Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

พระจันทร์

682 views

Published on

  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

พระจันทร์

  1. 1. เทศกาลไหว้พระจันทร์ มีเครื่องเซ่นไหว้เป็นขนมเปี๊ยะ เช่นเดียวกับเทศกาลอื่นๆ ที่มีสัญลักษณ์ต่างๆกันไป เช่น เทศกาลไหว้ขนมจ้าง (端午節/端午节) ก็มีขนมบ๊ะจ่าง (粽子) เทศกาลหยวนเซียว (เทศกาลโคมไฟ)(元宵節/元宵节) ก็มีขนมสาคูต้ม (ทางหยวน) ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ภาษาจีนกลางเรียกว่า "เอวี้ยปิ่ง" (月餅) "เอวี้ย" (月) แปลว่า พระจันทร์ "ปิ่ง" (餅)แปลว่า ขนมเปี๊ยะ เป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นศิริมงคลความปรารถนาดีต่อกัน และความสมัครสมานสามัคคีเพราะในเทศกาลนี้คนในครอบครัวจะมาอยู่พร้อมหน้ากันกินขนมไปพลาง ชมพระจันทร์ไปพลางเดิมทีนั้นขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ มีชื่อเรียกว่า "หูปิ่ง"แปลว่า ขนมเปี๊ยะวอลนัท ซึงเป็นขนมแป้งอบของจีนทำามา ่จากงาและวอลนัท สาเหตุที่ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น "เอวี้ยปิ่ง" นั้นมีเรื่องเล่าว่า ในคืนวันไหว้พระจันทร์ปีหนึ่ง
  2. 2. พระเจ้าถังเสวียนจงฮ่องเต้ปรารภออกมาว่าชื่อ "หูปิ่ง" ไม่ไพเราะ ขณะนั้นหยางกุ้ยเฟย (楊貴妃 / 杨贵妃) ซึงเป็น ่หนึ่งในสี่อัครมเหสีของพระองค์ ซึงนั่งชมจันทร์อยู่ด้านข้าง ่ก็เปรยขึ้นมาว่า "เอวี้ยปิ่ง" ทีแปลว่า ขนมเปี๊ยะพระจันทร์ ่ตั้งแต่นั้นมาจึงใช้ชื่อนี้เรียกแทน "หูปิ่ง" เรื่อยมา ประวัติของวันไหว้พระจันทร์นั้น ยังมีเรื่องเล่าขานสืบต่อกันมาเกี่ยวกับการกู้ชาติของชนชาวจีนอีกด้วย ในช่วงปีค.ศ.1279 ชาวมองโกลภายใต้การนำาของกุบไล ข่าน (หลานปู่ของเจงกีส ข่าน) ได้รุกรานเข้าสู่แผ่นดินจีนในสมัยราชวงศ์ซ้อง สามารถโค่นล้มและยึดครองประเทศจีนได้จากนั้นได้สถาปนาก่อตั้งราชวงศ์หยวน (元朝 Yuáncháo)ขึ้นปกครองประเทศจีนในช่วงปี ค.ศ. 1280 – 1368ช่วงปลายราชวงศ์หยวน รัชสมัยของพระเจ้า หยวนซุ่นตี้เกิดความวุ่นวายและภัยพิบัติขึ้นมากมาย ราชสำานักอ่อนแอจึงทำาให้มีชาวจีนหลายกลุ่มคิดก่อการกบฏเพื่อกอบกู้แผ่นดินจีน แต่ว่าทางการออกคำาสั่งห้ามชุมนุมกัน จึงยากที่จะรวมกลุ่มเพื่อปรึกษาแผนการและระดมพล ในตอนนั้น มีนักยุทธศาสตร์การศึก ชื่อ หลิวป๋ออุน (劉伯溫/刘伯温) ชาวมณฑลเจ้อเจียง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกลุ่มกบฏที่นำาโดย จูหยวนจาง (朱元璋) ได้คิดแผนการรวบรวมพลให้ก่อการขึ้นพร้อมกัน เนื่องจากชาวมองโกลนั้นไม่นิยมกินขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ดังนั้นจึงอาศัยช่วงโอกาสนี้ทำาขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ทมีไส้หนา แล้วสอดไส้กระดาษ ี่ที่เขียนข้อความไว้ว่า “15 คำ่าเดือน 8 สังหารมองโกล”(八月十五殺韃子) นำาออกแจกจ่ายให้กับชาวจีนทั้งหลาย เมื่อถึงคืนวันไหว้พระจันทร์ กลุ่มชาวจีนทั้งหลายก็ลงมือก่อการขึ้นโดยพร้อมเพรียงกัน และสามารถโค้นล้มราชวงศ์หยวนลงได้ จูหยวนจางได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ ก่อตั้งราชวงศ์หมิง (明朝) ขึ้น (ปี ค.ศ.1368 -1644) นับจากนั้นเทศกาลวันไหว้พระจันทร์ทมีการไหว้ ี่
  3. 3. ขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์จงเป็นงานฉลองระดับชาติ เพื่อ ึรำาลึกถึงเหตุการณ์ในครังนั้น ้ วันไหว้พระจันทร์ วันที่ 15 เดือน 8 ตามปฏิทินจันทรคติของจีน เป็นวันไหว้พระจันทร์ เป็นวันที่ชาวบ้านรับรู้และถือปฏิบัติมานมนามว่าเป็นวันที่มีเสน่ห์และโรแมนติกวันหนึง โดยเฉพาะ ่ภายใต้พระจันทร์ขาวนวลผ่องกลม ๆ ทีส่องอยู่บนท้องฟ้า ่วันนี้เป็นวันที่พระจันทร์กลมและใหญ่เป็นพิเศษ จึงเหมาะอย่างยิ่งที่บรรยากาศนี้จะเป็นโอกาสที่เหล่าหนุ่มสาวคู่รักนัดพบกันแต่ตำานานความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์กลับมีที่มาแตกต่างกันหลายเรื่อง เช่น “ฉางเอ๋อสู่พระจันทร์ 嫦蛾奔月”“การก่อการล้มล้างราชวงศ์หยวนของจูหยวนจาง 朱元璋月饼起义” และ“จักรพรรดิถัง หมิงท่องวังจันทรา 唐明皇游月宫” เป็นต้นความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์ เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีที่มีการสืบทอดมาช้านานของชาวจีน จากหลักฐานที่ปรากฏในยุคแรก ๆ คำาว่า “จงชิว 中秋” ได้ปรากฏในหนังสือที่ชื่อ “โจวหลี่
  4. 4. 周礼”(ธรรมเนียมปฏิบัติของโจว) ในยุคชุนชิว (ก่อนคริสตกาล 770-476 ปี) จนถึงยุคราชวงศ์ถัง (ค.ศ. 618-907) ตอนต้นจึงมีการกำาหนดวันเวลาแน่นอนสำาหรับการจัดเทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นขึ้น 15 คำ่า เดือน 8 ดังปรากฏในหนังสือบันทึกของไท่จง 唐书·太宗记 แต่การนำาไปปฏิบัติอย่างแพร่หลายมีขึ้นในยุคของราชวงศ์ซ่ง 宋朝(ค.ศ. 960-1279) จนหลายเป็นเทศกาลสำาคัญหนึ่งของจีนจนถึงทุกวันนี้ตามปฏิทินจันทรคติของจีนนั้น เดือน 8 เป็นเดือนที่อยู่กลางฤดูใบไม้ร่วง (秋季)หรืออยู่เดือนที่สองของฤดูที่เรียกกันเดือนนี้ว่า“จงชิว 仲秋” และวันที่ 15 ก็เป็นวันที่อยู่กลางเดือนพอดี ฉะนั้นจึงเรียกเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้ว่า “จงชิว 中秋”(中=กลาง ออกเสียงเหมือน 仲 แต่เขียนไม่เหมือนกัน ชิว秋=ฤดูใบไม้ร่วง) กิจกรรมต่าง ๆ ในเทศกาลดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องกับพระจันทร์จึงมีชื่อเรียกวันดังกล่าวต่าง ๆ นานา เช่น “月节 เทศกาลพระจันทร์”“月夕 คำ่าคืนพระจันทร์” หรือบางทีก็เรียก “团圆节 เทศกาลพบญาติ” (圆 หรือหยวนหมายถึงกลมตามลักษณะของพระจันทร์ จึงหมายถึงกลมเกลียว) ในกลางฤดูใบไม้ร่วง ท้องฟ้าไร้เมฆหมอก พระจันทร์จึงสว่างไสวเป็นพิเศษ ชาวบ้านนอกจากมีกิจกรรมชมจันทร์ ไหว้พระจันทร์ ทานขนมไหว้พระจันทร์ด้วยกันในหมู่ญาติมิตรแล้ว บางแห่งยังมีการก่อนเจดีย์ รำามังกร เป็นต้น
  5. 5. สำาหรับตำานานความเป็นมาของเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกทางหนึงกล่าวว่า เนื่องจากกลางฤดูเป็นฤดูเก็บเกี่ยวของ ่ชาวไร่ชาวนา จึงมีการจัดพิธีไหว้เทพแห่งฟ้าดิน จึงเป็นตำานานอีกสายหนึ่งที่กล่าวขานกันมาเทศกาลไหว้พระจันทร์
  6. 6. เทศกาลไหว้พระจันทร์ ชาวจีนโดยปกติจะมีขึ้นในวันที่ 15 ( วันเพ็ญ) เดือน 8 ( เดือนกันยายน หรือตุลาคม)เทศกาลกลางฤดูใบไม้ร่วงนี้จัดให้มีขึ้นเพื่อระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ ซึงเชื่อกันว่าถือกำาเนิดขึ้นในวันนี้ ่อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับต้นกำาเนิดของเทศกาลนี้ ยังคงไม่เป็นที่ปรากฏแน่ชัด บ้างก็ว่าจักรพรรดิ์วูแห่งราชวงศ์ฮั่น เป็นผู้ริเริ่มการฉลองเพื่อกราบไหว้พระจันทร์เป็นเวลา 3 วัน ในฤดูใบไม้ร่วงนี้ แต่หลายคนก็แย้งว่า ความจริงแล้วเทศกาลนี้เกิดขึ้นในราวปี พ.ศ.1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ขนมเค้กที่ทำาขึ้นก็เพื่อซุกซ่อนข้อความลับของพวกกบฏ ที่มีถึงประชาชนทั่วทังประเทศ ให้มาชุมนุมกันครั้ง ้ใหญ่ในเดือน 8 นี้ ทหารมองโกลไม่ได้ระแวงถึงจุดประสงค์ของพวกกบฏ เพราะคิดว่าขนมเค้กเหล่านั้นเป็นการทำาตามประเพณีดั้งเดิมของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ในคืนนั้นเอง ทหารมองโกลจึงถูกปราบเสียราบคาบ หลังจากที่ราชวงศ์ใหม่คือราชวงศ์หมิงได้ถูกจัดตังขึ้นแล้ว ประเพณีนี้ ้ก็ถือปฏิบัติกันมาจนถึงทุกวันนี้ นอกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แล้วก็ยังมีนิทานและตำานานอีกหลายเรื่อง หนึ่งในจำานวนนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับนางเสี้ยงหงอ (บ้างก็เรียกฉางอี้) ซึ่งเป็นหญิงที่มีความงดงามมาก นางเป็นภรรยาของขุนนางจีนท่านหนึ่ง หลังจากที่นางทานยาวิเศษเข้าไป นางก็เหาะขึ้นไปอยู่บนพระจันทร์ ภายหลังนางกลายเป็นอมตะหลังจากที่ได้ดื่มนำ้าอมฤตของเทพธิดาองค์หนึ่งบนสวรรค์กล่าวกันว่านางจันทรเทพธิดาเสี้ยงหงอ มีนำ้าใจเมตตาเอื้ออารีมาก พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกนางก็จะประพรมนำ้าอมฤตลงมาบนพื้นโลก และนี่ก็นำามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาวไร่ชาวนาทั้งมวล เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อนางจันทรเทพธิดา ชาวนาจึงทำาขนมโก๋จากแป้งข้าวเจ้าเพื่อสักการะนางในคืนวันเพ็ญเดือน 8
  7. 7. เนื่องจากว่าโดยปกติประเพณีต่างๆ ของชาวจีนจะเกี่ยวข้องกับการทำาอาหารพิเศษ ๆ เพื่อเป็นเครื่องสักการะในวันนั้น แต่ว่าอาหารจีนที่ทำาขึ้นในวันไหว้พระจันทร์นี้ไม่ใช่ขนมเค้กอย่างเช่นของชาวตะวันตกตามที่เข้าใจกันในประเทศไทย ศิลปะการทำาขนมเค้กแบบชาวจีนนี้ถูกนำาเข้ามาเผยแพร่โดยชาวจีนอพยพมากว่า 100 ปีมาแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนแต่เดิมนั้น มีส่วนประกอบเช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น การรวมเอาทุเรียน ลูกเกาลัด และลูกพลับเข้าไว้ด้วย เครื่องปรุงที่ เพิ่มเข้ามาก็อาจจะรวมเอาเมล็ดบัว ไข่แดงเค็มและเมล็ดแตงโมด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่า โดยปกติแล้วพิธีนี้จะให้สตรีเป็นผู้ทำา เพราะว่าคนเชื่อกันว่าพระจันทร์มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างแนบแน่นกับเทพเจ้าสตรีเรื่อยมา ดังนั้น จึงมีการบูชาด้วยแป้งและเครื่องสำาอางด้วย เพราะหวังว่าการทำาเช่นนี้จะนำามาซึ่งความสวยงามและผิวงามแก่สมาชิกในครอบครัวที่เป็นหญิงทั้งหมดไม่ว่าความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปไกลขนาดไหนก็ตาม สิ่งเหล่านี้ไม่มีผลกระทบต่อความเชื่อตามประเพณี และพิธีที่สืบทอดกันมาชั่วลูกชั่วหลานของชาวจีนแต่ประการใด ธนพล จาดใจดี (หนังสือเรื่องราวต่างๆของประเทศไทย)เทศกาลไหว้พระจันทร์ (2) เทศกาลไหว้พระจันทร์ของคนจีน ถ้าคิดตามวันจีน
  8. 8. จะเป็นเดือน 8 วันที่ 15 เป็นการไหว้ครั้งที่ 6 ของปี เรียกการไหว้ครั้งนี้ว่า ตงชิวโจ่ยการไหว้พระจันทร์ของคนจีน เป็นที่รู้จักกันดีกว่าเทศกาลไหว้อื่น ๆ เพราะมีเรื่องราวน่าสนใจ เป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม และมีของไหว้ที่เป็นแบบเฉพาะ เช่น มีขนมไหว้พระจันทร์ มีต้นอ้อย โคมไฟ ........กำาเนิดของการไหว้พระจันทร์มีหลายตำานาน แต่ก็มผู้ใหญ่ ีหลายท่านบอกเล่ากับลูกหลานถึงที่มาของประเพณีการไหว้พระจันทร์ว่า เป็นเรื่องจริงที่มีบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ชาติจีน ที่คนสร้างเทศกาลนี้ขึ้นมา เป็นอุบายในการปฏิวัติและปลดแอกชาติจีนออกจากการปกครองของพวกมองโกลว่ากันว่า ในสมัยหนึงเป็นยุคที่มองโกลเรืองอำานาจและยึด ่ครองจีนได้ ในการปกครองคนจีน พวกมองโกลได้ออกกฎว่าคนจีน 3 ครอบครัวต้องเลี้ยงดูคนมองโกลอย่างดี 1 คน มีการริบอาวุธของคนจีน อนุญาตให้มีได้เพียงมีดหั่นผัก 1 เล่ม แต่ใช้ร่วมกัน 3 ครอบครัวความคิดที่จะกู้ชาติของชาวจีนที่รักความเป็นอิสระ ได้ออกมาในรูปของการแอบตั้งขบวนการใต้ดิน มีผู้คดให้จดงานิ ัไหว้ พระจันทร์ขึ้นมา มีการทำาขนมไหว้พระจันทร์ที่จงใจออกแบบให้เป็นขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนาเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นที่ซ่อนเอกสารในการติดต่อ แล้วให้มีธรรมเนียมแลกขนมเปี๊ยะกันระหว่างญาติมิตร เป็นการตบตาพวกมองโกลได้อย่างแนบเนียนภายในสาร ระบุเวลากำาจัดคนมองโกล ว่าเที่ยงคืนของวันเพ็ญเดือน 8 ซึงเป็นคืนที่กำาหนดให้มีงานไหว้พระจันทร์ ่ในคืนนั้น ทุกบ้านพร้อมใจกันจัดงานไหว้พระจันทร์ ประดับโต๊ะไหว้ให้สวยงาม เพราะเป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิมอาหารที่ไหว้ ใช้อาหารเจ มีผลไม้ และขนมไหว้พระจันทร์พอเที่ยงคืนก็มีการตีเกราะเคาะไม้ส่งสัญญาณแก่กันว่าได้เวลาแล้ว ทุกครอบครัวก็พร้อมใจกันรุมฆ่าคนมองโกลด้วยมีดหั่นผักที่มีอยู่เล่มเดียวนั่นเอง เมื่อได้เอกราชคืนมา ชาว
  9. 9. จีนจึงยึดถือเอาวันเพ็ญเดือน 8 เป็นวันไหว้พระจันทร์สืบต่อมา เพื่อรำาลึกถึงการกู้ชาติจากพวกมองโกลเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปัจจุบันมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างแต่ก็ยังเป็นที่นิยมไหว้กันอยู่ พอตกเย็นของคืนวันเพ็ญเดือน 8 ชาวจีนในไทยจะเริ่มตังโต๊ะไหว้ที่กลางแจ้ง เอา ้ต้นอ้อย 2 ต้น มาทำาซุ้มประตู บนโต๊ะมีตั้งอาหารเจขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ ของใช้สำาหรับผู้หญิง เช่น แป้งผัดหน้า สบู่ แชมพู ผ้าเช็ดหน้า เพราะเป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม จึงไหว้ของผูหญิง และใช้ของไหว้ที่สวยงาม ้กระทั่งธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทอง ก็จะตกแต่งให้สวยเป็นพิเศษกว่าการไหว้เจ้าในเทศกาลอื่น มีการจัดแจกันดอกไม้สดมาไหว้ บางบ้านมีไหว้ชุดเจ้าแม่กวนอิมแล้วเผาไปให้ด้วย หลายบ้านจะบรรจงจัดโต๊ะไหว้อย่างสวยงาม มีการแข่งขันกันอยู่ในทีเหมือนกัน พอคำ่าหน่อยก็มีการเดิมชมโต๊ะไหว้ของกันและกัน โดยเฉพาะบ้านไหนที่จัดโต๊ะไหว้ใหญ่โตสวยงามมาก มีของไหว้มากมาย พร้อมกับกลุ่มคนไหว้ที่ดูแล้วน่าจะเกินกว่า 1 ครอบครัว เดาได้เลยว่า โต๊ะไหว้บ้านนี้เป็นโต๊ะแชร์ไหว้พระจันทร์วันสารทไหว้พระจันทร์ ดังที่เคยกล่าวมาหลายครั้งว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรนับหลาย
  10. 10. ร้อยล้าน มีประวัติศาสตร์อันยาวนานหลายต่อหลายพันปีจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ประเพณีหนึ่ง ๆ จะมีที่มาหลากหลายตำานาน ที่จะกล่าวถึงตำานานไหว้พระจันทร์ในครั้งนี้ จึงไม่ใช่เรื่องเดียวกับที่เคยเขียนไว้ก่อนวันไหว้พระจันทร์ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดือน คือ วันที่ 15 ถ้าเป็นตรุษจะเป็นวันที่ 1 ของเดือน วันสารทไหว้พระจันทร์ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน และถือเป็นวันกลางเดือนของเดือนกลางฤดูใบไม้ร่วง ด้วยว่าประเทศจีนนั้นแบ่งวันเวลาเป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหนึงมี 3่เดือน เริ่มจาก ชุง แห่ ชิว ตังชุง คือ ฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือนที่ 1 ,2,3 ของปีแห่ คือ ฤดูฝน 4,5,6ชิว คือ ฤดูใบไม้ร่วง 7,8,9ตัง คือ ฤดูหนาว 10,11,12จะเห็นได้ว่า วันไหว้พระจันทร์เป็นวันสารทกลางเดือนของเดือนกลางฤดูใบไม้ร่วงพอดี แถมยังเป็นวันที่พระจันทร์เต็มดวงอีกต่างหาก จึงมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่า ในสมัยโบราณ จักรพรรดิจีนจะทำาพิธีเซ่นไหว้พระอาทิตย์ในฤดูใบไม้ผลิ และจะไหว้บวงสรวงพระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วง ในคืนที่พระจันทร์เต็มดวงช่วงกลางฤดู ... ต่อมาประชาราษฎร์ก็ถือเป็นธรรมเนียมไหว้ตามการไหว้มีการจัดทำาขนมไหว้เป็นพิเศษ เป็นขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนา มีขนมโก๋สีขาว ขนมโก๋สอดไส้ ขนมโก๋สีเหลือง เมื่อไหว้เสร็จก็แบ่งกันรับประทานในครอบครัว ต่อมาจึงมีการกลายธรรมเนียมไปตามกาลเวลา ทีถือเป็นงาน ่ไหว้ของผู้หญิงในบ้าน ทีเจาะจงไหว้เจ้าแม่กวนอิมด้วยอา ่หารเจ โดยเป็นอาหารเจแห้ง เช่น วุ้นเส้นแห้ง เห็ดหูหนูแห้ง เห็ดหอมแห้ง ฟองเต้าหูแห้ง ไหว้เครื่องประดับ ้ของใช้ของหญิงมีการจัดเตรียมกระดาษเงินกระดาษทองแบบพิเศษบางบ้านที่ศรัทธามาก ถึงขนาดซื้อชุดฉลองพระองค์กระดาษเงินกระดาษทองของเจ้าแม่กวนอิม เผาให้ท่านเป็นพิเศษ
  11. 11. แต่ปัจจุบันนี้ ที่สมัยโบราณไม่เคยมีมาก่อน คือ สงครามการขายขนมไหว้พระจันทร์ ทีแทบทุกยี่ห้อต้องทำาส่งเสริม ่การขาย ทังโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ลด แลก แจก แถม ้และชิงโชค แบบว่าไหว้แล้วอาจโชคดีทันที เสมือนหนึ่งว่าเจ้าท่านแน่จริง ๆ จิตรา ก่อนันทเกียรติ (หนังสือ ตึงหนั่งเกี้ย ) ่เทศกาลไหว้พระจันทร์ (3)ข้อมูลจากสำานักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติบอกว่า ประเพณีไหว้พระจันทร์เป็นประเพณีที่สำาคัญและมีมาแต่โบราณนับร้อยๆปี ตรงกับวันที่ 15 เดือน 8 ของจีน ซึง ่ถือว่าเป็นวันกลางเดือนของกลางฤดูใบไม้ร่วง เพราะจีนจะแบ่งวันเวลาออกเป็น 4 ฤดู คือ ชุง ฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับเดือน 1 2 3 แห่ คือ ฤดูร้อน ตรงกันเดือน 4 5 6 ชิว คือฤดูใบไม้ร่วง ตรงกับเดือน 7 8 9 และ ตังคือ ฤดูหนาว ตรงกับเดือน 10 11 และ 12 ของจีน ซึงจักรพรรดิของจีนสมัย ่โบราณจะเซ่นไหว้พระจันทร์ในฤดูใบไม้ร่วงการไหว้พระจันทร์ เป็นการไหว้เพื่อรำาลึกถึงองค์ไท้อิมเนี้ยเทพผู้ให้ความสุขสงบแก่สรรพสิ่งในโลก และถือว่าเป็นเทพที่มีพระสิริโฉมงดงามที่สุดองค์หนึ่ง ซึงจะเสด็จ ่มาโปรดสัตว์โลกในคืนพระจันทร์เต็มดวงของเดือน 8 ของสักการะจึงมักเป็นของเสี่ยงทาย เพื่อขอให้เกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตนและครอบครัวอีกตำานานหนึ่งกล่าวไว้ว่า เทศกาลไหว้พระจันทร์เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์จีนโดยตรง ตอนที่ "จูง่วนเจียง"ผู้นำาชาวจีนสมัยนั้น ได้นัดแนะชาวจีนขึ้นต่อต้านกษัตริย์ชาติมองโกลที่ยึดครองจีนอยู่ โดยให้แต่ละครอบครัวจัดทำาอาวุธ และเอกสารนัดหมาย แอบซ่อนไว้ในหรือใต้ขนมโก๋หรือขนมเปี๊ยะที่มีขนาดใหญ่โดยแกล้งทำาเป็นธรรมเนียมแลกเปลี่ยนขนมระหว่างญาติเพื่อตบตาชาวมองโกล เพราะสมัยก่อนมีกฎหมายห้ามชาว
  12. 12. จีนตีเหล็กทำาอาวุธ และให้มีมีดใช้ 5 ครอบครัวต่อหนึ่งเล่มซึ่งในหนังสือก็ได้นัดให้ทุกครอบครัวจัดงานไหว้พระจันทร์ด้วยการประดับประดาตกแต่งโต๊ะไหว้ให้สวยงามโดยพร้อมเพรียงกัน และถือเป็นวันดีเดย์ในการยึดอำานาจคืน เมื่อสำาเร็จ จูง่วนเจียง ได้ตงตนเป็นกษัตริย์ นามว่า "พระเจ้าไท้ ั้โจวเกาอ่วงตี้"ในสมัยก่อน ประเพณีวันไหว้พระจันทร์จะเป็นวันที่สาวๆหนุ่มๆชาวจีน จะได้มโอกาสออกมาพบปะกันด้วย ทำาให้ ีหลายคู่ได้แต่งงานเพราะประเพณีนี้ ปัจจุบัน ประเพณีการไหว้พระจันทร์ได้ลดน้อยถอยลงไปมาก นับตั้งแต่สหรัฐฯได้ส่งนีล อาร์มสตรองไปเหยียบบนดวงจันทร์ เมื่อปี พ.ศ.2512 และประเพณีดงกล่าวได้กลายมาเป็นการไหว้เจ้าแม่ ักวนอิมด้วยอาหารเจ พร้อมมีการจัดโต๊ะประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามแทนสมัยพระจักรพรรดิถังหมิงหวงแห่งราชวงศ์ถัง เมื่อ 1,000กว่าปีก่อน เล่ากันว่ามีนักบวชลัทธิเต๋าผู้หนึ่งนาม เย่ฝ่าส้านได้ประกอบพิธีทางลัทธิเต๋าในคืนของวันขึ้น 15 คำ่าเดือน 8ดลบันดาลให้พระจักรพรรดิถังหมิงหวงประพาสวิมานบนโลกพระจันทร์ นับจากนั้นมา กิจกรรมการชมจันทร์เพ็ญบนสถานที่สูง ล่องเรือชมจันทร์เพ็ญ ดืมสุราใต้แสงจันทร์และ ่กิจกรรมอื่นๆ ก็ได้กลายเป็นประเพณีที่นิยมกันโดยทั่วไปสิ่งที่ขาดมิได้ในวันไหว้พระจันทร์นั้นก็คือ ขนม ไหว้พระจันทร์ ตำานานที่เกี่ยวกับขนมไหว้พระจันทร์นั้นมีมากมาย มีอยู่เรื่องหนึงที่เล่าลือกันนั้นก็คือ ขนมไหว้ ่พระจันทร์ก็มีที่มาจากพระจักรพรรดิ ถังหมิงหวงเช่นกันโดยหลังจากที่พระจักรพรรดิถังหมิงหวง ประพาส วิมานบนโลกพระจันทร์แล้ว ต่อมาพอถึงวันไหว้พระจันทร์ในแต่ละปีพระองค์ ก็จะทรงชมพระจันทร์พร้อมกับพระสนมหยางกุ้ยเฟย โดยขณะทีทรงชมพระจันทร์นั้น ก็จะทรงทอด ่พระเนตรเพลงระบำาไปพลาง และทรงชิมขนมหวานไปพลาง ซึงขนมหวานนั้นมีรูปลักษณะกลมเหมือนจันทร์เพ็ญ ่
  13. 13. และมีไส้ต่าง ๆ นานา และนี่คงจะเป็นที่มาของขนมไหว้พระจันทร์กระมัง (ไม่ปรากฏที่มาข้อมูลอันชัดเจน) เทวราชาดอทคอม
  14. 14. ตำานานที่แสนโรแมนติก นางฟ้าฉางเอ๋อ เป็นเซียนหญิงที่อยู่บนดวงจันทร์เธอเป็นเซียนที่หญิงสาวกราบไหว้ขอพรในวันไหว้พระจันทร์ เพราะความสวยอันเป็นที่เลื่องลืมของนาง การไหว้พระจันทร์ของหญิงสาวจึงเน้นไปที่ขอให้ตนเองสวยและงดงามเหมือนอย่างนางฟ้าฉางเอ๋อนั่นเอง มีเรื่องเล่าถึงความเป็นมาของนางหลายแบบเรื่องที่นิยมมากที่สุดคือ นางที่เป็นภรรยาของโฮ่วอี้ เทพบนสวรรค์เมื่อยุคโบราณกาล โฮ่วอี้เป็นนักยิงธนูที่แม่นมากครั้งหนึ่ง โอรสทั้ง ١٠ ของเง็กเซียนฮ่องเต้ที่เป็นอีกาเพลิง(มีหน้าที่ควบคุมดวงอาทิตย์) ซึ่งมีหน้าที่ผลัดกันออกมาส่องแสงที่เป็นดั่งดวงอาทิตย์มาให้ความอบอุ่นแก่โลกมนุษย์วันละดวง เกิดนึกสนุกออกมาเล่นกันบนฟากฟ้าพร้อมๆกันทั้ง ١٠ ดวง ยังผลให้โลกมนุษย์ร้อนดั่งไฟพาลพืชพรรณพากันล้มตายในทันที เหล่ามนุษย์ก็ใกล้ที่จะสูญสลายไปจากโลก องค์เง็กเซียนทราบข่าว จึงให้โฮ่วอี้ลงไปปราบกำาราบลูกๆ ทัง ١٠ ของพระองค์ ครั้นไปถึงโลก ้มนุษย์โดยมีฉางเอ๋อติดตามมาด้วยนั้น ได้เห็นความยากลำาบากที่ประชาชนได้รับแล้วก็เกิดความโมโหเป็นยิ่งนักห้ามโอรสทั้ง ١٠ ก็ไม่เชื่อฟังโฮ่วอี้จึงยิ่งธนูวิเศษของตนไปสอยพระอาทิตย์ให้ร่วงลงมาทีละดวงๆ ฉางเอ๋อรีบเข้าไป
  15. 15. ห้ามสามีของตนเกรงเง็กเซียนฮ่องเต้จะพิโรธ แต่นั่นก็ทำาให้ท้องฟ้าเหลือดพระอาทิตย์แค่เพียงดวงเดียวแล้วเหล่ามนุษย์ที่เหลือรอดชีวิต ต่างแซ่ซ่องสรรเสริญในบุญคุณของวีรบุรุษนามโฮ่วอี้ แต่สวรรค์นั้นหายินดีด้วยไม่ เพราะเง็กเซียนฮ่องเต้ต้องเสียบุตรของตนไปถึง ٩ องค์ โฮ่วอี้จึงไม่ได้รับความดีความชอบอะไรจากสวรรค์และยังไม่สามารถกลับไปสวรรค์ได้อีกด้วย แต่ด้วยความสามารถและวีรกรรมที่สร้างเอาไว้ในโลกมนุษย์ ทำาให้โฮ่วอี้ได้เป็นกษัตริย์ปกครองโลกมนุษย์ ฉางเอ๋อยินดีติดตามสามีอยู่บนโลกมนุษย์นั้นด้วยเมื่อกาลเวลาเริ่มผ่านไป เจ้าแม่สวรรค์ได้เดินทางมาเยี่ยมเยียนและฝากยาวิเศษแก่โฮ่วอี้ไว้ ١ เม็ด ยาวิเศษนี้หากคนหนึ่งกินทังเม็ด คนนั้นจะกลายเป็นเซียน แต่หาก ้แบ่งครึงแล้วกินไป คนที่กินนั้นจะมีอายุยืนยาวไม่แก่ไม่ ่เฒ่าไม่เจ็บไม่ตาย ทังยานี้ก็ไม่สามารถทำาลายได้ มาถึง ้ตรงนี้ฉางเอ๋อที่เห็นสามีมีการเปลี่ยนแปลงไป เป็นคนที่มีจิตใจโหดร้ายขึ้น และหลงแก่อำานาจจนปวงประชาต่างอึดอัดใจก้มหน้าถูกกดขี่แล้ว ก็ตัดสินใจแย่งยาวิเศษนั้นมากินเสียเองทั้งเม็ด เพื่อปกป้องช่วยประชา ไม่ให้มีกษัตริย์ที่โหดร้ายปกครองบ้านเมืองไปชั่วกาลนาน และนางเองก็ต้องจากประชาชนที่นางรักและคนที่นางรักยิ่งไปชั่วกาลนิรันดร์เช่นกัน นางได้เป็นเซียนดังเดิม แต่นางมิได้ลอยขึ้นสวรรค์ไปยังที่ที่เซียนท่านอื่นๆ อยู่กัน แต่นางเหาะไปที่ตำาหนักจันทรา ซึ่งอยู่บนดวงจันทร์ คอยเฝ้ามองบ้านเมืองที่นางรักประชาชนที่นางรัก และสามีที่นางรักยิ่งอยู่บนนั้น ประชาชนรำาลึกถึงการเสียสละของนางจึงจัดเครื่องเซ่นไหว้นางด้วยความรู้สึกขอบคุณ แล้วต่อมาเทศกาลนี้จึงได้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “เทศกาลวันไหว้พระจันทร์” เล่ากันว่า ในคืนของเทศกาลนี้ นางจะสามารถกลับมายังโลกมนุษย์มาหาสามีที่นางรักได้ตามด้วยการเซ่นไหว้ดวงจันทร์ โฮ่วอี้ที่สูญเสียนางอันเป็นที่รักไป แม้นทำาให้รู้สึกถึงความผิดและกลับตัว
  16. 16. ได้ ก็ได้เจอกันเพียงปีละครั้ง แต่ความรู้สึกที่โหยหากันของทั้งสองต่างไม่มีวันสูญสิ้น กล่าวกันว่าเมื่อโฮ่วอี้ตาย เขาได้กลายร่างเป็นกระต่ายหยกเดินทางสู่ตำาหนักจันทราบนดวงจันทร์ ตำายาวิเศษเพื่อคืนให้แก่เจ้าแม่สววรค์ กระต่ายหยกก้มหน้าก้มตาตำายาวิเศษให้แก่เจ้าแม่โดยมีนางฟ้าฉางเอ๋อคอยร่ายรำาให้กำาลังใจอยู่เคียงข้างไปชั่วกาลนานเทศกาลทีคลาสสิค ่ ในประวัติศาสตร์เมื่อ ٢,٠٠٠ ปีทแล้ว ระบุว่า เทศกาลนี้ ี่เกิดขึ้นมาได้ เพราะเป็นอุบายในการปฏิวัติและปลดแอกชาติจีนออกจากการปกครองของพวกมองโกล ว่ากันว่า ในปลายสมัยราชวงค์ซ่ง ช่วงต้นของราชวงค์หยวน พวกมองโกลเข้ามายึดครองแผ่นดินจีนได้ บังคับให้คนจีน ٣ครอบครัวต้องเลี้ยงดูคนมองโกลอย่างดี ١ คน และมีการริบอาวุธของคนจีน อนุญาตให้มีได้เพียงมีดหั่นผัก ١ เล่มแต่ใช้ร่วมกัน ٣ ครอบครัว ชาวจีนผู้รักเสรีภาพทนความกดขี่ไม่ไหว จึงเกิดความคิดที่จะกู้ชาติ โดยมีการแอบตั้งขบวนการใต้ดิน และมีการนัดแนะกัน ลุกฮือขึ้นมาฆ่าพวกมองโกล โดยมีผู้คดให้จดงานไหว้พระจันทร์ขึ้นมา มีการ ิ ัทำาขนมไหว้พระจันทร์ที่จงใจออกแบบให้เป็นขนมเปี๊ยะก้อนใหญ่ไส้หนาเป็นพิเศษ เพื่อใช้เป็นที่ซ่อนเอกสารในการติดต่อแล้วให้มีธรรมเนียมแลกขนมเปี๊ยะกันระหว่างญาติมิตร เป็นการตบตาพวกมองโกลได้อย่างแนบเนียนภายในสาร ระบุเวลากำาจัดคนมองโกลว่า เที่ยงคืนของวันเพ็ญเดือน ٨ ซึงเป็นคืนที่กำาหนดให้มีงานไหว้พระจันทร์ ่ในคืนนั้น ทุกบ้านพร้อมใจกันจัดงานไหว้พระจันทร์ พอถึงเที่ยงคืนก็มีการตีเกราะเคาะไม้ส่งสัญญาณแก่กันว่าได้เวลาแล้ว ทุกครอบครัวก็พร้อมใจกันรุมฆ่าคนมองโกลด้วยมีด
  17. 17. หั่นผักที่มีอยู่เล่มเดียวนั่นเอง เมื่อได้เอกราชคืนมา ชาวจีนจึงยึดถือเอาวันเพ็ญเดือน ٨ เป็นวันไหว้พระจันทร์สืบต่อมาเพื่อรำาลึกถึงการกู้ชาติจากพวกมองโกล แม้นจะเป็นเทศกาลที่คลาสสิค กับ ตำานานที่แสนโรแมนติก แต่ปัจจบันคนรุ่นใหม่ก็มองข้ามเห็นเป็นเรื่องไรสาระ...เหลือไว้แต่ชื่อขนมที่แสนอร่อย....โดยแทบไม่มีใครเข้าใจถึงกุศโลบายของบรรพบุรุษ ว่าเทศกาลต่างที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อลูกหลานได้รับความรักความอบอุ่นสายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งของครอบครัวเมื่อยามที่ต้องกลับบ้านในแต่ละเทศกาล...คนปัจจุบันกลับต้องออกไปหาความรักจากที่ต่างๆโดยไม่มีทางรู้ว่านั้นคือความหวังที่เลือนลาง....แต่ความรักที่แท้จริงกลับมองข้ามและเห็นว่าไร้สาระ

×