Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

M5 3 2 20 22

214 views

Published on

gggrgrg

Published in: Automotive
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

M5 3 2 20 22

  1. 1. จัดทำโดย นำย อัครชัย เหลืองสอำดกุล ม.5/3 เลขที่ 2 นำย ปัณณทัต เอ้งฉ้วน ม.5/3 เลขที่ 20 นำย ภำนุวัฒน์ บุญเรืองยศศิริ ม.5/3 เลขที่ 22 ใบงาน เรื่องลักษณะของการ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต แต่ละประเภท
  2. 2. อินเทอร์เน็ต คืออะไร  อินเทอร์เน็ต(Internet) คือ เครือข่ายนานาชาติ ที่เกิดจากเครือข่ายขนาดเล็กมากมาย รวมเป็นเครือข่ายเดียว ทั้งโลก หรือเครือข่ายสื่อสาร ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ที่ต้องการเข้ามาในเครือข่าย สาหรับคา ว่าinternet หากแยกศัพท์จะได้มา 2 คา คือ คาว่า Inter และคาว่า net ซึ่ง Inter หมายถึงระหว่าง หรือ ท่ามกลาง และคาว่าNet มาจากคาว่า Network หรือเครือข่าย เมื่อนาความหมายของทั้ง 2 คามารวมกัน จึง แปลว่า การเชื่อมต่อกันระหว่างเครือข่าย IP (Internet protocal) Address คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่เชื่อมต่อ กันใน internet ต้องมี IP ประจาเครื่อง ซึ่งIP นี้มีผู้รับผิดชอบคือ IANA (Internet assigned number authority) ซึ่งเป็นหน่วยงานกลางที่ควบคุมดูแล IPV4 ทั่วโลก เป็น Public address ที่ไม่ซ้ากันเลยในโลกใบนี้ การดูแลจะแยกออกไปตามภูมิภาคต่าง ๆ สาหรับทวีปเอเชียคือAPNIC (Asia pacific network information center) แต่การขอ IP address ตรง ๆ จาก APNIC ดูจะไม่เหมาะนัก เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ต่าง ๆ เชื่อมต่อด้วย Router ซึ่งทาหน้าที่บอกเส้นทาง ถ้าท่านมีเครือข่ายของตนเองที่ต้องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ก็ ควรขอ IP address จาก ISP (Internet Service Provider) เพื่อขอเชื่อมต่อเครือข่ายผ่าน ISP และผู้ ให้บริการก็จะคิดค่าใช้จ่ายในการเชื่อมต่อตามความเร็วที่ท่านต้องการ เรียกว่า Bandwidth เช่น 2Mbps แต่ถ้า ท่านอยู่ตามบ้าน และใช้สายโทรศัพท์พื้นฐาน ก็จะได้ความเร็วในปัจจุบันไม่เกิน 56 Kbps ซึ่งเป็น speed ของ MODEM ในปัจจุบัน
  3. 3.  IP address คือเลข 4 ชุด หรือ 4 Byte เช่น 203.158.197.2 หรือ 202.29.78.12 เป็นต้น แต่ถ้าเป็นสถาบันการศึกษาโดยทั่วไปจะได้ IP มา 1 Class C เพื่อแจกจ่าย ให้กับ Host ในองค์กรได้ใช้ IP จริงได้ถึง 254 เครื่อง เช่น 203.159.197.0 ถึง 203.159.197.255 แต่ IP แรก และ IP สุดท้ายจะไม่ถูกนามาใช้ จึงเหลือ IP ให้ใช้ได้จริง เพียง 254 หมายเลข  1 Class C หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.255.0 และแจก IP จริงใน องค์กรได้สูงสุด 254  1 Class B หมายถึง Subnet mask เป็น 255.255.0.0 และแจก IP จริงในองค์กร ได้สูงสุด 66,534  1 Class A หมายถึง Subnet mask เป็น 255.0.0.0 และแจก IP จริงในองค์กรได้ สูงสุด 16,777,214
  4. 4. ประเภทของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต  การเชื่อมต่อแบบ Dial Up  เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรก ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคล กับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม (Modem) ก็สามารถใช้งาน อินเตอร์เน็ตได้แล้ว ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องทาการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต ผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้าน โดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะกาหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ต  ข้อดี ของการเชื่อมต่อแบบ Dial Up คือ  อุปกรณ์มีราคาถูก  การติดตั้งง่าย  การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์ทาได้ง่าย  ข้อเสีย คืออัตราการรับส่งข้อมูลค่อนข้างต่าเพียงไม่เกิน 56 kbit (กิโลบิต) ต่อวินาที
  5. 5.  2. การเชื่อมต่อแบบ ISDN(Internet Services Digital Network)  เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบ Dial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการ เชื่อมต่อ ต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ ดังนั้นการ เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ISDN จะต้องคานึงถึงสิ่งเหล่านี้ คือ  -ต้องติดต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ ISDN  -การเชื่อมต่อต้องใช้ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ  -ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่จะใช้บริการนี้ อยู่ในอาณาเขตที่ใช้บริการ ISDN ได้ หรือไม่  ข้อดี คือไม่มีสัญญาณรบกวน มีความเร็วสูง และยังคงสามารถใช้โทรศัพท์เพื่อพูดคุยไปได้ พร้อม ๆ กับการเล่นอินเตอร์เน็ต  ข้อเสีย คือมีค่าใช้จ่ายสูงกว่าระบบ Dial-Up
  6. 6.  3. การเชื่อมต่อแบบ DSL(Digital Subscriber Line)  เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ที่สามารถใช้ อินเตอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องคานึงถึงในการติดตั้ง ระบบอินเตอร์เน็ตแบบ DSL ก็คือ  -ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ให้บริการระบบโทรศัพท์แบบ DSL หรือไม่  -บัญชีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในแบบ DSL  -การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem ในการเชื่อมต่อ  -ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย  ข้อดี คือมีความเร็วสูงกว่าแบบ Dial-Up และ ISDN  ข้อเสีย คือไม่สามารถระบุความเร็วที่แน่นอนได้
  7. 7.  4. การเชื่อมต่อแบบ Cable  เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ Cable TV จึงทาให้เรา สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ  -ใช้ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ  -ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่อง คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย  ข้อดี คือถ้ามีสายเคเบิลทีวีอยู่แล้ว สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้โดยเพิ่มอุปกรณ์ Cable Modem ก็สามารถเชื่อมต่อได้  ข้อเสีย คือถ้ามีผู้ใช้เคเบิลในบริเวณใกล้เคียงมาก อาจทาให้การรับส่งข้อมูลช้าลง
  8. 8.  5. การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites)  เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ  -จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทาหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม  -ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต  ข้อเสีย ของการเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites) ได้แก่  -ต้องส่งผ่านสายโทรศัพท์เหมือนแบบอื่น ๆ  -ความเร็วในการรับส่งข้อมูลต่ามากเมื่อเทียบกับแบบอื่น ๆ  -ค่าใช้จ่ายสูง

×