ต้นกก

18,885 views

Published on

Published in: Education
0 Comments
2 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
18,885
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
253
Actions
Shares
0
Downloads
40
Comments
0
Likes
2
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ต้นกก

  1. 1. ต้นกก พืชวงศ์กก (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cyperaceae; อังกฤษ: Sedge) เป็นไม้ล้มลุก มีประมาณ 4,000 ชนิดแพร่พันธุ์กระจายทัวโลก ชอบที่ชื้นแฉะ ่ขึ้นในที่ระดับตำ่าตามหนอง บึง ทางระบายคันคูนำ้าและโคลนเลน ใน 46ประเทศจัดพืชวงศ์กกเป็นวัชพืช มีหลายชนิดใช้เป็นอาหารเช่นEleocharis toberosa และ Scirpus toberosus และหลายชนิดนำามาทำาเครื่องจักสานได้อย่าง เสื่อ กระจาด กระเช้า หมวก เช่นกกชนิด Scirpusmucronatus, Lepironia mucronata, Carex brizoides เป็นต้นกกมีรูปร่างลักษณะและนิเวศวิทยาเหมือนหญ้ามาก มีลักษณะที่แตกต่างจากหญ้าคือ กกมักมีลำาต้นตัน และเป็นสามเหลียมหรือสามมุม บางชนิด ่มีผนังกั้นแบ่งเป็นห้องๆ มีกาบใบอยู่ชิดกันมาก และที่สำาคัญคือเกือบไม่มลิ้นใบ บางชนิดไม่มีเลย ลักษณะสำาคัญอีกประการหนึ่งของกกคือ ีดอกแต่ละดอกจะมีกาบช่อย่อยห่อหุ้มหรือรองรับเพียงอันเดียว กกมีไหลเลื้อยไปใต้ดินและจากไหลก็จะแตกเป็นลำาต้นที่ตัน โผล่พ้นขึ้นมาเหนือ
  2. 2. ดิน และเมื่อผ่าลำาต้นดูตามขวาง จะมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหรือสามมุมดังได้กล่าวมาแล้ว ลำาต้นกกจะไม่แตกกิ่งเหมือนพืชชนิดอื่น ใบของกกเหมือนกับใบของหญ้า แต่จะเรียงตัวอัดกันแน่นเป็นสามมุมหรือสามตำาแหน่งรอบโคนต้นและมีกาบห่อหุ้มลำาต้นและไม่มลิ้นใบ ีช่อดอกกกจะเกิดที่ปลายลำาต้นเป็นหลายแบบ เช่น ช่อแยกแขนง, ช่อซี่ร่ม หรือ ช่อเชิงลด และมีดอกขนาดเล็กเป็นทั้งดอกที่สมบูรณ์และไม่สมบูรณ์เพศ โดยมีดอกรวมเรียกว่าช่อดอกย่อย ซึ่งประกอบด้วยดอกย่อยหนึ่งหรือหลายดอก แต่ละดอกมีริ้วประดับรองรับ ส่วนกลีบดอกนั้นไม่มีหรืออาจมีแต่เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นเกล็ด หรือขนแข็งเล็กๆ ในดอกกกจะมีเกสรเพศผู้แยกกันอยู่ ส่วนเกสรเพศเมียจะมีก้านแยกเป็นสอง-สามแฉก หรือบางครังแยกเป็นสอง-สามเส้น และมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอก ้ภายในมีห้องเดียวและมีหนึ่งเมล็ดพื้นที่ปลูกพื้นที่ชุ่มนำ้ำ (อังกฤษ:Wetland) หมายถึงลักษณะทางภูมิประเทศที่มีรูปแบบเป็น พื้นที่ลุ่ม พื้นที่ราบลุ่ม พื้นทีลุ่มชื้นแฉะ พื้นทีฉำ่านำ้า มีนำ้าท่วม ่ ่มีนำ้าขัง พื้นที่พรุ พื้นทีแหล่งนำ้า ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่ ่มนุษย์สร้างขึ้น ทังที่มนำ้าขังหรือท่วมอยูถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทังที่ ้ ี ่ ้เป็นแหล่งนำ้านิงและนำ้าทั้งที่เป็นนำ้าจืด นำ้ากร่อย และนำ้าเค็ม รวมไปถึง ่พื้นที่ชายฝังทะเล และพื้นที่ของทะเล ในบริเวณซึ่งเมื่อนำ้าลดลงตำ่าสุดมี ่ความลึกของระดับนำ้าไม่เกิน 6 เมตร [1]คุณประโยชน์คุณประโยชน์ของพื้นที่ชุ่มนำ้า คือ การเป็นแหล่งนำ้า แหล่งเก็บกักนำ้าฝนและนำ้าท่า เป็นแหล่งทรัพยากรและผลผลิตธรรมชาติ ทีมนุษย์สามารถ ่เข้าไปเก็บเกี่ยวใช้ประโยชน์ได้ และมีความสำาคัญต่อการคมนาคมในท้องถิ่น รวมถึงการเป็นแหล่งรวมสายพันธุ์พืชและสัตว์ อันมีความสำาคัญทางนิเวศวิทยา และการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นแหล่งของผู้ผลิตที่สำาคัญในห่วงโซ่อาหาร นอกจากนี้บางแห่งยังมีความสำาคัญด้านนันทนาการและการท่องเที่ยว ประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น และเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางธรรมชาติวิทยา อีกด้วยหน้ำที่
  3. 3. โดยการอุ้มซับพลังอันรุนแรงของลมและคลื่น พื้นที่ชุ่มนำ้าคือตัวปกป้องแผ่นดินที่เชื่อมต่อจากพายุ นำ้าท่วมและความเสียหายจากการกระแทกของคลื่น ต้นไม้ในพื้นที่ชุ่มนำ้าช่วยกรองมลพิษและสิ่งสกปรกที่มากับนำ้าทีลุ่มชื้นแฉะนำ้าจืดส่วนใหญ่จะอยู่ในบริเวณที่ราบนำ้าท่วมของแม่นำ้า พื้นที่ ่ชุ่มนำ้าที่อยู่ระหว่างบริเวณนำ้าขึ้นนำ้าลงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่แสดงให้เห็นการแพร่กระจาย (invasion) การปรับตัว (modification) และการทดแทน (succession) ของพืชพรรณในพื้นที่ กระบวนการแพร่กระจายและการทดแทนได้แก่การเจริญงอกงามของหญ้าทะเล พืชเหล่านี้ช่วยดักตะกอนและเพิ่มอัตราการตกตะกอน ตะกอนที่ถูกจับไว้จะเพิ่มกลายเป็นที่เลนราบ สิ่งมีชีวิตในเลนเริมตั้งตัวและกระตุ้นให้เกิดสิ่งมีชีวิตรูป ่แบบอื่นมากขึ้นทำาให้องค์ประกอบอินทรย์ของดินวิธีกำรทอวัสดุที่ต้องเตรียม1.ต้นกก โดยเฉลี่ยความสูงของต้นประมาณ 120-150 ซม.ขึ้นไป หรือมีลำาต้นใบแก่ 2.นำามาผ่าครึ่งเป็นริ้วเล็กๆ3.นำาต้นกกไปตามแดดให้แห้งประมาณ 2-3 วัน จะได้ต้นกกคุณภาพวิธีกำรทำำอุปกรณ์ที่ใช้ในการทอเสื่อจะมี กี่ ส่วนใหญ่เป็นแบบกี่ตั้ง ใช้คนทอ 2 คนคือคนหนึ่งพุ่งกกเข้าฟืมและอีกคนหนึ่งกระทบฟืมก่อนจะทอต้องนำ้ามาพรมให้ชุ่ม จึงนำาไปทอได้ เมื่อทอเสร็จจึงตัดหางทียื่นออกมา ถ้าเสื่อกก ่ที่ ทอเสร็จยังไม่แห้งพอก็จะนำาไปผึ่งแดดไว้เพื่อไล่ความชื้นก่อนที่จะไปใช้ ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ต่อไป

×