Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
1.5 คุณสมบัติของวัสดุในงานอุตสาหกรรม
1.5.1 คุณสมบัติทางเคมีของวัสดุช่างอุตสาหกรรม
วัสดุช่างควรมีคุณสมบัติทางเคมีดังต่อไปนี...
- ความแข็งแรงในการรับแรงอัด (Compressive Stength) คือ ความสามารถของวัสดุที่จะต้านทาน
การแตกปริเมื่อได้รับแรงอัด ดังรูป
รูป...
รูปที่ 1.10 ความสามารถในการยืดหยุ่นตัวของวัสดุ
- ความสามารถในการยืดตัว (Ductillity)
ความสามารถในการยืดตัวของวัสดุ คือ สมบั...
Advertisement
Upcoming SlideShare
คุณภาพน้ำ
คุณภาพน้ำ
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 5 Ad

More Related Content

Advertisement

Recently uploaded (20)

1 5

  1. 1. 1.5 คุณสมบัติของวัสดุในงานอุตสาหกรรม 1.5.1 คุณสมบัติทางเคมีของวัสดุช่างอุตสาหกรรม วัสดุช่างควรมีคุณสมบัติทางเคมีดังต่อไปนี้ 1. มีความคงทนต่อการกัดกร่อน หมายถึง การที่มีความต้านทานต่อการแตกหรือแยกตัวของผิวจากปฏิกิริยา เคมีจาก ลม น้า กรด หรือสารเคมี 2. ความคงทนต่อความร้อน หมายถึง ทนความร้อนได้ที่อุณหภูมิสูง 3. สามารถประสม (เจือ) ร่วมกันได้ 4. มีความเป็นพิษน้อย 5. ต้านทานต่อแบคทีเรียได้ 1.5.2 คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของวัสดุช่างอุตสาหกรรม คุณสมบัติทางฟิสิกส์ที่สาคัญของวัสดุ ได้แก่ ความสารถในการนา การแผ่ควรร้อนและกระแสไฟฟ้า การยึด ตัวตามความร้อน ความหนาแน่น จุดหลอมเหลว จุดเริ่มแข็ง จุดเดือด จุดกลุ่นตัว คุณสมบัติที่กล่าวมานี้มีประโยชน์ในการ นามาใช้งาน 1. คุณสมบัติในการเป็นตัวนาไฟฟ้า (Electrical – Conductivity) คุณสมบัติที่วัสดุงานยอมให้กระแสไฟฟ้า ไหลผ่านได้ง่ายและดี ส่วนมากเป็นพวกโลหะ เช่น ทองแดง เงิน อลูมิเนียม เหล็ก ฯลฯ 2. คุณสมบัติในการนาความร้อน (Heat Conductivity) คือ คุณสมบัติของวัสดุที่ยอมให้ความร้อนผ่านได้ดี ซึ่งจะเป็นโลหะทั้งหลายนั่นเอง 1.5.3 คุณสมบัติทางฟิสิกส์ของวัสดุช่างอุตสาหกรรม คุณสมบัติทางด้านเชิงกลของวัสดุช่างอุตสาหกรรม 1. ความแข็งแรง (Stength) ความแข็งแรง คือ ความสามารถในการรับแรงโดยไม่แตกหักเสียหาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น - ความแข็งแรงในการับแรงดึง (Tensile Strength) คือ ความสามารถของวัสดุที่จะต้องทานการ แตกหักเมื่อได้รับแรงดึงสองข้างออกจากกัน ดังรูป รูปที่ 1.7 ลักษณะรับแรงดึง
  2. 2. - ความแข็งแรงในการรับแรงอัด (Compressive Stength) คือ ความสามารถของวัสดุที่จะต้านทาน การแตกปริเมื่อได้รับแรงอัด ดังรูป รูปที่ 1.8 ลักษณะรับแรงอัด - ความแข็งแรงในการรับแรงเฉือน (Stearing Strength) คือความสามารถของวัสดุที่จะต้านทาน การฉีกเมื่อถูกเฉือน ดังรูป รูปที่ 1.9 ลักษณะรับแรงเฉือน 2. ความเหนียว (Toughtness) ความเหนียว (Toughtness) หมายถึง ความสามารถของวัสดุที่สามารถต้านทานต่อแรงกระตุกหรือกระแทก (Shock Loading Impact Loading) อย่างทันทีทันใดได้โดยไม่เกิดการเสียหาย ความสามารถทางด้านความเหนียวมีอยู่ด้วยกัน ดังนี้ คือ - ความสามารถในการยืดหยุ่นตัว (Elasticity) ความสามารถในการยืดหยุ่นตัว คือ สมบัติในการคืนสู่สภาพเดิมภายหลังจากถูกดึงหรืออัด คุณสมบัตินี้มีความสาคัญมากสาหรับวัสดุโครงสร้าง เพราะต้องออกแบบไม่ให้รับแรงเกินจุดคราก (Yield Point) ซึ่งจะทา ให้เกิดการยืดตัวอย่างถาวรนาไปสู่การแตกหักและเสียหายได้ หมายเหตุ จุดคราก (Yield Point) คือ จุดที่วัสดุมีการยืดตัวอย่างถาวรไม่สามารถกลับคืนสู่สภาพเดิมได้
  3. 3. รูปที่ 1.10 ความสามารถในการยืดหยุ่นตัวของวัสดุ - ความสามารถในการยืดตัว (Ductillity) ความสามารถในการยืดตัวของวัสดุ คือ สมบัติของวัสดุที่สามารถดึงหรืออัดให้ยืดตัวออกได้ง่าย โดยไม่แตกหัก วัสดุที่มีความสามารถในการยืดตัวได้ดี ได้แก่ อะลูมิเนียม ทองแดง เหล็กกล้าและทองเหลือง รูปที่ 1.11 ความสามารถในการยืดตัวของวัสดุ - ความสามารถในการบิดงอและอัดรีดขึ้นรูป (Torsion and Malleability) ความสามารถในการบิดงอและอัดรีดขึ้นรูป คือ สมบัติของวัสดุที่สามารถบิดงอหรืออัดรีดขึ้นรูป ได้โดยไม่ปริแตกง่าย เป็นคุณสมบัติที่คล้ายคลึงกับความสามารถในการยืดตัว โลหะที่อ่อนมีความสามารถในการอัดขึ้นรูป ได้ดีกว่าโลหะที่แข็ง รูปที่ 1.12 ความสามารถในการบิดงอและอัดรีดขึ้นรูปของวัสดุ
  4. 4. 3. ความแข็งของผิว (Hardness) ความแข็งของผิว คือ สมบัติของวัสดุในการต้านทานการสึกหรอ หรือต้านทานต่อการถูกขีดด่วน หรือ แรงกด โดยมาตราการวัดความแข็งใช้เปรียบเทียบกับเพชรซึ่งเป็นวัสดุที่แข็งที่สุด ในการทดสอบหาค่าความแข็งของวัสดุ นิยมใช้กันอยู่ 3 วิธี คือ 1. การทดสอบแบบบริเนล (Brinell Test) โดยใช้ลูกบอลเหล็กกล้าชุบแข็งขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตรกดลงบนชิ้นงาน โดยใช้แรงกด 3,000 กิโลกรัม สาหรับวัสดุแข็ง และ 500 กิโลกรัมสาหรับวัสดุอ่อน ทาการกดประมาณ 30 วินาที หลังจากนั้นทาการวัดขนาด เส้นผ่าน ศูนย์กลางของรอยกด เพื่อนามาคานวณหาค่าความแข็ง 2. การทดสอบแบบวิคเกอร์ (Vickers Test) โดยใช้หัวเพชรรูปพีระมิดฐานสี่เหลี่ยมมีมุมจิก136องศา และหัวกดลูกบอลเหล็กกล้ากดลงบนชิ้นงานการทดสอบแบบรอคเวลเป็นการทดสอบความแข็งที่ สะดวกมาก เนื่องจากสามารถอ่านคาความแข็งได้โดยตรงจากหน้าปัดของเครื่องทดสอบ 3. การทดสอบแบบรอคเวล (Rockwell Test) มีสองสเกล คือ 3.1 รอคเวล B โดยใช้ลูกบอลเหล็กกลมกดลงบนชิ้นงาน 3.2 รอคเวล C โดยใช้กรวยเพชร มุมกรวย 120 องศา กดลงบนชิ้นงาน พิจารณารูปการทดสอบความแข็งของผิววัสดุได้ดังนี้ รูปที่ 1.13 การทดสอบความแข็งของผิววัสดุ
  5. 5. 4. ความสามารถในการรับแรงกระแทก (Impact Resistance) ความสามารถในการรับแรงกระแทก คือ ความสามารถของวัสดุที่ทนทานต่อแรงกระแทกที่มาโดย เฉียบพลันโดยไม่แตกหักเสียหาย วัสดุโดยทั่วไปจะรับแรงกระแทกได้น้อยกว่าแรงที่ค่อย ๆ รับอย่าง ช้า ๆ และสม่าเสมอ 5. ความเปราะ (Brittleness) ความเปราะ คือ สมบัติของวัสดุที่จะแตกหักโดยง่ายเมื่อบิดตัวเล็กน้อย โดยทั่วไปวัสดุที่มีความแข็งมาก จะเปราะมาก นั่นคือจะเกิดการแตกหักง่าย รูปที่ 1.14 การทดสอบความเปราะของวัสดุ

×