Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

เซลล์และการแบ่งเซลล์

3,276 views

Published on

Published in: Health & Medicine
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

เซลล์และการแบ่งเซลล์

  1. 1. เซลล์และการแบ่งเซลล์ รองศาสตราจารย์ อนันต์ สกุลกิม ภาควิชาวิทยาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา
  2. 2. ประวัติของเซลล์ <ul><li>ชาวเยอรมันสองท่านคือ ชไลเดน ( Schleiden ) นักพฤกษศาสตร์ และ ชวันน์ ( Schwann ) นักสัตววิทยาได้ตั้งทฤษฎีเซลล์ขึ้นในปี 1893 มีใจความว่า </li></ul><ul><li>“ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายประกอบด้วยเซลล์และผลิตภัณฑ์ของเซลล์ ” </li></ul>
  3. 3. ขนาดและรูปร่างของเซลล์ <ul><li>หน่วยวัด ตัวอย่าง </li></ul><ul><li>เซนติ = 1 / 100 1 เซนติเมตร = 0.01 เมตร </li></ul><ul><li>มิลลิ = 1 / 1,000 1 มิลลิเมตร = 0.001 เมตร </li></ul><ul><li>ไมโคร = 1 / 100,000 1 ไมโครเมตร = 1x10 -6 เมตร </li></ul><ul><li>นาโน = 1 / 1,000,000,000 1 นาโนเมตร = 1x10 -9 เมตร </li></ul><ul><li>อังสตรอม =1 / 10,000,000,000 1 อังสตรอม = 1x10 -10 เมตร </li></ul>
  4. 4. เซลล์โพรคารีโอต <ul><li>เซลล์โพรคารีโอตพบในสิ่งมีชีวิต 2 กลุ่มคือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินและแบคทีเรีย จัดเป็นเซลล์โบราณมาก แต่ยังมีวิวัฒนาการมาจนปัจจุบัน </li></ul>ลักษณะประจำ 1. ไม่มีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มในไซโทพลาซึม 2. เยื่อหุ้มเซลล์ไม่มีคอเลสเตอรอลและสเตียรอยด์ 3. ผนังเซลล์เป็นพวกมิวโคพอลิแซ็กคาไรด์ไม่ใช่เซลลูโลส 4. แฟลเจลลาและไพไลเป็นหลอดไม่ใช่ไมโครทูบูล
  5. 5. เซลล์แบคทีเรียแสดงแฟลเจลลาและไพไล แฟลเจลลา ไพไล แฟลเจลลา ไพไล
  6. 6. เซลล์แบคทีเรียแสดงผนังเซลล์และออร์แกเนลล์
  7. 7. เซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน ( Anabaena ) เซลล์แบบโพรคารีโอต ไม่มีนิวเคลียส อยู่เป็นสาย แต่ละสายประกอบด้วยเซลล์จำนวนมากต่อกันคล้ายโซ่ และมีเมือกหุ้มตลอดทั้งโซ่
  8. 8. เซลล์ยูคารีโอต <ul><li>เซลล์ยูคารีโอตจะพบในเซลล์ของรา ยีสต์ สาหร่ายทุกชนิดยกเว้นสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน พืช และสัตว์ จัดว่าเป็นเซลล์ที่มีนิวเคลียสและมีเยื่อหุ้ม นอกจากนี้ในไซโทพลาซึมยังมีออร์แกเนลล์ที่มีเยื่อหุ้มอีกเป็นจำนวนมาก ส่วนประกอบโดยทั่วไปจะประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือ ไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ซึ่งจะมีเยื่อหุ้มล้อมรอบแบ่งเป็น 2 ส่วนชัดเจน </li></ul>
  9. 9. โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต
  10. 10. โครงสร้างของเซลล์ยูคารีโอต นิวเคลียส ไซโทพลาซึม เยื่อหุ้มเซลล์
  11. 11. เยื่อหุ้มเซลล์ <ul><li>เยื่อหุ้มเซลล์เป็นเยื่อที่เกิดจากฟอสโฟลิพิดสองชั้นหันด้านหัวออกด้านนอก ( ชอบน้ำ ) และหางเข้าด้านใน ( ไม่ชอบน้ำ ) และมีโปรตีนกับคอเลสเตอรอลแทรกเป็นระยะๆโดยโปรตีนทำหน้าที่ควบคุมสารเข้าออกจากเซลล์ </li></ul>ฟอสโฟลิพิด โปรตีน
  12. 12. ฟอสโฟลิพิดมีด้านหัวและหาง หาง
  13. 13. เยื่อหุ้มเซลล์ ( ฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นมีโปรตีนแทรก )
  14. 14. เยื่อหุ้มเซลล์แสดงโปรตีนแทรกอยู่ แสดงการลำเลียง แสดงช่องโปรตีน
  15. 15. เยื่อหุ้มเซลล์ ( การลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ ) ซ้าย แสดงการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้ม ขวา ฟอสโฟลิพิด
  16. 16. ส่วนประกอบนอกเซลล์ <ul><li>ส่วนที่หุ้มอยู่นอกเยื่อหุ้มเซลล์ในเซลล์พืชและเชื้อราคือผนังเซลล์แต่มีองค์ประกอบทางเคมีแตกต่างกัน ในพืชจะมีผนังเซลล์อยู่ 3 แบบคือ </li></ul>๑ . เยื่อชั้นกลาง เกิดขึ้นหลังจากการแบ่งเซลล์เสร็จใหม่ๆเป็นสารพวก เพกทิน ๒ . ผนังเซลล์ปฐมภูมิ เกิดหลังจากเยื่อชั้นกลาง ประกอบด้วยเสารเพกทินและไกลแคนแทรกอยู่ในเซลลูโลส ๓ . ผนังเซลล์ทุติยภูมิ เกิดจากสารพวกลิกนินทับเข้าไปในเซลลูโลส เมื่อพืชมีอายุมากขึ้น ก่อให้เกิดลวดลายต่างๆเมื่อตรวจด้วยกล้อง
  17. 17. ผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์พืช ซ้าย แสดงผนังเซลล์ ๒ ชั้น ขวา แสดงการเกิดผนังชั้นทุติยภูมิ
  18. 18. ผนังเซลล์ทุติยภูมิ ไซเล็ม รูมีขอบ ลวดลายแบบต่างๆ
  19. 19. นิวเคลียส <ul><li>นิวเคลียสจะมีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเรียงตัวกันเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ โดยหันด้านหัวชอบน้ำออกด้านนอกและหางเข้าด้านใน ดังภาพ </li></ul>
  20. 20. เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีรูเป็นทางเข้าออกของสารต่างๆ ตลอดจนอาร์เอ็นเอ สารอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์โปรตีน ภายในมีนิวคลีโอลัส โครงสร้างของนิวเคลียส
  21. 21. ส่วนประกอบภายในนิวเคลียส <ul><li>โครโมโซม เป็นส่วนประกอบที่เกิดจากโปรตีนฮิสโตนอยู่ร่วมกับดีเอ็นเอ โครโมโซมจะมีจำนวนจำกัดในสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด มีความสำคัญต่อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม เมื่อมีการแบ่งเซลล์จะยืดตัวออกเป็นสายยาวเรียกว่าโครมาทิน ดังนั้นโครมาทินจึงมีความสัมพันธ์กับโครโมโซมโดยตรง การเกิดความผิดปกติของโครโมโซมขึ้น เช่นขาดหายไป จะทำให้ดีเอ็นเอหายไปด้วย รหัสบนอาร์เอ็นเอนำรหัส ก็จะผิดพลาดตามไปด้วย การสังเคราะห์โปรตีนจะผิดพลาด เนื่องจากกรดอะมิโนเปลี่ยนชนิดไป ก่อให้เกิดการกลาย ( mutation ) เช่นโคมี 2 หัวไก่มี 4 ขาเป็นต้น </li></ul>
  22. 22. ส่วนประกอบโครโมโซมเห็นฮิสโตนกับโครมาติน
  23. 23. นิวเคลียส <ul><li>นิวคลีโอลัส ภายใต้เยื่อหุ้มนิวเคลียสจะมีนิวคลีโอลัส นิวคลีโอลัสจะทำหน้าที่ควบคุมการสังเคราะห์โปรตีน โดยการสังเคราะห์อาร์เอ็นเอ จากดีเอ็นเอ อาร์เอ็นเอที่สำคัญคือ </li></ul><ul><li>๑ . อาร์เอ็นเอไรโบโซม ( Ribosomal RNA ) </li></ul><ul><li>๒ . อาร์เอ็นเอถ่ายโอน ( Transfer RNA ) </li></ul><ul><li>๓ . อาร์เอ็นเอนำรหัส ( Messenger RNA ) </li></ul>
  24. 24. แสดงการสังเคราะห์โปรตีน
  25. 25. ไซโทพลาซึม <ul><li>หมายถึงส่วนที่อยู่ใต้เยื่อหุ้มเซลล์ ป็นที่อยู่ของออร์แกเนลล์หลายชนิด แต่ละชนิดจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ภายในไซโทพลาซึมจะมีปฏิกิริยาเคมีมากมาย ดังนั้นภายในไซโทพลาซึม จึงเหมือนกับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่หลายมีแผนก ต่างแผนกต่างมีหน้าที่ ทุกออร์แกเนลล์มีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของเซลล์ทั้งสิ้น ออร์แกเนลล์ที่สำคัญ มีหลายชนิด เช่น ไมโทคอนเดรีย ไรโบโซม เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม กอลจิบอดี ไลโซโซม เซนทริโอล ไคนีโทโซม แวคิวโอลและอื่นๆ </li></ul>
  26. 26. ไมโทคอนเดรีย <ul><li>พบในเซลล์พืชและสัตว์ทั่วไปประกอบด้วยเยื่อ 2 ชั้นชั้นนอกเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ ชั้นในเว้าเข้าขดไปมาเรียกว่า คริสตี ผนังชั้นในเป็นฟอสโฟลิพิด 2 ชั้นเช่นเดียวกัน ที่ผนังชั้นที่สองนี้แหละคือแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์เปรียบประดุจกับโรงงานผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยเรา เพราะผลิตพลังงานให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ต่างๆ ดังนั้นหากไม่มีพลังงานก็ไม่มีเซลล์ เซลล์สัตว์จะพบไมโทคอนเดรียมากกว่าเซลล์พืช และสัตว์ที่มีกัมมันตภาพสูง เซลล์จะมีไมโทคอนเดรียจำนวนมากกว่าสัตว์ที่มีกัมมันตภาพต่ำ </li></ul>
  27. 27. ไมโทคอนเดรีย ผนังชั้นนอก ผนังชั้นใน
  28. 28. เอนโดพลามิกเรติคิวลัม ไรโบโซม <ul><li>มีลักษณะเป็นจุดกลม ปกติพบบนผิวของเอนโดพลาสมิก เรติคิวลัม เป็นแหล่งสังเคราะห์โปรตีนของเซลล์ หากเปรียบเทียบกับเมืองไทยเป็นเซลล์ ไรโบโซมคือโรงงานผลิตอาหารเนื้อสัตว์ เนื้อไก่ ไข่ และโปรตีนอื่น ไรโบโซมสร้างจากนิวเคลียส และส่งมาทำงานที่ไซโทพลาซึม ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า </li></ul>สังเคราะห์โปรตีนให้เซลล์นำไปใช้ประโยชน์ทั้งใช้ในนิวเคลียส ในไซโทพลาซึมและยังส่งไปช่วยในเซลล์ที่ไม่สามารถสังเคราะห์โปรตีนได้อีกด้วย
  29. 29. ไรโบโซม
  30. 30. เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม <ul><li>เป็นออร์แกเนลล์ที่พบในเซลล์ยูคารีโอตมีลัษณะเป็นร่องติดต่อระหว่างนิวเคลียสกับไซโทพลาซึม ทำหน้าที่หลักคือการลำเลียงสารจากไซโทพลาซึมสู่นิวเคลียสและจากนิวเคลียสออกสู่ไซโทพลาซึม มีอยู่ 2 แบบคือ </li></ul><ul><li>๑ . ชนิดผิวเรียบ ( Smooth ER) ไม่มีไรโบโซมมาเกาะ </li></ul><ul><li>๒ . ชนิดผิวหยาบ ( Rough ER ) มีไรโบโซมเกาะที่ผิว </li></ul>
  31. 31. เอนโดพลาสมิกเรติคิวลัม ชนิดผิวเรียบ ชนิดผิวหยาบ
  32. 32. กอลจิบอดีหรือกอลจิแอพพาราตัส ถุง <ul><li>ลักษณะเป็นท่อแต่เรียงเป็นชั้นลักษณะคล้ายจานคว่ำทำหน้าที่ผลิตโปรตีนเช่นเอนไซม์ส่งออกไปนอกเซลล์ ผลิตไลโซโซมและสารอื่นๆบรรจุลงในถุง ( Vesicle ) การทำงานคล้ายกับฝ่ายเก็บขยะของเทศบาล คือบรรจุขยะลงในถุงเสียก่อนจึงส่งออกนอกเซลล์ </li></ul>
  33. 33. ไลโซโซม <ul><li>ลักษณะเป็นถุงเล็กๆผลิตจากกอลจิบอดี ภายในถุงประกอบด้วยเอนไซม์ทำหน้าที่ย่อยสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในเซลล์รวมทั้งทำลายเซลล์เดิมที่หมดอายุแล้ว เอนไซม์ที่อยู่ภายในยังสามารถย่อยทำลายตัวเองได้เรียกว่าออโทไลซิส </li></ul>เอนไซม์
  34. 34. เซนทริโอล <ul><li>พบเฉพาะในเซลล์สัตว์และสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำบางชนิดซึ่งจะปรากฏให้เห็นต่อเมื่อมีการแบ่งเซลล์ประกอบด้วยไมโครทูบูลในลักษณะ 9+0 ดังนั้นจึงเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของโครโมโซมในขณะที่กำลังแบ่งเซลล์ </li></ul>
  35. 35. ไคนีโทโซมหรือไคนีโทพลาสต์ <ul><li>เป็นโครงสร้างที่พบในพวกเซลล์บางชนิดตัวอย่างเช่นโพรโตซัว trypanosome เป็นโครงสร้างที่มีความสัมพันธ์กับแฟลเจลลาและขนเซลล์ พบอยู่ที่ฐานของแฟลเจลลา หรือขนเซลล์ ทำหน้าที่ยึดแฟลเจลลาหรือขนเซลล์ บางคนเรียกว่าเบซัลบอดี ( Basal body) </li></ul>แฟลเจลลา
  36. 36. แวคิวโอล แสบแวคิวโอล <ul><li>เป็นช่องว่างในเซลล์ พบหลายแบบด้วยกัน ในเซลล์พืชมีขนาดใหญ่มาก เรียกว่า แสบแวคิวโอล ( Sap vacuole ) หรือแสบเซลล์ ( Sap cell ) เป็นที่อยู่ของสารละลายหลายชนิด สารสี และผลึกที่มีสีต่างๆ ใบพืชที่มีสี ดอกไม้ที่มีสีสรรสวยงามเนื่องจากมีสารสีชนิดต่างๆอยู่ในส่วนนี้ </li></ul>
  37. 37. แวคิวโอลอาหาร <ul><li>แวคิวโอลที่พบในเซลล์สัตว์เรียกว่า แวคิวโอลอาหาร ( Food Vacuole ) ภายในมีเอนไซม์ย่อยอาหารเช่น ไลโซไซม์ ตัวอย่างเช่นที่พบในกระบวนการฟาโกไซโทซิส ( Phagocytosis ) ของเม็ดเลือดขาว เมื่อโอบล้อมเชื้อโรคจะปล่อยเอนไซม์ย่อยเชื้อจนหมด </li></ul>
  38. 38. คอนแทรกไทล์แวคิวโอล <ul><li>ในโพรโตซัวน้ำจืดส่วนใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนเซลล์ เช่นพารามีเซียมจะมีแวคิวโอลเรียกว่าคอนแทรกไทล์แวคิวโอลทำหน้าที่ขับน้ำออกจากเซลล์เพื่อให้โพรโตซัวดำรงชีวิตอยู่ได้ โครงสร้างดังกล่าวนี้อยู่ในไซโทพลาซึมมีทั้งด้านบนและด้านล่างของเซลล์โครงสร้างดังกล่าวจะทำงานตลอดเวลา ( สังเกตวงกลมตรงกลาง ) </li></ul>
  39. 39. แวคิวโอล พารามีเซียม อะมีบา คอนแทรกไทล์แวคิวโอล
  40. 40. แกรนูล <ul><li>หมายถึงเม็ดเล็กๆที่พบในเซลล์ทั่วไปทั้งในเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เม็ดเล็กๆนี้อาจเป็นเม็ดโปรตีน เม็ดแป้ง ผลึกของสาร อาหารสะสม สารสี ไขมัน เป็นต้น จัดว่าเป็นส่วนที่ไม่มีชีวิต </li></ul>
  41. 41. พลาสติด <ul><li>พลาสติดหมายถึงเม็ดของสารสีที่พบอยู่ในเซลล์พืช โดยอาจจะมีสีแตกต่างกันไปแล้วแต่ชนิดของสารสี หากมีสีเขียวเรียกว่า คลอโร พลาสติด สีขาวเรียกว่าลิวโคพลาสติด และสีอื่นๆนอกจากทั้งสองสีนี้เรียกว่าโครโมพลาสติด </li></ul><ul><li>สารสีจะพบเป็นจำนวนมากในพืช ก่อให้เกิดสีสรรมากมายสารสีดังกล่าวนี้พบทั้งในแวคิวโอลและในไซโทพลาซึม </li></ul>
  42. 42. คลอโรพลาสติดหรือคลอโรพลาสต์ <ul><li>มีลักษณะเป็นเม็ด มีเยื่อหุ้มเป็นฟอสโฟลิพิดเช่นเดียวกับเยื่อหุ้มเซลล์ เยื่อหุ้มมีสองชั้น ชั้นนอกหุ้มตามปกติแต่ชั้นในจะเว้าเข้าลักษณะคล้ายกับไมโทคอนเดรีย ที่เยื่อหุ้มชั้นในนี่เองเป็นที่อยู่ของโปรตีนซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสงและมีโมเลกุลของคลอโรฟีลล์แทรกอยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงเป็นแหล่งสร้างอาหารของพืชสีเขียว และเป็นบ่อเกิดของโซ่อาหารของระบบนิเวศ ดังนั้นคลอโรพลาสต์ จึงเป็นออร์แกเนลล์ที่สำคัญมากในพืชสีเขียวและสาหร่าย </li></ul>
  43. 43. โครงสร้างของคลอโรพลาสต์ เยื่อชั้นนอก เยื่อชั้นใน ไทลาคอยด์ สโตรมาลาเมลลา สโตรมา กรานัม ช่องว่างระหว่างเยื่อสองชั้น
  44. 44. โมเดลแสดงส่วนประกอบของคลอโรพลาสต์
  45. 45. ลิวโคพลาสติดหรือลิวโคพลาสต์ <ul><li>เป็นพลาสติดที่มีสีขาวทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารประเภทแป้ง ตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดคือ หัวมันฝรั่ง เก็บอาหารสะสมไว้ที่หัวในรูปของลิวโค พลาสติด มีทรงเป็นเม็ดทรงกลมรี เมื่อทำปฏิกิริยากับไอโอดีนได้สีน้ำเงินเข้ม </li></ul>ลิวโคพลาสต์
  46. 46. โครโมพลาสติดหรือโครโมพลาสต์ <ul><li>เป็นพลาสติดที่มีสีแตกต่างกันมากมายที่รู้จักกันดีคือแคโรตินอยด์และไฟโคบิลิน </li></ul>๑ . แคโรตินอยด์ประกอบด้วยแคโรทีนสีเหลืองแดง ตัวอย่างคือสีของมะละกอสุก สีหัวแครอท และแซนโทฟีลล์สีเหลือง ตัวอย่างเช่นสีเมล็ดข้าวโพดหวานเป็นสีของแคโรทีน ๒ . ไฟโคบิลินมีหลายสีส่วนมากพบในเซลล์สาหร่ายเช่นไฟโคอีรีทรินพบในสาหร่ายสีแดง ไฟโคไซยานินพบในสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวเป็นต้น
  47. 47. ไมโครทูบูล <ul><li>เป็นเส้นใยโปรตีนมีลักษณะเป็นท่อกลวง ภายในท่อเป็นใยโปรตีนสองชนิด เมื่อใยหดตัวเข้าหากันจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหว พบไมโครทูบูลในแฟลเจลลา ขนเซลล์ เซน ทริโอล และในไซโทพลาซึม </li></ul>
  48. 48. ขนเซลล์และแฟลเจลลา ๙คู่ ๒ <ul><li>ขนเซลล์และแฟลเจลลาจะมีโครงสร้างภายในเหมือนกัน คือมีไมโครทูบูล 9 ชุด + 2 ท่อตรงกลาง ขนเซลล์จะต่างจากแฟลเจลลาที่มีจำนวนมากและสั้นกว่าแฟลเจลลา </li></ul>
  49. 49. แฟลเจลลาของยูกลีนา
  50. 50. ขนเซลล์ของพารามีเซียม ขนเซลล์ของพารามีเซียม
  51. 51. การแบ่งเซลล์ <ul><li>การแบ่งเซลล์ทางชีววิทยาจะหมายถึงการแบ่งเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์เพื่อการเติบโตของสิ่งมีชีวิต และแบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เพื่อเป็นการรักษาเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตลักษณะของการแบ่งจะมี 2 ลักษณะด้วยกันคือ </li></ul>๑ . ไมโทซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียสออกเป็น 2 ส่วนหลังจากนั้นจะมีการแบ่งไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจำนวนโครโมโซมในนิวเคลียสจะเท่าเดิมคือเริ่มจาก 2 ชุดจะได้ 2 ชุดเท่าเดิม หรือเริ่ม 1 ชุดจะได้ 1 ชุดเท่าเดิม
  52. 52. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส <ul><li>๒ . การแบ่งแบบไมโอซิส เป็นการแบ่งนิวเคลียส 2 ครั้งตามด้วยการแบ่งไซโทพลาซึม จำนวนโครโมโซมจะเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของที่เคยมีมาก่อน เมื่อเริ่ม 2 ชุดสิ้นสุดการแบ่งจะเหลือเพียงชุดเดียวและได้จำนวนเซลล์ 4 เซลล์ </li></ul>การแบ่งแบบไมโอซิสจะพบทั่วไปในอวัยวะสืบพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตเช่นในดอก ในโคน ( cone ) ของพืชพวกสน ในอับสปอร์ของรา ยีสต์ ในอัณฑะของสัตว์เพศผู้ และในรังไข่ของสัตว์เพศเมียเป็นต้น
  53. 53. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส <ul><li>หลักการ แบ่งเพื่อการเติบโตเริ่มต้น 1 เซลล์สิ้นสุดการแบ่ง 2 เซลล์แต่ละเซลล์มีจำนวนโครโมโซมเท่าเดิม การแบ่งแบบนี้จะมี 2 ระยะคืออินเทอร์เฟสและไมโทซิส </li></ul>๑ . อินเทอร์เฟสเป็นระยะที่มีการสังเคราะห์ดีเอ็นเอเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว และมีลักษณะเหมือนเดิมทุกประการ เรียกว่าการถ่ายแบบ ผลที่ตามมาคือจำนวนโครโมโซมจะเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่ละโครโมโซมจะมีแขนเพิ่มขึ้นอีกข้างหนึ่ง เรียกว่าโครมาติด ดังนั้น 1 โครโมโซมจึงมี 2 โครมาติด
  54. 54. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส <ul><li>๒ . ไมโทซิส จะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดที่นิวเคลียสเป็นระยะโดยสังเกตดังนี้ </li></ul><ul><li>๑ . โพรเฟส สังเกตจากนิวเคลียสใหญ่ขึ้นมาก เยื่อหุ้มหายไปเห็นโครโมโซมชัดเจนมากขึ้น </li></ul><ul><li>๒ . เมตาเฟส สังเกตจากโครโมโซมมาเรียงกันตรงกลางเซลล์แต่ละโครโมโซมมี 2 แขน เรียกแต่ละแขนว่าโครมาติด </li></ul><ul><li>๓ . แอนนาเฟส สังเกตจากโครมาติดแยกขาดออกจากกันเป็น 2 ส่วนแต่ละส่วน เรียกชื่อใหม่ว่าโครโมโซม </li></ul>
  55. 55. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส <ul><li>๔ . เทโลเฟส สังเกตจากโครโมโซมแยกขาดออกจากกันเป็น 2 กลุ่มชัดเจนและเริ่มเห็นเยื่อหุ้มนิวเคลียสของเซลล์ลูกทั้ง 2 เซลล์ </li></ul><ul><li>ต่อจากนี้จะ เป็นการแบ่งไซโทพลาซึม ( cytokinesis ) ซึ่งหากเป็นเซลล์พืชเซลล์ลูกทั้งสองจะ ไม่แยกออกจากกัน และเกิดผนังเซลล์ขึ้นแต่หากเป็นเซลล์สัตว์เซลล์ทั้งสองจะ แยกออกจากกัน </li></ul><ul><li>ในห้องปฏิบัติการจะเห็นเฉพาะออร์แกเนลล์ที่มีขนาดใหญ่เช่นนิวเคลียส นิวคลีโอลัส คลอโรพลาสต์ ส่วนขนาดเล็กจะไม่เห็น </li></ul>
  56. 56. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส เริ่มต้นที่โครโมโซม ๒ ชุดเมื่อสิ้นกระบวนการโครโมโซมจำนวนเท่าเดิมแต่เซลล์ที่เกิดใหม่ ๒ เซลล์ โปรดสังเกตโครโมโซมสีขาวและแดง
  57. 57. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส ( ขยาย๒๗๐๐ เท่า ) โพรเฟส แอนนาเฟส เมตาเฟส เทโลเฟส
  58. 58. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโทซิส
  59. 59. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส <ul><li>หลักการ แบ่งเพื่อการสืบพันธุ์เป็นการแบ่งเพื่อสร้างเซลล์สืบพันธุ์ หลังการแบ่งตัวจะได้เซลล์สืบพันธุ์หรือแกมีต จึงพบการแบ่งแบบนี้ที่อวัยวะสืบพันธุ์เช่นดอก อัณฑะ รังไข่ </li></ul><ul><li>เริ่มต้นจากเซลล์ 1 เซลล์เมื่อหมดระยะที่ 1 จะได้เซลล์ลูก 2 เซลล์โครโมโซมเหลือเพียงครึ่งเดียวจากนั้นจะแบ่งต่ออีกครั้งหนึ่งเมื่อสิ้นสุดจะได้เซลล์ลูก 4 เซลล์แต่ละเซลล์เรียกว่าแกมีต และมีจำนวนโครโมโซมเพียงครึ่งเดียว </li></ul>
  60. 60. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส <ul><li>ไมโอซิส 1 ประกอบด้วยโพรเฟส 1 เมตาเฟส 1 แอนนาเฟส 1 และเทโลเฟส 1 ในระยะโพรเฟส 1 แบ่งออกได้เป็น 5 ระยะคือ </li></ul><ul><li>1. เลพโททีน 2. ไซโกทีน 3. พาไคทีน 4. ดิโพลทีน และ 5. ไดอะคิเนซิส </li></ul><ul><li>ไมโอซิส 2 ประกอบด้วย โพรเฟส 2 เมตาเฟส 2 แอนนาเฟส 2 และเทโลเฟส 2 บางชนิดมีอินเทอร์เฟสด้วย </li></ul>
  61. 61. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส ๒ ชุด เพิ่มจำนวน ๑ ชุด๒ เซลล์ ๑ ชุด ๔ เซลล์
  62. 62. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส
  63. 63. สวัสดี จบการบรรยาย

×