Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ชีวประวัติ มหาตมา คานธี

11,503 views

Published on

จากนักกฎหมายธรรมดาชาวอินเดีย จนกลายเป็นรัฐบุรุษเอกของโลก ผู้นำการต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ โดยใช้ความอดทนและไม่ใช้ความรุนแรง ยึดแนวทางตามหลัก “ศาสนา” จนได้รับการขนานนามและยกย่องให้เป็นมหาบุรุษ “บิดาแห่งประชาชาติ” ของอินเดียนามว่า มหาตมา คานธี เป็นนามที่กล่าวขวัญกันทั่วโลก ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อครั้งอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ คานธี สามารถนำประชาชนอินเดียทั้งประเทศเข้าต่อสู้กับอังกฤษจักรวรรดิ์อันเกรียงไกร ที่มีอาณานิคมไปทั่วโลก จนได้รับสมญานามว่า “ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตกดิน” ได้สำเร็จ ซึ่งตลอดชีวิตของท่าน ได้อุทิศตนเพื่อต่อสู้ เพื่อปลดปล่อยประชาชนชาวอินเดีย ให้พ้นจากการกดขี่ข่มเหงตามวิถีทางแห่งอหิงสา และหลักสัตยาเคราะห์

Published in: Education
  • Be the first to comment

ชีวประวัติ มหาตมา คานธี

  1. 1. ชีวประวัติ มหาตมา คานธี ความนา จากนักกฎหมายธรรมดาชาวอินเดีย จนกลายเป็นรัฐบุรุษเอก ของโลก ผู้นาการต่อสู้เพื่อเอกราชจากอังกฤษ โดยใช้ความอดทนและ ไม่ใช้ความรุนแรง ยึดแนวทางตามหลัก “ศาสนา” จนได้รับการขนาน นามและยกย่องให้เป็นมหาบุรุษ “บิดาแห่งประชาชาติ” ของอินเดีย นามว่า มหาตมา คานธี เป็นนามที่กล่าวขวัญกันทั่วโลก ในช่วง คริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อครั้งอินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ คานธี สามารถนาประชาชนอินเดียทั้งประเทศเข้าต่อสู้กับอังกฤษ จักรวรรดิ์อันเกรียงไกร ที่มีอาณานิคมไปทั่วโลก จนได้รับสมญานามว่า “ดินแดนพระอาทิตย์ไม่ตก ดิน” ได้สาเร็จ ซึ่งตลอดชีวิตของท่าน ได้อุทิศตนเพื่อต่อสู้ เพื่อปลดปล่อยประชาชนชาวอินเดีย ให้พ้น จากการกดขี่ข่มเหงตามวิถีทางแห่งอหิงสา และหลักสัตยาเคราะห์ ชีวประวัติ มหาตมา คานธี มหาตมา แปลว่า ผู้มีจิตใจสูงส่ง ขนานนามโดย รพิ นทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย เดิมชื่อ โมฮันดาส คาราม จันท์ คานธี (Mohandas Karamchand Gandhi) บิดาเป็น Dewan (นายกรัฐมนตรีของรัฐ Porbunder) และเป็นบุตรคน สุดท้อง เกิดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 1869 ในแคว้นคุชราต ทางทิศตะวันตกของอินเดีย เป็นบุตรของภรรยาคนที่ 4 ของ บิดา มหาตมา คานธีในปี ค.ศ. 1876
  2. 2. 2 ครอบครัวท่านมีพี่น้องร่วม 4 คน ท่านเป็นบุตรคนเล็กสุด คานธีได้รับการปลูกฝังแบบอย่างของความ เป็นคนที่มีวินัยและการอุทิศตนอย่างเคร่งครัด มารดาของเขาซึ่งเป็นผู้ที่เคร่งในศาสนามาก มักถือศีล อดอาหารเป็นเวลานานอยู่เนือง ๆ ครั้งหนึ่งในฤดูฝน นางปฏิญาณตนว่าจะไม่กินอะไรเลยจนกว่าพระ อาทิตย์จะขึ้น เขาและสมาชิกอื่น ๆ ในครอบครัวจะเฝ้ามองดูทางหน้าต่าง พวกเขาต้องการให้แม่กิน อาหาร เพราะแม่กาลังอด แต่แม่ท่านบอกว่าไม่ต้องห่วง ท่านสบายดีทุกอย่าง ถ้าหากพระเป็นเจ้าไม่ ต้องการให้ท่านกินในวันนี้ ท่านก็จะไม่กิน เขาศรัทธาความเคร่งครัดของแม่ แต่ยังไม่พร้อมจะทาตาม... ความที่เป็นลูกคนเล็กในบรรดาพี่น้อง 4 คน เขาจึงใช้ชีวิตวัยเด็กแบบเกเร อย่างเช่น ขโมย เศษเงินไปซื้อบุหรี่ แต่ด้วยความกลัวบิดา ซึ่งเป็นนักการเมืองผู้มีชื่อเสียงของท้องถิ่น เขาจึงรับสารภาพ ว่าตนเป็นผู้ขโมย แต่แทนที่บิดาจะลงโทษ ท่านกลับโอบกอดเขา ในฐานะที่กล้าพูดความจริง แล้วทั้ง สองคนก็ร้องไห้ด้วยกันเขาบันทึกไว้ในชีวประวัติว่า น้าตานั้นเป็นเหมือนที่สิ่งที่ชาระล้างความสกปรก ของจิตใจออกไป ถ้าคุณสร้างวินัยแบบนี้โดยผ่านทางความรัก มันเท่ากับสร้างมนุษยธรรมขึ้นในจิตใจ และนั้นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคานธี ในวัยเด็ก คานธี ถูกส่งตัวไปเรียนหนังสือ แต่เขาไม่สามารถจาหรือเรียนรู้อะไรได้เลย จนเขา คิดว่าตนเองนั้นคงโง่ และความจาแย่มาก ทาให้การเรียนหนังสือสาหรับเขา ไม่มีอะไรที่น่าสนใจเลย นอกจากนี้ คานธี เป็นเด็กขี้อายมาก จึงไม่ค่อยจะมีเพื่อน และไม่ไว้ใจใครแม้กระทั่งครู แต่สุดท้าย คานธี ก็พยายามที่จะเรียนรู้ สุดท้ายสามารถเรียนดี จนทาให้เขาได้รับรางวัลเรียนดี และได้รับทุน เรียนดีด้วย ค.ศ. 1883 เดือนพฤษภาคม คานธี มีอายุ 13 ปี ได้สมรสกับเด็กหญิงชื่อ กัสตูรพา ซึ่งอายุ มากกว่า คานธี ประมาณ 6 เดือน มีบุตร-ธิดา รวมกันทั้งสิ้น 5 คน แต่คนหนึ่งเสียชีวิตลงตั้งแต่ยังเป็น ทารก ทาให้เหลือ 4 คน คานธีเป็นสามีที่ขี้หึง และเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ สาเหตุที่ทาให้ คานธี สมรสเร็ว นั้น เนื่องมาจากประเพณีของชาวฮินดู และความเชื่อที่ว่า หากผู้ใดมีบุตรแล้วบุตรของตนมีการได้เสีย กันก่อนแต่งงาน จะทาให้ผู้เป็นบิดาและมารดานั้นต้องตกนรก ชาวฮินดูจึงนิยมให้เด็กแต่งงานกัน เร็ว ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการตกนรกด้วยเหตุนี้
  3. 3. 3 เมื่ออายุ 16 ปี เขาเผชิญกับความขัดแย้งอันยิ่งใหญ่เป็น ครั้งแรก ระหว่างหน้าที่กับความปรารถนา ในคืนหนึ่งขณะ พยาบาลบิดาที่ป่วยอยู่ เขาก็แอบหนีขึ้นไปหลับนอนกับภรรยา ตอนนั้นเองที่พ่อของเขาเสียชีวิตลง คนใช้มาแจ้งให้ท่านทราบว่า คุณพ่อเสียชีวิตแล้ว สานึกแรกของเขาบอกว่า ตายแล้ว...เราทา อะไรลงไป... นับตั้งแต่นั้นมา คานธี มักจะพูดถึงเหตุการณ์นั้น ตอนที่ท่านละทิ้งพ่อ เวลาที่ท่านไม่ทาหน้าที่ของท่านให้ดีอยู่ เสมอ แล้วมันก็กลายเป็นสานึกในเรื่องของหน้าที่และความ รับผิดชอบของเขา เมื่อ คานธี อายุได้ 18 ปี พ่อถึงแก่กรรม ครอบครัวที่มีพี่ชายคนโตเป็นผู้ดูแล ได้ส่ง คานธี ไป ศึกษาวิชากฎหมายที่มหาวิทยาลัยลอนดอนประเทศอังกฤษ โดยก่อนจะเดินทาง คานธี ได้ให้สัญญา กับมารดาว่า จะไม่รับประทานเนื้อสัตว์และสุรา และจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับสตรี เพื่อให้มารดาได้อุ่นใจ และ เมื่อไปถึงอังกฤษ คานธี ได้พบกับปัญหาใหญ่ในการดาเนินชีวิต นั่นคือ วัฒนธรรม มารยาท สิ่งปลูก สร้างต่าง ๆ ในอังกฤษนั้นไม่เหมือนอินเดีย เช่นการใช้ ลิฟต์ คานธี ต้องระวังตนในเรื่องมารยาท ซึ่งจะ มาทาตามคนอินเดียเหมือนเดิมไม่ได้ คานธี ต้องปรับตัว ปรับบุคลิกต่าง ๆ ให้เข้ากับคนอังกฤษให้ได้ อาหารที่ไม่ใช่เนื้อสัตว์ในอังกฤษสมัยนั้นรสชาติจะจืดมาก คานธี จะกินเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ เพราะให้ สัญญากับมารดาไว้แล้ว และ คานธี ก็ได้มีโอกาสรู้จักกับอาหารมังสวิรัติ จึงได้มีวิธีรับประทานมังสวิรัติ อย่างเป็นสุข 4 ปีต่อมา คานธี ก็สาเร็จการศึกษาและสอบได้เป็นเนติบัณฑิต และเมื่อได้เป็นเนติบัณฑิตแล้ว คานธี จึงเดินทางกลับสู่อินเดียใน ค.ศ. 1892 เพื่อประกอบอาชีพ ในปีนี้ลูกคนที่สองของ คานธี ก็ กาเนิดขึ้น ในช่วงเวลานั้น ความหวังสูงสุดของเขาก็คือ การได้เป็นสุภาพบุรุษอังกฤษ เขาสวมหมวก Top Hat หรือหมวกทรงสูง ถือไม้เท้าหัวเลี่ยมเงิน เรียนเต้นรา สีไวโอลิน และเรียนภาษาฝรั่งเศส ทว่า ความสามารถพิเศษใดๆ ก็ไม่อาจลบความประหม่าของเขาลงไปได้ แม้เมื่อได้ปริญญาทางกฎหมาย แล้ว เขาก็ยังไม่มั่นใจในความสามารถของตนเอง ภายหลังเขาบันทึกไว้ว่า “ความรู้สึกไร้ความเชื่อมั่นและความหวาดกลัวของข้าพเจ้าไม่มีวันสิ้นสุด” มหาตมา คานธีในปี ค.ศ. 1888
  4. 4. 4 เขากลับมาอินเดียรับว่าความคดีแรก และพบว่าเมื่ออยู่ในศาลเขาประหม่า และตื่นเต้น เขา ไม่สามารถเปิดปากพูดต่อหน้าผู้พิพากษาได้ เขากลัวและเศร้ากับเรื่องนี้มาก แต่แล้วไม่นาน คานธี ก็ได้ งานชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นตัวแปรสาคัญที่ทาให้ คานธีกลายเป็นนักการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังในเวลาต่อมา คานธีบอกไว้ว่า “ในดินแดนซึ่งพระเป็นเจ้าทรงคุ้มครองแห่งนั้นเอง ที่ข้าพเจ้าค้นพบพระเป็นเจ้าของตนเอง” งานนั้นคือการเป็นทนายว่าความให้ลูกความในประเทศแอฟริกาใต้ ดังนั้น ใน ค.ศ. 1893 ความที่ไม่ทราบว่ามีการเลือกปฏิบัติต่อชาวอินเดียในแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เขาจึง จองที่นั่งชั้น First Class (ชั้นที่หรูหราสะดวกสบายที่สุด ค่าตั๋วแพงที่สุด) ไปยัง ‘เพลย์โทเนีย’ แต่ทว่าผู้โดยสารชั้น First Class ที่เป็นคนผิวขาว ไม่พอใจที่คนผิวคล้าอย่าง คานธี มาอยู่ร่วม ชั้นเดียวกับพวกเขา จึงไปประท้วงบอกเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงเดินมาสั่งให้ คานธี ย้ายตู้โดยสารไป โดยสารตู้ของ Third Class (ชั้นไม่สะดวก ค่าตั๋วถูกที่สุด) ทั้ง ๆ ที่คานธีเสียเงินซื้อตั๋ว ชั้น First Class มาอย่างถูกต้อง คานธี จึงปฏิเสธ ทาให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนใน ที่สุด คานธี ก็ถูกเจ้าหน้าที่รุมทาร้าย และก็ถูกผู้โดยสารผิวขาวโยนออกมาจากรถไฟ โดยเจ้าหน้าที่ต่าง อ้างว่า รถไฟชั้นหนึ่งนี้สร้างสาหรับผู้โดยสารผิวขาวเท่านั้น เหตุการณ์นี้ทาให้ คานธี เศร้าเสียใจเป็น อย่างยิ่ง และยิ่งเศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อรู้ว่าชาวผิวคล้าเกือบทุกคนถูกเหยียดหยามจากชนผิวขาวใน แอฟริกาใต้ ทาให้เขานั่งคิดทั้งคืนว่า การที่ถูกปฏิบัติอย่างนี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หลังจากนั้นอีกเพียง หนึ่งสัปดาห์ เขาจึงได้นาความคิดของเขามาแสดงออกใน การประชุมผู้อพยพชาวอินเดียพื้นเมืองซึ่ง ขณะนั้นเขามีอายุเพียง 24 เท่านั้น ภาพที่ถ่ายเมื่อวันที่ 18 ก.พ. ปี 1893 คานธี กาลังอยู่ช่วงพักฟื้นร่างกาย หลังถูกทุบตีอย่างรุนแรง เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ระหว่างที่เขาเดินทางจะไปพบลูกความของ เขา ในแอฟริกาใต้
  5. 5. 5 ที่แอฟริกาใต้ในช่วงทศวรรษที่ 1890 ชาวแอฟริกาและอินเดียต่างตกที่นั่งต้องทาตาม อาเภอใจของเจ้านายผิวขาวเหมือนกัน ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายซึ่งไม่ยอมรับ สิทธิในการออกเสียง การ เป็นเจ้าของทรัพย์สิน หรือแม้แต่เดินบนถนนในยามกลางคืน ด้วยความมุ่งมั่นอย่างยิ่งที่จะแก้ไขสิ่งผิด คานธี พยายามจนสุดกาลังเท่าที่จะช่วยได้โดย คานธี มีส่วนอย่างมากในการเข้าไปปรับปรุง และแก้ไขข้อกฎหมายเพื่อให้ชนชั้นผิวดามีความเท่าเทียมกัน ซึ่งในช่วงนั้น คานธีก็ยังรู้ไม่ทันเหลี่ยม ของเหล่าชนชั้นปกครอง แม้ว่า คานธี จะปรับแก้กฎหมายอย่างไร เหล่าคนชนชั้นปกครองก็ออก กฎหมายทดแทนมาใหม่เพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบในรูปแบบอื่นอีกอยู่ดี คานธี ก็ได้เข้าต่อสู้เพื่อ เรียกร้องสิทธิมนุษยชนของชาวผิวคล้าในแอฟริกาใต้ การต่อสู้นั้นไม่จบง่าย ๆ จึงได้เดินทางไปอินเดีย ใน ค.ศ. 1896 เพื่อพาครอบครัวมาอยู่ด้วยกันที่แอฟริกาใต้ และใช้ชีวิตครอบครัวต่อจนมีลูกกับภรรยา ต่ออีก 2 คน เมื่อต้องตกเป็นเหยื่อของชาวแอฟริกันผิวขาว คานธี จึงหาทางแก้โดยใช้การรวมพลังสามัคคี เขาเริ่มพัฒนาชุมชนของผู้คนจากต่างเชื้อชาติและต่างศาสนาขึ้น ทุกคนอยู่ร่วมกันอย่างเสมอภาค เขา ยืนยันจะให้ปฏิบัติต่อครอบครัว ซึ่งต่อมาจะรวมถึงบุตรชายทั้ง 4 ไม่ให้ต่างจากคนอื่นๆ คานธี เมื่อครั้งเป็นทนายความในแอฟริกาใต้ เขานั่งอยู่ข้างหน้าหน้าต่างที่มีชื่อของเขาเขียนไว้ ส่วนที่นั่งข้างซ้ายของเขาคือ เอช.เอส.แอล.โพลัก เสมียนของเขา และหญิงชาวรัสเซีย ชื่อ ชเลซิน
  6. 6. 6 ใน ค.ศ. 1901 คานธี เดินทางกลับอินเดียเพื่อกลับไป ประกอบอาชีพต่อ แต่มีเสียงเรียกร้องจากชาวอินเดียใน แอฟริกาใต้ให้มาช่วยด้วย คานธี เดินทางกลับไปยัง แอฟริกาใต้เพื่อต่อสู้กับปัญหานี้ต่อ แม้เขาจะชิงชังการกดขี่ของอังกฤษ แต่ คานธี ยังถือตนเป็นสมาชิกผู้ภักดีของจักรภพ ยังร้องเพลง God save the Queen (เพลงชาติของอังกฤษ) และ สอนลูกๆ ให้ร้องด้วย อันที่จริงแล้วเขามีความ จงรักภักดีมากถึงขนาดเข้าร่วมกับกองกาลังของอังกฤษ ในสงครามโบเออร์ เพื่อปราบปรามการลุกฮือของพวกซูลู ในปี ค.ศ. 1906 ประสบการณ์ในสงครามซูลูนี่เอง ที่นาเขาเข้าไปใกล้กับความรุนแรงอย่างไร้มนุษยธรรม ตอนนั้นเองที่เขาเริ่มตระหนักว่านี่ไม่ใช่สงครามระหว่างคนสองคนเสียแล้ว แต่มันคือการสังหารหมู่ คานธีถอยหลบ ขณะปืนของอังกฤษสังหารกองทัพซูลูซึ่งใช้หอกเป็นอาวุธ เขามองเห็นความรื่นเริงใจ ของทหารในการบุกเข้าฆ่า คานธีและเพื่อนชาวอินเดียก็ยังช่วยดูแลชาวซูลูที่เป็นผ่านตรงข้ามอังกฤษ เขาเก็บร่างของผู้บาดเจ็บที่นอนเกลื่อนกราดอยู่ด้วยความปวดร้าวใจ เขาเริ่มคิดว่าชาวซูลูถูกชาว อังกฤษกดขี่ในลักษณะนี้ จึงนึกถึงการกดขี่ในครอบครัวของตัวเอง โดยเฉพาะภรรยาของเขา ในเวลา นั้นเขาเคยทาสิ่งที่เรียกว่าเป็นสามีที่โหดร้าย หึงหวง และกดขี่ การได้เห็นกบฏชาวซูลู เป็นการ จุดชนวนความคิดนี้ขึ้นมา จึงเข้าใจได้ว่าชาวอังกฤษกดขี่ชาวซูลูอย่างไร แล้วนาไปเปรียบเทียบกับ ตัวเอง คานธี บอกว่า “ข้าพเจ้ารู้สึกผิดกับพฤติกรรมกดขี่เยี่ยงนี้นัก ข้าพเจ้ารู้สึกผิดต่อชีวิตสมรสของตัวเอง ต่อความสัมพันธ์ของกัสตูรบา” มหาตมา คานธีในปี ค.ศ. 1900
  7. 7. 7 ประเพณีของชาวฮินดูถือว่าผู้ชายคือผู้กาหนดเรื่องที่เกี่ยวกับทางเพศ ดังเช่นที่คานธีได้ ประพฤติลงไปด้วยความไร้เดียวสาแบบเด็กๆ เขาคิดว่ามีวิธีเดียวก็คือต้องบังคับความต้องการของตน จึงจะรับใช้เพื่อนมนุษย์ได้ดีที่สุด ด้วยวัย 37 ปี เขาปวารณาตนเพื่อถือเพศพรหมจรรย์ตลอดไป ในปี ค.ศง 1906 คานธี ก็เข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านทางความคิดทางการเมืองอันน่าตื่น ตะลึง กฎหมายใหม่กาหนดให้ชาวอินเดียทุกคนจะต้องเข้ารับการจดทะเบียนและพิมพ์ลายนิ้วมือ ข้อบังคับนี้รวมถึงการให้หญิงชาวอินเดียต้องเปลื้องผ้าต่อหน้าตารวจผิวขาว เพื่อกรอกตาหนิรูปพรรณ ลงในทะเบียนด้วย ด้วยความโกธรแค้น ชาวอินเดียสามพันคนมาพบกันในโยฮันเนสเบิรต์ เพื่อวาง แผนการตอบโต้ ทันใดนั้นพ่อค้าชาวมุสลิมคนหนึ่งยืนขึ้นแล้วชูกาปั้นพร้อมกับพูดว่า " ข้าแต่พระเป็นเจ้า เราจะยอมเข้าคุกก่อนที่จะยอมแพ้ให้กฎหมายฉบับนี้!!” คานธีไม่เคยนึกถึงการเข้าคุกมาก่อน แต่ก็รู้โดยสัญชาตญาณว่านี่แหละ คือวิถีทางที่ถูกต้อง เขาลุกขึ้นแล้วก็พูดว่า “เราจะสวดขอต่อพระเป็นเจ้าว่า เราจะเข้าคุก และเราจะอยู่ในนั้นจนกว่ากฎหมายนี้จะถูกเพิกถอน และเราจะยอม”
  8. 8. 8 คาพูดของเขาจุดประกายให้เกิดการต่อต้านครั้งยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ของมวลชนซึ่งไม่ได้ กะเกณฑ์มาก่อน ผู้ประท้วงกระทาตามอย่างคานธี พวกเขาอดทนต่อการทุบตีของตารวจ ยอมรับ ความเจ็บปวดอย่างกล้าหาญโดยไม่ตอบโต้ คานธีรับรู้เป็นครั้งแรกในชีวิตว่า เมื่อหัวใจของมนุษย์ปิด คุณก็ไม่อาจสัมผัสความคิดของเขาได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะใช้เหตุผลกับคนเหล่านี้ จิตใจของเขาด้านชา ถ้าเหตุผลยังไม่พอ ความรุนแรงก็ไม่ดี แล้วคุณจะทาอย่างไร เขาค้นพบวิธีต่อต้านแบบอหิงสาเป็นครั้ง แรกที่แอฟริกาใต้นี่ คานธีใช้คาว่า “สัตยาเคราะห์” ในปี 1913 นายพลยาสมัสต์ ผู้บัญชาการทหารอังกฤษในแอฟริกาใต้ ได้ออกกฎหมายที่ กาหนดว่าการแต่งงานของชาวฮินดูและมุสลิมถือเป็นโมฆะ ทาให้คานธีก้าวเข้าสู่การต่อต้านในวงกว้าง ยิ่งขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ตามประเพณีแล้วผู้หญิงอินเดียจะต้องอยู่แต่ในบ้าน แต่คานธีก็โจมตีธรรมเนียมนั้นว่าเป็นการ กดขี่รูปแบบหนึ่ง แล้วเรียกร้องให้ผู้หญิงมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมเคียงบ่าเคียงใหล่กัน ในการกล่าว ปราศรัยอันจับใจครั้งหนึ่งคานธีสามารถปลดปล่อยสตรีนับล้านให้เป็นอิสระ และเป็นพลังเสริมอย่าง ใหม่ให้แก่มวลชนของเขาด้วย กฎหมายสมรสใหม่นี้ก่อให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ คนงาน 50,000 คนไม่พอใจ แล้วพากันหยุดงาน ทาให้นายพลยาสมัสต์เกิดความลังเลใจ และยกเลิกกฎหมายนั้นไป คานธีได้พิสูจน์ให้เห็นว่าพลังมวลชนสามารถเอาชนะการบีบบังคับได้ ด้วยความกระตือรือร้นที่จะท้าทายอานาจของอังกฤษในบ้านเกิดของตน ในปี ค.ศ. 1915 ขณะอายุได้ 45 ปี เขากลับมายังอินเดียซึ่งเวลานั้นถูกกดอยู่ภายใต้แอกของลัทธิจักรวรรดินิยม เป็น เวลา 2 ศตวรรษที่อังกฤษได้ปล้นทรัพยากรธรรมชาติของอินเดียไปอย่างเป็นระบบ เมื่อถูกกวาดเอา วัตถุดิบไปหมด อุตสาหกรรมในประเทศจึงค่อยๆ ตายลง อินเดียเป็นปราการใหญ่ที่สุด มีประชากร มากที่สุด และสร้างผลกาไรที่ดีที่สุดในเครือจักรภพ อังกฤษฉุดอินเดียให้ตกต่าลงจนถึงขีดที่ว่า อินเดีย ไม่สามารถผลิตแม้กระทั่งเข็มกลัดอันเล็กๆ ได้ มันเป็นสภาพที่ถูกตักตวงมาเป็นเวลานานนับปี ก่อนปี 1915 ชาวอินเดียสามร้อยล้านคน ต้องก้มหัวให้ชาวอังกฤษจานวนเพียงแสน ไม่เคย ปรากฏในประวัติศาสตร์ใดที่คนเพียงหยิบมือจะปกครองคนจานวนมากถึงเพียงนี้ในดินแดนห่างไกล เช่นนี้ ด้วยความสิ้นหวังที่จะคืนสู่เสรีภาพ ชาวอินเดียในสภาพทาส จึงเป็นได้เพียงทหารและตารวจ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับนายผิวขาวของตนเอง
  9. 9. 9 คานธีชักชวนให้ประชาชนต่อต้าน โดยบอกแก่คนเหล่านั้นว่า “คนที่ประพฤติตัวเยี่ยงหนอน จึงสมควรถูกเหยียบย่า เราจะต้องเรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง เรา เป็นทาสมานานจนต้องรู้จักลุกขึ้นสู้กับตัวเองเสียบ้าง จงกาจัดความคิดที่จะพึ่งพาผู้อื่นหรือใช้การติด สินบน แทนที่จะใช้ความกล้าหาญ เราจะไม่อาจต่อสู้กับรัฐบาลได้ถ้าเราไม่เรียนรู้การต่อสู้กับตัวเอง” คานธี ตัดสินใจละทิ้งการแต่งกายแบบตะวันตก และหันมาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบดั้งเดิม ของแคว้นคุชราต ที่ทอด้วยตนเอง เพื่อแสดงถึงชีวิตที่พอเพียง การพึ่งพาตนเอง และการไม่ตกเป็น ทาสวัตถุนิยมคือ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มของชาวอังกฤษ เมื่อกลับมาอินเดียคานธีทางานให้แก่สภา คองเกรส การเดินทางกลับมาครั้งนี้ มีชาวอินเดียจานวนมากไปชุมนุมต้อนรับ จากนั้น คานธี ได้ เดินทางไปหา รพินทรนาถ ฐากุร มหากวีแห่งอินเดีย และ รพินทรนาถนี้เอง ได้ขนานนาม คานธี ว่า “มหาตมา” อันแปลว่า “ผู้มีจิตใจสูงส่ง” ให้แก่ คานธี เป็นคนแรก จากนั้น คานธี ก็เริ่มออกเดินทาง ไปทั่วประเทศอินเดียด้วยรถไฟชั้น 3 เพื่อรับรู้ความทุกข์ยากของชาวอินเดียทั้งประเทศอย่างรู้จริง ใน ค.ศ. 1916 คานธี เริ่มก่อกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเสรีภาพให้แก่ประชาชนอินเดีย และเรียกร้องโดยวิธีขอความร่วมมือผนึกกาลังคนละเล็กคนละน้อย จนเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ และ สั่นคลอนประเทศได้ ประกอบกับในช่วงนั้น อินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ทาให้ต้องมีการเรียกร้อง สิทธิที่อังกฤษพยายามกดขี่ชาวอินเดีย รพินทรนาถ (ซ้าย) พบกับมหาตมะคานธี ที่ศานตินิเกตัน มหาตมา คานธีในปี ค.ศ. 1915
  10. 10. 10 ค.ศ. 1919 มีการประกาศใช้กฎหมาย “กฎหมายโรว์แลตต์” (Rowlatt Act of 1919) ซึ่ง เป็นกฎหมายที่กดขี่ชาวอินเดีย เพื่อป้องกันการจลาจล มีสาระสาคัญว่า รัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่มีสิทธิ อานาจในการจับกุมคุมขังผู้ต้องสงสัยว่าก่อการจลาจลหรือคิดล้มล้างรัฐบาลได้ทันที โดยไม่ต้อง ดาเนินการสอบสวนหรือขึ้นศาลตามขบวนการยุติธรรม คานธีจึงประกาศขอความร่วมมือว่าในวันที่ 30 มีนาคม ค.ศ. 1919 ขอความร่วมมือให้คนอินเดียหยุดงาน แล้วประชาชนเป็นล้านๆ คนก็หยุดงาน ในวันนั้น สั่นคลอนอานาจรัฐบาลอังกฤษอย่างชัดเจน คานธีรู้สึกอัศจรรย์ แต่ไม่นานก็พบข้อเสียของ การใช้วิธีสัตยาเคราะห์ กับสังคมขนาดใหญ่ ๆ อย่างอินเดีย ข้อเสียนั้นคือ มีบางแห่งที่บานปลายเกิด การต่อสู้ใช้กาลัง และรัฐบาลอังกฤษก็ใช้เป็นข้ออ้างในการจับกุมมหาตมา คานธี แต่เมื่อคานธีถูกจับกุม เมืองต่างๆก็เกิดความเคียดแค้นและวุ่นวายจนเกือบกลายเป็นเหตุ จลาจลระดับประเทศ ซึ่งหลังคานธีได้รับอิสระในวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919 และได้รับรู้เหตุการณ์ที่ เกิดบานปลายนี้ คานธีรู้สึกเสียใจมาก จึงประกาศ อดอาหาร ตนเอง 3 วัน ในวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์ของอินเดีย ประชาชนนับพันคนไปรวมตัวสังสรรค์กันที่ สวนสาธารณะชัลลียันวาลา เมืองอมฤตสระ พวกเขาไม่รู้ว่าสองวันก่อนหน้านั้น นายพลไดเอ่อร์ ผู้บังคับบัญชากองทหารอังกฤษในอามริสา ได้ออกกฎสั่งห้าม การชุมนุม โดยไม่มีการเตือนให้รู้ เค้ารู้สึกเคียดแค้นชาวอินเดีย และต้องการให้ชาวอินเดียรู้ถึงอานุภาพอังกฤษ จึงออกคาสั่งกอง ทหารอินเดีย 50 นาย ไปยังลานชุมนุม และสั่งใช้ปืนไรเฟิลยิงใส่ กลุ่มฝูงชน เป็นเวลานาน 10 นาทีที่ทหารกราดยิงผู้ชุมนุม ทาให้ มีผู้เสียชีวิตประมาณ 379 ศพ บาดเจ็บมากกว่า 1,000 คน เหตุผลเดียวที่เขาพวกหยุดยิงก็คือ กระสุนหมด พวกเขาบอกว่า ถ้ายังมีกระสุนอีก ก็จะยิงเข้าใส่ฝูงชนต่อไป ยิงประชาชนให้ตาย เพื่อให้บทเรียนแก่ชาวอินเดียว่า ห้ามแข็งข้อต่ออังกฤษและจง ยอมแพ้ เป็นปฏิบัติการทางทหารที่ทาให้รัฐบาลอังกฤษเสื่อมเสีย เกียรติยศและถูกโลกประณามอย่างรุนแรง
  11. 11. 11 การกระทาของไดเออร์ กลับได้รับการรับรองจากอังกฤษ แม้ว่าจะมีชาวอินเดียร้องเรียนเป็น จานวนมากก็ตาม แต่เขาเพียงได้รับคาสั่งให้พ้นจากหน้าที่ในแคว้นปัญจาบ ด้วยข้อหาทาการรุนแรง เกินกว่าเหตุ เมื่อไดเออร์ได้เดินทางกลับอังกฤษ เขากลับได้รับการต้อนรับเยี่ยงวีรบุรุษ เหตุการณ์สังหารหมู่ที่อามริสา ในปี ค.ศ. 1919 สร้างความหวาดหวั่นว่าจะเกิดการนองเลือด ขึ้น ระหว่างคนอังกฤษกับคนอินเดียซึ่งต้องการจะแก้แค้น แต่คานธีก้าวเข้ามาแล้วพูดว่า “ไม่...เราจะไม่ทาต่ออังกฤษ เหมือนเช่นที่นายพลดายเออร์ทาต่อเรา เราต้องแสดงให้พวกเขาเห็นว่า เราสามารถวางตัวพ้นจากความรู้สึกเกลียดชังเช่นนั้น พวกเขาไม่ใช่ศัตรูแต่เป็นเพื่อน พวกเขาก็ต้องการปลดปล่อยมากเท่าๆ ที่พวกเราต้องการเหมือนกัน” คานธีกล่าวว่า “ควรยกย่องความกล้าหาญที่เงียบสงบของการตาย โดยการไม่ฆ่า” ภาพเขียน การยิงปืนไรเฟิลของทหารอินเดียไปยังผู้ชุมนุม ณ สวนสาธารณะ ชัลลียันวาลา เมืองอามริสา เมื่อวันที่ 13 เมษายน ค.ศ. 1919
  12. 12. 12 3 ปีต่อมา นั่นคือในปี ค.ศ. 1922 คานธีได้เปลี่ยนนักชาตินิยมอินเดียให้กลายเป็นพลังมวลชน เขาได้แปรความรู้สึกโกธรแค้นจากเหตุการณ์ที่อามริสา ให้กลายเป็นความสามัคคีของชาวฮินดูและ มุสลิม กรรมกร และพ่อค้า และเขาชนะใจประชาชนอินเดียด้วยการทาตัวเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าง่ายๆ แบบเดียวกัน อดมื้อกินมื้อ ละทิ้งความสะดวกสบาย เฉกเช่นเดียวกับผู้ยากจนที่สุด เพื่อส่งเสริมให้เกิดการพึ่งตนเอง คานธีชักชวนชาวอินเดียให้สวมเครื่องแต่งกายในแบบเรียบง่ายของ อินเดีย และให้ทอผ้าขึ้นใช้เอง เสื้อผ้าที่ผลิตจากตะวันตกถูกนามาเผารวมกันเป็นกองใหญ่ เขาว่า "เสื้อผ้าของต่างชาติบ่งบอกว่าเราเป็นทาสทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตก เราไม่อาจ ปลดปล่อยตัวเองจากความเป็นทาส การเผาเสื้อผ้าของต่างชาติ จึงเป็นการฟอกจิตใจของพวกเรา" “ ไม่มีความงามในผ้าที่สวย...ถ้าทาให้หิวและเกิดความทุกข์” คานธีใช้เวลาวันละ 1 ชั่วโมงทุกวันเพื่อปั่นด้ายเอง ผู้นาชาวอินเดียคนอื่นได้แต่ประหลาดใจ กับความประพฤติเช่นนี้ของเขา ท่ามกลางสภาวะวิกฤตในชาติเยี่ยงนี้ แต่เขานั่งอยู่ที่เครื่องปั่นด้าย ทว่าคานธีมองทะลุถึงความสาคัญพื้นฐานนั้นว่าเป็นการเชื่อมโยงกับมวลชน วัตรปฏิบัติของเขาใน ฐานะผู้นาชาวอินเดีย ทาให้เขาผู้นาที่ไม่มีใครเคลือบแคลงเป็นเวลานานถึง 25 ปี ค.ศ. 1922 ได้เกิดเหตุใช้กาลังต่อสู้กันอีกครั้ง คานธีถูกจับกุมอีกครั้งในฐานะผู้ก่อความไม่สงบ และถูกศาลตัดสินจาคุก 6 ปี แต่ถูกปล่อยตัวออกมาก่อนกาหนดเพราะเหตุผลทางสุขภาพ
  13. 13. 13 ใน ค.ศ. 1924 และตั้งแต่ถูกปล่อยตัว คานธีก็หันไปแก้ไขปัญหาที่เกิดจากภายในประเทศ ก่อน เช่น ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบท แก้ไขปัญหาการถือชนชั้นวรรณะในอินเดีย ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างศาสนาฮินดูกับมุสลิม ปัญหาความไม่เสมอภาคของสตรี และปัญหาต่างๆ ที่ไม่ได้เกิดจากการ กดขี่จากต่างประเทศ ค.ศ. 1930 ขณะอายุได้ 62 ปี คานธีหวนกลับสู่สังเวียนการเมืองอันเร่าร้อน ต่อต้านการเก็บ ภาษีซึ่งไม่เป็นธรรม ภาษีที่อังกฤษเรียกเก็บจากเกลือ ประท้วงกฎหมายอังกฤษที่ห้ามคนอินเดียทา เกลือกินเอง การทาเกลือหรือการขายเกลือของชาวอินเดียถือว่าผิดกฎหมาย กิจการนี้สงวนไว้ให้ สาหรับคนต่างชาติทา เขาวางแผนจะเดินเท้าเป็นระยะทาง 240 ไมล์ ไปยังทะเลอาหรับเพื่อไปทา เกลือที่นั้น วันที่ 12 มีนาคม ค.ศ. 1930 คานธีพร้อมด้วยสาวกจานวน 80 คน เริ่มต้นการเดินทางซึ่ง กลายเป็นความสนใจของชาวโลก และเปลี่ยนแปลงวิถีทางแห่งประวัติศาสตร์ ขบวนของคานธีเดินได้เพียงวันละ 10 ไมล์ และเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาร่วมด้วย และมี ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเข้ามาที่อินเดียเพื่อทาข่าวนี้เป็นคนแรก และนับวันยิ่งมีผู้คนมาร่วมขบวนด้วย เป็นจานวนมาก ผ่านไป 24 วันเขาเดินทางผ่านหมู่บ้านนับพันๆ แห่ง ขบวนของเขากลายเป็นกลุ่มผู้ ประท้วงขนาดใหญ่ และทันทีที่ข่าวแพร่ออกไป ไม่เพียงแต่คนทั่วทั้งอินเดียจะเข้าร่วม แต่ทั้งโลกก็เอา ใจช่วย รายงานข่าวของอเมริกันส่วนใหญ่รายงานว่านี่เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อ เมื่อขบวนของคานธีถึงชายฝั่งมหาสมุทรในวันที่ 6 เมษายน มีชาวอินเดียหลายแสนคนเข้า ร่วมกับเขา คานธีก้มลงหยิบเกลือขึ้นแล้วพูดว่า "ด้วยเกลือหยิบมือนี้ ข้าพเจ้าขอต่อต้านการบังคับของจักรวรรดิอังกฤษ ขอเราจงร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเรากันเถิด"
  14. 14. 14 การตอบสนองเป็นไปราวกับประกายไฟ ทั่วทั้งประเทศไม่ว่าพ่อค้า ชาวนา แม่บ้าน ต่างพากัน ทาเกลือ และขายเกลือกันอย่างเปิดเผย ทางการอังกฤษ ได้ดันทุรังจับกุมคานธีและประชาชนนับแสน คนในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1930 ตาราจทุบตีผู้ประท้วงอย่างโหดเหี้ยม สร้างความโกธรแค้นและ ความสามัคคีขึ้นในหมู่ชาวอินเดียมากยิ่งขึ้น คานธีรู้ดีว่าการใช้วิธีต่อต้านแบบอหิงสา จาเป็นต้องแสดง ความกล้าหาญออกมาให้เห็น จึงจะดึงความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในตัวมนุษย์ออกมาได้ จานวนแรงงานอาชีพในอินเดียหายไปเป็นจานวนมาก ระบบเศรษฐกิจและระบบบริหารงาน ของรัฐบาลอังกฤษเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวง ภายใต้ความกดดันจากนานาชาติ ลอร์ดเออร์วิน ผู้สาเร็จราชการอังกฤษจึงยอมปล่อยตัวประชาชนออกมาเรื่อยๆ และรัฐบาลอังกฤษได้ ปล่อยตัวคานธีใน ค.ศ. 1931 และในปีนั้น คานธีถูกเชิญตัวไปร่วมประชุมหารือกับรัฐบาลอังกฤษ โดย มีนายกรัฐมนตรีอังกฤษในขณะนั้นเป็นประธาน คานธีตรงไปยังจวนของผู้สาเร็จราชการ ซึ่งจะรองรับแขกผู้มีเกียรติเท่านั้น น้าอุ่นถูกนามา รับรองคานธีตามคาขอ เขาวางแก้วลง แล้วก็ค่อยๆ หยิบอะไรบางอย่างออกมาจากชายพก ผู้สาเร็จ ราชการถามว่าอะไร คานธีตอบว่า “ท่านที่เคารพอย่าบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ นี่เป็นเกลือที่ผมแอบทาโดยผิดกฎหมาย” เขาเทเกลือนั้นลงในน้า... คน... แล้วก็ดื่ม การประชุมครั้งนี้ไม่ได้ผลอะไรมากนัก ในปีถัดมา คานธีเดินทางไปยังลอนดอน เพื่อ ร่วมประชุมเรื่องอนาคตของอินเดีย และเช่นเคยเขา เดินทางโดยรถไฟชั้นสาม และปฏิบัติภารกิจเช่นที่ทา ประจาวัน ที่ลอนดอน คานธีสร้างความสัมพันธ์กับ ประชาชนเป็นผลสาเร็จอย่างงดงาม เขาอาศัยอยู่กับคน ยากจนและได้รับความชื่นชมทุกหนทุกแห่งที่ไป
  15. 15. 15 ในเดือนสิงหาคม ปี 1942 คานธีเรียกร้องการประกาศอิสรภาพโดยทันที "นี่คือคาสวดเป็นคาสั้นๆ ที่ข้าพเจ้าจะมอบแก่ท่านอยู่หรือตาย เราจะปลดปล่อยอินเดียหรือมิฉนั้นก็ยอมตาย" และในคืนวันที่คานธีประกาศอิสรภาพนั้นเอง เขาและสมาชิกสภาคองเกรซทั้งหมดก็ถูกจับกุม ด้วยวัย 73 ปี ระหว่างอยู่ในคุก กัสตูรบา ภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่ร่วมกันมา 62 ปี ได้เสียชีวิตลงใน ค.ศ. 1944 ปี ค.ศ. 1945 อังกฤษซึ่งอ่อนแรงลง และยอมรับว่าตนไม่สามารถปกครองอินเดียอีกต่อไปได้ ได้มีการเลือกตั้งทั่วไปในอังกฤษ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ประกาศจะให้อินเดียได้ปกครองตนเอง แต่ ก่อนจะให้อิสระแก่อินเดีย อังกฤษต้องหารัฐบาลชาวอินเดียที่จะปกครองอินเดียต่อจากอังกฤษ พรรค คองเกรสของชาวฮินดูและสันนิบาตมุสลิม ใครจะมาปกครอง การให้อิสระอินเดียจึงต้องล่าช้าออกไป อนาคตของชาติใหม่ปรากฏความขัดแย้งให้เห็นอยู่เบื้องหน้าแล้ว ชาวฮินดูและมุสลิม คู่แข่ง อันยาวนาน หันมาเกลียดกันอย่างเปิดเผย ชาวมุสลิมส่วนน้อยยืนยันจะแยกตัวออกไป ปี ค.ศ. 1946 เกิดความขัดแย้งจนกลายเป็นเหตุนองเลือดรุนแรงไปทั่วทุกหัวระแหง คานธีจึงได้หอบสังขารวัย 77 ปี ลงเดินเท้าไปยังภูมิภาคต่างๆในอินเดีย เพื่อขอร้องให้ชาวอินเดียหันมาสามัคคีกัน และหยุดทะเลาะ ประชาชนอินเดียเห็นคานธีทาเช่นนี้ก็รู้สึกตัว เลิกทะเลาะกัน ทาให้เกิดความสงบสามัคคีในชนบทได้ เดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1947 ได้มีการเจรจาตกลงระหว่างพรรคคองเกรสกับสันนิบาตมุสลิม โดยได้ผลสรุปคือ เมื่ออินเดียได้รับเอกราช จะแบ่งประเทศเป็น 2 ส่วน โดยให้พื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็น คนฮินดู เป็นประเทศอินเดียของพรรคคองเกรส แล้วพื้นที่ที่คนส่วนใหญ่เป็นคนมุสลิม ให้เป็นประเทศ ปากีสถาน ปกครองโดยสันนิบาตมุสลิม และในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1947 อินเดียเป็นอิสระจาก อังกฤษโดยสมบูรณ์ พร้อมกับการแบ่งแยกประเทศ การแบ่งแยกประเทศทาให้เกิดการอพยพขนาน ใหญ่ ผู้อพยพหลายแสนคนเดินเท้าอย่างหมดสิ้นหนทาง ผู้คนของ 2 ศาสนาประสบหายนะจากความ อดอยาก แบ่งแยกกันจากความเป็นปรปักษ์แต่โบราณ การต่อสู้นองเลือดเกิดขึ้น ฮินดูและมุสลิม ระเบิดความเกลียดชังเป็นการสังหารหมู่ ทั้ง 2 ฝ่ายกระทาลงไปด้วยความกลัวและความโกรธ มี ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า “ผมยืนอยู่ที่ชานชาลาตอนรถไฟเข้าเทียบ ไม่มีผู้คนเคลื่อนไหวบนขบวนรถ มี แต่เลือดหยดออกจากประตู พอประตูรถเปิดข้างในนั้นมันก็เหมือนกับร้านขายเนื้อ เว้นแต่ว่าเนื้อพวก
  16. 16. 16 นั้นมีเสื้อสวมอยู่” ท้ายที่สุดผู้คนจานวนครึ่งล้านคือผู้สูญเสีย ในวันนั้น บางส่วนของทั้งสองประเทศ จัดงานฉลองอิสรภาพครั้งใหญ่ คานธีไม่เข้าร่วมพิธีฉลองอิสรภาพ แต่ได้เดินทางไปยังกัลกัตตาเพราะ ได้ข่าวว่ามุสลิมและฮินดูยังรบสู้กันอยู่เพื่อขอร้อง แต่ไม่เป็นผล คานธีจึงอดอาหาร ท่านบอกว่า “ข้าพเจ้าจะอดอาหารประท้วงจนกว่าการเข่นฆ่าจะหยุดลงไป จนกว่าฮินดูและมุสลิมจะเป็นพี่น้องกัน” พวกหัวรุนแรงชาวฮินดูไม่พอใจวิธีการอหิงสาของคานธี และความต้องการที่จะให้ชาวฮินดูและ มุสลิมอยู่ร่วมกัน คานธีเริ่มอดอาหารประท้วง มีความโกรธแค้นมากในหมู่ผู้อพยพในตอนนั้น ผู้ที่เดินขบวน ร้องว่า “คานธีจงลงนรก ปล่อยให้คานธีตายไป ให้เขาตายไปไปลงนรกซะ” พอวันที่ 2 ก็เริ่มมีผู้คนที่ คัดค้านฝ่ายแรก และวันที่ 3 ฝ่ายคัดค้านก็เริ่มใหญ่ขึ้น และกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านคานธีก็เล็กลง วันที่ 4 แนวโน้มก็ยังเป็นเช่นนั้นต่อไป จนในที่สุดทั่วทั้งถนนนั้นก็มีแต่ผู้เชียร์คานธี และ 1 สัปดาห์ผ่านไป พวก มุสลิมก็สามารถจะเดินออกไปในท้องถนนได้อย่างปลอดภัย แต่ที่พรมแดนอินเดีย-ปากีสถาน สงครามกลาง เมืองยังคงร้อนระอุ คานธีออกจาริกเพื่อสันติภาพข้ามดินแดนซึ่งแตกแยกเพราะความเกลียดชัง เขาเดินเท้าเปล่าจาก หมู่บ้านหนึ่ง ไปยังอีกหมู่บ้านหนึ่ง อดทนต่อฝูงชนผู้โกรธแค้น มีการขวางปาหนามเข้าใส่ทางเดิน คานธีจะ ตื่นขึ้นเวลาตีสี่ของทุกเช้าเพื่อต่อสู้กับคลื่นแห่งการนองเลือด เขาเดินทางต่อไปโดยไม่มีการคุ้มกัน เข้าไปใน เขตที่สถานการณ์ล่อแหลมที่สุด แล้วก็กล่าวกับเพื่อนคนหนึ่งว่า “ข้าพเจ้าอาจจะตายโดยน้ามือของผู้ลอบสังหาร และถ้าเป็นอย่างนั้นให้จาไว้ว่า ข้าพเจ้ายอมรับลูกกระสุนนั้นอย่างกล้าหาญ ด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า และเมื่อนั้นข้าพเจ้าจึงจะเชื่อว่าตนคือ มหาตมะ อย่างแท้จริง” 13 มกราคม ค.ศ. 1948 คานธีจึงประกาศอดอาหารอีกครั้ง เพื่อสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมกับฮินดู 18 มกราคม ค.ศ. 1948 องค์กรประชาชนในนิวเดลฮีให้คามั่นว่า จะพิทักษ์รักษาชีวิต ทรัพย์สิน และศาสนาของชาวมุสลิมอย่างเต็มที่ คานธีจึงกลับมากินอาหารอีกครั้ง การประชุมสวดมนต์กลายเป็นวิธีปลดปล่อยของเขาทุกวัน และตารวจขอว่าให้เราค้นตัวผู้คน แต่ คานธีว่า ..ไม่ พระเจ้าจะปกป้องฉัน ไม่ต้องค้นตัวใคร ปล่อยเขาเข้ามา “หากมีการนองเลือด ปล่อยให้เป็น เลือดของฉัน เพราะคนจะมีอยู่ชีวิตอย่างอิสระ หากพร้อมที่จะตายถ้าจาเป็นด้วยมือของพี่น้องของเขา”
  17. 17. 17 ในที่สุดแผนลอบสังหารคานธีก็อุบัติขึ้น วันที่ 30 มกราคม 1948 ในขณะคานธี เดินเข้าไปในที่ ประชุมสวดประจาวัน ในสวนเวอริฮาทร์ กรุงนิวเดลีย์ ท่ามกลางฝูงชนนั้นเอง นาถูราม โคทเส ชาวฮินดูผู้ คลั่งศาสนา วัย 36 ปี ไม่ต้องการให้ฮินดูสมานฉันท์กับมุสลิม ได้ยิงปืนใส่คานธี 3 นัด กระสุนเจาะทะลุ ท้องของมหาตมะ และอีกนัดหนึ่งที่หน้าอก เขาไม่แสดงถึงความประหลาดใจหรือความเจ็บปวด ขณะ สุดท้ายก่อนความตายจะพรากเขาไป คานธีพนมมือในลักษณะสวดมนต์แล้วพึมพราคาว่า “ราม” พระผู้ เป็นเจ้าในภาษาอินเดีย และ สิ้นลมหายใจในวัย 78 ปี อินเดียทั้งประเทศคร่าครวญนาน 13 วัน ความเศร้าโศกและตื่นตระหนกจากการสังหาร คานธี ดึงอินเดียให้หลุดออกจากความบ้าคลั่ง ความรุนแรงยุติลงเพียงชั่วข้ามคืน ผู้คนนับล้านต่างหลั่งไหล มายังกรุงเดลีย์ เพื่อให้ได้อยู่ใกล้เขา ตลอดทั้งคืนนั้นทุกคนต่างมาที่นี่ คลื่นมนุษย์พาหลั่งไหลติดตามร่าง ของชายร่างเล็กคนนี้ จนมาถึงลานเผาศพ ฝูงชนประมาณ 3-4 ล้านคนกั้นสะอื้นไม่อยู่ นาถูราม โคทเส ขณะยิง มหาตมา คานธี
  18. 18. 18 ทั้งหมดเพื่อให้เกียรติแก่ชายคนหนึ่ง ซึ่งไม่เคยมีตาแหน่งสาคัญในอินเดีย ชายซึ่งไม่ร่ารวยและมี ทรัพย์สินทั้งหมดไม่ถึง 3 ดอลลาห์เมื่อเขาตาย ไอน์สไตน์กล่าวถึงคานธีว่า “คนรุ่นอนาคตจะไม่มีทางเชื่อ เลยว่า มีคนแบบนี้อยู่จริงบนโลกมนุษย์นี้” การต่อสู้โดยไม่ใช่ความรุนแรงได้ปลดปล่อยอินเดียให้เป็นอิสระ อังคารของคานธีได้รับการอัน เชิญโดยรถไปชั้นสามขบวนพิเศษ ไปยังชายฝั่งมหาสมุทรเพื่อโปรยลงบนคลื่น ที่พานักสาหรับวิญญาณซึ่ง ไม่เคยสูญเสียความศรัทธาต่อพระเป็นเจ้า หรือต่อมนุษย์เลย

×