ปริทันต์Lสั้นๆ

7,253 views

Published on

ปริทันต์สั้นๆ

Published in: Education

ปริทันต์Lสั้นๆ

  1. 1. การวินิจฉัยโรคเหงือกอักเสบ 1.โรคเหงือกอักเสบเหตุคราบจุลินทรีย์ (Gingivalassociated with dental plaque) 2.โรคเหงือกเหตุจากปัจจัยทางระบบ (Gingival diseasesmodified by systemic factors) 3. โรคเหงือกเหตุจากยา (Gingival diseases modified bymedications) 4.โรคเหงือกเหตุทุพโภชนาการ (Gingival diseasesmodified by malnutrition)การวินิจฉัยโรคปริทันต์อักเสบ 1. โรคปริทันต์อักเสบเรื้อรัง(Chronic periodontitis) 2. โรคปริทันต์อักเสบรุกราน(Aggressive periodontitis) 3. โรคปริทันต์อักเสบอันเป็นอาการแสดงของโรคทั่ว กาย(Periodontitis as a manifestation of systemic diseases 4. โรคปริทันต์เนื้อตาย(Necrotizing periodontal disease)การจำาแนกโรคปริทันต์ของ American Academy ofperiodontology 1999 แบ่งเป็น ٨ กลุ่มดังนี้กลุ่มที่ І Gingival diseasesA. Dental plaque-induced gingival diseases 1. Gingivitis associated with dental plaque only 2. Gingival diseases modified by systemic factors 3. Gingival diseases modified by medications เช่น ๏ drug-influenced gingival enlargements 4. Gingival diseases modified by malnutritionB. Non-plaque-induced gingival lesions 1. Gingival diseases of specific bacterial origin 2. Gingival diseases of viral origin 3. Gingival diseases of fungal origin 4. Gingival lesions of genetic origin 5. Gingival manifestations of systemic conditionsแบ่งได้เป็น ๏ Mucocutaneous Disorders (ความผิดปกติของเยื่อเมือก) ๏ Allergic reactions 6. Traumatic lesions
  2. 2. ๏ Chemical injury ๏ Physical injury ๏ Thermal injury 7. Foreign body reactions 8. Not otherwise specified (อืนๆ)่กลุ่มที่ П Chronic periodontitisกลุ่มที่ Ш Aggressive periodontitisกลุ่มที่ ІV Periodontitis as a manifestation of systemicdiseases A. Associated with hematological disorders B. Associated with genetic disorders C. อืนๆ ่กลุ่มที่ V Necrotizing periodontal diseasesกลุ่มที่ VІ Abscesses of the periodontiumกลุ่มที่ VП Periodontitis associated with endodonticlesionsกลุ่มที่ VШ Developmental or acquired deformities andconditions A. Localized tooth-related factors that modify orpredispose to plaque-induced gingivaldiseases/periodontitis 1. Tooth anatomic factors 2. Dental restorations/appliances 3. Root fractures 4. Cervical root resorption and cementaltears B. Mucogingival deformities and conditions aroundteeth 1. Gingival/soft tissue recession 2. Lack of keratinized 3. Decreased vestibular depth 4. Aberrant frenum/muscle position 5. Gingival excess เช่น pseudopocket 6. Abnormal color C. Mucogingival deformities and conditions onedentulous ridges 1. Vertical and/or horizontal ridge deficiency
  3. 3. 2. Lack of gingival/keratinized tissue 3. Gingival/soft tissue largement 4. Aberrant frenum/muscle position 5. Decreased vestibular depth 6. Abnormal color D. Occlusal trauma 1. Primary occlusal trauma 2. Secondary occlusal traumaกลุ่มที่ І Gingival diseases เป็นกลุ่มของโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของเหงือก ยังแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือA. Dental plaque-induced gingival diseases คือ โรคเหงือกที่เกิดจากคราบจุลินทรีย์ ซึ่งยังแบ่งได้ออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1. Gingivitis associated with dental plaque only โดยอาจจะมีปัจจัยเสริมเฉพาะที่ เช่น ขอบวัสดุอุดเกิน (overhangmargin) ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ 2. Gingival diseases modified by systemic factorsเช่น เหงือกอักเสบที่เกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อ เช่น puberty-associated gingivitis, pregnancy associated gingivitis และleukemia-associated gingivitis (เหงือกอักเสบที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเลือด) เป็นต้น 3. Gingival diseases modified by medications เช่น ๏ drug-influenced gingival enlargements จากการใช้ยากันชัก (dilantin) หรือ ยากดภูมิคุ้มกัน (cyclosporin)เป็นต้น 4. Gingival diseases modified by malnutrition เช่นโรคเหงือกอักเสบจากการขาดวิตามินซีB. Non-plaque-induced gingival lesions เป็นภาวะความผิดปกติของเหงือกที่ไม่ได้เกิดจากคราบจุลินทรีย์ แบ่งได้เป็น 8กลุ่ม คือ1. Gingival diseases of specific bacterial origin แบคทีเรียเหล่านี้จะเป็นเชื้อที่ไม่ใช่เชื้อปกติที่พบในคราบจุลินทรีย์(exogenous bacteria) เช่น Neisseria gonorrhea-associatedlesions, Treponema pallidum-associatedlesions เป็นต้น2. Gingival diseases of viral origin
  4. 4. ๏ Herpes virus infections (การติดเชื้อจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์) ซึ่งรวมถึงโรค primary herpeticgingivostomatitis, recurrent oral herpes และ vericella-zoster infection ๏ โรคเหงือกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ3. Gingival diseases of fungal origin ๏ Candida-species infection (การติดเชื้อจากเชื้อราแคนดิดา) เช่น generalized gingival candidasis ๏ Linear Gingival erythema (ภาวะเหงือกแดงเป็นเส้น) มักจะพบในผู้ป่วยที่ติดเชื้อ HIV ๏ อื่นๆ4. Gingival lesions of genetic origin เช่น Hereditarygingival fibromatosis5. Gingival manifestations of systemic conditions แบ่งได้เป็น ๏ Mucocutaneous Disorders (ความผิดปกติของเยื่อเมือก) เช่น โรคผิวหนังที่มีอาการแสดงที่เหงือกร่วมด้วยlichen planus, , pemphigus vulgaris, erythemamultiforme เป็นต้น ๏ Allergic reactions การแพ้ที่มีอาการแสดงที่เหงือก) ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มตามวัสดุ/สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ ดังนี้6. Traumatic lesions ซึ่งเกิดได้จากอุบัติเหตุ หรือโรคหมอทำา(iatrogenic) ก็ได้ โดยแบ่งได้เป็น ๏ Chemical injury การบาดเจ็บที่เกิดจากสารเคมีเช่น การมีเยื่อบุผิวหลุดลอกจากการใช้นำ้ายาคลอเฮกซิดีน(chlorhexidine-induced mucosal desquamation) เป็นต้น ๏ Physical injury การบาดเจ็บทางกายภาพ เช่นการบาดเจ็บจากการแปรงฟัน ๏ Thermal injury การบาดเจ็บจากความร้อน/ความเย็น7. Foreign body reactions (ความผิดปกติของเหงือกที่เกิดจากปฏิกิริยาต่อสิ่งแปลกปลอม) เช่น amalgam tattoo เป็นต้น8. Not otherwise specified (อืนๆ)ในส่วนนี้เป็นส่วนที่ AAP ่1999 ให้พื้นที่ไว้สำาหรับความผิด ปกติของเหงือกที่ไม่ได้เกิดจากคราบจุลินทรีย์ ลักษณะอื่นๆที่ไม่สามารถจัดเข้ากลุ่มที่กล่าวมาแล้วได้
  5. 5. กลุ่มที่ П Chronic periodontitis เป็นการอักเสบของเหงือกร่วมกับการมีร่องลึกปริทันต์(pocket) และมีการสูญเสียการยึด ร่วมกับการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน การเกิดโรคจะเริ่มจากการเป็นโรคเหงือกอักเสบโดยเกิดจากคราบจุลินทรีย์ มีการสะสมของหินนำ้าลายเป็นปัจจัยเสริมเฉพาะที่ที่ส่งเสริมให้ปริมาณคราบจุลินทรีย์เพิ่มมากขึ้น จนเกิดการทำาลายเนื้อเยื่ออ่อนและกระดูกเบ้าฟันในที่สุด ทั้งนี้กระบวนการตอบสนองของร่างกายเป็นส่วนสำาคัญที่ทำาให้เกิดโรคนี้ขึ้น แม้การเกิดโรคปริทันต์อักเสบจะเริ่มมาจากโรคเหงือกอักเสบแต่ผู้ป่วยโรคเหงือกอักเสบบางส่วนที่จะมีการลุกลามไปเป็นโรคปริทันต์อักเสบกลุ่มที่ Ш Aggressive periodontitis Aggressive periodontitis เป็นโรคที่พบได้น้อย แต่จะเป็นแบบรุนแรง และมีการลุกลามของโรคอย่างรวดเร็ว มักจะพบในผู้ป่วยอายุน้อย (จึงทำาให้ในการจำาแนกโรคในปี 1989 เรียกearly-onset periodontitis แต่ในภายหลังพบว่าโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยทุกวัย จึงเรียกเป็น aggressiveperiodontitis) ผู้ป่วยมักจะมีประวัติการเป็นโรคปริทันต์ในครอบครัว แต่ไม่มีโรคทางระบบที่มีผลต่ออวัยวะปริทันต์ ลักษณะอื่นๆที่อาจจะใช้ในการประกอบการตัดสินใจวินิจฉัยว่าเป็นaggressive periodontitis คือ ๏ ปริมาณการสูญเสียการยึดไม่สัมพันธ์การปริมาณคราบจุลินทรีย์และหินนำ้าลายที่พบ ๏ ส่วนประกอบของเชื้อที่พบในคราบจุลินทรีย์ พบActinobacillus actinomycetemcomitans และในบางกลุ่มประชากรจะพบ Porphyromonas gingivalisกลุ่มที่ ІV Periodontitis as a manifestation of systemicdiseases เป็นโรคปริทันต์อักเสบที่เป็นอาการแสดงของโรคทางระบบโดยโรคทางระบบบางโรคอาจมีผล กระทบต่อความสามารถในการต่อต้านเชื้อโรคของร่างกาย หรือทำาให้เกิดภาวะเสียสมดุลของระบบเมตาโบลิซึม ของเนื้อเยื่อยึดต่อได้ จึงทำาให้มี อาการแสดงเป็นลักษณะเดียวกับโรคปริทันต์อักเสบ กล่าวคือ มีการสูญเสียการยึดและการละลายตัวของกระดูกเบ้าฟัน โรคปริทันต์แบบนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น
  6. 6. A. Associated with hematological disorders เช่นAcquired neutropenia และ leukemias เป็นต้น ซึ่งจะมีผลต่อเม็ดเลือดขาวที่เป็นด่านแรกของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำาให้ความสามารถในการต่อต้านเชื้อในคราบจุลินทรีย์ลดลงB. Associated with genetic disordersC. อืนๆ ่กลุ่มที่ V Necrotizing periodontal diseases แบ่งได้เป็น Necrotizing gingivitis (NG), Necrotizingperiodontitis (NP), และ Necrotizing stomatitis (NS) เป็นโรคที่มีอาการอักเสบอย่างรุนแรงมากที่สุด ของอวัยวะปริทันต์ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ผูป่วยมักจะมีอาการเจ็บปวด อาการมักจะ ้เกิดเฉียบพลันและมีลักษณะเป็นแผลร่วมด้วย จึงมักจะให้การวินิจฉัยเป็น Acute necrotizing ulcerative gingivitis(ANUG)เป็นต้น การจำาแนก NG, NP และ NS อยู่ที่การลุกลามของโรคโดย NG โรคจะจำากัดอยู่เฉพาะในส่วนของเหงือก ส่วน NP นั้นมีการลุกลามจนเกิดการสูญเสียการยึด และ NS จะมีการลุกลามเข้าไปในเยื่อเมือก (mucosa) ด้วย ลักษณะเด่นของโรคนี้ คือ มีการอักเสบของเนื้อเยื่อชัดเจนร่วมกับการมีแผลและการตายของเหงือกสามเหลี่ยมและเนื้อเยื่อบริเวณขอบเหงือก ทำาให้มีเหงือกสามเหลี่ยมแหว่ง(punched-outpapillae)บริเวณแผลจะถูกปกคลุมด้วยเนื้อเยื่อที่ตายสีเหลือง/เทา(yellowish-white or grayish slough) เมื่อเช็ดเอาเนื้อเยื่อที่ตายออกไปจะมีเลือดออก และเห็นลักษณะของแผลชัดเจน ในบางครั้งหากโรคลุกลามจนทำาให้เกิดการตายของส่วนของกระดูกเบ้าฟันอาจเกิดการหลุดลอกของกระดูก (sequestrum) ด้วย กลุ่มที่ VІ Abscesses of the periodontium เป็นการติดเชื้อเฉพาะที่ที่มีการบวมและเป็นหนอง (localizedpurulent infection) ซึ่งหากจำากัดอยู่เฉพาะในขอบเหงือกหรือเหงือกสามเหลี่ยมเรียกว่า “gingival abscess” หากมีการลุกลามจนทำาให้เกิดการสูญเสียการยึด เรียก “periodontalabscess” นอกจากนี้ยังมีการเกิดฝีบริเวณเนื้อเยื่อที่คลุมฟันกำาลังขึ้น เรียก “pericoronal abscess” ทั้งนี้ในการวินิจฉัยแยกโรคผู้รักษาจะต้องสามารถแยกฝีปลายรากฟัน (periapical abscess)ที่มักจะเกิดกับฟันที่ตายแล้วหรือรักษาคลองรากฟันไปแล้วแต่ยังมีการอักเสบอยู่
  7. 7. กลุ่มที่ VП Periodontitis associated with endodonticlesions เนื่องจากเนื้อเยื่อในโพรง/คลองรากฟัน และอวัยวะปริทันต์มีทางเชื่อมต่อกันอยู่ที่รูเปิดปลายรากฟัน (apical foramen)และlateral canal ในบางครั้งการถูกทำาลายของอวัยวะปริทันต์จึงอาจมีจุดเริ่มต้น มาจากการติดเชื้อที่ปลายรากฟัน (จากการมีการอักเสบของเนื้อเยื่อในโพรงฟัน: pulpitis)กลุ่มที่ VШ Developmental or acquired deformities andconditions แบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่ม ใหญ่ๆ คือA. Localized tooth-related factors that modify orpredispose to plaque-induced gingivaldiseases/periodontitis เป็นลักษณะเฉพาะที่ ที่เกี่ยวข้องกับฟัน ที่อาจจะส่งเสริมให้เกิด plaque - induced gingival diseases/periodontitisได้ง่ายและรุนแรงขึ้น1. Tooth anatomic factors เช่น cervical enamelprojection, palato-gingival groove เป็นต้น2. Dental restorations/appliances ลักษณะของวัสดุบูรณะฟันเช่น ขอบวัสดุอุดเกิน (overhang-margin) รูปร่างของการบูรณะที่ป่องเกินไป (overcontour)3. Root fractures4. Cervical root resorption and cemental tearsB. Mucogingival deformities and conditions aroundteeth ความผิดปกติของอวัยวะปริทันต์ในกลุ่มนี้ เป็นความผิดปกติที่เนื้อเยื่ออ่อน (ในส่วนของเหงือกและเยื่อเมือก) ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาในด้านความสวยงาม ขัดขวางการใส่ฟันให้มีประสิทธิภาพ หรือมีความเสี่ยงที่จะทำาให้เกิดเหงือกร่น ความผิดปกติเหล่านี้ไม่จำาเป็นต้องแก้ไขในทุกกรณี อย่างไรก็ดี ในกรณีที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน วิธีการรักษาทางปริทันต์อาจสามารถจัดการแก้ไขความผิดปกติเหล่านี้ให้ดีขึ้น เพื่อให้ได้สขภาพปริทันต์ที่ดี ุในระยะยาว ความผิดปกติเหล่านี้คือ1. Gingival/soft tissue recession (เหงือกร่น) ซึ่งในบางกรณีสามารถทำาการรักษาโดยการปลูกเหงือกเพื่อปิดรากฟันได้2. Lack of keratinized gingival คือ การมีปริมาณเหงือกส่วนที่มีเคอราตินปกคลุมน้อยเกินไป มีการศึกษาหลายการศึกษาที่ระบุ
  8. 8. ว่าหากผู้ป่วยมีความกว้างของเหงือก โดยวัดจากขอบเหงือกถึงรอยต่อระหว่างเหงือกและเยื่อเมือกน้อยกว่า 2 มม. ร่วมกับการมีขอบวัสดุบูรณะอยู่ใต้เหงือก ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมคราบจุลินทรีย์ในบริเวณนี้ได้ดี โอกาสที่จะเกิดเหงือกร่นจะมีสูง3. Decreased vestibular depth ภาวะที่ vestibule ตื้น อาจจะทำาให้เกิดปัญหาในการใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้ การทำาศัลยกรรมเพิ่มความลึกของ vestibule อาจจำาเป็นในผู้ป่วยบางรายก่อนการใส่ฟัน4. Aberrant frenum/muscle position5. Gingival excess เช่น pseudopocket, , excessivegingival display, gingival enlargement ลักษณะเหล่านี้ทำาให้เมื่อผู้ป่วยยิ้มแล้วจะเห็นส่วนของเหงือกมากกว่าฟัน เรียก “ยิ้มเหงือก” (gummy smile)6. Abnormal color คือ เหงือกที่มีสีแตกต่างไปจากปกติ โดยที่ไม่เป็นโรค เช่น ในคนผิวสีคลำ้า เหงือกมักจะมีเม็ดเมลานินชัดเจน ทำาให้มีลักษณะเป็นปื้นสีดำาๆ ในบริเวณเหงือกยึด(attached gingival) ได้C. Mucogingival deformities and conditions onedentulous ridges ความผิดปกติของเหงือกและเยื่อเมือกในบริเวณสันเหงือกที่ไม่มีฟันแล้ว อาจเป็นปัญหาในการใส่ฟัน ซึ่งในบางกรณีวิธีการรักษาทางปริทันต์อาจช่วยแก้ไขให้สันเหงือกมีความสมบูรณ์ หรือมีขนาดและรูปร่างที่เหมาะสมกับการใส่ฟัน เพื่อให้ได้ความมั่นคงของฟันเทียม และมีความสวยงาม ลักษณะเหล่านี้คือ1. Vertical and/or horizontal ridge deficiency กรณีที่มีสันเหงือกยุบตัวลงหลังจากการถอนฟัน ซึ่งในบางครั้งทำาให้เกิดความไม่สวยงามเมื่อจะใส่ฟันเทียม2. Lack of gingival/keratinized tissue ปริมาณของเหงือกหรือ keratinized tissue มีน้อยมาก ในบริเวณสันเหงือกที่ไม่มีฟัน เมื่อมีการใส่ฟันผู้ป่วยอาจจะเจ็บจากการเสียดสีของฟันเทียมง่าย เนื่องจากไม่มีเหงือกที่แข็งแรอยู่3. Gingival/soft tissue largement สันเหงือกบริเวณที่ไม่มีฟันมีการหนาตัวใหญ่กว่าปกติ4. Aberrant frenum/muscle position มีกล้ามเนื้อหรือfrenum ยึดสูงบริเวณสันเหงือกที่ไม่มีฟัน5. Decreased vestibular depth การที่มี vestibule ตื้นทำาให้ใส่ฟันได้ไม่ดี6. Abnormal color สีของสันเหงือกบริเวณที่ไม่มีฟันผิดปกติ
  9. 9. D. Occlusal trauma 1. Primary occlusal trauma คือการเกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อปริทันต์ที่เกิดจากการสบฟันที่มีขนาดแรงมากกว่าปกติกระทำาที่ฟันที่มีอวัยวะปริทันต์ปกติ ทำาให้เกิดการสูเสียกระดูกเบ้าฟันและมีฟันโยกได้ 2. Secondary occlusal trauma คือการเกิดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อปริทันต์ที่เกิดจากการสบฟันที่มีแรงขนาดปกติมาที่ฟันที่มีการลดลงของเนื้อเยื่อที่รองรับฟัน (reduced periodontium)จึงทำาให้เกิดการบาดเจ็บขึ้น มักจะพบฟันโยกร่วมกับมีร่องลึกปริทันต์และการสูญเสียกระดูกเบ้าฟัน

×