู ล และสารสนเทศ ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจต้องอาศัยข้อมูลเป็นหลัก จึงมีการนำาเทคโนโลยีมาช่วยจัดการข้อมูลอย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลเป็นหัวใจของการ
  8. 8. ดำาเนินงานเป็นแหล่งความรู้ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ บริษัทหรือองค์การจึงดำาเนินการอย่างจริงจังให้ได้มาซึ่งข้อมูล และปกป้องดูแลข้อมูลของตนเป็นอย่างดี เพราะข้อมูลเป็นสิ่งมีค่ามีราคา การโจรกรรมข้อมูลโดยใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ จึงเป็นปัญหาสำาคัญที่เกิดขึ้น ดังที่ปรากฏเป็นข่าวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ข้ อ มู ล (data) คือ ข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ เช่น คน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ฯลฯ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ภาพ เสียง วีดีโอ ข้อมูลจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเหตุการณ์ของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ดังจะเห็นจากกระบวนการการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายพรรคการเมืองมีการนำาเทคโนโลยีมารวบรวมข้อมูล หาวิธีการที่จะให้ได้ข้อมูลอย่างรวดเร็ว และเมื่อสถานการณ์หรือเหตุการณ์บางอย่างผันแปรขึ้น การเตรียมการหรือการแก้สถานการณ์จะดำาเนินการได้อย่างทันท่วงที สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่มีความหมาย สามารถนำาไปใช้ประโยชน์ได้ หรือ ผลสรุปที่เกิดจากการประมวลผลข้อมูลที่ถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งอาจจะเป็นตัวเลข ตัวหนังสือ หรือสัญลักษณ์ใด ๆ ก็ได้ เช่น เกรดเฉลี่ยของนักเรียนหรือรายงานสรุปยอดการขายแต่ละเดือนในรอบปีที่ผ่านมา กรรมวิธีการรวบรวมข้อมูล เป็นจุดเริ่มต้นของการดำาเนินงาน การรวบรวมข้อมูลที่ดีจะได้ข้อมูลรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำา ครบถ้วน ดังนั้นผู้ดำาเนินการจะต้องให้ความสำาคัญที่จุดนี้โดยเฉพาะความรวดเร็ว ความรวดเร็วของการเก็บข้อมูลจึงผูกพันกับเทคโนโลยีซึ่งมีหลายวิธี เช่น การใช้ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ การเชื่อมต่อกับระบบปลายทางเพื่อรับข้อมูล การใช้โทรสาร การใช้ระบบอ่านข้อมูลอัตโนมัติ เช่น เครื่องกราดตรวจ (scaner) อ่านข้อมูลที่เป็นรหัสแท่ง (barcode)คุ ณ สมบั ต ิ ข องข้ อ มู ล ที ่ ด ี

×