Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

การวิจารณ์วรรณคดีตามแนวตะวันออก

2,206 views

Published on

การอธิบายทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤตที่นิยมใช้ในวรรณคดีไทย

Published in: Education
  • Be the first to comment

การวิจารณ์วรรณคดีตามแนวตะวันออก

  1. 1. การวิจารณ์วรรณคดีตามแนว ตะวันออก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. วัชรพล วิบูลยศริน หลักสูตรภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
  2. 2. แนวทฤษฎีตะวันออก ตะวันออก คือ อินเดีย บ่อเกิด สรรพวิชาหลายแขนง รวมทั้งภาษาบาลี และสันสกฤตที่เข้ามามีอิทธิพลในภา ไทยอยู่มาก การวิเคราะห์วรรณคดีไทยตาม แนวตะวันออก จึงเป็นการวิเคราะห์ตาม ทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต ซึ่งแบ่ง ออกเป็น 8 ทฤษฎี คือ
  3. 3. ทฤษฎีวรรณคดีสันสกฤต 1. ทฤษฎีรส ว่าด้วยอารมณ์ของผู้อ่าน 2. ทฤษฎีอลังการ ว่าด้วยความงามในการประพันธ์ 3. ทฤษฎีคุณ ว่าด้วยลักษณะเด่นของการประพันธ์ 4. ทฤษฎีริติ ว่าด้วยลีลาในการประพันธ์ 5. ทฤษฎีธวนิ ว่าด้วยความหมายแฝงในการประพันธ์ 6. ทฤษฎีวโกรกติ ว่าด้วยภาษาในการประพันธ์ 7. ทฤษฎีอนุมิติ ว่าด้วยการอนุมานความหมายในการประพันธ์ 8. ทฤษฎีเอาจิตยะ ว่าด้วยความเหมาะสมในการประพันธ์
  4. 4. ทฤษฎีรส รส คือ ปฏิกิริยาทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจผู้อ่านเมื่อได้รับรู้อารมณ์ที่กวีถ่ายทอด ไว้ในวรรณคดี วรรณคดีเกิดขึ้นเมื่อกวีมีอารมณ์สะเทือนใจแล้วถ่ายทอดออกมาในบท ประพันธ์ อารมณ์ต่าง ๆ ที่กวีแสดงไว้ในผลงานเรียกว่า ภาวะ 9 ภาวะ คือ 1. ความรัก (รติ) 6. ความน่ากลัว (ภยะ) 2. ความขบขัน (หาสะ) 7. ความน่ารังเกียจ (ชุคุปสา) 3. ความทุกข์โศก (โศกะ) 8. ความน่าพิศวง (วิสม ยะ) 4. ความโกรธ (โกรธะ) 9. ความสงบ (ศมะ) 5. ความมุ่งมั่น (อุตสาหะ)
  5. 5. ทฤษฎีรส เมื่อผู้อ่านได้รับรู้ภาวะที่กวีแสดงไว้แล้วก็จะเกิดอารมณ์ตอบสนองต่อว ภาวะนั้นเรียกว่า รส มี 9 รส ดังนี้ 1. ความซาบซึ้งในความรัก (ศฤคารรส) 2. ความสนุกสนาน (หายรส) 3. ความสงสาร (กรุณารส) 4. ความเคืองแค้น (เราทรรส) 5. ความชื่นชมความในความกล้า (วีรรส)
  6. 6. ทฤษฎีรส เมื่อผู้อ่านได้รับรู้ภาวะที่กวีแสดงไว้แล้วก็จะเกิดอารมณ์ตอบสนองต่อว ภาวะนั้นเรียกว่า รส มี 9 รส ดังนี้ 6. ความเกรงกลัว (ภยานกรส) 7. ความเบื่อระอาชิงชัง (พีภัตสรส) 8. ความอัศจรรย์ใจ (อัทภุตรส) 9. ความสงบใจ (ศานตรส)
  7. 7. ทฤษฎีรส คนไทยเคยได้ยิน ได้ฟัง และเคยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับรสมาวิจารณ์วรรณคดี โบราณอยู่ไม่น้อย เนื้อหาของวรรณคดีก็มีส่วนเอื้อต่อการเกิดรสได้ คือ วรรณคดี พุทธศาสนา วรรณคดีพิธีกรรม วรรณคดีสดุดี วรรณคดีนิราศ และวรรณคดีบันเทิง การพิจารณาว่า วรรณคดีเรื่องใดหรือประเภทใดเอื้อต่อการเกิดรสหรือไม่นั้น ต้องดู รูปแบบและเนื้อหาเพื่อให้เข้าใจจุดมุ่งหมายของผู้ประพันธ์
  8. 8. วรรณคดีพุทธศาสนา 1. ไตรภูมิพระร่วง  อ่านแล้วกลัวต่อบาป ภยานกรส 2. นันโทปนันทสูตรฯ  เกิดความพิศวง อัศจรรย์ใจอัทภุตรส 3. มหาชาติคาหลวง  เห็นความมุ่งมั่นในการบาเพ็ญ จิตใจสงบ วีรรส และศานติรส 4. ปฐมสมโพธิกถา เกิดความพิศวง  อัทภุตรส
  9. 9. วรรณคดีพิธีกรรม - โองการแช่งน้า  แสดงความน่ากลัวในบทพรรณนาโทษทัณฑ์ ภยารกรส
  10. 10. วรรณคดีสดุดี - โคลงยอพระเกียรติต่าง ๆ  แสดงความสูงส่งของกษัตริย์เหนือมนุษย์  อัทภุตรส - โคลงสรรเสริญพระเกียรติต่าง ๆ  แสดงความความสามารถในการรบ  วีรรส
  11. 11. วรรณคดีบันเทิง แต่งขึ้นเพื่อให้ความบันเทิงแก่ผู้อ่านเป็นสาคัญ จึงมีรสตามทฤษฎีสันสกฤตครอบทั้ง 9 รส แต่รสที่ปรากฏ เป็นรสเอกของเรื่อง คือ วีรรส และกรุณารส นอกนั้นเป็น รสเสริมให้รสเอกเด่นชั้นขึ้น เช่น ภยานกรส คือ รสเกรงกลัว พระอภัยมณี ตอนสุดสาครตกอยู่ในวงล้อมของพวกผีและยักษ์ ผู้เขียนก็ จะบรรยายจนผู้อ่านเกิดความเกรงกลัว แล้วจึงบรรยาย ความกล้าของสุดสาครที่ใช้ไม้เท้าปราบผีและยักษ์ ผู้อ่าน ก็จะเกิดความชื่นชมความกล้าของสุดสาคร จึงเกิดวีรรส
  12. 12. วรรณคดีบันเทิง เราทรรส คือ รสแค้นเคือง จะไม่เกิดเป็นรสเอกใน วรรณคดีไทย จะเป็นเพียงรสเสริมเพื่อหนุนภาวะทุกข์โศก ทาให้ กรุณารส เด่นชั้นขึ้น เช่น ความโกรธของขุนช้างเมื่อ ลวงพลายงามไปฆ่า ก็จะทาร้ายอย่างรุนแรง ผู้อ่านก็จะ เกิดความแค้นเคืองที่ขุนช้างทาทารุณกับพลายงาม ผู้อ่าน ก็จะเห็นใจผู้ถูกกระทา ยิ่งแค้นเคืองมาก ก็ยิ่งเห็นว่าทุกข์ โศกของอีกฝ่ายหนึ่งน่าเห็นใจมากขึ้น กรุณารสก็จะเด่น มากขึ้น
  13. 13. วรรณคดีบันเทิง อุทภุตรส คือรสอัศจรรย์ใจ ไม่เป็ นรสเด่นใน วรรณคดี จะเป็นรสเสริม เมื่อกวีต้องการแสดงความ ยิ่งใหญ่และสูงส่งของตัวละคร ในวรรณคดีที่ต้องการ แสดงวีรรส อัทภุตรส จะเป็นรสเสริมที่จาเป็นมากที่สุด รามเกียรติ์ วีรรสจะเป็นรสเอกเพราะมุ่งแสดง สภาวะอุตสาหะของพระราม ผู้เป็นเทวกษัตริย์ มีบทแสดง บุญญาธิการของพระรามอยู่หลายตอน เช่น พระราม สามารถยกศิลป์ ซึ่งเป็ นธนูของพระอิศวรได้อย่าง คล่องแคล่ว
  14. 14. ทฤษฎีอลังการ อลังการ คือ การใช้ถ้อยคาที่ไพเราะและโวหารที่มีความหมายลึกซึ้งให้เป็น ประหนึ่งอาภรณ์ของบทประพันธ์ อลังการแบ่งออกเป็ น อลังการทางเสียงและ ความหมาย อลังการทางเสียง คือ การเล่นคาให้เกิดความไพเราะของเสียงในบท ประพันธ์ที่สาคัญ ได้แก่ 1. ยมก คือ การซ้าพยางค์ที่มีเสียงเหมือนกัน แต่สื่อความหมายต่างกัน ใน คาประพันธ์วรรคเดียวหรือบทเดียวกัน 2. อนุปราส คือ การซ้าเสียงพยัญชนะ ซึ่งอาจเป้ นพยัญชนะเดียวหรือ พยัญชนะซ้อนก็ได้ ในคาประพันธ์วรรคเดียวกัน
  15. 15. ทฤษฎีอลังการ อลังการทางความหมาย คือ การใช้โวหารเปรียบเทียบ หรือโวหารแฝง ความหมายเพื่อให้มีการตีความได้ลึกซึ้งต่าง ๆ กันไป ในระยะแรก ๆ มักเป็นโวหาร ง่าย ๆ ซึ่งเปรียบว่าสิ่งหนึ่งดีงาม ฯลฯ เหมือนอีกสิ่งหนึ่ง ต่อมาจึงพลิกแพลงให้ สลับซับซ้อนมากขึ้น จนเป็นการใช้ความหมายที่ซ่อนเร้นเจตนาของผู้พูด อลังการทางความหมายที่สาคัญ ได้แก่ 1. อุปมา คือ การนาสิ่งที่กวีต้องการแสดงลักษณะเด่นไปเปรียบเทียบกับ อีกสิ่งหนึ่งที่มีลักษณะเด่นนั้นเป็นที่ยอมรับกันแล้ว โดยมีคาที่มีความหมายทานอง ว่า เหมือน คล้าย เป็นคาแสดงความเปรียบ เช่น ดวงหน้านางนวลกระจ่างดุจดวง จันทร์
  16. 16. ทฤษฎีอลังการ 2. รูปกะ คือ การเปรียบเทียบทานองเดียวกับอุปมา แต่ด้วยการกล่าวว่า สิ่งหนึ่งเป็นอีกสิ่งหนึ่ง เช่น ดวงหน้าของนางคือ ดวงจันทร์ (ตาราวรรณคดีไทย เรียกว่า อุปลักษณ์) 3. อติศโยกติ คือ การกล่าวเกินความจริง (ตาราวรรณคดีไทยเรียกว่า อธิ พจน์) เช่น จงอวดผิวเรืองรองของนางเถิด ทองจะหมองลงทันที จงเงยหน้าขึ้นมาเถิด ท้องฟ้ าจะมีดวงจันทร์ถึงสองดวง
  17. 17. เอกลักษณ์ของวรรณคดีไทย 1. สัมผัสสระ เช่น ข้าแต่พระบาท พระโอรสราช 2. สัมผัสพยัญชนะข้ามวรรค เช่น เปนฤษีศีลสุทธิ์ สืบสร้าง 3. สัมผัสพยัญชนะเป็นคู่ ๆ เช่น ธ เสด็จลงสาราญสาริทธิ์ 4. สร้อยสลับวรรค เช่น อกคือดวงไฟร้อน แลนา เหตุเทวศจากลูกป้ อม แลนา 5. อัพภาส เช่น ระรื่นรศเรณู
  18. 18. เอกลักษณ์ของวรรณคดีไทย 6. คาแผลง เช่น ท่ววมฤคามฤเคษ ในหิมเวศหิมวันต์ 7. คาประสม เช่น พลทรงสองสิพิราษฎร์ ก็บาดเนื้อบาดใจฟุน 8. เล่นคา เช่น ท้งงรูปสัตว์ก็จะร้าง ท้งงรูปร่างก้จะโรย 9. กลบท เช่น โมงโมกม่วงไม้ มูกมัน จากจิกแจงจวงจันทร์ จิงจ้อ โหมหินหิ่งหายหัน เหียงหาด คุยเคียมคาคูนค้อ คัดค้าวแคคาง
  19. 19. เอกลักษณ์ของวรรณคดีไทย ลักษณะทั้ง 9 ประการเป็ น เรื่องของเสียง และน่าจะเป็นลักษณะ ของไทยเรามากกว่าจะรับมาจาก สันสกฤต แม้แต่การใช้คาซ้า ทั้งคาที่ซ้า ติดกัน เช่น คล่าคล่าพลแคล้ว (ลิลิต ตะเลงพ่าย) และซ้าอย่างเว้นจังหวะ เช่น ได้ช้างได้งวง ได้ปั่วได้นาง (ศิลา จารึกหลักที่ 1) น่าจะเป็นลักษณะคา ประพันธ์ไทยมากกว่าได้อิทธิพลจาก สันสกฤตคือ ยมก
  20. 20. สรุป ทฤษฎีรส คนไทยจะใช้เพื่อพิจารณางานประพันธ์ของไทยเป็นตอน ๆ ไม่ ค่อยวิจารณ์ทั้งเรื่อง ทฤษฎีอลังการ คนไทยน่าจะรับมาเพียงบางส่วนผ่านมาทางวรรณคดีบาลี แต่ลักษณะอลังการทางเสียงนั้น คนไทยย่าจะมีอยู่แล้วด้วยลักษณะของภาษา และ จะเห็นได้ว่าอลังการที่คนไทยใช้ตรงกับทฤษฎีสันสกฤต คือ อุปมา เป็นส่วนใหญ่ และอาจจะใช้ รูปกะ ที่ตรงกับภาษาไทยว่า อุปลักษณ์ รวมทั้งการใช้ อติศโยกติ ที่ ตรงกับอธิพจน์ในภาษาไทยเท่านั้น ส่วนอลังการอื่น ๆ ของสันสกฤตไม่น่ามีอิทธิพล ต่อวรรณคดีไทย
  21. 21. งานมอบหมาย คาชี้แจง: นักศึกษาดาวน์โหลดเอกสาร จากเว็บลิงก์ต่อไปนี้เพื่อใช้ประกอบการ เรียนการสอนในสัปดาห์ที่ 7 http://goo.gl/H87d Y7
  22. 22. กิจกรรมท้ายบทเรียน คาชี้แจง: นักศึกษาอ่านบทประพันธ์ ต่อไปนี้แล้ววิเคราะห์ตามทฤษฎีรส (ระบุว่าเป็นรสใดก่อนแล้ว วิเคราะห์) และทฤษฎีอลังการให้ ครบถ้วน
  23. 23. การวิจารณ์บทประพันธ์ตามแนวตะวันออก สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้ายอูฐกะกลาป๋ า พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา ทั้งสองแก้มกัลยาดังลูกยอ คิ้วก่งเหมือนกงเขาดีดฝ้ าย จมูกละม้ายคล้ายพร้าขอ หูกลวงดวงพักตร์หักงอ ลาคอโตตันสั้นกลม สองเต้าห้อยตุงดังถุงตะเคียว โคนเหี่ยวแห้งรวบเหมือนบวบต้ม เสวยสลายาจุกพระโอษฐ์อม มันน่าเชยน่าชมนางเทวี

×