Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

004

1,963 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

004

  1. 1. การใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน ในการสื่อสาร ภาษาพูด เป็นภาษาที่ใช้ สนทนากันในสถานที่ส่วนตัว ในหมู่ ญาติ คนสนิท เพื่อนฝูง มีความเป็น กันเอง ไม่ต้องพิถีพิถันในการเลือก ใช้ถ้อยคำา จนบางครั้งเมื่อฟังดูจะ ขาดความสุภาพ ซึ่งต่างจากภาษา
  2. 2. ภาษาพูด ภาษา เขียน *เลยถูกจับไปนอนที่โรงพักทั้งคืน *เลยถูก จับไปนอนที่สถานีตำารวจทั้งคืน *ลูกคงไม่รู้ว่าพ่อแม่รักลูกแค่ไหน *บุตรคง ไม่ทราบว่าบิดามารดารักบุตรเพียงใด *วันนี้มีคนที่แบงค์เยอะแยะเลย *วันนี้มี คนที่ธนาคารมากมาย *ครอบครัวเราต้องช่วยกันรัดเข็มขัด *ครอบครัว เราต้องช่วยกันประหยัด *รถสิบล้อบรรทุกดินเข้าเขตเทศบาล *รถบรรทุก สิบล้อบรรทุกดินเข้าเขตเทศบาล *เกิดไฟฟ้าช็อตที่เครื่องทำานำ้าเย็น *เกิด
  3. 3. การใช้คำาและสำานวนภาษาต่าง ประเทศในภาษาไทย ในภาษาไทยมีการยืมคำาจากภาษา ต่างประเทศมาใช้จำานวนมาก เช่น จากภาษาบาลี สันสกฤต ภาษาเขมร ภาษาจีน ภาษาโปรตุเกส ภาษาชวา มาลายู และภาษาอังกฤษ คำาภาษา ต่างประเทศเหล่านี้เข้ามาใช้ในภาษา ไทยเพราะการติดต่อทางด้านศาสนา การค้าขาย การทำาสงคราม และการ
  4. 4. •ตัวอย่าง การใช้คำาภาษาต่างประเทศ ในภาษาไทย •โรงแรมนี้บริการส่งแฟกซ์ฟรีสำาหรับ ลูกค้า •ควรแก้ไขเป็น โรงแรมนี้บริการส่ง โทรสารโดยไม่คิดเงินสำาหรับลูกค้า •วันนี้มีการทำาเวิร์คชอปที่ทำาเนียบ รัฐบาล •ควรแก้ไขเป็น วันนี้มีประชุมปฏิบัติ
  5. 5. สรุปสาระสำาคัญ การใช้ภาษาไทยในการติดต่อ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้ ภาษาจำาเป็นต้องออกเสียงคำา เขียน คำาและใช้คำาให้ถูกต้อง ไม่ควรใช้ ภาษาพูดในการเขียนและไม่ควรใช้ คำาและสำานวนภาษาต่างประเทศใน ภาษาไทย ในกรณีที่จำาเป็นต้องใช้ ภาษาต่างประเทศให้พิจารณาดูคำา เหล่านั้นมีการบัญญัติศัพท์หรือไม่ ถ้า
  6. 6. การวิเคราะห์และประเมินค่าสารจาก การฟัง การดูและการอ่านา แนวคิด การวิเคราะห์และการประเมินค่าสารที่ใช้ ในชีวิตประจำาวันและในงานอาชีพจาก การฟัง การดู และการอ่าน เป็นสิ่งที่ จำาเป็นเพราะจะทำาให้ผู้อ่านสามารถ เข้าใจจุดมุ่งหมายหรือสาระสำาคัญของ สารได้อย่างรวดเร็วถูกต้อง ทำาให้สามารถ นำาความรู้ความคิดที่ได้จากสารไปใช้
  7. 7. สาระการเรียนรู้ • การวิเคราะห์และสังเคราะห์สารในชีวิต ประจำาวันและงานอาชีพ • จุดมุ่งหมายในการอ่าน • หลักการอ่านเพื่อการวิเคราะห์สาร • ขั้นตอนในการวิเคราะห์และวินิจสาร • ประเภทของสารที่ใช้ในการฟัง การดู และการอ่าน • หลักการฟัง การดู และการอ่าน • ประเภทของสื่อที่ใช้ในการฟัง การดู และการอ่าน • การประเมินค่าสาร
  8. 8. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง • อธิบายความหมายและขั้นตอนใน การวิเคราะห์และวินิจสารได้ • บอกหลักการอ่านเพื่อการวิเคราะห์ และจุดมุ่งหมายได้ • บอกประเภทของสารและหลักการ ฟัง การดู และการอ่าน • อธิบายประเภทของสื่อที่ใช้ในการ ฟัง การดู และการอ่าน
  9. 9. การวิเคราะห์และการสังเคราะห์ สารในชีวิตประจำาวันและงาน อาชีพ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ ความหมายของคำาว่า “วิเคราะห์” “สังเคราะห์” “สาร” ไว้ดังนี้ “วิเคราะห์” หมายถึง ใคร่ครวญ แยกออก เป็นส่วนๆ “สังเคราะห์” หมายถึง การสร้างขึ้น ซึ่งใน ที่นี้หมายถึง การนำาความรู้ความคิดที่ได้ จากการวิเคราะห์สารไปใช้ประโยชน์
  10. 10. สารในงานอาชีพ หมายถึง สารที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับ การประกอบอาชีพต่างๆ ผู้รับสารสามารถ พิจารณาได้ตามความถนัด ความสนใจใน งานอาชีพขิงตน ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยให้ ผู้อ่านมีความรอบรู้ในงานอาชีพ ทราบ ข่าวที่ทันสมัยในสายอาชีพ ช่วยพัฒนา ความรู้ ความสามารถในงานอาชีพให้มี ประสิทธิภาพ และด้วยมุมมองที่ทันสมัยนี้ ทำาให้เป็นผู้มองการณ์ไกล และมีวิสัยทัศน์ ที่กว้างในงานอาชีพ
  11. 11. จุดมุ่งหมายในการอ่าน ในการอ่านนั้น ผู้อ่านย่อมมีจุดมุ่ง หมายในการอ่านไม่อย่างใดอย่าหนึ่ง หรือบางครั้งอาจมีจุดมุ่งหมายมากกว่า หนึ่งอย่างก็เป็นไปได้ อาจสรุปจุดมุ่ง หมายในการอ่านได้ ดังนี้ อ่านเพื่อฆ่าเวลา เป็นการอ่านเพื่อ ทำาให้เวลาที่จะต้องเสียไปโดยไม่เกิด ประโยชน์ให้มีประโยชน์หรือมีค่ามาก ขึ้น เช่น อ่านขณะรอรถกลับบ้าน อ่าน ระหว่างรอเพื่อนที่นัดหมายจะไปทำาธุระ ด้วยกัน หรืออ่านยามมีเวลาว่า เป็นต้น
  12. 12. • อ่านเพื่อความรู้ เป็นการอ่านเพื่อความ เป็นพหูสูต ทำาให้เกิดความรอบรู้หรือรู้ รอบ เช่น บทความทางวิชาการ อ่าน สารคดี เป็นต้น • อ่านเพื่อสนองความสนใจของตนเอง เช่น สนใจการทำาอาหารก็อ่านตำาราทำา กับข้าวหรือขนม สนใจปลูกต้นไม้ก็อ่าน หนังสือไม้ดอกไม้ประดับหรือการจัดสวน สนใจวรรณกรรมซีไรท์ก็อ่าน วรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซีไรท์ทั้งหมด
  13. 13. • หลักการอ่านเพื่อการวิเคราะห์สาร • หลักการอ่านเพื่อการวิเคราะห์สารของผู้ อ่าน มีดังนี้ – กำาหนดจุดมุ่งหมายว่าอ่านเพื่ออะไร โดยจุด มุ่งหมายในการอ่านสาร • มีดังนี้ • ๑.๑ อ่านเพื่อปฏิบัติภารกิจในหน้าที่การ งาน เช่น การอ่านจดหมายสั่งซื้อ การ อ่านรายงานการประชุม การอ่านบันทึก ข้อความ การอ่านคำาสั่งหรือประกาศ ผู้ อ่านต้องเข้าใจรายละเอียดของเนื้อหา และสามารถสรุปประเด็นสำาคัญของสาร ที่อ่านได้ จึงจะสามารถปฏิบัติภารกิจต่าง
  14. 14. • ๑.๒ การอ่านเพื่อการวิเคราะห์ก่อนตัดสิน ใจ เช่น การอ่านข้อความโฆษณา การ อ่านเอกสารสัญญา ผู้อ่านต้องอ่านราย ละเอียดทั้งหมดด้วยความพินิจพิเคราะห์ โดยพิจารณาถึงข้อเท็จจริง ความเป็นไป ได้ ข้อดีข้อเสีย ตลอดจนความเสี่ยงที่จะ เกิดขึ้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน • ๑.๓ การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้และพัฒนา งานอาชีพ เช่น การอ่านข้อมูล ข่าวาสาร ต่าง ๆ บทความทางธุรกิจ บทความที่ เกี่ยวข้องกับงานอาชีพ เช่น หากนักศึกษา ทำางานอยู่ในตลาดหลักทรัพย์นักศึกษาคง ต้องติดตามความเคลื่อนไหวข้อมูลการขึ้น
  15. 15. ๒. ศึกษาส่วนประกอบตามประเภทสารที่อ่าน เช่น ข่าว ประกอบด้วย พาดหัวข่าว หัวข้อข่าว รายละเอียดของข่าว บทความ ประกอบด้วย คำานำา เนื้อเรื่อง สรุป ข้อความโฆษณา ประกอบด้วย ข้อความ พาดหัว ข้อความขยายพาด หัว ข้อความอธิบาย ประโยชน์
  16. 16. • ทำาใจให้เป็นกลาง ปราศจากอคติ จะ ช่วยให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องไม่เกิดข้อผิด พลาด • อ่านข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อจับประเด็น ที่สำาคัญหรือสาระสำาคัญของเรื่อง • ต้องแยกแยะได้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นหรือความแสดงอารมณ์ความ รู้สึกของผู้เขียน
  17. 17. • ขั้นตอนในการวิเคราะห์และวินิจสาร • ขั้นตอนการวิเคราะห์สาร คือ การนำาสาร ที่อ่านมาแยกเป็นส่วนๆโดยพิจารณาถึง สิ่งต่อไปนี้ • ๑.๑ รูปแบบการประพันธ์ ผู้วิเคราะห์ต้อง พิจารณาว่าสารที่ตนวิเคราะห์นั้นมีรูป แบบการเขียนอย่างไร เป็นร้อยแก้ว เช่น บทความ นวนิยาย ข่าว ข้อความ โฆษณา เรื่องสั้น ฯลฯ หรือเป็นร้อยกรอง ชนิดใด เช่น กลอน โคลง ฉันท์ กาพย์ ร่าย ฯลฯ • ๑.๒ เนื้อเรื่อง ผู้วิเคราะห์ต้องแยกแยะให้
  18. 18. • ๒. ขั้นตอนของการวินิจสาร คือ การ พิจารณาองค์ประกอบและรายละเอียดต่าง ๆ ของสารโดยใคร่ครวญไตร่ตรองอย่าง ละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งต้องพิจารณาดังนี้ • ๒.๑ ใจความสำาคัญและบทความ ของเรื่อง ทำาให้ผู้อ่านทราบถึงความ สำาคัญของสารที่ผู้เขียนต้องการนำาเสนอ • ๒.๒ ถ้อยคำาที่ปรากฏว่าแสดง อารมณ์ความนึกคิด ข้อเท็จจริง ความรู้ หรือความคิดเห็น ที่ผู้เขียนต้องการแสดง ให้ผู้อ่านทราบ
  19. 19. ประเภทของสารที่ใช้ในการฟัง การดู และการอ่าน ปัจจุบันการนำาเสนอสานในงานอาชีพเพื่อ ให้ผู้รับสารได้ฟังเสียง ดูภาพ และอ่าน ข้อความควบคู่กันไปพร้อมๆ กันนั้น จัด เป็นกระบวนการเสนอสารที่ได้รับความ นิยมเป็นอย่างยิ่ง เพราะทำาให้การเสนอ สารบรรลุวัตถุประสงค์ กล่าวคือ ผู้ส่งสาร สามารถส่งสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรง ตามวัตถุประสงค์ ชัดเจน และรวดเร็ว ใน ขณะที่ผู้รับสารก็สามารถรับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ประเภท
  20. 20. • สารที่ให้ความรู้ ได้แก่ สารที่เป็นเรื่อง ราวทางจัดการและวิชาชีพ • สารที่โน้มน้าวใจ ได้แก่ สารที่นำาเสนอ ในรูปของโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การ หาเสียง • สารที่จรรโลงใจ ได้แก่ สารที่นำาเสนอ เป็นบทสุนทรพจน์ บทเพลง นิทาน เรื่อง สั้น สุภาษิต นวนิยาย
  21. 21. • หลักการฟัง การดุ และการอ่าน • ทักษะการฟัง การดู และการอ่าน เป็นกระ บวนการรับสารที่สำาคัญ นักศึกษาควร ได้การศึกษาและฝึกฝนให้สามารถได้นำา ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำาวันและใน งานอาชีพอย่างมีประสิทธิภาพได้จำาเป็น จะต้องทราบหลักการฟัง การดูและการ อ่าน ดังนี้
  22. 22. • มีจุดมุ่งหมายในการฟัง การดู และการ อ่านที่ชัดเจน • มีสมาธิในการฟัง การดู และการอ่าน • ใช้วิจารณญาณในการฟัง การดู และ การอ่าน ทำาใจให้เป็นกลาง ไม่ลำาเอียง • มีจรรยามารยาท ไม่กระทำาการใด ๆ ที่ เป็นการรบกวนสมาธิในการฟัง การดู และการอ่าน • ควรบันทึกสาระสำาคัญได้จากการฟัง การดู และการอ่านไว้เพื่อเตือนความจำา
  23. 23. • ประเภทของสื่อที่ใช้ในการฟัง การดู และ การอ่าน • สื่อที่ใช้ในการฟัง การดู และการอ่าน สามารถจำาแนกได้เป็น ๓ ประเภท คือ • ๑ สื่อธรรมชาติ ที่ใช้ในการฟัง การดู และ การอ่าน ได้แก่ อากาศ แสงสว่าง และ คลื่นเสียง เป็นต้น • ๒. สื่อสาธารณะ ที่ใช้ในการฟัง การดู และการอ่าน ได้แก่ โทรศัพท์ ป้ายโฆษณา แผ่นพับ และหนังสือเรียน เป็นต้น
  24. 24. การประเมินค่าสาร การประเมินค่าสาร เป็นการพิจารณา วินิจฉัยคุณค่า และตัดสิน หรือการตีค่า สารที่อ่านโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์มา แยกแยะข้อดี และข้อบกพร่อง กระบวนการประเมินค่าสารมักจะใช้ ดุลพินิจด้วยการพิจารณาว่าสารนั้นมี ความดีเด่นในด้านใด มีความไพเราะ เหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะหรือไม่เพียง ใด
  25. 25. วิธีการประเมินค่าสาร สามารถทำาได้ ๒ วิธี คือ • วิธีภาวะวิสัย เป็นวิธีประเมินค่าสารโดย ยึดเนื้อสาระของเรื่องเป็นหลักโดย พิจารณาโครงเรื่อง แก่นเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา บรรยากาศของเรื่อง ทัศนะผู้ เขียน กลวิธีในการแต่งและการใช้ภาษา อย่างมีหลักการและเหตุผล • วิธีอัตวิสัย เป็นวิธีประเมินค่าสารโดยยึด ความคิดเห็นและอารมณ์ของผู้ฟัง ผู้ดู และผู้อ่านเป็นหลัก
  26. 26. สรุปสาระสำาคัญ การวิเคราะห์และการประเมินค่าสาร จากการฟัง การดู และการอ่านเป็นกระ บวนการรับสารที่เป็นประโยชน์ต่องาน อาชีพและชีวิตประจำาวัน เป็นการ วิเคราะห์สารอย่างใคร่ครวญไตร่ตรอง พิจารณาโดยรอบคอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้เข้าใจจุดมุ่งหมายและสาระสำาคัญ ของเรื่องได้อย่างถูกต้อง และสามารถนำา ความรู้ความคิดที่ได้จากสารนั้นไปใช้ ประโยชน์ได้ โดยมีขั้นตอนการพิจารณา คือ พิจารณารูปแบบของสาร ส่วน
  27. 27. การพูดสาธิต ความหมายและความสำาคัญของการพูด สาธิต การพูดสาธิต หมายถึง การพูด อภิปรายการปฏิบัติสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มรการ ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือประกอบ โดยผู้ พูดมีจุดประสงค์ให้ผู้ฟังมีความเข้าใจขั้น ตอนการปฏิบัติและอาจปฏิบัติตามได้ด้วย ดังนั้น ผู้สาธิตจะต้องแสดงวิธีการใช้ เครื่องมือหรือวัสดุอุปกรณ์อย่างช้า ๆ เพื่อ ให้เห็นขั้นตอนจนผู้ฟังเข้าใจ และอาจเปิด โอกาสให้ผู้ฟังทดลองปฏิบัติ
  28. 28. การเตรียมการสาธิต การเตรียมการสาธิตควรเตรียมการตาม ลำาดับ ดังนี้ • กำาหนดจุดมุ่งหมายของการสาธิตว่าจะ เป็นเพียงให้ผู้ฟังรู้และเข้าใจขั้นตอน การปฏิบัติหรือจะให้ผู้ฟังปฏิบัติได้ ถ้ามี จุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังปฏิบัติได้ก็ต้องเตรียม อุปกรณ์หรือกิจกรรมที่ให้ผู้ฟังสาธิต • จัดลำาดับเนื้อหาให้ต่อเนื่อง โดยวาง ลำาดับหัวข้อการอธิบายไว้ว่า จะเริ่มต้น ประเด็นใด ก่อนหลัง ที่สำาคัญคือ การ กำาหนดเนื้อหาให้สัมพันธ์กับเวลา
  29. 29. • เตรียมวัสดุอุปกรณ์ที่แสดงประกอบใน แต่ละขั้นตอนให้เหมาะสมกับเวลา ควร เลือกอุปกรณ์ที่น่าสนใจ ง่ายต่อการ แสดง ขนาดไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป • ประสานงานกับฝ่ายจัดสถานที่ให้เตรียม สถานที่สาธิตให้เหมาะสมที่ผู้ฟังทุกคนจะ มองเห็นการสาธิตได้อย่างทั่วถึง • ตรวจสอบและทดลองใช้อุปกรณ์ก่อน การสาธิต • ทดลองพูดการสาธิต และประเมินค่าว่ามี การปรับปรุงในเรื่องคำาอธิบาย หรือการ แสดงอุปกรณ์ในขั้นตอนใด
  30. 30. • การดำาเนินการสาธิต • การดำาเนินการสาธิตตามขั้นตอนดังต่อ ไปนี้ • จัดเตรียมอุปกรณ์ให้เป็นระเบียบตาม ลำาดับ พร้อมที่จะแสดงการสาธิตใน แต่ละขั้นตอน • อธิบายจุดมุ่งหมายของการสาธิตและ บอกให้ผู้ชมทราบว่าควรปฏิบัติตาม อย่างไร ระหว่างการสาธิต อาจแจกเอ ดกสารให้ผู้ชมการสาธิตด้วยก็ได้ • อุปกรณ์ที่ใช้การสาธิต ควรแสดงเมื่อถึง ขั้นตอนของการปฏิบัติในแต่ละขั้นตอน
  31. 31. • องค์ประกอบที่จะช่วยให้การพูดสาธิตสัมฤ ทธิผล มีดังนี้ • ๑.ผู้สาธิตจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องที่ จะเป็นอย่างดี และสามารถใช้เครื่องมือใน การสาธิตได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถ เรียกศรัทธาและความน่าเชื่อถือจากผู้ฟัง • ๒. ผู้สาธิตจะต้องมีบุคลิกภาพดี แต่งการ เรียบร้อยและเหมาะสมกับเรื่องที่จะสาธิต เช่น ถ้าจะสาธิตการย้อมผม ควรสวม ถุงมือ มีผ้าคลุมหุ่น • ๓. ใช้ถ้อยคำาให้เหมาะสมกับเรื่องที่จะพูด ควรใช้ภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจ
  32. 32. ตัวอย่าง การพูดสาธิต “สวัสดีครับน้อง ๆ วันนี้พี่ตูนมีของดีมาฝาก น้อง ๆ อีกแล้วครับ เรื่องที่พวกเด็ก ๆ อย่างพวกเราควรทำาอย่างยิ่งก่อนไป โรงเรียนก็คือ การรับประทานอาหารเช้า เพราะถือว่าเป็นมื้อที่สำาคัญ คิดดูสิครับว่า ถ้าพวกเราไม่อิ่มท้องไปจากบ้านในตอน เช้า กว่าจะถึงมือกลางวัน เด็ก ๆ อย่าง พวกเราคงหิวจนแสบท้องพาลให้เรียน หนังสือไม่รู้เรื่อง เฮ้อ! เกริ่นมาตั้งนาน น้อง ๆ หลายคนคงอยากรู้แล้วนะครับว่า วันนี้ของดีของพี่ตูนคืออะไร หลายคนคง
  33. 33. –มาดูอุปกรณ์ก่อนนะครับก็มี –เคริ่องปิ้งขนมปัง –กระทะ –ขนมปัง ๒ แผ่น –ไข่ไก่ ๑ ฟอง –ผักกาดหอม ๑ ต้น –มะเขือเทศ ๑-๒ ลูก –เบคอน ๕ ชิ้น –ซอสมะเขือเทศ/ซอสพริก
  34. 34. เมื่อเตรียมของพร้อมแล้วก็ลงมือทำากัน เลยนะครับ ขั้นแรกน้อง ๆ นำาขนมปังไป ปิ้งก่อนเมื่อขนมปังกรอบได้ที่ก็นำามาตัด ขอบทั้ง ๔ ด้านนะครับ จากนั้นน้องก็ทอด ไข่ดาวแต่พอสุขและนำาเบคอนมาทอดจน กรอบหอมน่ารับประทาน แล้วน้องจึงค่อย นำาผักกาดหอม และมะเขือเทศที่หั่นเป็น แว่นแล้ว รวมทั้งไข่ดาวและเบคอนมาวาง เรียงบนขนมปัง น้องอาจเหยะซอสมะเขือ เทศลงไป หรือถ้าน้องคนไหนชอบเผ็ด
  35. 35. หน่อยก็เหยาะซอสพริกได้ครับ ขั้น ตอนสุดท้ายน้องจึงปิดหน้าขนมปังที่น้อง เรียงของไว้อีกแผ่น เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว ครับ เห็นไหมครับอิ่มอร่อยได้ง่ายนิดเดียว ทีนี้น้อง ๆ ก็มีเมนูอาหารเพิ่มอีกหนึ่งอย่าง เป็นอาหารที่ทำาง่าย ๆ คนไหนอยากลอง มาทำาดู เชิญนะครับ พี่ตูนเตรียมของามาเผื่อให้น้อง ๆ ได้ลอง ทำา”
  36. 36. • การพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการ การพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการเป็น หัวใจสำาคัญของนักธุรกิจจะเห็นได้เห็นว่า อัตราการแข่งขันเพื่อช่วงชิงตลาด ทางการค้านับวันจะมีสูงขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย อำานาจแห่งข้อมูลข่าวสารในยุคโลกไร้ พรมแดนผู้บริโภคมีสิทธิมีเสียง มีความรู้ ในการเลือกสรรสินค้าหรือบริการที่ดีที่สุด ให้กับตน หน่วยงานหรือหน่วยธุรกิจแต่ละ แห่งจึงพยายามหาวิธีเสนอขายสินค้าหรือ บริการให้ได้มากที่สุด วิธีหนึ่งที่ทำาให้
  37. 37. • หลักในการพูดขายสินค้าหรือบริการ • พูดให้ลูกค้าเห็นประโยชน์ที่จะได้รับ หากซื้อสินค้าหรือบริการของบริษัท หรือ ให้ลูกค้าเห็นความจำาเป็นในการใช้ สินค้าหรือบริการ โดยใช้หลักการพูด เพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟังดังนี้ • ๑.๑ การสร้างความสนใจ โดยพยายาม ใช้ถ้อยคำาหรือวิธีกาต่าง ๆ ให้ผู้ฟังเกิด ความสนใจด้วยความกระตือรือร้น ซึ่งจะ ช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือ เชื่อมโยง ต่อความสนใจได้ในที่สุด
  38. 38. ๑.๒ การสร้างความต้องการ ผู้พูดอาจเสนอ ปัญหาหรือข้อคิด ให้ผู้ฟังเห็นความสำาคัญ เห็นถึงประโยชน์ เช่นการขายประกัน อาจพูดถึงการที่ผู้ปกครองพูดึงการทำา ประกันสุขภาพให้แก่บุตรซึ่งเป็นเด็กยังมี ภูมิต้านทานโรคตำ่า เสี่ยงต่อการเจ็บป่วย ได้ง่าย
  39. 39. • ๑.๓ การสร้างความพอใจ ผู้พูดควรเสนอ ข้อคิดหรือผลประโยชน์ที่คุ้มค่าที่ผู้ซื้อ สินค้าหรือบริการได้รับทำาให้ผู้ฟังรู้สึกว่า “นี่แหละ คือสิ่งที่ฉันต้องการ” เช่น การ ขายประกันอาจพูดถึงโรคของเด็กที่มีค่า ใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพง เช่น โรคหัดญี่ปุ่น โรคภูมิแพ้ พร้อมยกตัวอย่าง ลูกค้าที่มีบุตรหลานที่เป็นโรคเหล่านี้ • สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ถึงปีละ ๘๐,๐๐๐บาทในขณะที่เสียค่าประกัน สุขภาพปีละ ๒๙,๐๐๐ บาท
  40. 40. • ๒. ศึกษาหาข้อมูลของลูกค้า ได้แก่ เพศ อายุ อาชีพ รสนิยม ทัศนคติ อุกนิสัยใจคอ เพื่อหาวิธีการพูดให้ลูกค้าสนใจและตัดใจ เลือกใช้สินค้าหรือบริการ • ๓. ควรหาจังหวะเวลาในการพูดที่ เหมาะสม โดยสังเกตจากปฏิกิริยาของ ลูกค้า หากลูกค้ากำาลังรีบเร่งหรือไม่มีเวลา ฟัง ควรรอให้ลูกค้าพร้อม • ๔. ผู้พูดต้องคำานึงอยู่เสมอว่า ในขณะ นั้นผู้ฟังหรือลูกค้าสำาคัญที่สุด พยายาม ตอบปัญหาข้อข้องใจต่าง ๆ ของลูกค้าให้ มากที่สุด ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการขาย
  41. 41. การเตรียมการสัมภาษณ์ การเตรียมการสัมภาษณ์ ควรเตรียมดังนี้ ควรนัดหมายให้ผู้สัมภาษณ์ทราบวัน เวลา หัวข้อเรื่องและคำาถามที่ใช้ในการ สัมภาษณ์ก่อนที่จะมีการสัมภาษณ์ เพื่อ ให้ผู้สัมภาษณ์มีเวลาเตรียมตัว ถ้า เป็นการสัมภาษณ์โดยฉับพลัน ก็ไม่ควร รบกวนเวลาผู้ให้สัมภาษณ์มากนัก
  42. 42. ศึกษาความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้ให้ สัมภาษณ์อย่างละเอียด เพื่อเข้าใจเรื่องราวอย่างรวดเร็ว สามารถตั้งคำาถามต่อเนื่องกันและ สามารถสร้างความพอใจและเต็มใจที่ให้ สัมภาษณ์ได้ เช่น ศึกษาเกี่ยวกับการ ศึกษา วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ความเชื่อ การประกอบอาชีพ และการ ดำาเนินชีวิตประจำาวัน เป็นต้น
  43. 43. คำาถามที่นำามาใช้สัมภาษณ์ ควร เป็นคำาถามตรงตาจุดมุ่งหมาย ควรตั้ง คำาถามในเรื่องเดียวกันไว้หลาย ๆ คำาถาม ถ้าผู้สัมภาษณ์ไม่เข้าใจก็ สามารถเปลี่ยนคำาถามได้ เพื่อจะได้คำา ตอบที่ตรงประเด็น ไม่ควรใช้คำาถาม ดักคอหรือแสดงว่ามีความรู้ความ สามารถเหนือผู้ให้สัมภาษณ์ เพราะจะ ทำาให้ผู้ให้สัมภาษณ์อึดอัด และไม่อยาก ตอบ
  44. 44. คุณสมบัติของผู้สัมภาษณ์ • มีมนุษย์สัมพันธ์ดี สามารถปรับตัวเข้ากับ สังคมได้ มีความอ่อนโยน และยิ้มแย้ม แจ่มใส • มีความรู้ดี โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับภูมิ หลังของผู้สัมภาษณ์ เพื่อประโยชน์ใน การเตรียมคำาถาม • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องที่สัมภาษณ์ เพื่อจะได้ตั้งคำาถามที่ตรงประเด็น
  45. 45. • มีมารยาททั้งในการพูด การฟังและการ ถาม คือ ต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด และ ไม่ถามเรื่องส่วนตัวที่ผู้ให้สัมภาษณ์ไม่ ต้องการเปิดเผย • มีบุคลิกภาพดี คือ มีกิริยาคล่องแคล่ว ไม่ เคอะเขิน แต่งกายเหมาะกับโอกาสและ สถานการณ์ • มีความสามารถในการใช้คำาพูด คือ พูด ชัดเจน ใช้คำาสุภาพและง่ายต่อความ เข้าใจ • สามารถสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง ไม่ตึงเครียดหรือเป็นพิธีการเกินไป ให้
  46. 46. ลักษณะของคำาถามที่ใช้ใน การสัมภาษณ์ – คำาถามเปิด เป็นคำาถามที่เปิด โอกาสให้ผู้สัมภาษณ์ตอบได้ตาม ที่เห็นสมควร เช่น ท่านมีความคิด เห็นอย่างไรต่อการประกาศยุบ สภาของท่านนายกรัฐมนตรีใน ช่วงนี้ – คำาถามปิด เป็นคำาถามที่ผู้ สัมภาษณ์มีโอกาสเลือกเพียงอย่าง
  47. 47. ขั้นตอนการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ควรมีขั้นตอน ดังนี้ • กล่าวปฏิสันถารผู้ให้สัมภาษณ์ แล้ว แนะนำาตัวผู้สัมภาษณ์ว่า ชื่ออะไร เป็น ตัวแทนขององค์กร หน่วยงาน หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือโทรทัศน์สถานีใด • ให้เกียรติและแสดงความสนใจผู้ให้ สัมภาษณ์ พยายามสร้างบรรยากาศที่ เป็นกันเอง โดยเริ่มสนทนาเรื่องทั่ว ๆ ไป ก่อน จากนั้นจึงตั้งคำาถามประเด็นสำาคัญ ตามลำาดับ
  48. 48. • ไม่ควรถามนอกเรื่อง ขณะถามหรือรอ ให้ผู้สัมภาษณ์ตอบ ควรมองหน้าและยิ้ม ให้กำาลังใจผู้ให้สัมภาษณ์ เพื่อจะได้ ทำาให้ผู้สัมภาษณ์ลดความประหม่าลง • ควรให้เวลาผู้สัมภาษณ์ตอบและแสดง ความยอมรับความคิดเห็น • ถ้าเป็นการสัมภาษณ์บุคคลหลายคนเวลา เดียวกัน ควรให้เกียรติผู้อาวุโสก่อน • จดบันทึกประเด็นที่สำาคัญ หรือบันทึก เสียงและภาพไว้
  49. 49. การเขียนบทบันทึกจากการสัมภาษณ์ ควรให้รายละเอียดดังนี้ • บันทึกเรื่องที่สัมภาษณ์ ราบละเอียดเกี่ยว กับผู้ให้สัมภาษณ์ เช่น ชื่อ ชื่อสกุล ที่อยู่ ที่ทำางาน หมายเลขโทรศัพท์ วันเดือนปี และสถานที่สัมภาษณ์ • ราบละเอียดเกี่ยวกับปัญหา คำาถาม คำา ตอบ และความคิดเห็นแก่ผู้ให้สัมภาษณ์ อาจให้รายละเอียดเกี่ยวกับอากัปกริยา ของผู้ให้สัมภาษณ์ด้วยก็ได้ • บันทึกข้อคิดเห็น หรือบทสรุปของผู้ สัมภาษณ์
  50. 50. • บทสัมภาษณ์........................................ • วัน เดือน ปี • สถานที่ • ชื่อ นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ (ถ้ามี) ของผู้ ให้สัมภาษณ์ • ชื่อ นามสกุลของผู้สัมภาษณ์ • คำาถาม : ………………………………………………………………… ………… • ………………………………………………………………… ………... • คำาตอบ : ………………………………………………………………… ………... • ………………………………………………………………… ………... • ………………………………………………………………… ………...
  51. 51. สรุปสาระสำาคัญ การพูดเพื่อการประกอบอาชีพ ได้แก่ การบรรยาย การปาฐกถา การพูดสาธิต การพูดเพื่อขายสินค้าหรือบริการ การพูด เพื่อการประชาสัมพันธ์ การอภิปราย การ สัมภาษณ์ มีรูปแบบและวิธีการพูดที่แตก ต่างไปตามวัตถุประสงค์ในการพูด ผู้พูด จึงควรเรียนรู้วิธีการและฝึกฝนการพูดใน รูปแบบต่าง ๆ ให้เหมาะสมและถูกต้อง และสามารถนำาไปปรับใช้ในชีวิตประจำา
  52. 52. การเขียนจดหมายธุรกิจที่จำาเป็นต่อ งานอาชีพ แนวคิด จดหมายธุรกิจเป็นจดหมายที่สามารถ นำามาใช้เพื่อแจ้งกิจธุระ หรือเพื่อ ประโยชน์ในการประกอบอาชีพต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีผลต่อการสร้างมิตรภาพ เพื่อเอื้ออำานวยให้การติดต่อสัมพันธ์ทาง ธุรกิจเป็นไปในทางที่ดี ในกรณี ผู้รับสาร และผู้ส่งสารอยู่ห่างไกลกันหรือมีความ จำาเป็นบางประการที่ทำาให้ไม่สามารถ
  53. 53. • สาระการเรียนรู้ • จดหมายนัดหมาย • จดหมายรับรองหรือจดหมายสอบถาม การปฏิบัติงาน • จดหมายเชิญเป็นวิทยากร • จดหมายขอความร่วมมือและจดหมาย ขอบคุณ • จดหมายแสดงความยินดีและจดหมาย แสดงความเสียใจ • จดหมายสมัครงาน • สรุปสาระสำาคัญ
  54. 54. ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง • บอกความสำาคัญในการเขียนจดหมาย กิจธุระในการประกอบอาชีพได้ • ยกตัวอย่างจดหมายกิจธุระได้ • เขียนจดหมายกิจธุระตามโอกาสและราย ละเอียดตามที่กำาหนดให้ได้ • แนะนำาเพื่อนให้เขียนจดหมายกิจธุระใน โอกาสต่าง ๆ ได้
  55. 55. จดหมายธุรกิจ คือ จดหมายส่วนตัวที่ใช้ติดต่อ ถึงกันโดยไม่เป็นธุรกิจโดยตรง เช่น จดหมายนัดหมาย จดหมายแสดง ความยินดี งานครอบครัววันก่อตั้ง กิจการ จดหมายเชิญไปเป็นเกียรติ ในงานต่าง ๆ จดหมายตอบรับหรือ ตอบปฏิเสธ ฯลฯ
  56. 56. จดหมายนัดหมาย จดหมายนัดหมาย เป็นจดหมายที่ผู้ นัดหมายแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับ การนัดหมาย เช่น โอกาส วัน เดือน ปี สถานที่ หรือหัวข้อเรื่องที่จะ สนทนาให้ผู้รับทราบ
  57. 57. จดหมายรับรองหรือจดหมายสอบถาม การปฏิบัติงาน จดหมายรับรองหรือจดหมายสอบถาม การปฏิบัติงาน เป็นจดหมายที่มีผู้ เกี่ยวข้องในการคัดเลือกพนักงาน เจ้า หน้าที่และลูกจ้างจะเขียนถึงบริษัทหรือ หน่วยที่ผู้สมัครงานเคยได้ทำาและได้อ้าง ไว้มนจดหมายสมัครเพื่อสอบถามว่าผู้ สมัครงานเคยทำางานใจตำาแหน่งหน้าที่ใด มีความสามารถและอุปนิสัยในการปฏิบัติ งานเป็นอย่างไร
  58. 58. จดหมายเชิญเป็นวิทยากร จดหมายเชิญเป็นวิทยากร เป็น จดหมายกิจธุระอีกประเภทหนึ่งที่ผู้ สำาเร็จการศึกษาไปแล้วอาจต้องใช้ ในการประกอบอาชีพ หน่วยงานหรือ องค์กรอาจมีการจัดอบรม บรรยาย อภิปราย ปาฐกถา หรือสัมมนาเพื่อ พัฒนาคุณภาพบุคลากร ซึ่งจำาเป็น ต้องเชิญวิทยากรที่มีความรู้ความ สามารถเป็นวิทยากรโดยใช้จดหมาย
  59. 59. จดหมายขอความร่วมมือและ จดหมายขอบคุณ จดหมายขอความร่วมมือ เป็น จดหมายที่เขียนขอความช่วยเหลือ หรือขอความร่วมมือและช่วยเหลือ เป็นการส่วนตัว เช่น ขอสนับสนุน ด้านการเงิน ขอบริจาคทรัพย์และ สิ่งของ ขอยืมเครื่องมือเครื่องใช้ ขอ ใช้บ้านพักตากอากาศเพื่อการพัก ผ่อนในโอกาสต่าง ๆ
  60. 60. จดหมายขอบคุณ เป็นจดหมายที่เขียนเพื่อขอบคุณ บุคคลที่ให้ความร่วมมือหรือช่วย เหลือในกิจกรรมต่าง ๆ จนบรรลุจุด ประสงค์ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ ดีต่อกัน
  61. 61. จดหมายแสดงความยินดีและ จดหมายแสดงความเสียใจ จดหมายแสดงความยินดี เป็น จดหมายที่เขียนขึ้นเพื่อแสดงความ ชื่นชมต่อบุคคลที่ประสบความสำาเร็จ ในหน้าที่การงานจนได้รับการยกย่อง จากสังคมหรือได้รับรางวัลเชิดชู เกียรติ
  62. 62. จดหมายสมัครงาน การเขียนจดหมายสมัครงาน มี ความมุ่งหมายเพื่อบริษัท หรือเจ้าของงาน ให้โอกาสผู้เขียนจดหมายเข้ารับการ สัมภาษณ์โดยปกติเจ้าของงานจะระบุ คุณสมบัติของผู้สมัครไว้อย่างชัดเจน ผู้ เขียนจึงควรเลือกเขียนข้อมูลของตนเองที่ ตรงกับความต้องการของเจ้าของงานให้ มากที่สุด ทั้งนี้ควรคำานึงถึงคุณสมบัติหรือ ความสามารถของผู้เขียนตามความเป็น จริง
  63. 63. สรุปสาระสำาคัญ • จดหมายธุรกิจมี ๗ ประเภท คือ • จดหมายนัดหมาย • จดหมายรับรองหรือจดหมายสอบถามการ ปฏิบัติงาน • จดหมายเชิญเป็นวิทยากร • จดหมายขอความร่วมมือและจดหมายขอบคุณ • จดหมายแสดงความยินดี • จดหมายแสดงความเสียใจ • จดหมายสมัครงาน ซึ่งใช้ติดต่อระหว่างผู้มีกิจ ธุระถึงกันอย่างไม่เป็นธุรกิจโดยตรง ผู้เขียน ควรใช้ภาษาที่สุภาพเรียบง่าย มุ่งแสดงให้เห็น ความจริงใจ และไม่ควรแสวงหาผลประโยชน์ จากผู้รับจดหมาย

×