Basic

5,147 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
5,147
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
3
Actions
Shares
0
Downloads
48
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Basic

  1. 1. 1งานที่ 1 ศึกษาสาระสำาคัญ และ จดเนื้อหาลงสมุด และทำาแบบฝึกหัดที่ 1 สาระการเรียนรู้ที่ 1 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง ภาษาเบสิกและการเขียนโปรแกรมสาระสำาคัญประวัติความเป็นมาของภาษาเบสิก สัญลักษณ์ที่ใช้ในภาษาเบสิก ขั้นตอนการทำางานของโอเปอเรชั่นในการคำานวณ การเปรียบเทียบและตรรกศาสตร์จุดประสงค์ปลายทางเข้าใจความเป็นมาของภาษาเบสิกและหลักการเขียนโปรแกรมจุดประสงค์นำาทาง1. อธิบายหลักการเรื่องค่าคงที่และตัวแปรได้2. อธิบายเรื่องเกี่ยวกับโอเปอเรชั่นต่าง ๆ ได้3. อธิบายลำาดับขั้นตอนการทำางานของโอเปอเรชั่นต่าง ๆ ได้เนื้อหาภาษาเบสิก (BASIC LANGUAGE) ย่อมาจากคำาว่า BASIC ไม่ได้แปลว่าพื้นฐาน หรือเบื้องต้น ตามพจนานุกรมภาษาอังกฤษแต่คำาว่า BASIC เป็นคำาย่อ ๆ ซึ่งมาจากคำาเต็มๆโดยนำาตัวอักษรตัวแรกมาเขียนเรียงกันซึ่งคำาเต็ม ๆ ก็คือBeginners All-purpose Symbolic Instruction Codeโปรแกรมภาษาเบสิกเป็นโปรแกรมภาษาระดับสูง (High Level language) มีการพัฒนาขึ้นในปี ค.ศ. 1960 โดยศาสตราจารย์จอนห์ เคเมนี (John Kemeny) และศาสตราจารย์โทมัส เคอตซ์ (Thomas Kurtz) แห่งวิทยาลัยดาร์ตเม้าท์ สหรัฐอเมริกาการจะสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางานได้ตามที่เราต้องการ โดยการใช้โปรแกรมภาษาระดับสูงอย่างภาษาเบสิกในการสั่งเราเรียกว่า การเขียนโปรแกรม ในความหมายของการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หมายถึง การเขียนคำาสั่งตั้งแต่ 1 คำาสั่งขึ้นไป เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทำางานอย่างที่ต้องการ เนื่องจากคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้คำาสั่งได้ค่อนข้างจำากัด ดังนั้นการเขียนคำาสั่งแต่ละคำาสั่งต้องอยู่ในรูปแบบ และเป็นไปตามหลักไวยากรณ์องค์ประกอบคอมพิวเตอร์ 1. ฮาร์ดแวร์ หมายถึง อุปกรณ์ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ 2. ซอฟต์แวร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคำาสั่งที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อสั่งให้ เครื่องคอมพิวเตอร์ทำางาน (เขียนขึ้นด้วยโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์) 3. พีเพิ้ลแวร์ หมายถึง บุคลากรในงานด้านคอมพิวเตอร์ภาษาคอมพิวเตอร์ มนุษย์ติดต่อกับคอมพิวเตอร์โดยใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ ซึงเป็นโปรแกรมหรือชุด ่คำาสั่งที่สั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติงาน โดยผู้เขียนโปรแกรม(โปรแกรมเมอร์) ต้องเข้าใจไวยากรของภาษา ภาษาคอมพิวเตอร์แบ่งเป็น 3 แบบ 1. ภาษาเครื่อง หมายถึง ชุดคำาสั่งซึ่งประกอบด้วยเลข 0 และ 1 ซึงเครื่อง ่ คอมพิวเตอร์สามารถเข้าใจคำาสั่งได้ และปฏิบัติตามชุดคำาสั่งนั้นได้ทันที แต่ มนุษย์ไม่เข้าใจ 2. ภาษาสัญลักษณ์ (ภาษาระดับตำ่า) เนื่องจากภาษาเครื่องมนุษย์ไม่เข้าใจ ยากต่อการจดจำา จึงพัฒนาเป็นภาษาสัญลักษณ์ขึ้น โปรแกรมที่เขียนด้วย
  2. 2. 2 ภาษาสัญลักษณ์ต้องอาศัยตัวแปลภาษาเพื่อทำาให้เครื่องเข้าใจต่อไป เช่น ภาษาแอสแซมบลี 3. ภาษาระดับสูง เป็นภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษามนุษย์ที่ใช้กันอยู่ ทำาให้ เขียนโปรแกรมง่ายขึ้น ภาษาระดับสูงจะต้องอาศัยตัวแปลเป็นภาษาเครื่อง เสียก่อน เช่น ภาษาเบสิก ปาสคาล โคบอล เป็นต้น ตัวแปลภาษา ตัวแปลภาษา มี 2 แบบ คือ 1. คอมไพเลอร์ หมายถึง ตัวแปรภาษาระดับสูง ที่ทำาการแปลโปรแกรมทั้งหมด ก่อนจึงจะทำางานตามคำาสั่ง 2. อินเทอร์พรีเตอร์ หมายถึง ตัวแปรภาษาระดับสูงที่ทำาการแปลครั้งละหนึ่งคำา สั่งและทำางานทีละคำาสั่งให้เสร็จก่อนที่จะแปลคำาสั่งต่อไปในที่นี้เราจะเขียนโปรแกรมโดยใช้โปรแกรม ภาษาเบสิก(BASIC) กัน ประวัติภาษาเบสิก ภาษาเบสิกได้พัฒนาขึ้นมาโดยศาสตราจารย์จอห์น เคเมนี (John Kemeny)และศาสตราจารย์โทมัส ครูสซ์ (Thomas Kurtz) แห่งมหาวิทยาลัยดารห์เมาท์(Dartmounth College) ในกลางปี ค.ศ. 1964 ภาษาเบสิกใช้ได้กับคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กถึงขนาดใหญ่ มีการพัฒนาจนทำาให้มีภาษาเบสิกต่าง ๆ กัน เช่น TurboBasicPowerBasic QBasic และ VisualBasic เป็นต้น ภาษาเบสิก ย่อมาจาก Beginner’s All Purpose Symbolic Instruction Codeโดยนำาอักษรตัวแรกมาเรียงต่อกัน ประโยชน์ภาษาเบสิก 1. เป็นภาษาที่เรียนรู้และใช้งานง่าย และใช้กันอย่างแพร่หลาย 2. เหมาะสมกับผู้ที่เริ่มเรียนเป็นภาษาแรก 3. ใช้กับคอมพิวเตอร์ทุกขนาด ตั้งแต่ขนาดใหญ่จนถึงไมโครคอมพิวเตอร์ 4. เป็นภาษาที่ยืดหยุ่น สามารถแก้ไขปรับปรุง และพัฒนาโปรแกรมเพื่อนำาไปใช้ งานได้ง่ายและรวดเร็ว *** จากประโยชน์ภาษาเบสิก เราจึงเลือกใช้ภาษาเบิสิก ในการเขียนโปรแกรมครั้งนี้ค่าคงที่ (Constants)ค่าคงที่หมายถึง ค่าของข้อมูลที่มีค่าแน่นอนไม่เปลี่ยนแปลง ค่าคงทีสามารถแบ่งออกได้ ่เป็น 3 ประเภท คือ1. ค่าคงที่ทเป็นจำานวน (Numeric Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่เป็นจำานวนและนำาไป ี่ใช้ในการคำานวณ จะเป็นจำานวนเต็ม หรือทศนิยมก็ได้2. ค่าคงที่ทางตรรกศาสตร์ (Logical Constants) หมายถึง ค่าคงที่ที่แสดงถึงความเป็นจริง (True) หรือเท็จ (False) ในภาษาเบสิกสำาหรับคอมพิวเตอร์บางระบบกำาหนดให้ 1แทนจริงและ 0 แทนเท็จ3. ค่าคงที่อักขระ (String Constants) หมายถึง ตังอักษรตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป หรือเป็นตัวเลขปนก็ได้ ตัวอักขระจะเป็นข้อความที่มีความยาวได้ระหว่าง 1 ถึง 255 ตัวอักษรการเขียนค่าคงที่อักขระจะต้องอยู่ภายในเครื่องหมายคำาพูดเสมอตัวแปร (Variables)ตัวแปร หมายถึง ชื่อที่ผู้เขียนโปรแกรมกำาหนดขึ้นเพื่อใช้เก็บหรือแทนข้อมูล ตัวแปรจึงเป็นเสมือนชื่อกล่องที่เก็บข้อมูล การตั้งชื่อตัวแปรจะเป็นตัวอักษรทั้งหมดหรือมีตัวเลขปนก็ได้ แต่ละตัวแปรจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษรเสมอ เช่น NAME SCORE X3การตั้งชื่อตัวแปรควรตั้งชื่อให้สื่อความหมายเพื่อผู้ใช้จะได้เข้าใจง่าย ตัวแปรแบ่งเป็น 2
  3. 3. 3ประเภทคือ1. ตัวแปรจำานวน (Numeric Variables) คือบอกให้รู้ว่าข้อมูลที่เก็บอยู่เป็นจำานวน2. ตัวแปรอักขระ (String Variables) คือ ตัวแปรที่จะบอกให้รู้ว่าเก็บข้อมูลอยู่ในรูปตัวอักษรหรือข้อความต่าง ๆ เช่น ชื่อบ้านเลขที่ จะต้องปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย $ เช่นNAME$ ADDRESS$โอเปอเรชั่นในการคำานวณ การเปรียบเทียบและตรรกศาสตร์ในการที่จะสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำาการคำานวณหรือเปรียบเทียบนั้น จะต้องมีสัญลักษณ์แทนโอเปอเรชั่นต่าง ๆ เพื่อบอกคอมพิวเตอร์ว่าเป็นการคำานวณ หรือ การเปรียบเทียบดังนี้1. สัญลักษณ์ในการคำานวณ ซึ่งจะใช้ในการคำานวณทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่าง + บวก A+B - ลบ 145-45 * คูณ 6*9 / หาร 120/12 ^ ยกกำาลัง Y^3สำาหรับเครื่องหมายบวก เราสามารถใช้เครื่องหมายบวกในการเชื่อมค่าคงที่ ที่เป็นอักขระหรือ ตัวแปรอักขระก็ได้ ซึงจะหมายถึงการให้นำาตัวอักขระหรือค่าที่เก็บในตัวแปรอักขระ ่มาต่อกัน เช่น “GOOD”+”MORNING”,A$+B$2. สัญลักษณ์แสดงการเปรียบเทียบ ใช้เปรียบเทียบจำานวนและเปรียบเทียบอักขระ สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่าง = เท่ากับ X=Y < น้อยกว่า “ANT”>”BOY” > มากกว่า SCORE>80 น้อยกว่าหรือ <= IQ<=40 เืืืท่ากับ ่ มากกว่าหรือ >= PERCENT>=90 เท่ากับ <>หรือ >< ไม่เท่ากับ X<>0
  4. 4. 43. สัญลักษณ์ตรรกศาสตร์ สัญลักษณ์ ความหมาย ตัวอย่าง NOT A(ถ้า A เป็นจริง (-1) ก็จะกลับ NOT ไม่ใช่ เป็น 0 คือ เท็จ) X AND Y (จะเป็นจริงเมื่อ X และ Y AND และ เป็นจริงทั้งคู่) A OR B(OR จะเป็นจริง ถ้าจริงเพียง OR หรือ กรณีเดียว)ขั้นตอนการทำางานของโอเปอเรชั่นเนื่องจากสัญลักษณ์ต่าง ๆ ที่อยู่ในนิพจน์มีลำาดับขั้นในการทำางานที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมื่อเขียนนิพจน์จะต้องทราบว่า สัญลักษณ์ใดทำางานก่อนหรือหลัง ผลการคำานวณจึงจะออกมาถูกต้องสัญลักษณ์คำานวณมีลำาดับในการทำางาน ดังนี้ ลำาดับที่ 1 วงเล็บ ( ) ลำาดับที่ 2 ยกกำาลัง ^ ลำาดับที่ 3 คูณและหาร *,/ ลำาดับที่ 4 บวกและลบ +,-ตัวอย่างที่ 1.1 5 + 2 – 3 - 2 มีลำาดับการทำางานดังนี้ ขั้นที่ 1 7 – 3 - 2 ขั้นที่ 2 4 - 2 ขั้นที่ 3 2ตัวอย่างที่ 1.2 5 / 2 - 3.5 * 2 - 3 มีลำาดับการทำางานดังนี้ ขั้นที่ 1 2.5 - 3.5 * 2 - 3 ขั้นที่ 2 2.5 – 7 - 3 ขั้นที่ 3 -4.5 - 3 ขั้นที่ 4 -7.5ตัวอย่างที่ 1.3 จงหาผลลัพธ์ของ 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10เครื่องจะคำานวณตามลำาดับดังนี้ 1. 16 / 2 * 4 – 3 ^ 2 + 10 จะคำานวณ 3^2 =9 2. 16 / 2 * 4 – 9 + 10 จะคำานวณ 16/2 =8 3. 8 * 4 – 9 + 10 จะคำานวณ 8*4 =32 4. 32 – 9 + 10 จะคำานวณ 32-9 =23 5. 23 + 10 จะคำานวณ 23+10 =33
  5. 5. 5 แบบฝึกหัดที่ 1 เรื่อง ภาษาเบสิกและการเขียนโปรแกรม1. ภาษาเบสิกย่อมาจากคำาว่าอะไร2. ผู้ที่พฒนาโปรแกรมแกรมภาษาเบสิกคือใคร ั3. จงอธิบายความแตกต่างระหว่าค่าคงที่กับตัวแปร4. จงลำาดับการทำางานและหาผลลัพธ์ของนิพจน์ต่อไปนี้4.1 2 ^ 3 ^ 24.2 8 * 1 / 34.3 16 ^ (1 / 2)4.4 2 + 5 > 5 / 2 - 24.5 7 <= 3 + 2 AND 8 / 4 * 2 > 3 ^ 25. NOT AND OR จัดเป็น Operator ประเภทใดงานที่ 2 ศึกษาสาระสำาคัญ และ จดเนื้อหาลงสมุด และทำาแบบฝึกหัดที่ 2
  6. 6. 6 สาระการเรียนรู้ที่ 2 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง คำาสั่งสำาหรับการเขียนโปรแกรมในภาษาเบสิกสาระสำาคัญรูปแบบการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิก เครื่องหมายในการเขียนโปรแกรมเบื้องต้นประเภทของคำาสั่งในภาษาเบสิกจุดประสงค์ปลายทางเข้าใจรูปแบบ ประเภทคำาสั่งและเครื่องหมายที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมได้จุดประสงค์นำาทาง1. อธิบายรูปแบบของคำาสั่งในการเขียนโปรแกรมได้2. อธิบายวิธีการและคำาสั่งการเขียนโปรแกรมได้3. นักเรียนสามารถเลือกใช้คำาสั่งในการเขียนโปรแกรมได้ถูกต้องเนื้อหาโปรแกรมภาษาเบสิก จัดเป็นภาษาโปรแกรมระดับสูง แต่เป็นภาษาที่มีเทคนิควิธีการและรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่ง่ายไม่ซับซ้อน จึงเหมาะสำาหรับผู้เริมต้นเขียนโปรแกรม ซึ่ง ่องค์ประกอบในการเขียนโปรแกรมจะประกอบด้วย1. ค่าคงที่ (Constants)2. ตัวแปร (Variable)3. นิพจน์ (Expression)แต่องค์ประกอบของโปรแกรมที่สำาคัญยังต้องประกอบไปด้วย รูปแบบในการเขียนโปรแกรมและคำาสั่ง เฉพาะสำาหรับการเขียนโปรแกรมแต่ละภาษา ซึงรูปแบบและคำาสั่ง ่ของโปรแกรมภาษาเบสิกก็จะมีรปแบบเฉพาะเป็นของตนเองเช่นกัน ูรูปแบบการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิกจะมีรูปแบบเป็นของตนเอง ซึ่งมีลักษณะค่อนข้างง่ายต่อการเข้าใจ เนื่องจากลักษณะการใช้ตัวอักษรและอักขระที่ผู้อ่านสามารถเข้าใจการทำางานของโปรแกรมได้ รูปแบบการเขียนได้แก่1. การเขียนโปรแกรมแบบมีหมายเลขบรรทัด (Line Number) ใช้หมายเลขสำาหรับกำาหนดลำาดับของคำาสั่ง โดยใช้หมายเลขกำากับหน้าคำาสั่งในแต่ละบรรทัด เช่น10 LET A = 1020 LET B = 530 LET C = A+B2. สำาหรับการพิมพ์บรรทัด จะพิมพ์บรรทัดใดก่อนก็ได้ เครื่องจะทำางานเรียงหมายเลขบรรทัดจากน้อยไปหาหมายเลขบรรทัดมาก ในกรณีหมายเลขซำ้ากันโปรแกรมจะถือเอาคำาสั่งในหมายเลขที่พิมพ์หลังสุด3. การทำางานของโปรแกรมจะทำางานตามหมายเลขบรรทัด โดยจะทำางานจากหมายเลขบรรทัดน้อยไปหามาก4. กรณีที่กำาหนดหมายเลขบรรทัดในโปรแกรม จะต้องกำาหนดหมายเลขให้มีระยะห่างกันพอสมควรเพื่อที่จะแทรกหมายเลขเพิ่มเติม5. การเขียนโปรแกรมจะกำาหนดให้เป็นตัวพิมพ์เล็กหรือพิมพ์ใหญ่ก็ได้ ซึงโปรแกรมจะ ่เปลียนให้เป็นตัวพิมพ์ใหญ่โดยอัตโนมัติ ่6. การทำางานของคำาสั่งโปรแกรมจะทำาจากซ้ายไปขวา7. การเขียนโปรแกรมสามารถรวมคำาสั่งหลายคำาสั่งเอาไว้บรรทัดเดียวกันได้ โดยการใช้เครื่องหมาย (;)เครื่องหมายในการเขียนโปรแกรม1. เครื่องหมายโคลอน (Colon) เป็นเครื่องหมายสำาหรับการเชื่อมคำาสั่งซึ่งเราได้ทำาหลาย ๆ คำาสั่งต่อกัน
  7. 7. 72. เครื่องหมายจุลภาคหรือคอมมา (Comma “,”) ในกรณีคำาสั่ง PRINT เป็นการสั่งแบ่งระยะโดยจะทำาให้ระยะระหว่างข้อมูลที่จะแสดงผลที่จอภาพถูกจัดแบ่งเป็นระยะเท่า ๆกัน3. เครื่องหมายอัฒภาค หรือ เซมิโคลอน (Semicolon “;”) เมื่อแสดงผลที่จอภาพข้อมูลจะถูกพิมพ์ต่อเนื่องกันประเภทคำาสั่งในภาษาเบสิก1. คำาสั่งสำาหรับรับและส่งข้อมูลคือ กลุ่มคำาสั่งที่เขียนขึ้นเพื่อรับข้อมูลเข้าไปทำาการประมวลผลในโปรแกรมและกลุ่มคำาสั่งที่สั่งให้โปรแกรมแสดงผลที่อุปกรณ์ประกอบคำาสั่งเหล่านี้ได้แก่1.1 คำาสั่ง INPUT เป็นคำาสั่งที่รับข้อมูลโดยการป้อนผ่านแป้นพิมพ์ เพื่อให้โปรแกรมรับทราบว่าใส่ข้อมูลใด เมื่อเวลาแสดงผลจะแสดงเครื่องหมายคำาถาม เพื่อป้อนข้อมูลที่ต้องการต่อท้ายเครื่องหมายคำาถาม1.2 คำาสั่ง PRINT เป็นคำาสั่งในภาษาเบสิก เพื่อแสดงผลของข้อมูลที่โปรแกรมสั่งให้ทำางานออกทางจอภาพ1.3 คำาสั่ง LPRINT เป็นคำาสั่งในภาษาเบสิก ที่แสดงผลของข้อมูลที่โปรแกรมสั่งออกทางเครื่องพิมพ์2. คำาสั่งเกียวกับการกำาหนดค่าให้กับตัวแปรและการตั้งสมการคำานวณ ่2.1 คำาสั่ง LET เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการกำาหนดค่าคงที่ให้กับ ไม่ว่าเป็นตัวแปรแบบอักขระหรือตัวแปรแบบตัวเลข และใช้ตั้งสมการทางคณิตศาสตร์3. คำาสั่งในการคำานวณลักษณะของคำาสั่งประเภทนี้จะอยู่ในรูปของเครื่องหมาย แสดงแทนเครื่องหมายทางคณิตศาสตร์ จะใช้ประกอบกับคำาสั่งประเภทอื่น ๆ4. คำาสั่งสำาหรับการควบคุมลักษณะของคำาสั่งในการควบคุม เป็นการสั่งในแบบกำาหนดเงื่อนไข และแบบไม่มีเงื่อนไขรวมถึงคำาสั่งควบคุมการวนซำ้า4.1 คำาสั่งแบบมีเงื่อนไข ได้แก่ IF/THEN/ELSE DO..LOOP WHILE..WEND4.2 คำาสั่งแบบไม่มีเงื่อนไข ได้แก่ GO,GOSUB1.3 คำาสั่งควบคุมการวนซำ้า คือ คำาสั่งที่ควบคุมการกระทำาซำ้า ได้แก่ FOR/NEXT5. คำาสั่งเกียวกับการกำาหนดรูปแบบ ่เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการกำาหนดการวางรูปแบบของการแสดงผลโปรแกรม บางครั้งก็จะอยู่ในรูปเครื่องหมาย ใช้ร่วมกับคำาสั่งทั่วไป6. คำาสั่งฟังก์ชันเป็นกลุ่มคำาสั่งประเภทหนุ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อำานวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ โดยคำาสั่งประเภทนี้จะมีค่าฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์7. คำาสั่งทั่วไปNEW เป็นคำาสั่งลบโปรแกรมและค่าตัวแปรที่อยู่ในหน่วยความจำา โดยจะลบหล้าจอทั้งหมดก่อนที่จะเขียนโปรแกรมใหม่REM เป็นคำาสั่งที่ใช้ในการหมายเหตุEND เป็นคำาสั่งให้หยุดการทำางานของโปรแกรมCLS เป็นคำาสั่งให้ลบหน้าจอใหม่ โดยไม่แสดงผลเดิม แบบฝึกหัดที่ 2 ให้นักเรียนนำาเนื้อหามาออกข้อสอบพร้อมเฉลย แบบปรนัย 5 ข้องานที่ 3 ให้ศกษาสาระสำาคัญ และฝึกปฏิบติกบคอมพิวเตอร์ ึ ั ัเข้าโปรแกรมภาษาเบสิก และจดเนื้อหา พร้อมทำาแบบฝึกหัดที่ 3
  8. 8. 8 สาระการเรียนรู้ที่ 3 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง แนะนำาโปรแกรมภาษาเบสิกและแนะนำาการทำางานของ BASICสาระสำาคัญวิธีการเข้าโปรแกรมภาษเบสิก รายละเอียดต่าง ๆ ของหน้าจอโปรแกรมจุดประสงค์ปลายทางเข้าใจการทำางานของโปรแกรมภาษาเบสิก หลักการทำางานของคำาสั่งภาษาเบสิกจุดประสงค์นำาทาง1. อธิบายการทำางานของโปรแกรมภาษาเบสิกได้2. สามารถเข้าสู่โปรแกรมภาษาเบสิกได้3. อธิบายการทำางานของคำาสั่งพื้นฐานในรายการย่อยต่าง ๆ ของเมนู File ได้เนื้อหาลำาดับขั้นการทดลอง1. เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ เมื่อเครื่องพร้อมที่จะทำางานให้สังเกต หน้าจอจะมี Folderดังภาพ ใครไม่มีให้ copy จากเครื่องที่มี แล้วคลิกเปิดเข้าไปใน Folderจะเจอไฟล์ ให้คลิกที่ QBASIC.EXEรอสักครู่ก็จะเข้าสู่หน้าจอโปรแกรมเบสิก
  9. 9. 92. บนจอภาพจะปรากฎหน้าจอของโปรแกรม BASIC ทีประกอบด้วยส่วนสำาคัญ 3 ส่วน ่คือ หมายเลข 1 เมนูบาร์ (Menu bar) เป็นบรรทัดบนสุดแสดงรายการย่อยใน BASIC มี8 รายการ หมายเลข 2 ไดอะล๊อกบล็อก (Dialog box) เป็นกรอบสี่เหลี่ยมปรากฏอยู่กลางจอภาพเพื่อแสดงรายละเอียดต่าง ๆ และในการเข้าโปรแกรมครั้งแรกจะแสดงถึงการทำางาน หมายเลข 3 สเตตัสบาร์(Status bar) แสดงสภาวะการทำางานต่าง ๆ ของ Basic หรือกดแป้นต่าง ๆ เมื่อต้องการใช้งานเร่งด่วน3. การเลือกการทำางานระหว่างการเข้าสู่คำาแนะนำาหรือเข้าสู่โปรแกรมเมื่อปรากฏหน้าจอ ถ้ากด ESC จะปรากฏหน้าจอดังนี้
  10. 10. 104. การเข้าและออกจากเมนูให้ทำาการกด Alt เพื่อเข้าสู่เมนู จะปรากฏแถบสว่างขึ้นที่ตัวอักษรตัวแรกของรายการในเมนูบาร์ทั้ง 8 รายการ ถ้าเรากด F จะเข้าเมนู File5. แนะนำาเมนู Fileก่อนอื่นให้กด Alt+F จะปรากฏเมนู File บนหน้าจอดังนี้เมนู File เป็นเมนูที่สำาคัญมากสำาหรับผู้ที่เริ่มต้นจะมีรายการย่อย 6 รายการดังนี้ New ใช้สำาหรับลบโปรแกรมเก่าและเริมต้นเขียนโปรแกรมใหม่ ่ Open ใช้สำาหรับเปิดแฟ้มข้อมูลที่มีอยู่แล้วมาแก้ไข Save ใช้สำาหรับจัดเก็บแฟ้มข้อมูลลงบนแผ่นบันทึกตามชื่อเดิม Save As ใช้สำาหรับเก็บแฟ้มข้อมูลลงบนแผ่นบันมึกโดยเปลี่ยนชื่อใหม่ได้
  11. 11. 11 Print ใช้สำาหรับพิมพ์โปรมแกรมภาษาเบสิกออกทางเครื่องพิมพ์ Exit ใช้สำาหรับออกจากโปรแกรมสู่การทำางานของดอสพร้อมซ์ขั้นตอนการ Save - กด Alt เพื่อเข้าสู่เมนู File - เมื่ออยู่ที่เมนู File แล้วใช้ลูกศรไปยังรายการ Save แล้วกด Enter เครื่องจะปรากฏหน้าจอให้ใส่ชื่อแฟ้มที่ต้องการการออกจากโปรแกรม Basic ให้ไปที่เมนู File จากนั้นเลื่อนลูกศรไปที่ Exit แบบฝึกหัดที่ 31. ให้นักเรียนศึกษารวบรวมคำาสั่งประเภทต่าง ๆ สำาหรับโปรแกรม BASIC ตั้งแต่ A – Zโดยดูจากเมนูหลัก HELP ในเมนูย่อย CONTENT จากนั้นบอกว่าเป็นคำาสั่งในกลุ่มใดได้แก่1.1 STATEMENT1.2 FUNCTION1.3 KEYWORD1.4 OPERATION1.5 MATACOMMAND2. ให้นักเรียนแยกประเภทของคำาสั่งเฉพาะกลุ่มที่เป็น FUNCTION และกลุ่มที่เป็นSTATEMENT3. ให้นักเรียนเข้าไปยัง HELP ของ BASIC เข้าไปยัง CONTENT จากนั้นเลื่อนCURSOR ไปยังคำาสั่งต่าง ๆ กด ENTET จะพบคำาอธิบายคำาสั่งเป็นภาษาอังกฤษ แบ่งคำาสั่งประเภทต่าง ๆ นำาไปแปลคนละอย่างน้อย 5 คำาสั่ง งานที่ 4 ให้ศึกษาสาระสำาคัญ จดเนื้อหา ทำาแบบฝึกหัดที่ 4
  12. 12. 12 สาระการเรียนรู้ที่ 4 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง แนะนำาให้รู้จกเมนูต่าง ๆ ใน Basic ัสาระสำาคัญการใช้เมนูคำาสั่งต่าง ๆ ในโปรแกรมภาษาเบสิกจุดประสงค์ปลายทางเข้าใจหลักการทำางานของคำาสั่งโปรแกรมภาษาเบสิกจุดประสงค์นำาทาง1. นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้งานเมนู Edit ได้2. นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้งานเมนู Run ได้3. นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้งานเมนู View ได้4. นักเรียนเข้าใจและสามารถใช้งานเมนู Search ได้5. อธิบายการทำางานของเมนูต่าง ๆ ใน Basic ได้เนื้อหาเมนู Editเมนู Edit เป็นเมนูซึ่งใช้ในการสร้างและแก้ไขข้อมูลในหน้าจอเอดิเตอร์ เมื่อรายการในเมนู Edit จะประกอบด้วย 6 รายการ Cut ใช้ลบข้อความในบล๊อก (Block) Copy ใช้คัดลอกข้อความลงในบัฟเฟอร์ Paste ใช้คัดลอกข้อความลงในบล๊อก (Block) Clear ใช้ลบข้อความหรือตัวอักษรการใช้งาน 4 รายการนี้ต้องสร้างบล๊อกคลุมข้อความ ที่เกิดขึ้นกับข้อความที่ต้องการทำางานต่าง ๆ New Sub ใช้สร้างโปรแกรมย่อย New Function ใช้สร้างฟังก์ชันเมนู Runเป็นเมนูที่ใช้ในการรันโปรแกรม หรือประมวลผลโปรแกรมที่เขียนเสร็จแล้วเมื่อต้องการเลือกเมนูนี้ทำาได้โดยการกด Alt+R ซึงเมนูนี้มีรายการย่อยให้เลือก 3 รายการ คือ ่ Start เป็นคำาสั่งให้เริ่มประมวลผลโปรแกรมที่อยู่ในหน่วยความจำา Restart ใช้ในกรณีที่ต้องการประมวลผลโปรแกรมทีละบรรทัด Continue เป็นคำาสั่งที่สั่งให้ประมวลผลเหมือน Restartเมนู Viewเมนูนี้เป็นเมนูการทำางานที่เกี่ยวกับการแสดงผลระหว่างหน้าจอของโปรแกรมมีรายการย่อยดังนี้ SUBS ใช้เมื่อต้องการโหลดโปรแกรมย่อยและฟังก์ชันที่สร้างไว้แล้วมาทำาการแก้ไขหรือลบออกจากโปรแกรมหลัก การทำางานนี้ใช้ F2 แทนการเลือกรายการ คำาสั่งนี้เพื่อรวดเร็วในการทำางาน Split ใช้แบ่งจอภาพของหน้าจอ Untitled ออกเป็น 2 ส่วน จะได้สะดวกในการพิมพ์โปรแกรมเพราะ เมื่อพิมพ์โปรแกรมไปแล้วบรรทัดที่พิมพ์ในบรรทัดแรกจะหายไปถ้าใช้ตัวนี้จะเห็นโปรแกรมที่พิมพ์ทั้งหมด Output Screen ใช้เมื่อรันโปรแกรมไปแล้วต้องการจะกลับไปดูผลลัพธ์ทจอภาพ ี่หรือ F4
  13. 13. 13เมนู SEARCHเมนูนี้เป็นเมนูที่ใช้ในการค้นหาคำาต่าง ๆ หรือข้อความ ที่เขียนไว้ในโปรแกรมว่ามีอยู่หรือไม่ การค้นหาคำาหรือข้อความนี้ อาจมีจุืุืดมุ่งหมายเพื่อแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงคำาหรือ ุข้อความ จะมีรายการย่อย 3 รายการ Find ใช้ค้นหาข้อความ หรือคำาสั่งโดยมีไดอะล๊อกบล๊อกปรากฏขึ้นมาเพื่อถามข้อความที่ต้องการค้นหา ให้ป้อนคำาหรือข้อความที่ต้องการค้นหา Repeat last find เลือกเพื่อค้นหาคำาหรือข้อความที่ได้ Find ไว้ครั้งสุดท้าย Cheng ใช้เมื่อต้องการค้นหาคำาหรือข้อความที่ต้องการหาและปลี่ยนแปลงคำาหรือข้อความใหม่ แบบฝึกหัดที่ 4 เรื่อง แนะนำาโปรแกรมภาษาเบสิกและแนะนำาการทำางานของ BASIC1. จงอธิบายคำาศัพท์ต่อไปนี้1.1 Menu Bar1.2 Dialog Box1.3 Status Bar2. ถ้าต้องการเข้าและออกจากเมนูของ Basic จะต้องกดปุ่มใด3. คำาสั่ง Save และ Save As ในเมนู File ต่างกันอย่างไร4. ถ้าต้องการพิมพ์โปรแกรมโปรแกรมหนึ่งและต้องการเก็บลงบนแผ่นดิสก์ โดยตั้งชื่อโปรแกรมนี้ว่า Work1.bas ซึ่งโปรแกรมประกอบด้วยคำาสั่งข้างล่างนี้ จะต้องทำาอย่างไรบ้างจงอธิบายขั้นตอนการทำางานตั้งแต่เข้าโปรแกรม พิมพ์โปรแกรม จนกระทั่งบันทึกลงบนแผ่นเสร็จเรียบร้อยCLSPRINT “I LOVE COMPUTER”PRINT “PROGRAM BASIC”END5. ถ้าต้องการออกจากโปรแกรม Basic สู่การทำางาน DOS Prompt จะต้องใช้คำาสั่งมดจงเขียนขั้นตอนของการใช้คำาสั่งงานที่ 5 ให้ศกษาสาระสำาคัญ จดเนื้อหา ทำาแบบฝึกหัดที่ 5 ึ
  14. 14. 14 สาระการเรียนรู้ที่ 5 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง การใช้คำาสั่งและเครื่องหมายสาระสำาคัญเริ่มต้นการใช้คำาสั่งพื้นฐานและเครื่องหมายและการทดลองทำาโปรแกรมจุดประสงค์ปลายทางรู้จักและเข้าใจรูปแบบของคำาสั่ง Print ได้จุดประสงค์นำาทาง1. เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้คำาสั่ง Print ในการแสดงผลลัพธ์ต่าง ๆ ได้2. เพื่อให้นักเรียนใช้เครื่องหมายต่าง ๆ ร่วมกับคำาสั่งได้อย่างถูกต้องเนื้อหาคำาสั่ง Print คำาสั่ง Print เป็นคำาสั่งในภาษาเบสิก ใช้เพื่อกำาหนดรูปแบบการพิมพ์ข้อความ หรือแสดงผลข้อมูลที่โปรแกรมทำางานเสร็จแล้วออกทางจอภาพ ข้อมูลที่แสดงออกมานั้นอาจจะมีค่าเก็บอยู่ในตัวแปร ซึงตัวแปรในภาษาเบสิกมีอยู่ด้วยกันหลายประเภท เช่น ่ตัวแปรตัวเลข ก็จะเก็บค่าที่เป็นตัวเลข ตัวแปรตัวอักษร ก็จะเก็บค่าที่เป็นข้อความนอกจากนี้การแสดงผลลัพธ์ที่มีค่าเก็บอยู่ในตัวแปรแล้วยังอาจจะแสดงผลลัพธ์ค่าคงที่ที่เป็นตัวเลขหรือแสดงข้อความเลยก็ได้ หรือจะใช้คำาสั่งนี้ในการบันทึกข้อมูลให้เก็บอยู่ในรูปของไฟล์ ถ้าต้องการแสดงผลลัพธ์ที่เป็นข้อความจะใช้คำาสั่ง Print แล้วตามด้วยข้อความที่จะแสดงแต่ต้องใช้เครื่องหมายคำาพูดเปิด-ปิด คร่อมข้อความที่ต้องการแสดงไว้ด้วยรูปแบบของคำาสั่ง Print Print “ข้อความ”[;][,] ตัวแปร 1[;][,] ตัวแปร 1.. ตัวแปร nตัวอย่างที่ 5.1 การใช้คำาสั่ง print การพิมพ์ข้อความ ผลลัพธ์ print “I LOVE YOU” I LOVE YOU print “I Love You” I Love You print “100-70” 100-70 การพิมพ์ตัวแปร ผลลัพธ์ print Na$ จะพิมพ์ข้อความที่เก็บอยู่ในตัวแปรNa$ print A%+B% จะนำาค่าคงที่ที่เก็บในตัวแปร A% และB% มาบวกกันแล้วพิมพ์ผลลัพธ์ออกมา print N$+C$ จะนำาข้อความที่เก็บในตัวแปร N$ และC$ มาพิมพ์ต่อกัน การพิมพ์ค่าคงที่ ผลลัพธ์ print “123”+”456” 123456 print 560 560
  15. 15. 15 print 5 * 6 30 print “I”+”am”+”a”+”woman”+”.” I am a woman. แบบฝึกหัดที่ 5 เรื่อง คำาสั่งสำาหรับการเขียนโปรแกรมในภาษาเบสิก1. ในการเขียนโปรแกรมภาษาเบสิก ถ้าในบรรทัดหนึ่ง ๆ มีหลายคำาสั่งจะต้องคั่นระหว่างคำาสั่งแต่ละคำาสั่งด้วยเครื่องหมายใด2. จงอธิบายความแตกต่างในการใช้เครื่องหมายเซมิโคลอนและเครื่องหมายคอมม่า กับคำาสั่ง PRINT3. เราแบ่งกลุ่มคำาสั่งในภาษาเบสิกได้กี่กลุ่มอะไรบ้าง4. คำาสั่งในการคำานวณมีประกอบด้วยอะไรบ้าง5. เราแบ่งคำาสั่งฟังก์ชันออกได้กี่แบบอะไรบ้างอธิบายมาพอเข้าใจ6. ถ้าเราต้องการจะทำาการรันโปรแกรมเมื่อเราโหลดโปรแกรมมาเรียบร้อยแล้ว จะต้องใช้คำาสั่งในเมนูใด7. ถ้าต้องการจะทำาการสร้างโปรแกรมย่อยเราจะต้องเลือกใช้คำาสั่งใด8. เมนูใดเป็นเมนูที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถติดต่อไปยังโปรแกรมย่อยอื่นได้9. เมนู Option มีประโยชน์อย่างไร10. เมนู Help มีประโยชน์อย่างไรงานที่ 6 จงตอบคำาถามต่อไปนี้
  16. 16. 166.1 ให้ค้นหา ตัวอย่างคำาสั่งภาษาเบสิก โดยใช้คำาสั่ง Print จากอินเทอร์เน็ตและจดตัวอย่างนั้นลงสมุด (ค้นหามา 2 ตัวอย่าง)เช่น ตัวอย่าง คำาสั่ง Print แสดงชื่อตนเองโปรแกรมClsPrint “napaporn”ผลรันNapaporn6.2 จงตอบคำาถามต่อไปนี้ 1. ภาษาใดที่ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมมากที่สุด 2. ภาษาใดที่ยากต่อการเขียนโปรแกรมมากที่สุด 3. ภาษาใดที่มนุษย์เข้าใจมากที่สุด 4. ภาษาใดที่มนุษย์เข้าใจน้อยที่สุด 5. ภาษาระดับตำ่า เช่น 6. ภาษาระดับสูง เช่น 7. คอมไพเลอร์ หมายถึง 8. อินเทอร์พลีเทอร์ หมายถึง 9. ผู้พัฒนาภาษาเบสิก คือ .... 10.จงบอกประโยชน์ของภาษาเบสิกงานที่ 7 ศึกษาและบันทึกสาระสำาคัญ และทำาแบบฝึกหัดที่ 6
  17. 17. 17 วิธการทางคอมพิวเตอร์ หมายถึง ขั้นตอนในการเตรียมงาน ในการเขียน ีโปรแกรมสั่งให้เครื่องคอมพิวเตอร์ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้อง แบ่งเป็น 6 ขั้นตอนดังนี้ 1. การวิเคราะห์งาน เป็นขั้นตอนแรกของวิธีการทางคอมพิวเตอร์ในการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของงาน และศึกาวิเคราะห์งานโดยละเอียดว่า ต้องการให้คอมพิวเตอร์ทำาอะไร มีข้อมูลเข้า ตัวแปรที่ใช้ ขันตอนการประมวลผล และรูปแบบผลลัพธ์ที่ต้องการ ้เป็นอย่างไร ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นขั้นตอนที่สำาคัญที่สุด ตัวอย่าง 1.1 การวิเคราะห์งาน บริษัทสหไทย จำากัด ต้องการคิดค่าคอมมิชชั่นให้แก่พนักงานขาย มีเงื่อนไขดังนี้ ถ้ายอดขายน้อยกว่า หรือเท่ากับ 100,000 บาท ให้คิดค่าคอมมิชชั่น 7.5 % ถ้ายอดขายมากกว่า 100,000 บาทให้คิดค่าคอมมิชชั่น 9% จงหาค่าคอมมิชชันของพนักงานขายแต่ละคน และเงินรวมค่าคอมมิชชันที่บริษัทต้องจ่ายขั้นตอนการวิเคราะห์งาน 1. สิ่งที่ต้องการ 1.1 คำานวณเงินค่าคอมมิชชัน และเงินรวมค่าคอมมิชชันที่บริษัทต้อง จ่าย 2. ข้อมูลนำาเข้า 2.1 ชื่อ และ ยอดขายของพนักงานขายแต่ละคน 3. ตัวแปร EmpName : ชื่อพนักงาน และใช้ทดสอบว่า ข้อมูลหมดหรือยัง ถ้า EmpName เท่ากับ “END” แสดงว่า หมดข้อมูล Sales : ยอดขาย Commis : ค่าคอมมิชชัน Total : เงินรวมค่าคอมมิชชัน 4. ข้อมูลนำาออก 4.1 ชื่อพนักงาน , ยอดขาย ,ค่าคอมมิชชัน และเงินร่วมค่าคอมมิชชัน 5. วิธีการประมวลผล 5.1 Total = 0 5.2 รับค่า ตัวแปร 5.3 เปรียบเทียบ ตัวแปร 5.4 เปรียบเทียบ Sales กัย 100000 5.5 Total = Total + Commis 5.6 พิมพ์ผลลัพธ์ ตัวแปร 5.7 รับค่าตัวแปร 5.8 ไปทำาขั้นตอนที่ 5.3 2. การเขียนผังงาน หรือผังโปรแกรม (Flow Chart) การเขียนโปรแกรม เป็นขั้นตอนต่อจากการวิเคราะห์งานโดยนำาวิธีการที่ได้จากการวิเคราะห์มาเขียนเป็นสัญลักษณ์ หรือภาพแสดงขั้นตอนการทำางานตามลำาดับก่อนหลัง ٣. การเขียนโปรแกรม การเขียนโปรแกรม หมายถึง การเปลี่ยนขั้นตอนของการทำางานในผังงานให้เป็นรูปแบบภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง ภาษาคอมพิวเตอร์มีมากมายหลากหลายภาษา แต่ละภาษาเหมาะกับงานต่าง ๆ กัน ดังนั้นการเลือกภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดนั้น ควรคำานึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 1. ขีดจำากันของเครื่อง หรือโปรแกรมแปลภาษา เช่น ตัวแปรภาษาบางภาษา ใช้เนื้อที่หน่วยความจำามาก 2. ความถนัดและความชำานาญของผู้เขียนโปรแกรม
  18. 18. 18 3. ลักษณะและประเภทของงาน เช่น ถ้าเป็นงานทางด้านธุรกิจเลือกภาษาโค บอลหรืออาร์พีจี เป็นต้น 4. การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม การทดสอบและแก้ไขโปรแกรม หมายถึง การตรวจสอบความถูกต้องของคำาสั่งหรือโปรแกรมทีเขียน เพื่อหาข้อผิดพลาด ของโปรแกรมที่ทำาให้ผลลัพธ์ไม่ตรงกับความ ่ต้องการ การแก้ไขข้อผิดพลาด เรียกว่า Debug ซึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเขียน ่โปรแกรม แบ่งได้ 2 แบบ 1. ข้อผิดพลาดจากการเขียนคำาสั่ง หรือโปรแกรมไม่ถูกต้องตามรูปแบบ หรือ หลักไวยากรณ์ของภาษาคอมพิวเตอร์ ข้อผิดพลาดนี้เรียกว่า Syntax Error ในกรณีที่เขียนคำาสั่งหรือรูปแบบของภาษาผิด ทำาการตรวจสอบได้โดยใน รอบแปลจะให้ข่าวสารความผิดพลาดนั้นออกมา 2. ข้อผิดพลาดทางตรรก เป็นข้อผิดพลาดที่ทำาให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องหรือตรง กับความต้องการ ข้อผิดพลาดนี้เรียกว่า Logical Error การตรวจหาความผิด พลาดนี้ทำาได้ยากเพราะ เครื่องไม่สามารถบอกได้ว่าผิดตรงไหน จึงเป็น หน้าที่ของผู้เขียนโปรแกรมจะต้องตรวจสอบหาที่ผิดเองโดยอาจดูจากผัง งานช่วยในการค้นหาที่ผิดได้ เช่น ผู้เขียนโปรแกรมต้องการใช้สูตรการ คำานวณหาพื้นที่สามเหลี่ยม ซึ่งพื้นที่สามเหลี่ยม = ½ X ฐาน X สูง แต่ผู้ เขียนโปรแกรมเขียนผิดเป็น พื้นที่สามเหลี่ยม = ½ + ฐาน + สูง เครื่อง คอมพิวเตอร์ไม่สามารถตรวจหาที่ผิดได้ ดังนั้นเมื่อประมวลผลโปรแกรมจะ ให้ผลลัพธ์ไม่ถูกต้องกับความต้องการ 5. การนำาโปรแกรมพร้อมข้อมูลจริงเข้าเครื่อง หลังจากการทดสอบโปรแกรมเรียบร้อยแล้ว ขันตอนต่อไปเป็นการนำาข้อมูลจริง ้เข้าเครื่องประมวลผลตามโปรแกรมจนได้ผลลัพธ์ถูกต้อง หรือตรงกับความต้องการ 6. การจัดทำาเอกสารและบำารุงรักษาโปรแกรม เอกสารประกอบโปรแกรม เป็นเอกสารที่จัดทำาขึ้นเพื่อประโยชน์ต่อผู้ใช้โปรแกรมและการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมในอนาคต การบำารุงรักษาโปรแกรม เป็นการแก้ไขหรือปรับปรุงโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอเช่น โปรแกรมการคำานวณเงินโบนัส ที่ใช้ในปัจจุบัน ในอนาคตอาจมีการเปลี่ยนแปลงการคิดคำานวณโบนัสใหม่ จึงต้องมีการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมใหม่เพื่อให้ใช้งานได้ผังงาน (Flowchart) ที่สำาคัญ
  19. 19. 19 เริ่มต้น – สิ้นสุด รับข้อมูล/กำาหนดตัวแปร ทิศทางข้อมูล ตัดสินใจ การแสดงผล/คำานวณ ตัวอย่างการเขียนผังงาน การคำานวณพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้า เริ่มต้น กว้าง ,ยาว พื้นที่ = กว้าง X ยาว พื้นที่ แบบฝึกหัดที่ 61. วิธีการทางคอมพิวเตอร์ มีอะไรบ้าง อธิบาย2. จากโปรแกรม จงเขียนผลรันที่ได้
  20. 20. 20clsprint “ X” กด enterprint “ XXX” กด enterprint “ XXXXX” กด enterprint “XXXXXXX’ กด enterend3. ให้พิมพ์คำาสั่งต่อไปนี้ทีละบรรทัดแล้วรัน(F5) ให้แสดงผลลัพธ์ของคำาสั่งแต่ละบรรทัดprint “LUCKY” กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….Print “100+200” กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….Print “100”+”200” กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….Print 100+200 กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….Print 1,2,3 กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….Print 1;2;3 กด (F5)ผลลัพธ์…………………………………………………อธิบาย………………………………………………….4. จงเขียนโปรแกรม แสดงการคำานวณให้ได้ผลรันดังนี้ 7+5 = 12
  21. 21. 21 7-5 =2 7 X 5 = 35หมายเหตุ ผลการคำานวณให้คำานวณอัตโนมัติ (และแยกส่วนให้เรียบร้อย)โปรแกรมผลรัน5. จงบอกความหมายของสัญลักษณ์ต่อไปนี้ (5 คะแนน)6. จงเขียนผังงาน การคำานวณ พื้นที่ สามเหลี่ยม เริ่มต้น สูง,ฐาน พื้นที่ = ½ * สูง * ฐาน พื้นที่งานที่ 8 ศึกษาสาระสำาคัญ บันทึกสาระสำาคัญ และทำาแบบฝึกหัดที่ 7 สาระการเรียนรู้ที่ 6 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง คำาสั่งในการรับข้อมูล
  22. 22. 22สาระสำาคัญการใช้คำาสั่ง Input ในการรับข้อมูลเพื่อเป็นการโต้ตอบระหว่างผู้ใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ และการใช้คำาสั่ง Read/Data ควบคู่จุดประสงค์ปลายทางเข้าใจและสามารถใช้คำาสั่งในการรับข้อมูลได้จุดประสงค์นำาทาง1. สามารถใช้คำาสั่ง Input รูปแบบต่าง ๆ เพื่อทำาการกำาหนดค่าได้อย่างถูกต้อง2. สามารถใช้คำาสั่ง Read/Data เพื่อทำาการกำาหนดค่าได้ถูกต้อง3. สามารถแยกความแตกต่างระหว่าง Input และ Read/Data ได้4. สามารถกำาหนดค่าให้กำาตัวแปรได้5. สามารถเขียนโปรแกรมด้วยคำาสั่ง Read/Data และ Input ได้อย่างเหมาะสมถูกต้องเนื้อหาคำาสั่ง INPUT คำาสั่ง INPUT เป็นคำาสั่งที่ทำาหน้าที่รับข้อมูลจากผู้ใช้โดยตรง การใช้คำาสั่งนี้จึงเสมือนผู้ใช้สามารถโต้ตอบกับเครื่องได้ ซึงจะรอรับข้อมูลผ่านทางแป้นพิมพ์ เพื่อนำา ่ข้อมูลไปประมวลผลต่อไปในการรับข้อมูลเข้าไปนี้ข้อม๔ลจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำาดังนั้น จึงต้องมีการกำาหนดตัวแปรต่าง ๆ เพื่อเก็บค่าที่รบเข้าไป ค่าต่าง ๆ นี้จะ ัเปลียนแปลงไปตามการคำานวณในเวลาต่าง ๆ กัน คำาสั่งนี้มีรปแบบดังนี้ ่ ูรูปแบบคำาสั่ง INPUT INPUT Variable,Variable..n Variable คือ ค่าของตัวแปรแบบตัวเลขหรือแบบสตริงรายการตัวแปร Variable ถึง n จะเป็นตัวแปรทีเป็นจำานวนหรือตัวแปรอักขระก็ได้ในกรณี ่ที่มีตัวแปรมากกว่า 1 ตัวแปร ให้ใช้เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นระหว่างตัวแปรแต่ละตัวเมื่อโปรแกรมรันมาถึงบรรทัดที่สั่งให้มีการรับค่าจะเกิดเครื่องหมาย ? รอให้ผู้ใช้ใส่ค่าเข้าไป การใส่ค่านี้จะต้องใส่ค่าให้ตรงกับตัวแปรที่กำาหนดตัวอย่างที่ 6.1 INPUT A$,B,C INPUT A,B INPUT A$,B$ตัวอย่างที่ 6.2 การใช้คำาสั่ง INPUT เพื่อรอรับค่าเลขโดยมีตัวแปรหลายตัวในคำาสั่งเดียวกัน INPUT A,B,C PRINT A,B,C
  23. 23. 23 RUN ? 1,2,3ตัวอย่างที่ 6.3 การใช้คำาสั่ง INPUT เพื่อรอรับตัวอักษรและตัวเลข PRINT “YOUR NAME IS =” INPUT NA$ PRINT “YOUR AGE IS =” INPUT AGE RUN YOUR NAME IS = ? KOUNJIT ใส่ค่าทีเป็นตัวอักษร ตัวเลขหรือพยัญชนะต่าง ๆ ่ YOUR AGE IS = ? 28 ใส่ค่าทีเป็นตัวเลขเท่านั้น ่ตัวอย่างที่ 6.4 การใช้เครื่องหมายเซมิโคล่อน(;) ในคำาสั่ง INPUT INPUT “YOUR NAME IS =”;NA$ INPUT “YOUR AGE IS =”;AGE PRINT “NAME = “;NA$ PRINT “AGE =”;AGE RUN YOUR NAME IS = ? KOUNJIT YOUR AGE IS = ? 28 NAME = KOUNJIT AGE = 28 คำาสั่ง READ/DATA นอกจากคำาสั่ง INPUT ที่ทำาหน้าที่รับข้อมูลแล้ว คำาสั่ง READ มีหน้าที่รับข้อมูลเช่นกัน แต่คำาสั่ง READ จะต้องใช้คู่กับคำาสั่ง DATA เสมอ คำาสั่ง READ กับ DATA ใช้ในการอ่านข้อมูลให้กับตัวแปร ซึงจะได้ผลดีมากในกรณีที่มรข้อมูลมากๆ และไม่ ่เปลียนแปลง ่รูปแบบคำาสั่ง READ/DATA READ Var1,Var2…Var n DATA C1,C2,…Cn หรือ DATA C1,C2,…Cn READ Var1,Var2…Var n โดยที่ Var1,Var2…Var n คือตัวแปรตัวที่ 1 ถึง nC1,C2,…Cn คือข้อมูลซึ่งอาจเป็นค่าคงที่จำานวนหรืออักขระก็ได้ตัวแปรใน READ และข้อมูลในคำาสั่ง DATA ต้องสัมพันธ์กัน กล่าวคือ ถ้าตัวแปรเป็นตัวแปรจำานวน ข้อมูลก็จะต้องเป็นค่าคงที่จำานวน แต่ถ้าตัวแปรเป็นอักขระ ข้อมูลก็ต้องเป็นอักขระด้วย ตัวอย่างเช่นตัวอย่างที่ 6.5 READ A$,B$,C$ DATA AA,123,C$
  24. 24. 24ตัวอย่างที่ 6.6 DATA 10,20,30 READ A,B,Cตัวอย่างที่ 6.7 DATA 100,200 READ N READ M DATA 300,400 READ P,Q แบบฝึกหัดที่ 7ทบทวนการคำานวณ 1. ٤*(٥- ٧) + ٨ = ……….….. 2. 1000 + (20 ^ 2 – (5 * 2)+6 ) = …………… 3. 4^2*٤٠-٧ = …………….. 4. ١-٣/٢*١٢/٦ = ……………… 5. 3 + 5 – 6 * 4 /2-3 + 2*3 = …………….จงยกตัวอย่างคำาสั่ง input คำาสั่ง INPUT มี 3 แบบ INPUT ตัวแปรที่ 1 , ตัวแปรที่ 2 ตัวอย่าง ……………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………… INPUT “ข้อความอธิบาย”,ตัวแปรที่ 1,ตัวแปรที่ 2 ตัวอย่าง ……………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………… INPUT “ข้อความอธิบาย”;ตัวแปรที่ 1, ตัวแปรที่ 2 ตัวอย่าง ……………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………งานที่ 9 จงตอบคำาถามต่อไปนี้ 1. จงเขียนผลรันจากโปรแกรมดังนี้ Rem filename
  25. 25. 25 Pritnt “** sale calculation**” Input “ Book = ”,book Input “Price=”price total = book*price print “Total =”,total หมายเหตุ สมมติว่าป้อนค่า book = 10 Price = 40……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….…… 2. จงเขียนโปรแกรมคำานวณหาพื้นที่สามเหลี่ยม……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………….……………งานที่ 10 ศึกษาสาระสำาคัญ บันทึกสาระสำาคัญ และทำากิจกรรมดังนี้
  26. 26. 26 สาระการเรียนรู้ที่ 7 การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น เรื่อง คำาสั่งในการวนรอบสาระสำาคัญการใช้คำาสั่ง FOR..NEXT เป็นคำาสั่งประเภทการสั่งให้มีการทำางานต่อไปจนกว่าจะครบรอบ ซึ่งสามารถให้มีการกระทำาของโปรแกรมโดยการวนอยู่ตลอดเวลา ตามการกำาหนดของโปรแกรมจุดประสงค์ปลายทางเข้าใจและสามารถใช้คำาสั่งในการวนรอบข้อมูลได้จุดประสงค์นำาทาง1. นักเรียนสามารถเขียนโปรแกรมโดยใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ได้2. บอกรูปแบบและอธิบายการทำางานของคำาสั่ง FOR..NEXT ได้เนื้อหาคำาสั่ง FOR..NEXT การเขียนโปรแกรมเพื่อสั่งงานบางอย่าง อาจมีการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำางานในบางคำาสั่งหรือบางกลุ่มคำาสั่ง ซำ้ากันหลายครั้ง ในภาษาเบสิกมีคำาสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำางานซำ้ากันหลายครั้ง คำาสั่งดังกล่าวคือ คำาสั่ง FOR..NEXT มีรูปแบบดังนี้ FOR V ={a} to{b} {Step c} คำาสั่งที่ 1 คำาสั่งที่ 2 . . NEXT V V คือ ตัวแปรจำานวน a เป็นนิพจน์ที่บอกค่าเริ่มต้นของ V b เป็นนิพจน์ที่บอกค่าสุดท้ายของ V c เป็นนิพจน์ที่บอกค่าเปลี่ยนแปลงของ V ค่า c ที่เพิมขึ้นหลัง Step จะเป็นจำานวนเต็มบวกหรือลบหรือทศนิยมก็ได้ ถ้าไม่มี ่คำาสั่ง Step เครื่องคอมพิวเตอร์จะถือว่ามี Step เป็น 1ตัวอย่างที่ 7.1 โปรแกรมนี้จะสั่งให้เครื่องทำาการพิมพ์คำาว่า HELLO ! 4 ครั้ง FOR I=1 TO 4 PRINT “HELLO !” NEXT I ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ HELLO ! HELLO ! HELLO ! HELLO !
  27. 27. 27ตัวอย่างที่ 7.2 โปรแกรมพิมพ์คาตัวแปร TRUN ่ FOR TRUN = 5 TO 10 PRINT TRUN NEXT TRUNเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 5 6 7 8 9 10 ข้อสังเกต จากรูปแบบคำาสั่ง FOR V =a to b Step c อาจเป็นจำานวนเต็มบวกหรือจำานวนลบที่ได้ ถ้า c เป็นบวก หมายความว่า ค่าของ V จะเพิ่มขึ้นจากค่าเริ่มต้น aครั้งละ c ไปจนถึงค่าที่ไม่เกินค่าสิ้นสุด b ดังนั้นในกรณีนี้ a จะมีค่าน้อยกว่า b แต่ถ้าค่าc เป็นจำานวนลบหมายความว่าค่าของ V จะลดลงจากค่าเริ่มต้น a ครั้งละ c ไปจนถึงค่าสิ้นสุด b ดังนั้น ในกรณีนี้ a จะมีค่ามากกว่า bตัวอย่างที่ 7.3 โปรแกรมทีมีการวนรอบโดยกระโดดข้าเป็นลำาดับขั้น ่ FOR A = 1 TO 10 STEP 2 PRINT A NEXT A ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 1 3 5 7 9ตัวอย่างที่ 7.4 โปรแกรมทีมีการทำาลำาดับขัน ่ ้ C =3 FOR I = C TO 4*C STEP C PRINT I;” “; NEXT I ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 3 6 9 12ตัวอย่างที่ 7.5 โปรแกรมทีมี step เป็นลบ ่ FOR I = 100 TO 10 STEP –10 PRINT I;” “ NEXT I ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 100 90 80 70 60 50 40 30 20 10
  28. 28. 28ตัวอย่างที่ 7.6 โปรแกรมหาค่าเฉลี่ยจากข้อมูลที่อยู่ในคำาสั่ง DATA DATA 3,8,5,2,3,7,6,5,1,9 S=0 FOR I=1 TO 10 READ X S=S+X NEXT I PRINT S,S/10 ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 49 4.9การใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ซ้อนกัน บางกรณีในโปรแกรมอาจจะมีคำาสั่งที่ให้ทำางานในลักษณะวนเป็นรอบซ้อนกันหลายชั้น ซึ่งอาจจะใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ซ้อนกัน ดังรูปแบบดังนี้ FOR FOR NEXT NEXT คำาสั่ง FOR..NEXT จะมีเป็นคู่ และแต่ละคู่จะไม่มีการสั่งให้ทำางานข้ามกัน คือการทำางานแบบวนรอบนี้ จะต้องมีระเบียบ คือ วนรอบตามคำาสั่ง FOR..NEXT ที่อยู่ในรอบในก่อนตัวอย่างที่ 7.7 โปรแกรมการวนรอบแบบลูปซ้อน FOR I = 1 TO 2 FOR J = 1 TO 3 PRINT I,J NEXT J PRINT NEXT Iเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 11 12 13 21 23 23ตัวอย่างที่ 7.8 โปรแกรมวนรอบแบบลูปซ้อน S=0
  29. 29. 29 FOR I = 1 TO 2 FOR J = 1 TO 3 S = S+1 PRINT S;” “; NEXT J NEXT I ENDเมื่อสั่งให้เครื่องทำาการรันโปรแกรมนี้จะปรากฏผลลัพธ์บนจอภาพดังนี้ 123456หลักเกณฑ์ในการเขียนคำาสั่ง FOR..NEXT 1. ในกรณีที่มีการใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ซ้อนกัน ชื่อของตัวแปรจะตั้งซำ้ากันไม่ได้ 2. ภายในช่วงของคำาสั่ง FOR..NEXT จะมีการสั่งให้เครื่องซึ่งกำาลังทำางานอยู่นอก FOR..NEXT เข้ามาในช่วงของคำาสั่ง FOR..NEXT 3. ถ้าค่าของ c มีค่าเป็นจำานวนหลัง step จะมีค่าเป็นจำานวนบวกแต่ค่าเริ่มต้นมากกว่าค่าสิ้นสุด หรือค่าของ c มีค่าเป็นจำานวนลบแต่ค่าเริ่มต้นน้อยกว่าค่าสิ้นสุด การทำางานในช่วง FOR..NEXT จะถูกประมวลผลเพียงครั้งเดียว 4. ห้ามเปลียนแปลงค่าของค่าเริ่มต้น ค่าสิ้นสุด หรือนิพจน์ที่บอกค่า ่เปลียนแปลง ในช่วงคำาสัง FOR..NEXT ่กิจกรรมประกอบการเรียนกิจกรรมที่ 1 ลำาดับขั้นตอนการทำางาน1. เข้าสู่โปรแกรมภาษาเบสิก2. ให้นักเรียนเขียนโปรแกรมโดยใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ชื่อของนักเรียนจำานวน 10 บรรทัด……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….
  30. 30. 303. พิมพ์โปรแกรมเข้าคอมพิวเตอร์และทดลองรันโปรแกรม จดผลลัพธ์มาให้ดู……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….4. ให้ SAVE โปรแกรมโดยใช้ชื่อว่า FOR_name.bas5. จงเขียนโปรแกรมโดยใช้คำาสั่ง FOR..NEXT ให้คอมพิวเตอร์พิมพ์ค่าตั้งแต่ 500 ถึง1000 โดยให้พิมพ์จาก 1000 900 …500……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….……………………………………………………………………………………………………………….…………………………………………… 

×