Successfully reported this slideshow.

รศ.วุฒิสาร ตันไชย - การบริหารงานภาครัฐกับการสร้างธรรมาภิบาล

2

Share

1 of 36
1 of 36

รศ.วุฒิสาร ตันไชย - การบริหารงานภาครัฐกับการสร้างธรรมาภิบาล

2

Share

Download to read offline

1.แนวคิดและองค์ประกอบของธรรมาภิบาล
2.ทศพิธราชธรรม : ธรรมสำหรับผู้บริหาร
3.หลักราชการ : หนทางสู่ความสำเร็จ
4.การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม (INTEGRITY)
5.การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ

1.แนวคิดและองค์ประกอบของธรรมาภิบาล
2.ทศพิธราชธรรม : ธรรมสำหรับผู้บริหาร
3.หลักราชการ : หนทางสู่ความสำเร็จ
4.การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม (INTEGRITY)
5.การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ

More Related Content

Viewers also liked

Related Books

Free with a 14 day trial from Scribd

See all

Related Audiobooks

Free with a 14 day trial from Scribd

See all

รศ.วุฒิสาร ตันไชย - การบริหารงานภาครัฐกับการสร้างธรรมาภิบาล

  1. 1. การบริหารงานภาครัฐกับ การสร้างธรรมาภิบาล โดย รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า
  2. 2. แนวการบรรยาย 1. แนวคิดและองค์ประกอบของธรรมาภิบาล 2. ทศพิธราชธรรม : ธรรมสาหรับผู้บริหาร 3. หลักราชการ : หนทางสู่ความสาเร็จ 4. การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ชอบธรรม (INTEGRITY) 5. การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ 6. ซักถาม - แลกเปลี่ยน
  3. 3. หลักสานึก รับผิดชอบ หลักความ หลักความ โปร่งใส คุ้มค่า ธรรมาภิบาล หลัก หลักนิติ คุณธรรม ธรรม หลักการมี ส่วนร่วม
  4. 4. 1. เป้าหมายของการบริหารจัดการ 2. โครงสร้างและกระบวนการบริหารจัดการ 3. สภาพแวดล้อมของการบริหารจัดการ
  5. 5. เป้าหมาย ความสมดุลและเป็นธรรม, ความสุจริต , ความมีประสิทธิภาพ/ผล โครงสร้างและวิธการ ี สภาพแวดล้อม -การมีความรับผิดชอบ -กฎหมาย , ระเบียบ -การตอบสนองต่อความต้องการ -ประมวลจริยธรรม -ความโปร่งใส -ประมวลการปฏิบัตงานที่เป็นเลิศ ิ -การมีส่วนร่วม -วัฒนธรรม
  6. 6. 1. มีความเป็นธรรม (equity): การจัดสรรทรัพยากรเป็นไป อย่างสมดุลแก่คนทุกกลุ่ม 2. มีความสุจริตไม่ผิดไปจากความถูกต้อง (integrity) 3. มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล(efficiency & effectiveness)
  7. 7. 1. มีความรับผิดชอบ (accountability) 2. การตอบสนองความต้องการ (responsiveness) 3. มีความโปร่งใส (transparency) 4. มีส่วนร่วมที่เหมาะสม (participation)
  8. 8. 1. กฎหมาย ระเบียบ (Laws & Regulations) 2. จริยธรรม (Ethics) 3. การปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) 4. วัฒนธรรม (Culture)
  9. 9. ทศพิธราชธรรม : ธรรมะสาหรับผู้บริหาร รองศาสตราจารย์วุฒสาร ตันไชย ิ 9
  10. 10. ทศพิธราชธรรม : ธรรมะสาหรับผูบริหาร ้ การให้ความรัก การสละทรัพย์ การไม่เบียดเบียน การให้ความคิด พลัง  ทานัง สร้างสรรค์ การให้สิทธิและ ตนเองและผู้อื่น การทา ตนให้ปกติ (ไม่โหดร้าย เสรีภาพอย่างเท่าเทียม  ศีลัง – ไม่มือไว – ไม่ใจเร็ว – ไม่ขปด – และไม่ ี้  ปริจาคัง การเสียสละความสุขส่วนตน หมดสติ)  อาชชะวัง เพื่อรักษาประโยชน์ส่วน ใหญ่ การเสียสละทรัพย์เพื่อ  มัททะวัง รักษาอวัยวะ การเสียสละ การซื่อตรงต่อหน้าที่ การปฏิบัติหน้าที่ด้วย อวัยวะเพื่อรักษาชีวิต และ  ตะปัง ความซื่อสัตย์ และสุจริต การเสียสละชีวิตเพื่อรักษา มีความจริงใจ  อักโกธะ ความเป็นธรรม  อะวีหิสัญจะ  ขันติญจะ  อะวิโรธะนัง รองศาสตราจารย์วุฒสาร ตันไชย ิ 10
  11. 11. ทศพิธราชธรรม : ธรรมะสาหรับผูบริหาร ้ การมีความอ่อนโยนทั้ง  ทานัง ต่อผู้สูงกว่า เสมอกัน และต่ากว่า และการ  ศีลัง การมีความอ่อนโยนทั้ง เคารพในเหตุผลที่ควร ต่อผู้สูงกว่า เสมอกัน มีสัมมาคารวะ  ปริจาคัง และต่ากว่า และการ  อาชชะวัง เคารพในเหตุผลที่ควร มีสัมมาคารวะ  มัททะวัง การไม่พยายามมุ่งร้าย ผู้อื่น และหากจะ  ตะปัง ลงโทษผูทาผิดก็ให้ทา ้ ด้วยเหตุผล  อักโกธะ  อะวีหิสัญจะ  ขันติญจะ  อะวิโรธะนัง รองศาสตราจารย์วุฒสาร ตันไชย ิ 11
  12. 12. ทศพิธราชธรรม : ธรรมะสาหรับผูบริหาร ้  ทานัง  ศีลัง การไม่เบียดเบียนซึ่งกัน  ปริจาคัง และกัน ต่างคนต่างก็ทา หน้าที่ของตน ไม่  อาชชะวัง ความอดทน อดกลั้น ผูกขาดในตาแหน่ง  มัททะวัง ต่อความลาบาก อดทน หน้าที่การงาน และเปิด ต่อดินฟ้าอากาศ อดทน โอกาสให้ผู้อื่นทีมี ่  ตะปัง อดกลั้นต่อผู้ร่วมงาน ความสามารถ  อักโกธะ เพื่อรักษาสัมพันธภาพ และมิตรภาพเอาไว้ และ  อะวีหิสัญจะ เพื่อการปฏิบัติร่วมกันจะ การไม่ประพฤติผิดทานอง ได้ราบรื่น  ขันติญจะ คลองธรรม ไม่ผิดต่อ จารีตประเพณี และ  อะวิโรธะนัง กฎหมาย รองศาสตราจารย์วุฒสาร ตันไชย ิ 12
  13. 13. หลักราชการ จาก หนังสือหลักราชการ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชนิพนธ์
  14. 14. หนทางไปสู่ความสาเร็จ ประกอบด้วย คุณวิเศษ 10 ประการ
  15. 15. 1. ความสามารถ เป็นสิ่งมิได้อยู่ในตาราอันใด และจะสอนให้แก่ กันก็หาได้มาไม่… หรืออาจแปลได้ว่า ทาการงานให้ เป็ น ผลส าเร็ จ ได้ ดี ก ว่ า ผู้ ที่ มี โ อกาสเท่ า ๆกั น … ความสามารถเป็นสิ่งซึ่งต้องการสาหรับคนที่จะใช้ เป็ น ผู้ บั ง คั บ บั ญ ชาคน…ซึ่ ง จะดู ค วามสามารถ มากกว่าดูภูมิวิช า…ความสามารถจึงเป็น ลักษณะ หนึ่งของผู้บังคับบัญชาคน…
  16. 16. 2. ความเพียร คาว่า "เพียร" แปลว่า "กล้าหาญไม่ย่อท้อต่อ ความยากและบากบั่น เพื่อจะข้ามความขัดข้องให้ จงได้ โดยใ ช้ ค วามอุ ต สาหะวิ ริ ย ะภาพ มิ ใ ห้ ลดหย่อน" ผู้ที่ตีราคาว่าเป็นคนมีวิชามักจะลืมคานึง ข้อนี้ จึงไม่เข้าใจว่า เหตุใดผู้มีวิชาน้อยกว่าตน จึง กลับได้ดีมากกว่า
  17. 17. 3. ความมีไหวพริบ รู้ จั ก สั ง เกตเห็ น โดยไม่ ต้ อ งมี ใ ครเตื อ นว่ า เมื่อมีเหตุเช่นนั้นจะต้องปฏิบัติการอย่างนั้น เพื่อให้บังเกิดผลดีที่สุดแก่กิจการทั่วไป และ รีบทาการอันเห็นควรนั้นโดยฉับพลัน
  18. 18. 4. ความรู้เท่าถึงการ รู้จักปฏิบัติกิจการให้เหมาะด้วยประการทั้ง ปวง คื อ การเลื อ กว่ า จะปฏิ บั ติ อ ย่ า งไรจึ ง จะ เหมาะสมแก่เวลาและให้สมเหตุสมผลจึงเป็น ประโยชน์สูงสุด
  19. 19. 5. ความซื่อตรงต่อน่าที่ ตั้งใจกระทากิจการซึ่งได้รับมอบนั้น โดย ซื่อสัตย์สุจริต ใช้ความอุตสาหะวิริยะเต็มสติ กาลัง ของตน ด้ว ยความมุ่ งหมายให้ กิ จการ นั้นๆ บรรลุซึ่งความสาเร็จและงดงามที่สุดที่ จะพึงมีหนทางจะทาได้
  20. 20. 6. ความซื่อตรงต่อคนทั่วไป ความประพฤติ ซื่ อ ตรงต่ อ คนทั่ ว ไป รั ก ษาตนให้ เ ป็ น คนควรที่ เ ขาทั้ ง หลายจะ เชื่อถือได้ โดยรักษาวาจาสัตย์ไม่ยกตนข่ม ท่าน ตอบแทนผู้มีไมตรีโดยสม่าเสมอ
  21. 21. 7. ความรู้จักนิสัยคน ผู้ที่รู้จักอ่อนน้อม ทาตัวให้เป็นที่รักใคร่ และเมตตาแห่งผู้ใหญ่ เข้าใจว่ามนุษย์ทุก คนต่างก็มีความแตกต่าง
  22. 22. 8. ความรู้จักผ่อนผัน ต้ อ งเป็ น ผู้ ที่ รู้ จั ก ผ่ อ นสั้ น ผ่ อ นยาวว่ า เมื่ อ ใดควรตั ด ขาดและเมื่ อ ใดควรอ่ อ นหรื อ ผ่ อ นผั น กั น ได้ มิ ใ ช่ แ ต่ จ ะยึ ด ถื อ หลั ก เกณฑ์ หรื อ ระเบี ย บอย่ า งเดี ย ว ซึ่ ง จะก่ อ ให้ เ กิ ด ผลเสียควรจะยืดหยุ่นได้
  23. 23. 9. ความมีหลักฐาน เครื่องช่วยบุคคลให้ได้รับตาแหน่งหน้าที่อันมีความ รับผิดชอบ ได้แก่ การมีบ้าน เป็นสานักมั่นคงเป็น หลักแหล่ง การมีครอบครัวอันมั่นคง และการตั้งตน ไว้ในที่ชอบละเว้นอบายมุข โดยทุกคนก็สามารถมี โอกาสเท่า ๆ กันที่จะสร้างความมีหลักฐานได้
  24. 24. 10. ความจงรักภักดี ยอมเสียสละตนเพื่อประโยชน์แห่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
  25. 25. การยึดมั่นในสิ่งทีถูกต้อง ่ ชอบธรรม (INTEGRITY)
  26. 26. INTEGRITY STRENGTH AND FIRMNESS OF CHARACTER UNCOMPROMISING ADHERENCE TO A CODE OF MORAL VALUES MORAL UPRIGHTNESS
  27. 27. INTEGRITY มาจากรากศัพท์วา “INTEGER” ่ แปลว่า “ความครบถ้วนสมบูรณ์ , ความ เป็นจานวนเต็ม” คนที่จะเป็นคนเต็มคน ต้องมี “INTEGRITY” เป็นคุณธรรมประจาตัว
  28. 28. INTEGRITY มีความหมายใกล้เคียงกับคาว่า “อวิโรธนัง” ซึงหมายถึง ความไม่คลาดจากธรรม ่
  29. 29. โดยมีคติธรรม 12 ประการ ดังนี้ 1. สัจจะ พูดความจริง (TRUTH) 2. ความซื่อสัตย์สุจริต (HONESTY) 3. ความระลึกในหน้าที่ (SENSE OF DUTY) 4. ความอดกลั้น (PATIENCE) 5. ความเป็นธรรม (FAIR PLAY) 6. ความเอาใจเขามาใส่ใจเรา (CONSIDERATION FOR OTHERS) 7. เมตตาธรรม (KINDNESS)
  30. 30. 8. ความกตัญญูกตเวที (GRATITUDE) 9. ความสุภาพนุ่มนวล (POLITENESS) 10. ความคารวะต่อผู้อาวุโส (RESPECT FOR ELDERS) 11. รักษาคาพูด (PROMISE) 12. จิตสานึกสาธารณะ เสียสละเพื่อส่วนรวม (PUBLIC CONSCIENCE)
  31. 31. หลักปฏิบัติ ดังนี้ 1) พินิจพิเคราะห์แยกแยะว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง หรือสิ่งใดเป็นสิ่งที่ผด ให้ ิ กระจ่างชัด (DISCERNING WHAT IS RIGHT AND WHAT IS WRONG) 2) ปฏิบติตามสิ่งที่ตนเชื่อว่าถูกต้องอย่างเคร่งครัด แม้จะทาตนลาบากหรือเสีย ั ผลประโยชน์ก็ตาม (ACTING ON WHAT YOU HAVE DISCER,EVEN AT PERSONAL COST) 3) ประกาศให้ผู้อื่นได้ทราบโดยทั่วกันว่าตนได้ปฏิบติไปเช่นนั้น โดยได้พินิจ ั พิเคราะห์แยกแยะว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว (SAYING OPENLY THAT YOU ARE ACTING ON YOUR UNDERSTANDING OF RIGHT FROM WRONG)
  32. 32. คอรัปชั่นเชิงนโยบาย คือ การที่ผู้มีอานาจและหน้าที่กาหนดนโยบายได้ใ ช้อานาจ หน้าที่ของตนเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง โดยวิธีการกาหนด นโยบายที่มีจุดมุ่งหมายซ่อนเร้นที่จะแสวงหาผลประโยชน์จากนโยบาย ดังกล่าว และมอบหมายให้ฝ่ายประจาไปดาเนินการจัดทาโครงการเสนอ ขึ้ น มาเพื่ อ อนุ มั ติ การคอรั ป ชั่ น เชิ ง นโยบายจึ ง เป็ น รู ป แบบใหม่ ข อง คอรัปชั่นที่มีจุดเริ่มต้นมาจากผู้กาหนดนโยบายโดยได้รับความร่วมมือ หรื อตกอยู่ ใ นสภาวะจ ายอมจากฝ่า ยประจ าในการจัด ท าโครงการให้ เป็นไปตามนโยบาย และเป็นการคอรัปชั่นที่อาศัยความชอบธรรมทาง กฎหมายเป็นเครื่องบังหน้าในการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว
  33. 33. คอรัปชั่น ?? ผาสุก พงศ์ไพจิตร (2546 : 161-162) แยกประเภทของคอรัปชั่นออกเป็น 2 ประเภท ประเภทแรก คือ ภาษีคอร์รัปชั่น ซึ่งนักการเมืองและข้าราชการเก็บจากพ่อค้า นักธุรกิจ และประชาชน ในรูปของค่าคอมมิชชั่น และส่วยต่างๆ ประเภทที่สอง เป็นการคอร์รัปชั่นที่เกิดจากการทับซ้อนของผลประโยชน์ หรือ การขัดกันระหว่างผลประโยชน์สาธารณะและผลประโยชน์ส่วนบุคคล (Conflict of Interest) เช่น รายได้ซึ่งนักการเมืองและพรรคพวกเพือนพ้อง ได้รับจากการตั้งราคาสินค้า ่ หรือบริการซึ่งพวกเขาทาการผลิตอยู่ในราคาสูง เนืองจากเป็นธุรกิจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด ่ เช่น บริษัท ก. ได้สัมปทานจากรัฐทาธุรกิจโทรศัพท์มอถือ และรัฐให้สัมปทานบริษัทไม่กี่แห่ง ื ให้ทาธุรกิจนี้ ดังนัน บริษัท ก. จึงสามารถคิดค่าบริการเป็นรายเดือน (retaining fees) ้ นอกเหนือจากค่าใช้โทรศัพท์จริงๆ ในอัตราสูงกว่าที่เก็บกันในประเทศอืนๆ ซึ่งหมายความว่า ่ บริษัท ก. สามารถทากาไรได้มากจนเจ้าของบริษัทเขยิบฐานะเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้านได้ใน เวลาประมาณ 5 ปี
  34. 34. "..The strongest deterrent (against corruption) is in a public opinion which censures and condemns corrupt persons; in other words, in attitudes which make corruption so unacceptable that the stigma of corruption cannot be washed away by serving a prison sentence...." Lee Kuan Yew (Singapore Parliament, 1987) พลังสาคัญที่จะหยุดยั้งคนที่จะคอร์รัปชัน ได้ผลที่สุด คือทัศนคติของสังคมที่จะ ร่วมกันประณามและไม่ยอมรับคนโกงใดๆ การลงโทษคนคอร์รัปชันจับเข้าคุกเท่านั้น ไม่พอเพียงกับโทษที่เขากระทาต่อสังคม
  35. 35. ซักถาม – แลกเปลี่ยน

×