Sex education

4,880 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
4,880
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
283
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

Sex education

  1. 1. • นางสาวอลิสา  ใจเดียว                            53011112067    AR             ระบบปกติ• นางสาวภูริชญา  มีแก้ว                           53011010441    HOS          ระบบปกติ• นางสาวเกษราภรณ์  ระวาสเสริฐ          53010217063     MBG • นายณัฐพงษ์  ประกอบดี                        53010916149    BC• นางสาวแสงระวี  กิจเจริญ                      53010914927    AC             ระบบปกติ• นางสาวนิภาพร  ผาไสว                          53010522014    .....             ระบบพิเศษ
  2. 2. • นางสาววรรณา  ใจสบาย                       53010211141     ชีววิทยา • นางสาวสรญา  อ่างวิเชียร                      53011111058     UA      ระบบปกติ• นายวราวิชญ์   วงษา                              52011111047     AUD     ระบบปกติ• นางสาวชนัญชิดา ตะเพ็ชร                    53011812027     FH • นายธนากรณ์  เชิญ ชม                          53011123013    • นางสาว วิชชุดา  
  3. 3. ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาเมื่อเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์  (STDs)  มักจะมีความเชื่อว่าเป็นการลงโทษโดยพระเจ้าต่อผู้ทป่วยด้วยโรคเหล่านั้น  และโรค ี่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางอย่าง  เช่น  ซิฟิลิส  ได้กลายเป็นเครื่องมือในการกล่าวหาทางเชื้อชาติ หรือชาติพรรณ  หรือกลุ่มคนในสังคม  ตัวอย่างเช่น  เมื่อทหารแห่งกองทัพฝรั่งเศสเข้าไปตั้งฐานทัพในประเทศเนปาลในฤดูหนาวปี  ค.ศ. 1495  นั้น  ทหารเหล่านั้นได้รับความทุกข์ทรมานจากแผลซิฟิลิสตามอวัยวะเพศ  และมีแผลตามตัว  ชาวอิตาลีเรียกว่า  โรคฝรั่งเศส  (French  sickness )  ขณะที่ชาวฝรั่งเศสก็ตำาหนิวาเป็นโรคของ ่ชาวอิตาลี ชาวเตอร์ก  เรียกซิฟิลสว่า โรคคริสเตียน  ิ( Christian  disease ) และชาวจีนเรียกว่า โรคโปรตุเกส ( Protuguese  disease ) 
  4. 4. เมื่อมีการค้นพบและเริ่มใช้ยาเพนนิซลิน  ิ( penicillin )  และยาปฏิชวนะตัวอื่นๆ ใน ีช่วงปีทศวรรษที  1940  ทำาให้การรักษาโรค ่กามโรคได้ผลดี  ในปี  ค.ศ. 1957  จำานวนรายผู้ปวยของโรคหนองในและซิฟิลิสลดตำ่า ่ลงอย่างมาก  อย่างไรก็ตามเมื่อการรักษาโรคได้ผลดีทำาให้ความตระหนักของสาธารณชนต่อกามโรค ลดลง  จึงมีอุบัติการณ์ของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอีก  ทำาให้มีโรคใหม่ๆ เกิดขึ้น  และดื้อต่อยาปฏิชีวนะมากขึ้น  โรคใหม่ๆ เหล่านั้น  
  5. 5. สถานการณ์การติดเชื้อทางเพศ สัมพันธ์  (Situation  of  sexually  transmitted  infection )  ภาวะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์  เป็นสาเหตุสำาคัญที่ทำาให้เกิดการเจ็บป่วยเฉียบพลัน  ทำาให้เกิดภาวะการมีบตรยาก  ทุพลภาพและอาจตาย ุได้  ซึ่งมีผลกระทบต่อภาวะสุขภาพกายและจิตใจและสุขภาพที่รนแรงต่อทังผู้ชาย  ผู้หญิงและเด็กได้ ุ ้ องค์การอนามัยโลก (World  Health  Organization  / WHO )  ได้ประเมินการจำานวนผู้ป่วยรายใหม่ด้วยภาวะการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์จากโรค ซิฟิลิส  โกโนเรีย  ทริคโคโนนิเอซีส  และคลามัยเดีย ในผูหญิงและผูชายที่มีอายุระหว่าง  15 – 49  ้ ้
  6. 6. ตาราง 8.1 จำานวนคาดการณ์ผู้ตดเชื้อ ิโรคทางเพศสัมพันธ์รายใหม่ในปี  2542                 แถบประเทศ                                                                  จำานวน ( หน่วย : ล้าน )       แอฟริกาใต้เขตทะเลทรายซาฮารา                                                        69       เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้                                                           151       ละตินอเมริกาและแคริบเบียน                                                             38       อเมริกาเหนือ                                                                                       14       เอเชียตะวันออกและแปซิฟิก                                                               18       รวม                                                                                    ยุโรปตะวันตก                                                                                  340 *** ที่มา  World  Health                           17 Organization ( 2001 ) ***       เอเชียกลางและยุโรปตะวันออก                                      
  7. 7. เชื้อที่สามารถติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้มจำานวนมากกว่า  20  ีชนิด  ซึงส่วนใหญ่สามารถรักษา ่หายได้ด้วยยาต้านจุลชีพ  ลักษณะของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำาคัญ  และเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขและสังคม  ซึงประกอบ ่ด้วย  โรคหนองใน , โรคหนองในเทียม , โรคซิฟิลิส , แผลริมอ่อน , กามโรคของต่อมและนำ้า
  8. 8. โรคหนองใน  (Gonorrhoea) โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดหนึ่งที่รู้จักกันมานาน คำาว่า โกโนเรีย (Gonorrhoea) พบครั้งแรกโดย นายแพทย์กาเลน ในพ.ศ. 673 ซึงเกิดจาก่คำาว่า “gonos” แปลว่า เม็ด และ “rhoea” แปลว่า ไหล รวมกันแล้วหมายถึง การไหลของหนองจากบริเวณท่อปัสสาวะ ต่อมในปี พ.ศ. 2422 อัลเบิร์ต  นิสเซอร์ ได้ค้นพบเชือแบคทีเรีย ้
  9. 9. อาการและอาการแสดง                                        ในผู้ชายหลังจากได้รับเชือประมาณ 2-10 วัน จะมีอาการแสบในลำา ้กล้องเวลาถ่ายปัสสาวะหรือถ่ายปัสสาวะขัด และมีหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในระยะแรกอาจไหลซึมเป็นมูกใส ๆ เล็กน้อย ภายใน 12 ชัวโมง  ่ต่อมาจะกลายเป็นหนองข้น และออกมาคล้ายเส้นก๋วยเตี๋ยว ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจมีหนองในไหลอยู่ 3-4 เดือน และเชื้อหนองในอาจลุกลามไปยังบริเวณที่ใกล้เคียง ทำาให้ท่อปัสสาวะอักเสบ ซึ่ง
  10. 10.  ในผู้หญิงระยะแรกมักไม่มีอาการ ต่อมาจะมีอาการตกขาวเป็นหนองสีเหลือง มีกลิ่นเหม็น ไม่คัน มีอาการขัดเบา และแสบร้อนเวลาปัสสาวะ ปัสสาวะขุ่น ถ้ามีการอักเสบของปีกมดลูก จะมีไข้สง หนาวสัน ู ่ปวด และกดเจ็บตรงท้องน้อยแบบปีกมดลูกอักเสบ เชืออาจลุลามทำาให้ต่อมบาร์โทลินที่ ้แคมใหญ่เกิดการอักเสบ หรือเป็นฝีบวมโต หรืออาจทำาให้มดลูกอักเสบ ซึ่งถ้าอักเสบรุนแรงเมื่อหายแล้วอาจทำาให้ท่อรังไข่ตีบตันกลายเป็นหมัน หรือทำาให้ตั้งครรภ์นอกมดลูก
  11. 11. การวินิจฉัยและการรักษา  ในการรักษาโรคหนองใน ยารับประทานหลายตัวสามารถรักษาหนองในแท้ได้ แต่ในทางปฏิบัติจริงเชื้อเหล่านี้ดื้อยาจนไม่อาจใช้เป็นแนวทางรักษาได้แล้ว ต้องใช้ยาฉีดอย่างเดียว  การวินจฉัยโรคหนองใน สามารถทำาได้โดย ิการซักประวัตการมีเพศสัมพันธ์ พร้อมด้วยอาการ ิและอาการแสดงโดยเฉพาะในผูชายที่มีอาการของ ้โรคชัดเจน แต่ถ้าในรายที่อาการไม่ชัดเจนโดยเฉพาะในผู้หญิง จำาเป็นต้องอาศัยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ่วมด้วย โดยทั่วไปแล้วจะทำาการตรวจย้อมสีแกรมจากหนอง หรือสิ่งที่ถูกขับออกมาจากท่อปัสสาวะ นอกจากการวินิจฉัยข้างต้นแล้ว ถ้าตรวจ
  12. 12. โรคหนองในเทียม• โรคหนองในเทียม(Non-gonococcal  urethitis) มีอาการคล้ายโรคหนองใน คือมีอาการ ของท่อปัสสาวะอักเสบ ถ่ายปัสสาวะขัด มีนำ้าใส หรือหนองไหลออกจากท่อปัสสาวะในบางครั้งแต่ ผลตรวจทางห้องปฏิบัติการ ไม่พบเชื้อ นิสเซอร์  โกโนเรีย (N.gonorrhoeae) จึงได้ชื่อว่าหนองใน เทียม หรือ nonspecific urethritis; NSU) พบ ในชายรักต่างเพศมากกว่ารักร่วมเพศ ในรายที่เป็น โรคหนองในแล้วรักษาด้วยยาขนาดสูงๆแบบครัง ้ เดียว ถึงแม้อาการจะดีขึ้นแต่บางรายจะกลับมี อาการอีกประมาณ 2-3 วัน ซึ่งเรียกว่าโรคทางเดิน
  13. 13. •   สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อ คลา มัยเดีย แทรกโคโมติส  (Chiamydia trachomotis) ถึง ร้อยละ 50 ของจำานวนที่เป็นโรค หนองในเทียมทั้งหมด นอกนั้นอาจมี เชื้อ ยูรพลาสมา ยูรีไลติ ี คัม(Ureaplasma urealyticum)  แคนดิดา อัลบิแคน (Candida  albican) ทริโคโมแนส วาจินลลิส  ั (Trichomonas vaginalis) อะไม โคพลาสมา เจนนิทัลเลียม 
  14. 14. อาการและการแสดง ระยะฟักตัวของหนองในเทียมประมาณ 2-3 สัปดาห์ อาจนานถึง 5 สัปดาห์ ผูทติดเชื้ออาจมีอาการ หรือ ้ ี่ไม่มีอาการก็ได้ บางคนอาจมีอาการปัสสาวะขัดและแสบ มีหนองหรือนำ้าใสๆ ไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในผูหญิงอาจ ้ไม่มีีอาการก็ได้ ซึงมักเป็นปัญหาต่อ ี ่การป้องกันโรค และในผูหญิงตังครรภ์ ้ ้และคลอดบุตร อาจทำาให้ทารกติดเชื้อ 
  15. 15. การวินิจฉัยและการรักษา  การวินจฉัยโรคหนองในเทียมจะต้อง  ิพยายามแยกโรคจากโรคหนองใน ซึ่งเป็นการยากถ้าดูจากอาการและอาการแสดง เพราะทั้งสองโรคมีอาการคล้ายกัน จึงต้องมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ถ้าตรวจไม่พบเชื้อ นิสเซอร์ โกโนเรีย (N.gonorrhoeae) ก็จะเป็นโรคหนองในเทียม ส่วนการรักษาที่ได้ผลดีนน ควรจะตรวจหา ั้เชือที่เป็นสาเหตุของหนองในเทียม และใช้ยา ้ปฏิชวนะที่สามารถกำาจัดเชือที่เป็นสาเหตุนั้น ถ้า ี ้เกิดจากเชือคลามัยเดีย มักจะใช้ยาเตตราซัยคลิน  ้
  16. 16. โรคซิฟิลส (Syphilis) ิ โรคซิฟิลส (syphilis) เป็นกามโรคที่ ิเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ชื่อ ทริพโพนิมา พอลลิดม (Treponema pallidum) ทีมี ั ่ลักษณะรูปเกลียว (spirochete) สามารถมีชีวตอยู่ในเลือดทีอุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ิ ่ได้ ประมาณ 3-4 วัน เชือซิฟิลิสจะตายถ้าใช้ ้ยาฆ่าเชื้อทั่วไป ความร้อน ความแห้ง หรือนำ้าสบู่ เชือสามารถเข้าสู่รางกายได้ทางแผล ้ ่
  17. 17. อาการและอาการแสดง โรคซิฟิลสมีระยะฟักตัวประมาณ 10 วัน  ิถึง 10 สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ 3 สัปดาห์ และมีอาการของโรคที่แบ่งออกเป็นระยะได้ 2 ระยะ คือ ซิฟิลิสระยะแรก (early syphilis) และซิฟลิสระยะหลัง (late syphylis) ดังนี้ ิ
  18. 18. ซิฟิลิสระยะแรก (Early • syphilis) งย่อยได้เป็น 3  เป็นอาการเริ่มแรกที่สามารถแบ่ ระยะที่สำาคัญดังนี้2.ซิฟิลิสระยะทีหนึ่ง หลังจากติดเชือซิฟิลิสผ่าน ่ ้ ระยะฟักตัวแล้ว จะมีอาการเป็นตุมสีแดงคลำ้า ่ บริเวณที่เชือเข้าสู่ร่างกาย โดยเฉพาะที่อวัยวะ ้ เพศ ต่อมาตุ่มแดงจะแตกเป็นแผล มักจะมีแผล เดียว ขอบแข็ง ไม่เจ็บ จึงมักเรียกว่า แผลริม แข็ง (hard chancre) เป็นแผลสะอาด ขอบนูน แข็ง มีนำ้าเหลืองไหลออกมามาก ซึ่งในนำ้า เหลืองที่ออกจากแผลจะมีเชื้อซิฟิลิสอยู่จำานวน มาก อาจมีอาการต่อมนำ้าเหลืองโตข้างใดข้าง
  19. 19. • ซิฟิลิสระยะที่สอง ผู้ป่วยอาจมีอาการไข้ตำ่าๆ  ปวดกระดูก กล้ามเนื้อและข้อเบืออาหาร มีผื่น ่ แดงเรื่อๆ แต่ไม่คัน อาจพบได้ทั่วตัวหรือเฉพาะ บริเวณอก ฝ่ามือฝ่าเท้า อาจมีผมร่วงเป็น หย่อมๆ ถ้าตรวจเลือดจะให้ผล VDRL  (Venereal Diseases Research Laboratory)  บวก ระยะนีเรียกว่า “ระยะออกดอก” จะเป็น ้ ระยะที่มีเชือมาก ติดต่อได้งาย ถ้าไม่ได้รับการ ้ ่ รักษาอาการจะหายไปเอง ร้อยละ 30-40 นอก นันโรคจะเข้าสู่ระยะแฝง ้• ซิฟิลิสระยะแฝงเริ่มแรก เป็นระยะที่ไม่มีอา การใดๆ แต่ผลตรวจเลือด VDRL ให้ผลบวก ผู้
  20. 20. ซิฟิลิสระยะหลัง  (Late syphilis หรือ Tertiary  syphilis)• เป็นระยะที่เกิดขึ้นหลังจากซิฟิลิสระยะทีสอง ประมาณ 3-30 ปี  ่ ยกเว้นในผูป่วยภูมิคมกันบกพร่อง ซึ่งจะกินเวลาสั้นกว่า ในระยะนี้ ้ ุ้ เป็นระยะที่มีการอักเสบของระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่น ระบบ ประสาท ระบบหัวใจและเส้นเลือด ซึ่งมักจะเรียกชือตามระบบที่ ่ ซิฟิลิสปรากฏอาการ ดังนี้2. ซิฟิลิสระยะแฝงช่วงหลัง ผูป่วยจะไม่มีอาการใดๆ แต่ให้ผล ้ ตรวจเลือด VDRLบวก3. ซิฟิลิสระยะบิไนกัมมา (benign gumma) มักมีอาการภาย หลัง 2-10 ปี เริ่มมีอาการตุ่มนูน (nodule) หรือรอยโรคชนิด แกรนู โลมาตัส (granulomatous) ทีผิวหนัง และอวัยวะภายใน เช่น  ่ กระดูก ตับ ระบบประสาทส่วนกลาง หลอดเลือด หัวใจ และสมอง4. ซิฟิลิสระบบไหลเวียนโลหิต มักเกิดหลังจากแผลริมแข็ง  ประมาณ 10 ปี อาจมีเส้นเลือดแดงใหญ่โป่งพอง (aneurysm in 
  21. 21. การวินจฉัยและการรักษา  ิ สามารถวินจฉัยได้จากประวัต และจากอาการ ิ ิและอาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ โดยการตรวจสารคัดหลั่งจากแผล หรือรอยโรคของซิฟิลิสระยะที่หนึ่ง และระยะที่สอง นอกจากนั้น การตรวจหาแอนติบอดีโดยวิธีทางอิมมิวโนวิทยา (Immunology) เช่น การตรวจกาแอนติบอดี ชนิดหนึ่ง (regain) ที่ไม่จำาเพาะ โดยใช้วิธี VDRL (Venereal Diseases Research Laboratory) หรือการตรวจหาแอนติบอดี ชนิด Treponemal antibody เช่น Fluorescent treponemal antibody-absorption test (FTA-ABS Test) เป็นต้น
  22. 22.        โรคแผลริมอ่อน(Chancroid) แผลริมอ่อนเป็นกามโรคที่พบบ่อยในแถวเขตร้อน พบได้ทงชายและหญิง  ั้แต่พบในชายมากกว่า เกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดกรัมลบ ชื่อ ฮีโมฟีลัส ดูคริอัย โดยเชื้อจะเข้าสูรอยถลอกหรือ ่เยื่อเมือกของอวัยวะเพศ จะมีอาการเป็นตุ่มและแตกภายใน 2-3วัน กลายเป็นแผลที่มีขอบแดง ไม่เรียบไม่แข็ง มี
  23. 23. การวินิจฉัยการรักษา  โรคแผลริมอ่อน สามารถวินิจฉัยได้ด้วยการดูจากอาการและอาการแสดง และการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ด้วยการย้อมสีเพื่อตรวจหาเชื้อ โมฟีลัส ดูคริอัย * โรคแผลริมอ่อน สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยา trimethroprim-
  24. 24. กามโรคของต่อมและนำ้าเหลือง  (Lymphogranuloma  Venereum; LGV)    โรคกามโรคของต่อมและท่อนำ้าเหลือง พบบ่อยในประเทศเขตร้อน เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย คลามัยเดีย แทรกโคโมติส (chlamydia trachomotis) โดยจะเข้าสูร่างกาย ่ทางแผลถลอก และทางเยื่อเมือกของอวัยวะเพศ แล้วแพร่เข้าสูต่อมนำ้าเหลือง ่
  25. 25. อาการและอาการแสดง• อาการของโรคมีสองระยะ คือ ระยะแรก จะมีอาการเป็นแผลเล็กๆ ที่ผวหนอง ิ และอวัยวะเพศ แล้วต่อมนำ้าเหลืองที่ขาหนีบจะ บวมโต เป็นก้อนตามร่องขาหนีบ (inguinal  adenitis) ต่อมาฝีจะแตกมีหนองไหล นอกจาก นัน จะมีอาการไข้ หนาวสัน ปวดศีรษะ คลื่นไส้  ้ ้ ตาแดง มีผื่นที่ผวหนัง และนำ้าหนักลด ิ ระยะหลัง หากไม่ได้รบการรักษาจะมีอาการ ั อุดตันของท่อนำ้าเหลือง มีอาการติดเชือลุกลาม ้ ไปตามอวัยวะรอบๆ เช่น ช่องคลอด ลำาไส้ใหญ่ ส่วนปลาย ในผู้ชายอาจมีอาการบวมโตของ
  26. 26. การวินิจฉัยและการรักษา การวินจฉัยโรคนี้ สามารถทำาได้จาก ิอาการและอาการแสดง และตรวจทางห้องปฏิบัติการหาเชื้อ คลามัยเดีย แทรกโคโมติส (C. trachomotis) ส่วนการรักษาโรคนี้ รักษาได้โดยการใช้ยา tetracycline หรือ oxytetracycline 
  27. 27. แผลกามโรคเรื้อรังที่ขาหนีบ• (Granuloma Inguinale;  Dovovanosis) โรคแผลกามโรคเรือรังที่ขาหนีบ  ้t (donovanosis) มักพบมากในประเทศ อินเดียและศรีลังกาและพบบ้างในประเท ศอื่นๆ ส่วนประเทศพบจำานวนน้อย เกิด จากเชื้อแบคทีเรียชนิดแกรมลบคัมลิมมา โตแบคทีเรียม แกรนูโลมาติส  (Calymmatobacterium  granulomatis) เนื่องจากเชื้อชนิดนี้พบ ได้ในอุจจาระ จึงคาดว่าเกิดจากการมีเพศ
  28. 28. การวินิจฉัยและการรักษา การวินิจฉัยมักดูจากอาการ และอาจมีการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ด้วยการย้อมชิ้นเนื้อที่ตัดจากแผลด้วย ไรท์ สเตน (Wright’s stain) หรือกิมสา สเตน(Giemsa’s stain) เพือหาเชื้อการ ่รักษามักใช้ยาเตตราซัยคลิน(tetracycline) หรือ (Oxytetracycline) หรือ ตรัยเมทโธรปริม ซัลฟาเมทธอกซา
  29. 29. เอดส์  (HIV Infection and  AIDS) เอดส์ (AIDS) ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง คำาว่า เอดส์ (AIDS) ย่อมาจากคำาว่า Acquired Immunodeficiency Syndrome หมายถึง “กลุ่มอาการของภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องจากการเสาะหา ซึ่งเกิดจากการติดเชือ HIV  ้
  30. 30. สถานการณ์การติดเชื้อเอชไอ วีและเอดส์  (HIV/AIDS situation) สถานการณ์การแพร่กระจายของเชื้อเอชไอวีและเอดส์ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกระทบกับคนทั่วโลก ตั้งแต่มีรายงานการพบผู้ป่วยเอดส์ครั้งแรกที่นครนิวยอร์ก ในปี พ.ศ.2524 เป็นต้นมา จำานวนผู้ติดเชื้อมีมากขึ้นเรื่อยๆ และกลายเป็นปัญหาที่สำาคัญของโลก จากรายงานการคาดการณ์ปญหา ัเอดส์ โดยโปรแกรมเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organisation/WHO) พบว่าจำานวนผู้ตด ิเชือทั้งเด็กและผู้ใหญ่เมื่อสิ้นปี พ.ศ.2541 มี ้ประมาณ 33.4 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มประเทศแอฟริกาแถบใต้ทะเลทรายซาฮารา (sub-Saharan Africa) ประมาณ 22.5 ล้านคน อันดับ
  31. 31. ตารางที 8.2 จำานวนคาดการณ์ผู้ติดเชื้อ  ่ HIV/AIDS เมื่อสินปี 2541 ้              แถบประเทศ                                                       จำานวน (หน่วทะเลทรายซาฮารา                              แอฟริกาเขตใต้ ย : ล้าน)                   22.5       เอเชียใต้และตะวันออกเฉียงใต้                                               6.7       ละตินอเมริกา                                                                          1.4       อเมริกาเหนือ                                                                          0.89      เอเชียตะวันออกและแปซิฟก                                ิ                    0.56     ยุโรปตะวันตก                                                       รวม                                                                                       0.50                            33.4
  32. 32. อาการแสดงของการติดเชื้อ HIVและเอดส์1. ระยะติดเชื้อทีไม่ปรากฏอาการ แบ่งเป็น 2 ระยะคือ (1)  ่ ระยะแรกของการติดเชื้อHIV (acute retroviral  syndrome) เป็นช่วงระยะประมาณ 1-6 สัปดาห์ ในระยะนี้ อาจจะพบอาการประมาณ ร้อยละ50 ได้แก่ มีอาการคล้ายไข้ หวัด มีไข้ ปวดศีรษะ ต่อมนำ้าเหลืองโตบริเวณคอ รักแร้ เจ็บ คอแต่ไม่มเสมหะ มีผนขึนผิวหนัง ตามลำาตัว ปวดเมื่อย เบื่อ ี ื่ ้ อาหาร อุจจาระร่วง อาการจะหายไปต่อมเอระดับของ แอนติบอดี (antibody) ต่อเชือHIV เริ่มสูงขึ้น (2) ระยะที่ ้ สองเป็นระยะติดเชือทีไม่ปรากฏอาการแต่ผลการตรวจเลือด  ้ ่ เซรั่ม(serum) และนำ้าลายให้ผลบวกต่อanti-HIV2.  ระยะมีอาการของโรคเอดส์ อาจเริมมีอาการติดเชือใน ่ ้ ช่องปากและลำาคอ ต่อมนำ้าเหลืองโตบริเวณรักแร้ คอ ขา หนีบ เกิดอาการงูสวัด หรือแผลลุกลาม มีอาการเรื้อรังต่างๆ  เช่น อุจจาระร่วงเรื้อรัง มีไข้ไม่ทราบสาเหตุ นำ้าหนักลด มักมี อาการเรื้อรังและมีการติดเชือฉวยโอกาส และในที่สดมี ้ ุ อาการเอดส์ 
  33. 33. การติดต่อและการแพร่• กระจาย โดยหลักการ เชื้อ HIV ติดต่อโดยการแลกเปลี่ยน สารคัดหลั่งในร่างกาย โดย2.การติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ติดเชื้อเอชไอวี  โดยเฉพาะทางช่องคลอด ทางทวารหนัก ส่วนการมี เพศสัมพันธ์ทางปากนั้นพบว่ามีการติดเชื้อจำานวน น้อย และพบว่าเพศชายแพร่เชื้อไปสู่ผู้หญิงมากกว่า ผู้หญิงแพร่ไปสู่ผู้ชาย 3.การติดต่อโดยทางเลือดหรือเข็ม ซึ่งแพร่ได้จาก ผลิตภัณฑ์ของเลือด นอกจากนั้นยังแพร่ได้โดยการ ฉีดยาเสพย์ติดและจากการถูกเข็มที่ปนเปือนตำา ้4.การติดต่อจากมารดาทีติดเชื้อสู่ทารกแรกเกิด ใน ่
  34. 34. ปัจจัยที่มผลต่อการดำาเนินโรค ี• ผู้ติดเชือเอชไอวีประมาณร้อยละ 95 จะกลาย ้ เป็นเอดส์เต็มขั้นภายใน15 ปีแล้วเสียชีวิต ภายใน 2-5 ปี ปัจจัยที่ทำาให้เชือกลายเป็นเอดส์ ้ เต็มขั้นดังต่อไปนี้• 1.ระยะเวลาที่ตดเชือพบว่าร้อยละ20-25 ของผู้ ิ ้ ติดเชือจะกลายเป็นเอดส์ภายในเวลา 6 ปี และ ้ เพิมเป็นร้อยละ50 ภายในเวลา 10 ปี ่• 2.วิธีติดเชื้อ• 3.ปริมาณและสายพันธุ์ของเชือที่ได้รับ ้• 4.ภาวะภูมิคุ้มกัน แต่เดิมและภาวะโภชนาการ ของผู้ป่วย• 5.สุขภาพจิตและการออกกำาลังกาย
  35. 35. การวินิจฉัยโรค ประกอบด้วย หลักฐาน 2 ประการ1. มีการติดเชื้อเอชไอวี2. สิงแสดงถึงภาวะภูมิคุ้มกันของเซลล์ ่ บกพร่อง ซึงจะมีโรคบ่งชีดังนี้ โรค ่ ้ ปอดบวมจากเชื้อนิวโมซีสติสคาไรนิอี  มะเร็งหลอดเลือด,HIV encephalopathy,  Extrapulmomary tuberculosis,  Disseminated histoplasmosis• การตรวจหาการติดเชือ HIV ในห้อง ้ ปฏิบัตการแบ่งได้ 2 กลุ่ม ิ 1. การตรวจหาเชื้อไวรัส
  36. 36. วิทยาการระบาด• ระยะที่ 1 การระบาดในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดและ กลุ่มรักร่วมเพศ ในช่วงปี 2528-2530 พบผู้ติดเชื้อกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 1  ส่วนใหญ่เป็นผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด ในปี 2531 พบเพิ่มขึ้น เป็นร้อยละ 32-43 ในกลุ่มผู้ติดยาและจำานวนลดอยู่ในช่วง ปราณร้อยละ 35-40• ระยะที่ 2 การระบาดในกลุ่มหญิงผู้ขายบริการทางเพศ   ในช่วงปี 2528-2531 มีความชุกประมาณร้อยละ 1 เมือ ่ เดือนมิถุนายน 2532 ทำา national sentinel   serosurveillance พบผู้ติดเชื้อสูงถึงร้อยละ 44 เฉลี่ยทุก ภาคประมาณร้อยละ 30-35 ในภาคเหนือสูงถึงร้อยละ  50-70• ระยะที่ 3 การระบาดในกลุ่มชายวัยเจริญพันธุ์ ปี 2532 มีการติดเชื้อเอชไอวีในชายที่เป็นกามโรค  ประมาณร้อยละ 2-3 แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ7-8
  37. 37. สาเหตุของการเกิดโรคระบาดของการติดเชือ HIV/AIDS ในประเทศไทย ้ แพร่อย่างรวดเร็ว1. ปัจจัยด้านพฤติกรรมทางเพศ2. ปัจจัยทางด้านประชากร วัยแรงงาน และวัยเจริญพันธุ์มีมากกว่าร้อยละ 50  ของประชากรทังหมด ้3. ปัจจัยทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง4. ปัจจัยด้านชีวภาพ สายพันธุ์ของเชือ้ ในประเทศไทยแตกต่างจากสายพันธุ์ ที่พบในประเทศทีพัฒนาแล้ว ่
  38. 38. ผลกระทบจากโรคเอดส์1. ปัญหาด้านปัจเจกบุคคล ผู้ติดเชื้อ/ผู้ปวยเอดส์  ่ มีผลต่อด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ผู้อยู่ ใกล้ชิด2. ปัญหาด้านครอบครัว3. ปัญหาด้านสังคม4. ปัญหาด้านเศรษฐกิจ5. ปัญหาด้านการแพทย์และสาธารณสุข เช่น การ ควบคุมโรคติดเชื้อต่างๆ
  39. 39. การป้องกันและควบคุม1. การให้ความรู้และประชาสัมพันธ์2. การให้คำาปรึกษาแนะนำา3. การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์และ สาธารณสุข 
  40. 40. ยารักษา การใช้ยา Anti-retroviral มียาที่นิยมอยู่สองกลุ่ม คือ reverse transcriptase (RT) inhibitors (nucleoside analog RT)  วัคซีนโรคเอดส์ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการป้องกันและควบคุมโรคเอดส์ แต่การพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ยังไม่ประสบผลสำาเร็จเท่าที่ควรเนื่องมาจากปัจจัยดังต่อไป   -  การกลายพันธ์ของเชือ HIV โดยเฉพาะส่วน ้เปลือกนอกของเชื้อไวรัสเป็นส่วนประกอบ gp120ทำาให้ผลการป้องกันต่อสายพันธ์อื่นมีน้อย ดังนั้นในการเลือกสายพันธ์เพื่อจะนำามาเป็นวัคซีนจึงเป็นสิ่งสำาคัญ ควรเลือกสายพันธ์ท้องถิน  ่ - ยังไม่ทราบแน่นอนว่าส่วน antigen ที่ทำาให้เกิด 
  41. 41. ชนิดของวัคซีนโรคเอดส์ แบ่งได้  3 ชนิด  ก. วัคซีนป้องกันโรคเอดส์ (Preventive vaccine)ใช้ฉีดในคนปกติเพื่อป้องกันการติดเชือ ้HIV ข. วัคซีนเพื่อการรักษา (Therapeutic vaccine) ใช้ฉีดในคนที่ติดเชื้อ HIV เพือป้องกัน ่หรือชะลอการเกิดอาการเอดส์ ค. วัคซีนเพื่อป้องกันการติดเชื้อจากมารดาสู่ทารก ซึ่งอาจเป็นการป้องกันหรือรักษาโรคเอดส์ได้
  42. 42. 1. โรคหนองในเกิดจากเชื้ออะไรก.  ไวรัสข.   แบคทีเรีย      ค.   ริเกตเซียง.    คลามัยเดีย
  43. 43. 1. มีการรายงานว่าพบผู้ป่วย เอดส์รายแรกที่เมืองใดก. ลอนดอนข. นิวยอร์กค. ปารีสง. บริสเชล
  44. 44. 1.การติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ เป็นปัญหาสำาคัญที่สุดของโลก ในขณะนี้คอโรคใด ืก. เอดส์ข. ซิฟิลิสค. โกโนเรียง. กามโรค
  45. 45. 1. สถานการณ์ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่ มีรายงานผู้ตดเชื้อมากที่สุด ิ ในกลุ่มประเทศใดก. ยุโรปข. เอเชียค.ออสเตเลียง. แอฟริกา
  46. 46. 1. ทำาไมจึงต้องหยอดตาเด็กแรก เกิดด้วยซิลเวอไนเตรต 1 %ก. ป้องกันโรคซิฟิลิสข. ป้องกันโรคหนองใน ค. ป้องกันกามโรคง. ถูกทุกข้อ             

×