Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

จุดพลัง - ธรรมเนียม อีสเตอร

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
ธรรมเนียม
อีสเตอร์
จากรอบโลก
เอกลักษณ์ใหม่
พลเมืองหลากชนิด
รักเติมเต็ม
อุ่นใจที่เป็นลูกของพระองค์
จุดพลัง
เปลี่ยนชีวิตคุณ ...
กล่าวทักทาย
“ใครจะรับภาพบุตรชาย”
เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านเรื่องน่าซาบซึ้งใจอีกครั้ง เรื่องชายผู้มั่งคั่งกับบุตรชาย ผู้โปรดป...
คุณเคยรู้สึกราวกับว่าชีวิตคุณหันเห
ไปผิดเส้นทางไหม หรือสิ่งต่างๆ ไม่
ลงเอยด้วยดีสำ�หรับคุณ มีครั้งหนึ่ง
ที่ดูเหมือนว่าชีวิ...
Advertisement
Advertisement
Advertisement
Upcoming SlideShare
งาน
งาน
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 16 Ad

จุดพลัง - ธรรมเนียม อีสเตอร

Download to read offline

หนังสือ ebook และนิตยสารฟรี - www.spiritualibrary.com

อีสเตอร์, การฟื้นคืนพระชนม์, อีสเตอร์แรก, ศาสนาคริสต์, เยาวชน

หนังสือ ebook และนิตยสารฟรี - www.spiritualibrary.com

อีสเตอร์, การฟื้นคืนพระชนม์, อีสเตอร์แรก, ศาสนาคริสต์, เยาวชน

Advertisement
Advertisement

More Related Content

More from Spiritualibrary (20)

Advertisement

จุดพลัง - ธรรมเนียม อีสเตอร

  1. 1. ธรรมเนียม อีสเตอร์ จากรอบโลก เอกลักษณ์ใหม่ พลเมืองหลากชนิด รักเติมเต็ม อุ่นใจที่เป็นลูกของพระองค์ จุดพลัง เปลี่ยนชีวิตคุณ เปลี่ยนโลก ชุดที่ 20 • เล่มที่ 4
  2. 2. กล่าวทักทาย “ใครจะรับภาพบุตรชาย” เมื่อไม่นานมานี้ ผมอ่านเรื่องน่าซาบซึ้งใจอีกครั้ง เรื่องชายผู้มั่งคั่งกับบุตรชาย ผู้โปรดปรานการสะสมผลงานศิลปะ (มีเรื่องนี้ในคำ�สอน และหนังสือหลายเล่ม แต่ไม่ทราบว่าแรกเริ่มเดิมทีใครคือผู้ประพันธ์) เรื่องราวมีใจความว่า ตอนที่เกิดสงคราม บุตรชายไปรบ และเสียชีวิตขณะกอบกู้ชีวิตทหารอีกคนหนึ่งไว้ ไม่นานหลังจากนั้น ก็มีเสียงเคาะประตูบ้านบิดา เขาเปิดประตูและพบชายหนุ่มถือหีบห่อขนาดใหญ่ “ท่านครับ ท่านไม่รู้จักผม” ชายหนุ่มกล่าว “ทว่าผมคือทหารคนที่บุตรของท่านสละชีวิตให้ เขาแบกผมไปยังที่ปลอดภัย เมื่อเขา ถูกยิงและเสียชีวิตทันที เขาพูดถึงท่านบ่อยๆ และบอกว่าท่านรักศิลปะ” ชายหนุ่มยื่นหีบห่อให้ “ผมทราบว่านี่ไม่มีค่ามากนัก ทว่าผม ต้องการมอบให้ท่าน” ในหีบห่อเป็นภาพบุตรชาย ซึ่งชายหนุ่มวาดเอง บิดาแขวนภาพไว้บนผนังห้อง เขามักจะให้แขกชมภาพบุตรชาย ก่อนที่จะพาชม ศิลปะชิ้นเอกที่เขาสะสมไว้ เมื่อบิดาเสียชีวิต มีการจัดประมูลผลงานศิลปะที่เขาสะสม ข้างเวทีมีภาพบุตรชายบนขาตั้ง คนจัดประมูลทุบค้อน “เราจะเริ่มด้วย ภาพบุตรชาย ใครจะประมูลภาพนี้” เกิดความเงียบสงัด แล้วมีเสียงตะโกนว่า “เราอยากดูภาพวาดลือชื่อ ข้ามภาพนี้ไปก่อน!” คนจัดประมูลไม่สนใจ “บุตรชาย ใครจะรับภาพบุตรชาย” ในที่สุด คนสวนที่เป็นคนงานเก่าแก่ของครอบครัวนั้น กล่าวขึ้นจากหลังห้อง “ผมให้ 10 ดอลล่าร์ สำ�หรับภาพนั้น” เขารู้สึก อับอายที่เสนอเงินน้อยมาก ทว่าเขามีแค่นั้น “10 ดอลล่าร์ มีใครจะประมูล 20 ดอลล่าร์ไหม” “ให้เขาไปเถิด 10 ดอลล่าร์ เราจะได้ประมูลต่อ!” “10 ดอลล่าร์ครั้งที่หนึ่ง 10 ดอลล่าร์ครั้งที่สอง ขาย ในราคา 10 ดอลล่าร์!” คนจัดประมูลทุบค้อน “การประมูลสิ้นสุดแล้ว” เขาประกาศ “เมื่อผมได้รับเชิญให้มาจัดประมูลครั้งนี้ มีเงื่อนไขลับในพินัยกรรมของชายผู้นี้ ว่าจะมีการประมูลเฉพาะภาพบุตรชาย ผู้ที่ซื้อภาพนั้น จะได้ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นมรดก คนที่รับภาพบุตรชายไว้ จะได้ทุกสิ่ง!” เช่นเดียวกับคนจัดประมูล คำ�ถามของพระเจ้าในทุกวันนี้คือ “ใครจะรับพระบุตรไว้” เพราะผู้ใดที่รับพระบุตรไว้ ได้รับทุกสิ่ง พระบุตรของพระเจ้าสละชีวิตเพื่อเรา เกือบสองพันปีมาแล้ว เทศกาลอีสเตอร์ปีนี้ ขอให้เราน้อมรำ�ลึกถึงพระองค์ร่วมกัน คณะผู้จัดทำ�จุดพลัง พลัง จุด ชุดที่ 20 เล่มที่ 4 คำ�แปลภาษาไทย ชุดที่ 20 เล่มที่ 4 © 2018 Activated สงวนลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น หากประสงค์รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อที่: info.thaifamily@gmail.com 2
  3. 3. คุณเคยรู้สึกราวกับว่าชีวิตคุณหันเห ไปผิดเส้นทางไหม หรือสิ่งต่างๆ ไม่ ลงเอยด้วยดีสำ�หรับคุณ มีครั้งหนึ่ง ที่ดูเหมือนว่าชีวิตฉันสับสนวุ่นวาย ราวกับเส้นด้ายที่พันกันยุ่งบนด้าน หลังผ้าทอ โรคกระดูกสันหลังคดรุนแรง ทำ�ให้ ฉันมีอาการซึมเศร้า สมัยที่ยังเด็ก แล้ว อาการก็หนักขึ้นเมื่อย่างเข้าวัยรุ่น เป็น เรื่องปกติธรรมดาที่วัยรุ่นวิตกกังวล เกี่ยวกับอนาคต พออายุ 15 ปี ฉัน ต้องกินยาเป็นประจำ� น่าทึ่งที่ว่าฉัน ผ่านพ้นช่วงที่ยุ่งยากใจมาได้ ทั้งๆ ที่ รู้สึกหลงทางและทำ�อะไรไม่ถูก แต่ฉัน ไม่ได้นึกถึงพระเจ้าเลย ในวัยยี่สิบต้นๆ ฉันทำ�งานเป็น พยาบาลอยู่หลายปี ในแผนกผู้ป่วย โรคมะเร็ง ทว่าการได้เห็นความทุกข์ ทรมานมากมาย วันแล้ววันเล่า เดือน แล้วเดือนเล่า ก็หนักหนาเกินไป ฉัน เริ่มผิดหวังกับชีวิตมากขึ้นทุกที และ ผ้าทอของฉัน ไม่รู้ว่าจะหันหน้าไปหาใคร ฉันจึง ตัดสินใจจากบ้านเกิดที่เยอรมัน เดินทางท่องโลก เพื่อเสาะหาความ จริง ฉันลงเอยที่อินเดีย หลังจาก พยายามเป็นแม่ชีในศาสนาพุทธ ทว่า ไม่สำ�เร็จ ฉันเดินไปบนถนนฝุ่นตลบ เพื่อแสวงหาความสงบ ความสุข และ เหตุผลในชีวิต ทางตอนเหนือของอินเดีย วัน หนึ่งฉันสนทนาเชิงลึกกับมิชชันนารี คริสเตียนหนุ่มชาวต่างชาติ ฉันอธิบาย ว่ามีคำ�ถามมากมายเกี่ยวกับชีวิต เขา ชี้ให้เห็นคำ�ตอบทีละข้อในพระคัมภีร์ ฉบับกระเป๋าที่เขาพกติดตัว หลาย ชั่วโมงต่อมา ฉันหมดคำ�ถาม และ ตัดสินใจทดสอบสิ่งที่เขาเรียกว่า “คำ�สัญญาจากพระคัมภีร์” ชีวิตฉัน กำ�ลังจะผันแปรไปในทางที่ดีขึ้น ฉัน กำ�ลังจะได้เห็นแวบหนึ่งของผ้าทอ ด้านบน และเริ่มเข้าใจสิ่งต่างๆ ฉันไม่ได้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกครั้ง โดย ไอริส ริชาร์ด  ใหญ่ เมื่อฉันรับพระเยซูเข้ามาสู่ ชีวิตจิตใจ ทว่าสองสามวันต่อมา มีสิ่งแสนวิเศษเกิดขึ้น ถ้อยคำ�จาก พระคัมภีร์หล่อเลี้ยงดวงวิญญาณฉัน ฉันเล็งเห็นอะไรต่ออะไรชัดเจนขึ้นทุกที ในแต่ละวัน เป็นเวลา 40 ปีมาแล้ว ราวกับ เส้นด้ายสีทองที่ร้อยเรียงอยู่บนผ้าทอ ในชีวิตฉัน พระคำ�ของพระเจ้านำ�ทาง ฉันข้ามขุนเขา ผ่านหุบเขา ผ่านแสง อาทิตย์และเงามืด ผ่านลำ�ธารใส ไหลเย็น และข้ามทะเลทรายร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางหรือสถานที่ใด พระคำ�ไม่เคยล้มเหลวที่จะดลบันดาล ให้ใจฉันเบ่งบาน ด้วยความปลาบปลื้ม ยินดี สันติสุข และการเติบโตทาง จิตวิญญาณ     ไอริส ริชาร์ด ที่ปรึกษาในเคนยา ช่วยงาน ชุมชนและงานจิตอาสาอย่างแข็งขัน ตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1995■ 3
  4. 4. มั่นใจมาสู่พวกเราที่เป็นคริสเตียน ธรรมชาติในความรักของพระเจ้าคือ ไม่มีเงื่อนไข และแพร่ไปทั่วโลก ช่างแสนวิเศษจริงๆ บ่อยครั้งเหลือ เกิน ความรักที่เราเห็นในสังคม เป็นตัวบ่งบอกคุณค่าสิ่งที่อีกฝ่าย หยิบยื่นให้ เมื่อคุณค่านั้นหมดลง หรือไม่จำ�เป็นแล้ว ความรักก็จืดจาง ไป ความรักของพระเจ้าไม่เป็น เช่นนั้น พระองค์ปีติยินดีที่ได้อยู่กับเรา และต้องการเป็นเพื่อนเรา ความรักที่ ลึกซึ้งและยั่งยืนของพระเจ้า จูงใจให้ พระองค์คอยร้องเรียกมนุษย์แต่ละคน ที่พระองค์สร้างสรรค์ เพื่อเชิญชวนให้ เขาสานสัมพันธ์กับพระองค์ เมื่อผมตรึกตรองถึงความรักที่ พระเยซูมีต่อผม ก็ทำ�ให้ผมสำ�นึกใน บุญคุณ ถ่อมตน และรู้สึกเกรงขาม นี่ทำ�ให้ผมอยากเป็นเหมือนพระเยซู มากขึ้น มีความเมตตากรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ และคำ�นึงถึงผู้อื่นมากขึ้น รวมถึงรักผู้อื่นอย่างไม่มีเงื่อนไขมาก ขึ้น โดยมีความรักและเคารพนับถือ เขา ในฐานะที่เขาเป็นเพื่อมนุษย์ ซึ่ง ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยภาพลักษณ์ ของพระองค์ ไม่ว่าสภาพการณ์ ความรัก ที่ไม่มีเงื่อนไข โดย ปีเตอร์ อัมสเตอร์ดัม เมื่อผมคิดว่าจะสรุปเป็นข้อความสั้นๆ ได้อย่างไร ว่าพระเจ้าคือใคร สิ่งที่ ผุดขึ้นมาในหัวคิดคือ “ความรักที่ ไม่มีเงื่อนไข” แน่นอนว่าพระเจ้าเป็น หลายสิ่งหลายอย่าง โดยที่จำ�กัดไว้ใน ข้อความหรือศัพท์คำ�เดียวไม่ได้ แต่ ดังที่เราทราบจาก 1 ยอห์น 4:8 ว่า พระเจ้าคือความรัก นั่นคือธรรมชาติ คือแก่นแท้ของพระองค์ คือหนึ่งใน ปกติวิสัยหลักๆ ของพระองค์ ถึงแม้ นั่นไม่ได้หมายความว่าพระองค์รัก ทุกสิ่งที่เราทำ� ทั้งนี้ทั้งนั้น เราเป็น คนบาป พระองค์ไม่ได้มองข้ามหรือ หลับหูหลับตา ต่อบาปหรือการที่เรา ทำ�ผิด ถึงกระนั้นพระองค์ก็รักลูก ของพระองค์ โดยไม่มีเงื่อนไข และ ให้อภัยเรา ถ้าเราถ่อมตนพอที่จะ ขออภัยจากพระองค์ การที่พระเจ้ารักเราอย่างไม่มี เงื่อนไข คือสิ่งควรค่าที่จะตรึก ตรอง เป็นการง่ายที่จะมัววุ่นกับ ชีวิตที่ดำ�เนินไปอย่างรวดเร็ว โดย ลืมนึกถึงความจริงพื้นฐานที่นำ�ความ ปลาบปลื้มยินดี สันติสุข และความ ของเขาจะเป็นเช่นไร1 นั่นทำ�ได้ยาก เพราะเราเป็นมนุษย์ที่ทำ�ผิดพลาด และไม่สามารถหยิบยื่นความรักที่ไม่ เสื่อมคลายให้แก่ผู้อื่น เหมือนกับที่ พระเจ้ามอบให้เรา ทว่าเราได้รับมอบ หมายให้เป็นเหมือนพระคริสต์ นั่นรวม ไปถึงการทำ�ตามแบบอย่างปกติวิสัย ของพระองค์ และทำ�สุดความสามารถ ที่จะมอบของขวัญ คือความรักที่ไม่มี เงื่อนไขของพระองค์ให้แก่คนรอบข้าง ในฐานะคริสเตียน เราควรมุ่งมั่นที่ จะเป็นเหมือนพระเยซูมากขึ้น ในทุกๆ ด้าน ซึ่งรวมถึงการเสริมสร้าง “ความ รักที่ไม่มีเงื่อนไข” ลองพิจารณาสาม ขั้นตอนที่เราทำ�ได้ เพื่อการเติบโตใน ชีวิตทางจิตวิญญาณด้านนี้ 1. เริ่มต้นที่ตัวเอง การทราบว่า พระเจ้ารักเราแต่ละคนโดยสิ้นเชิง ทั้งๆ ที่เราทำ�ผิด มีข้อบกพร่อง และ ล้มเหลว ช่วยให้เราอุ่นใจว่าพระองค์ รัก เห็นคุณค่า และทะนุถนอมเรา เราเป็นลูกของพระองค์ตลอดไป ด้วย พละกำ�ลังเช่นนี้ เราก็รักผู้อื่นได้มาก ขึ้น ถ้าคุณไม่รู้สึกว่าพระเจ้ารักคุณ โดยไม่มีเงื่อนไข ก็ยากมากที่คุณจะ หยิบยื่นความรักและการเกื้อหนุนจาก พระองค์ให้แก่คนอื่น ภาคปฏิบัติ: ยอมรับความรักไม่มี 1. ดู โรม 12:10; 1 เปโตร 2:17 2. 2 โครินธ์ 12:9 3. โรม 5:5 4. โรม 8:5 4
  5. 5. แทนบาปของเรา เพื่อให้เราสมาน ไมตรีกับพระองค์ เราก็มีแรงจูงใจที่ จะติดตามพระองค์อย่างใกล้ชิดยิ่งขึ้น รวมถึงเอาชนะความบาป เปิดโอกาส ให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ชี้แนะนำ�ทาง เรา และมอบพลังอำ�นาจให้เรารับใช้ พระองค์ “ผู้ที่ดำ�เนินชีวิตตามความ ปรารถนาของตน จะนึกถึงแต่ตัวเอง ส่วนผู้ที่ดำ�เนินชีวิตตามพระวิญญาณ บริสุทธิ์ จะคำ�นึงถึงจิตวิญญาณ”4 ภาคปฏิบัติ: ใช้เวลากับพระเยซูมาก ขึ้น เพื่อความคิดจิตใจคุณจะได้จดจ่อ “ในสิ่งที่พระวิญญาณประสงค์” นี่เองจะ ชี้นำ�ให้คุณประพฤติตนเหมือนพระเยซู มากขึ้น ผมพบว่าการอ่าน 2 โครินธ์ 10:4-5 เป็นประจำ� มีส่วนช่วยได้มาก ในการหันเหความคิดและปฏิกิริยาให้ มีความรักมากขึ้น และรับการนำ�พา จากพระวิญญาณของพระเจ้า พวกเราที่บังเกิดใหม่ ด้วยการรับ พระเยซูไว้เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ได้ เงื่อนไขที่พระเจ้ามีต่อคุณ ยอมรับ ขีดจำ�กัดและจุดอ่อนของคุณ ชื่นชม ยินดีในคำ�สัญญาของพระเจ้าที่ว่า “พระคุณของเราเพียงพอสำ�หรับเจ้า เพื่อว่าพละกำ�ลังของเราจะได้ปรากฏ เต็มที่ในความอ่อนแอ”2 2. ยิ่งเราใกล้ชิดพระเยซูมากขึ้นเท่าไร เราก็ยิ่งเป็นสื่อให้ความรักของพระเจ้า พรั่งพรูผ่านเราไปยังคนรอบข้างได้ดีขึ้น เท่านั้น “ความรักของพระเจ้าหลั่งไหลสู่ จิตใจเรา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์”3 ภาคปฏิบัติ: อยู่ใกล้ชิดพระเยซูด้วย การใช้เวลาอธิษฐานและอ่านพระคำ� เป็นประจำ� ขอให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ ฟื้นฟูพลัง 3. เมื่อทำ�สมาธิกับความรักของ พระเจ้า เราจะมีสภาพจิตวิญญาณ ที่ดี เมื่อเราฝังจิตฝังใจในความรักของ พระเจ้า และการเสียสละสูงสุดของ พระองค์ ในการส่งพระเยซูมาพลีชีพ รับพรอย่างล้นเหลือ เราได้รับหลาย สิ่งหลายอย่าง เช่น การให้อภัย จากบาป ชีวิตนิรันดร์ ความรักไม่มี เงื่อนไขของพระเจ้า ความช่วยเหลือ และการชี้แนะนำ�ทาง เมื่อเราเติบโต ในความรักของพระเจ้า เราก็หันไป ให้กำ�ลังใจพี่น้องที่เชื่อพระองค์ และ ช่วยนำ�ผู้อื่นเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ ยิ่งขึ้น 1 ยอห์น 4:7 กล่าวว่า “ท่านที่รัก ขอให้เรารักซึ่งกันและกัน เพราะว่าความรักมาจากพระเจ้า ทุกคนที่รักก็บังเกิดจากพระเจ้า และ รู้จักพระเจ้า” ผมต้องการ “บังเกิด จากพระเจ้า” ผมปรารถนาอย่าง แท้จริงที่จะรู้จักพระเจ้า พระคำ�ของ พระเจ้ากล่าวว่า การรักซึ่งกันและกัน คือเส้นทางไปสู่เป้าหมายนั้น ปีเตอร์ อัมสเตอร์ดัม และภรรยา มาเรีย ฟอนเทน ผู้อำ�นวยการเดอะแฟมิลี่ นานาชาติ คณะคริสเตียนผู้มีความศรัทธา ปรับเปลี่ยนจากบทความต้นฉบับ ■ 5
  6. 6. เมื่อวันก่อนผมพบว่าตัวเองนั่งอยู่คนเดียว ที่ร้านอาหาร เพราะเพื่อนมาสาย ขณะ ที่นั่งรอ ผมตัดสินใจจดบันทึกความนึกคิด บางอย่าง ว่าพระเยซูมีความหมายต่อ ผมเช่นไร และผมชื่นชอบอะไรมากที่สุด เกี่ยวกับพระองค์ นี่คือสิ่งที่ผมนึกออก พระองค์ยอมรับเรา พระเยซูไม่เคยประณามผม การที่ พระองค์มีความเข้าใจ อดทน และให้ อภัย มีเอกลักษณ์เฉพาะ แม้ในยาม ที่พระองค์ว่ากล่าว พระองค์ทำ�ด้วย ความรัก พระองค์มีวิธีพูดกับจิตใจผม และทำ�ให้ผมสำ�นึกผิด ผมจึงต้องการ เปลี่ยนเป็นคนที่ดีขึ้น พระองค์ช่วยเหลือ พระคัมภีร์บอกให้เราฝากความกังวล ทั้งหมดไว้กับพระเยซู เพราะพระองค์ ห่วงใยเรา1 การที่ผมมีความตั้งใจ มี ทักษะ และรู้จักควบคุมตัวเอง เป็นสิ่ง กระจ้อยร่อย เมื่อเทียบกับพลังอำ�นาจ ของพระองค์ ผลงานดีเลิศของผม ส่วนมาก ในฐานะนักแปลและนักเขียน มาจากชั่วขณะที่ผมไม่รู้ว่าจะเขียนอะไร ดี หรือจะบ่งบอกความนึกคิดอย่างไร แล้วทันใดนั้นพระเจ้าก็แสดงตน ด้วย ไอเดียดีๆ หรือข้อความสละสลวย พระองค์มีเมตตา พระเยซูมองดูผู้คนในแง่ที่สุดยอด! พระองค์มองแง่บวกมากเสมอ แม้ใน ยามที่ผมหงุดหงิด พระองค์ไม่เคยหมด ศรัทธาในผู้คน สมัยพระคัมภีร์เดิม เมื่อคนของพระเจ้าต่อต้านขัดขืน ครั้ง แล้วครั้งเล่า ถึงแม้ว่าพระองค์ลงโทษ เขา พระองค์ไม่เคยล้มเลิก และ หยิบยื่นการปลดปล่อยให้เสมอ พระองค์เปิดทางให้กลับเนื้อกลับตัว มอบกำ�ลังใจ และลองอีกครั้ง พระองค์สถิตอยู่ทั่วสากลโลก แม่อธิการเทเรซ่ากล่าวว่าท่านเห็น พระเยซูในมนุษย์ทุกคน วันหนึ่งพระองค์ แต่งตัวเป็นขอทาน อีกวันหนึ่งพระองค์ เป็นกษัตริย์ วันหนึ่งพระองค์สวมชุดนัก ธุรกิจ อีกวันหนึ่งสวมเสื้อผ้ากรรมกร พระองค์ลดตัวลงมาอยู่ในระดับเดียวกับ ทุกคน แผนการของพระองค์ ผมรักที่จะฝากชีวิตไว้ในหัตถ์ของ พระองค์ และวางใจว่าพระองค์จะช่วย ผมก้าวไปบนเส้นทางที่ดีที่สุด กวีชื่อ โรเบิร์ต เบรินส์ เขียนไว้ว่า “แผนการ ดีเลิศของคนเรา บ่อยครั้งผิดเพี้ยนไป” แต่ถ้าผมให้พระองค์มีส่วนร่วมบนทาง ชีวิต ผมก็มั่นใจได้ว่าจุดหมายปลาย ทางสุดท้ายจะแสนวิเศษ ถึงแม้ว่าต้อง ผ่านช่วงที่ยากลำ�บาก ก่อนไปถึงที่นั่น ทำ�ไมไม่ปลีกเวลาสักสองสามนาที เพื่อ ขอบคุณและตรึกตรอง แล้วจดบันทึก รายการของคุณเอง ว่าชื่นชอบอะไร เกี่ยวกับพระเยซู นี่เป็นกิจกรรมที่น่า ชื่นใจ คุณกลับไปอ่านดูได้ เมื่อใดก็ตาม ที่วิสัยทัศน์เริ่มพร่ามัว กาเบรียล การ์เซีย วัลดิวิโซ บรรณาธิการ Activated ฉบับภาษาสเปน เป็นสมาชิก เดอะแฟมิลี่นานาชาติ ในชิลี ■ สิ่งที่ผม โปรดปราน เกี่ยวกับ พระเยซู โดย กาเบรียล การ์เซีย วัลดิวิโซ 1. ดู 1 เปโตร 5:7 6
  7. 7. หนึ่งในภาพยนตร์โปรดของผม เป็นหนังคลาสสิก เมื่อปี ค.ศ. 1967 เรื่อง Guess Who’s Coming to Dinner ซึ่งออกมาช่วงที่ล่อแหลมมาก ในประวัติศาสตร์อเมริกา เมื่อความ สัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติอยู่ในภาวะ เปราะบางอย่างยิ่ง เรื่องนี้กลายเป็นที่ นิยมมาก และมีบทบาทสำ�คัญในการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม เป็นเรื่องของหญิงสาวผิวขาว โจแอนนา เดรย์ตัน (แคเธรีน ฮิวตัน) ซึ่งพาคู่หมั้นผิวดำ� จอห์น เพรนทิส (ซิดนีย์ พอยเทียร์) มาพบ พ่อแม่ที่บ้าน ถึงแม้ว่าพ่อแม่ของเธอ รู้สึกภูมิใจที่เขาเป็นพวกหัวเสรี และ มีมุมมองกว้างไกล ทว่าโลกของเขา สั่นสะเทือน เมื่อค่านิยมที่เขายอมรับ ในแง่ทฤษฎี ต้องผ่านบททดสอบ ระหว่างนั้นจอห์นก็ต้องรับมือกับการ ปฏิเสธจากบิดาผู้ไม่ต้องการให้บุตร ชายแต่งงานกับหญิงผิวขาว! ถึงแม้ว่าการสมรสข้ามเชื้อชาติไม่ เป็นที่ยอมรับ และผิดกฎหมายในบาง ส่วนของอเมริกายุคนั้น แต่ความรักที่ โจแอนนามีต่อคู่หมั้น มองข้ามความ แตกต่างใดๆ ด้านรูปกายภายนอก และอคติในสมัยนั้น นี่เป็นภาพประกอบ แสนวิเศษ ในแง่ที่พระเจ้ามองข้าม รูปกายภายนอก สัญชาติ เชื้อชาติ ชั้นวรรณะ และเพศ พระองค์ยอมรับ ผู้คนทุกหนทุกแห่งที่เปิดใจรับพระองค์1 เมื่อเราเชื่อในพระเยซู พระองค์จะ ทลายกำ�แพงที่แบ่งแยก และให้เรา เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน2 สายใยทาง จิตวิญญาณระหว่างผู้มีความเชื่อ เหนือล้ำ�ความแตกต่างด้านเชื้อชาติ หรือเผ่าพันธุ์ เมื่อเรากลายเป็น พลเมืองในประเทศใหม่ คืออาณาจักร ของพระเจ้า3 ซึ่งค่านิยมและหลัก เกณฑ์ของพระองค์ แตกต่างจากโลก ปัจจุบันอย่างกลับตาลปัตร การที่พระเยซูยอมเสียสละบนไม้ กางเขน ไถ่บาปให้ผู้คนจากทุกพื้นเพ4 ขณะที่พระองค์อยู่ในโลก พระองค์ เลือกผู้คนจากพื้นเพที่แตกต่างกัน บางครั้งก็น่าข้องใจ ทว่าพระองค์เลือก เขามาเป็นสาวก ในปัจจุบันพระองค์ ยินดีต้อนรับผู้คนจากทุกประเทศ และ เผ่าพันธุ์ดั้งเดิม พระองค์ทำ�เช่นนี้ต่อไป อาณาจักรของพระเจ้าคือประเทศ ดีเลิศที่ใครเป็นประชากรได้ นี่ไม่ใช่ ประเทศทางวัตถุ ทว่าอยู่ในหัวใจผู้มี ความเชื่อ ซึ่งผูกพันกันในหมู่คณะแห่ง ความศรัทธา เป็นประเทศที่ไม่เคย ข่มเหงคนยากจน หรือกดขี่คนอ่อนแอ หรือขับเคี่ยวสงครามด้วยเหตุผลผิดๆ เรามีสิทธิพิเศษที่ได้เป็นประชากรใน อาณาจักรของพระเจ้า อูเดย์ พอล นักเขียนอิสระ ช่วยงาน จิตอาสา และเป็นคุณครู ในอินเดีย ■ เอกลักษณ์ใหม่ โดย อูเดย์ พอล 1. ดู กิจการ 10:34–35 2. ดู กาลาเทีย 3:28; เอเฟซัส 2:14 3. ดู ฟิลิปปี 3:20 4. ดู วิวรณ์ 5:9–10 7
  8. 8. รอยยิ้ม ของคุณตา โดย จอยซ์ ซัททิน วิธีแน่นอนที่สุด ในการช่วยให้สิ่งดีๆ เกิดขึ้น ฉันอายุ 14 ปี และเพิ่งจะทิ้ง วัยเด็กไว้เบื้องหลัง เมื่อมีคนโทรมา บอกให้เราไปโรงพยาบาล เราได้รับ อนุญาตให้เข้าไปในห้องคุณตาที่ โรงพยาบาลทีละคน นับจากคนโตสุด ไปจนถึงคนเล็กสุด เพื่อเยี่ยมท่าน แค่ชั่วขณะ หลังจากรอยยิ้ม และคำ�ทักทาย “สวัสดี” ด้วยเสียงแผ่วเบา ทว่า ร่าเริง คุณตากุมมือฉันไว้ “จอยซ์ หนูเป็นหลานคนเล็กสุด คนโปรดที่สุด ของตา ตารู้ว่าบางครั้งหนูคิดว่ายัง หาตัวเองไม่เจอ บ่อยครั้งหนูรู้สึกว่า ทำ�อะไรไม่ถูก หนูกังวลว่าหนูจะไม่ได้ เรื่อง แต่ตาอยากให้หนูรู้ว่าพระเจ้า รักหนู และมีแผนการพิเศษสำ�หรับ ชีวิตหนู” แล้วคุณแม่แตะไหล่ฉันเบาๆ และ พาฉันออกไปจากห้อง “คุณตาต้อง พักผ่อนจ้ะ” ท่านกล่าว สองวันต่อมาฉันเห็นคุณตาอีกครั้ง คราวนี้ท่านสวมชุดหรู นอนอยู่ใน โรงศพ ฉันใช้เวลาชั่วขณะสุดท้ายกับ ท่าน ฉันแทบจะทนกลิ่นตลบอบอวล ของดอกไม้ไม่ไหว คราวนี้ดวงตาสีฟ้า ของท่านปิดสนิท ฉันตัวสั่นเทิ้มด้วย ท่านนอนบนเตียงห่มผ้าสีขาวของ โรงพยาบาล มีสายและท่อระโยง ระยาง ขณะที่เข้าไปใกล้ๆ ฉันแทบ จะจำ�ท่านไม่ได้ ผิวท่านหยาบกร้าน และแก้มตอบ แต่พอท่านลืมตาขึ้น และยิ้มให้ฉัน ฉันต้องหักห้ามใจที่จะ กระโดดกอดท่าน เหมือนที่เคยทำ� เสมอมา คุณตาที่ฉันรักยิ่งกว่าใครใน โลกนี้ เกิดอาการหัวใจวายขั้นรุนแรง คุณตาเป็นเหมือนเพื่อนสนิทของ ฉันเสมอมา รวมทั้งเป็นที่ปรึกษา และผู้ที่ฉันไว้วางใจ เมื่อฉันมีปัญหา กับเพื่อนหรือพี่น้อง ในฐานะลูกคน สุดท้องของครอบครัว ฉันขี้อาย ผอมเก้งก้าง และขาดความมั่นใจ ในตัวเอง แต่คุณตารู้เสมอว่าจะให้ กำ�ลังใจฉันอย่างไรดี ถ้าฉันต้องการ เพื่อน ท่านก็จะเล่นเกมกับฉัน ถ้าฉัน ต้องการซบไหล่ใครเวลาร้องไห้ ฉันก็ รู้ว่าจะหาได้ที่ไหน ฉันสบายใจที่สุดใน โลก เมื่อได้อยู่ในอ้อมกอดอบอุ่นของ คุณตา! ถ้าฉันต้องได้รับคำ�ว่ากล่าว ตักเตือน ท่านก็มอบให้ด้วยความ หนักแน่น ทว่าอ่อนโยน ท่านเข้า ถึงส่วนลึกในจิตใจฉัน และทำ�ให้ฉัน อยากเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ท่าน อธิษฐานเผื่อฉันอย่างมากด้วย ท่าน เตือนใจฉันเสมอว่าคำ�อธิษฐานคือ 8
  9. 9. อารมณ์ความรู้สึกที่หวาดกลัว ขณะเดินเข้าไปหาท่าน แต่พอเห็น ใบหน้าท่าน รอยยิ้มสดใสของท่าน บอกฉันว่าทุกสิ่งจะลงเอยด้วยดี ตอนที่คุณตาเสีย ก็เหมือนตอนที่ยัง อยู่ ท่านยิ้มแย้ม ผู้คนคุยกันอยู่หลาย วันถึงรอยยิ้มของคุณตา ผู้จัดการศพ บอกว่าเขาพยายามเปลี่ยนสีหน้าของ คุณตา แต่ไม่สำ�เร็จ เขาไม่เคยเห็น อะไรแบบนี้ และคิดว่าค่อนข้างน่า ขนลุก คุณตามีอะไรฝากไว้น้อยมาก ในแง่ของเงินทองหรือทรัพย์สมบัติ ความตั้งใจและพินัยกรรมสุดท้าย ของท่าน คือรอยยิ้มที่มีสันติสุขและ พึงพอใจ บนใบหน้าท่าน ครอบครัวฉันไปโบสถ์เดิมเสมอ ในชนบท เป็นโบสถ์ที่เล็กมาก ไม่มี ระบุไว้ด้วยซ้ำ�ในแผนที่ของสหรัฐฯ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทุกวัน อาทิตย์ คุณตามาสายอย่างน้อย 20 นาที ทุกวันอาทิตย์ มีเด็ก 30 คน เดินตามหลังท่าน นั่นคือการ ช่วยเหลือเล็กน้อย คือการไปแวะรับ เด็กจากครอบครัวยากจนที่อยู่ตาม เนินเขา และพามาโบสถ์ ครั้งหนึ่งที่ธนาคารในเมืองใกล้ๆ นักธุรกิจหนุ่มได้ยินคุณพ่อผมเอ่ยถึง นามสกุลของท่าน “แฮนค็อคหรือครับ” ชายหนุ่ม ถาม “คุณบังเอิญเป็นญาติกับ เอ็ด ค็อค หรือเปล่าครับ” เขา อธิบายต่อว่า สมัยที่เขาเป็นเด็ก คุณตาเป็นคนพาเขาไปโบสถ์เสมอ “นั่นเป็นสิ่งที่ดี ทว่าสิ่งที่เปลี่ยน ชีวิตผมจริงๆ คือตอนที่คุณตาบอกว่า ‘ฉันรู้ว่าเธอมาจากครอบครัวยากจน บางครั้งเธอกังวลว่าเธอจะไม่ได้เรื่อง แต่ฉันอยากให้เธอรู้ว่าพระเจ้ารักเธอ และมีแผนการพิเศษสำ�หรับชีวิตเธอ” ตลอดชีวิตวัยรุ่น และในช่วงที่ เรียนมหาวิทยาลัย ฉันเผชิญหน้า กับศาสตราจารย์ผู้ไม่เชื่อพระเจ้า และเพื่อนมิตรที่ขี้สงสัย ฉันดิ้นรน กับความเลื่อมใสศรัทธา บางครั้งก็ คลางแคลงใจว่าฉันเชื่ออะไร ทว่า แม้แต่ในยามตกต่ำ�ที่สุด ฉันก็จดจำ� รอยยิ้มและศรัทธาของคุณตาได้เสมอ เป็นเวลาสี่สิบกว่าปีแล้ว ฉัน ตัดสินใจมอบชีวิตให้พระเจ้า เพื่อ ดูว่าพระองค์ทำ�อะไรได้บ้างกับคนที่ ไม่สลักสำ�คัญเช่นฉัน นับตั้งแต่นั้น มา ฉันทำ�งานใน 10 ประเทศ แบ่งปันความรักของพระเจ้ากับผู้อื่น และแนะนำ�ผู้คนให้รู้จักพระเยซู ฉัน หักห้ามความอาย กล่าวกับคนกลุ่ม ใหญ่ จัดสัมมนา สอนเด็ก วัยรุ่น และหนุ่มสาวหลายร้อยคน ฉันได้ทำ� หลายสิ่งหลายอย่าง ซึ่งจอยซ์วัย 14 ปี ผู้ขี้อายและประหม่า ไม่เคยนึกฝัน ว่าจะทำ�ได้ ถึงกระนั้น พระเจ้าได้นำ�ผู้คนที่ พิเศษมาตามเส้นทางชีวิตฉัน ฉันเห็น ความกลัวและความเหนียมอายของ เขา ฉันกุมมือเขาไว้ ถ้อยคำ�พรั่งพรู ออกมาโดยไม่ได้นึกคิด “ฉันทราบว่า บางครั้งคุณไม่รู้ว่าจะทำ�อะไรดี คุณ กังวลว่าคุณจะเป็นอะไร แต่พระเจ้า รักคุณ และมีแผนการพิเศษสำ�หรับ ชีวิตคุณ”    จอยซ์ ซัททิน (นี แฮนค็อค) คุณครู วัยเกษียณ และนักเขียน อาศัยอยู่ที่ ซานแอนโทนิโอ สหรัฐฯ ■ ■ 9
  10. 10. ในแต่ละปี เมื่อถึงเทศกาลอีสเตอร์ ผม พบว่าตัวเองรู้สึกตื้นตันใจ เมื่อนึกว่า พระเยซูต้องประสบอะไรบ้างเพื่อเรา พระองค์ทนทุกข์ทรมาน ปวดร้าว และ เจ็บปวดอย่างมาก หลายชั่วโมงก่อน การถูกประหารอย่างโหดร้ายทารุณ โดยไม่ต้องเอ่ยถึงความทุกข์ใจจาก การทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใช่แล้ว พระองค์ทราบวัตถุประสงค์เบื้องหลัง เรื่องทั้งหมดนี้ แต่เห็นได้ชัดว่ายังคง น่าหวาดหวั่น อันที่จริงแล้ว พระเยซู ได้ขอรับการยกเว้นจากไม้กางเขน1 พระองค์อาจลังเล ล้มเลิก หรือ แม้แต่ร้องเรียกทูตสวรรค์ลงมากอบกู้ พระองค์ไว้2 ทำ�ไมพระองค์ไม่ทำ� เช่นนั้น เพราะพระองค์ปรารถนาที่จะ กอบกู้เราไว้ มากยิ่งกว่าที่จะยุติความ ศรัทธาแรงกล้า ของคริสเตียน เจ็บปวดทางกาย และการทรมานจิตใจ ทั้งสิ้น พระองค์รักแบบไม่มีอคติ มีนายร้อย ชาวโรมันผู้ดำ�รงตำ�แหน่งฝ่ายทหาร ของโรมที่กดขี่ข่มเหง เมื่อเขามา ขอให้พระเยซูรักษาคนรับใช้ของเขา พระเยซูยินดีรักษาชายผู้นั้น พระองค์ รักนายร้อยและคนรับใช้ของเขา มาก เท่ากับคนอื่นๆ3 หญิงชาวซะมาเรียที่ บ่อน้ำ� มาจากวัฒนธรรมของชาว ต่างชาติ ซึ่งพวกยิวทำ�ทุกสิ่งเพื่อ หลีกเลี่ยง หนำ�ซ้ำ�เธอยังเป็นผู้หญิง ทว่าพระเยซูเล็งเห็นจิตใจที่ปวดร้าว และแสดงให้เธอเห็นว่าเธอพิเศษต่อ พระเจ้า4 พระองค์ก้าวข้ามบรรทัดฐานทาง สังคม เพื่อแสดงความเมตตากรุณา โดย คริส มิซรานี 1. ดู ลูกา 22:42 2. ดู มัทธิว 26:53 3. ดู มัทธิว 8:8–13 4. ดู ยอห์น 4:7–26 5. ดู ลูกา 7:37–50 6. ดู มัทธิว 12:10–12 7. ดู ลูกา 19:2–10 8. ดู ลูกา 17:12–19; มาระโก 1:40–42 9. ดู ยอห์น 11:35 10. ดู มัทธิว 14:30–31 11. ดู มาระโก 16:7 12. ดู ยอห์น 20:24–28 13. ดู สดุดี 103:14 14. ดู มาระโก 11:15; ลูกา 11:46; ยอห์น 8:44 10
  11. 11. พระองค์ให้ทุกคนมีส่วนร่วม ถึงแม้ว่า จะทำ�ให้ตนเองเสียชื่อเสียง ครั้งหนึ่ง มีหญิง(ผู้บรรยายว่าเป็นคนบาปที่รู้จัก กันดี)มาหาพระเยซู ขณะที่พระองค์ ทานอาหาร และเริ่มร้องไห้ด้วยความ สำ�นึกผิด เธอล้างเท้าพระองค์ด้วย น้ำ�ตา แล้วเริ่มเช็ดด้วยเส้นผมของ เธอ ผู้นำ�ศาสนาและคนอื่นๆ ที่ทาน อาหารกับพระองค์ตกใจมากที่พระองค์ ยอมให้ผู้หญิงเช่นนั้นสัมผัสพระองค์ พระองค์เล่าเรื่องอุปมาอุไมยให้เขาฟัง ถึงลูกหนี้ที่ได้รับการยกหนี้ และถาม ว่า “ท่านคิดว่าใครจะรักเจ้าหนี้ผู้ยกหนี้ ให้มากกว่า ผู้ที่ได้รับการยกหนี้จำ�นวน น้อย หรือผู้ที่ได้รับการยกหนี้ก้อนใหญ่” เมื่อเขาตอบว่าคงได้แก่ผู้ที่ได้รับการ ยกหนี้มากที่สุด พระเยซูเพียงกล่าวว่า “ท่านตัดสินถูกต้อง” แล้วพระองค์หัน ไปหาหญิงผู้นั้น และบอกเธอต่อหน้า ทุกคนว่า “บาปของเจ้าได้รับการให้ อภัย” แค่นั้นแหละ5 พระองค์รักษาคนเจ็บป่วย แม้แต่ ในวันซะบาโต ซึ่งกฎทางศาสนาของ ชาวยิวห้ามไม่ให้ทำ�งาน และอธิบาย ว่าเหตุใดพระองค์จึงทำ�เช่นนั้น6 พระองค์ทานอาหารกับศักเคียส คน เก็บภาษีผู้เป็นที่เกลียดชัง7 พระองค์ พูดจาด้วยความกรุณากับคนโรคเรื้อน ที่ถูกดูหมิ่นดูแคลน และรักษาเขาให้ หายเป็นปกติ8 พระเยซูเห็นใจในความทุกข์ร้อน ของผู้อื่น เมื่อลาซารัสเสียชีวิต พระเยซูร้องไห้สงสารเขา9 เมื่อ เปโตรเริ่มจมคลื่นที่โหมกระหน่ำ� พระเยซูเอื้อมมือไปคว้าเขา10 หลังจาก ฟื้นคืนชีพ ถึงแม้ว่าเปโตรได้ปฏิเสธ อย่างหนักแน่นว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ กับพระองค์ พระเยซูก็เอ่ยชื่อเขา และบอกให้เขารู้ว่าพร้อมเสมอที่จะให้ อภัย11 ถึงแม้โธมัสสงสัยว่าพระองค์ ฟื้นคืนชีพจริง พระเยซูก็เต็มใจให้โธมัส พิสูจน์หลักฐานยืนยันเอง12 พระองค์ ทราบว่าสาวกของพระองค์ใจอ่อนและ คล้อยตามอารมณ์ความรู้สึกในบางครั้ง พระองค์ทราบว่าเราก็เช่นกัน ทว่า พระองค์ยังคงรักเรา13 พระเยซูยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง พระองค์ไล่คนแลกเงินออกไปจากวิหาร เมื่อพบเจอพวกเขาเมื่อใด พระองค์ เรียกเขาว่าคนหน้าซื่อใจคดและคน โกหก ถึงแม้ว่าพระองค์จะมีสติปัญญา อดทน และมักจะอ่อนโยน แต่พระองค์ บ่งบอกชัดเจนว่าพระองค์ทราบว่า อะไรคือความจริง ไม่ว่าผลที่ตามมาจะ เป็นเช่นไร14 ดังนั้นถ้าเราปรารถนาที่จะเป็น เหมือนพระคริสต์จริงๆ พระเยซูเอง มอบบรรทัดฐานไว้ให้เราในมัทธิว 22:37-40 เมื่อพระองค์กล่าวว่า “จงรักพระเจ้าสุดใจสุดจิตของเจ้า [และ]สิ้นสุดความคิดของเจ้า จงรัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” ถ้าเราแต่ละคนรักพระเจ้าสุดจิต สุดใจ เป็นธรรมดาว่าเราจะรับฟังสิ่งที่ พระองค์บอกกล่าว เราจะไม่มีพระเจ้า อื่น ไม่กล่าวนามพระองค์อย่างไร้สาระ หรือลืมปลีกเวลาให้กับพระองค์ ถ้าเรา รักเพื่อนมนุษย์ มากเท่าที่เรารักตัวเอง เราจะไม่โกหก ลักขโมย เข่นฆ่า โลภ และอื่นๆ อันที่จริงแล้ว เราจะทำ�อะไร เพื่อผู้อื่นเป็นพิเศษ เราจะรักอย่าง ไม่มีเงื่อนไข เพราะเราได้รับความรัก เช่นนั้น เราจะยืนหยัดเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง เพราะพระเจ้าและพระคำ�ของพระองค์ จะเป็นแบบอย่าง เราจะช่วยผู้อื่น เพราะรู้ว่าเราทุกคนเท่าเทียมกัน ใน สายตาพระองค์ ถึงแม้ว่านั่นต้องอาศัย การข้ามกรอบสังคมซึ่งเป็นที่ยอมรับ อาจมีบางครั้งที่เราหลงทาง ไม่ คำ�นึงถึงพระองค์ผู้เป็นเจ้านาย หรือ แม้แต่ปฏิเสธว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับ พระองค์ ทว่าเช่นเดียวกับลูกผู้หลงผิด ถ้าเรากลับใจ และมุ่งหน้าไปสู่การให้ อภัย พระบิดาจะอ้าแขนวิ่งมาหาเรา การที่พระองค์ทุกข์ทรมาน ยอม พลีชีพ และฟื้นคืนชีพอย่างน่าปีติยินดี ตอนเช้าของวันอีสเตอร์ เราจึงมีชีวิต อยู่ทุกวัน ด้วยศรัทธาแรงกล้าของ คริสเตียน คริส มิซรานี นักออกแบบเว็บไซท์ ช่างภาพ และมิชชันนารี Helping Hand ที่เคปทาวน์ อัฟริกาใต้■ 11
  12. 12. ฉันมักจะชอบอีสเตอร์เป็นพิเศษ ในขณะที่คริสต์มาสเป็นการฉลอง ความยินดีและความตื่นเต้น โดยที่ คนทั้งโลกมีส่วนร่วม แม้แต่ผู้ที่ไม่ใช่ คริสเตียน ฉันรู้สึกว่าอีสเตอร์เป็นการ ฉลองสิ่งที่พระเยซูได้ทำ�เพื่อเรา แต่ละคน เป็นรายบุคคล อีสเตอร์ คือสัมพันธภาพระหว่างพระเยซูกับ ฉัน ตอนเป็นเด็ก ฉันไม่เคยเข้าใจ สัมพันธภาพดังกล่าว แน่นอนว่า พระเยซูเป็นเพื่อนของฉัน แต่ไม่ได้ เป็นอะไรมากกว่านั้น ฉันคิดว่า พระเยซูก็เหมือนกับ “ทางหนีไฟ” คือผู้ที่ฉันหันไปพึ่งพา ในยามจำ�เป็น เท่านั้น นี่เป็นสัมพันธภาพฝ่ายเดียว ฉัน ไม่ตระหนักเลยว่าพลาดอะไรไปบ้าง จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง ตอนที่อายุ 14 ปี ฉันนอนอยู่บนเตียง และเปิดเพลง จากเอ็มพี3 ซึ่งฉันลืมไปแล้วว่าอยู่ใน รายการเพลง เป็นเพลงที่ร้องจาก มุมมองของพระเยซู มีใจความว่า ถึงยังไงเราก็ยอมพลีชีพให้เจ้า แม้ว่ามีเพียงเจ้าผู้เดียว ถึงยังไง เราก็ร่ำ�ไห้เพื่อเจ้า แม้ว่ามีเพียง เจ้าเท่านั้น และเราจะฟื้นคืนชีพ แม้ว่ามีเจ้าเพียงผู้เดียว เนื้อร้องบอกว่า พระองค์ต้อง ประสบทุกสิ่งเพื่อฉัน พระองค์ยอมทำ� ทุกอย่าง พระองค์ได้ทำ�ทุกอย่าง เพื่อ ฉันเท่านั้น ฉันจำ�ได้ว่านอนอยู่บนเตียง นึกถึงแง่คิดที่ยิ่งใหญ่ คือ พระบุตรของ พระเจ้าลงมายังโลกนี้ ประสบความ ทุกข์ทรมาน และการประจานที่สุดจะ พรรณนา พระองค์ต้องสละเลือดเนื้อ และลมหายใจเฮือกสุดท้าย เพื่อฉัน ถึงแม้ว่าตามปกติแล้วฉันไม่ใช่คน ที่อารมณ์อ่อนไหวมากนัก แต่ฉันซบ หน้ากับหมอนร้องไห้ เพราะตื้นตันใจ ในความรักเช่นนั้น หัวใจพระองค์เปี่ยม ล้นด้วยความรักสำ�หรับฉัน พระองค์ ยอมถูกทิ่มแทง เพื่อความผิดพลาดของ ฉัน บุรุษผู้นี้ทราบว่าจะถูกปฏิเสธ ถูก ดูหมิ่นเหยียดหยาม และถูกหมางเมิน พระองค์มองเห็นดวงวิญญาณ ฉัน และเห็นว่าควรค่าต่อการเสียสละ เช่นนั้น ไม่ใช่ว่ากอบกู้คนหนึ่ง ส่วนที่ เหลือฟรี พระองค์ได้รับความอับอาย และผ่านประสบการณ์ที่เจ็บปวด แต่ละ ครั้ง เป็นการเสียสละส่วนตัว สำ�หรับ พวกเราทุกคนที่เคยมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ นี่เองฉันจึงถือว่าอีสเตอร์พิเศษ โดยเฉพาะ เนื่องจากเป็นการแสดง เรื่องราวของพระเจ้าผู้มีความรัก มากมาย พระเจ้าผู้สถิตอยู่ด้วยเสมอ พระองค์ยอมไปถึงไหนถึงกัน เพื่อสาน สัมพันธภาพกับฉัน ฉันรู้ว่าไม่มีวัน คู่ควรกับความรักของพระองค์ ทว่า ฉันจะพยายามมอบให้พระองค์ทุกสิ่ง ทุกอย่าง เอมี จอย มิซรานี ถือกำ�เกิดและอาศัยอยู่ ในอัฟริกาใต้ เป็นมิชชันนารีเต็มเวลากับ Helping Hand เธอใช้เวลาว่างศึกษา จุลชีววิทยา และเล่นไวโอลิน ■ ของขวัญที่ พระเจ้ามอบให้ฉัน โดย เอมี จอย มิซรานี 12
  13. 13. อีสเตอร์ซันเดย์ที่แล้ว ฉันทำ�ขนม เค้กมะนาวสำ�หรับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมาชุมนุมกันที่บ้านของฉัน เพื่อ อ่านเรื่องอีสเตอร์ เราดูตามจาก พระคัมภีร์ หยุดเพื่อถกประเด็นที่ น่าสนใจ ตามที่เห็นควร เมื่ออ่าน จบ เราจับมือกันอธิษฐานขอรับการ รักษา และการให้อภัยสำ�หรับตัวเรา เอง ครอบครัว และเพื่อนมิตร ผู้ซึ่ง มาร่วมงานกับเราในวันนั้นไม่ได้ หลังจากที่ทุกคนไปกันแล้ว ฉัน เข้าใช้งานอินเทอร์เน็ต และเห็น ข้อความนี้ ซึ่งไม่เคยอ่านมาก่อน สำ�หรับคริสเตียน สวรรค์คือที่ซึ่ง พระเยซูสถิต เราไม่ต้องคาดเดา ว่าสวรรค์จะเป็นเช่นไร การที่รู้ว่า เราจะได้อยู่กับพระองค์ตลอดไป ก็เพียงพอแล้ว เมื่อเรารักใครสุดหัวใจ ชีวิตจะเริ่มต้นเมื่อเราอยู่กับบุคคลผู้นั้น เมื่อได้อยู่กับเขา เราถึงจะมีชีวิตชีวา อย่างแท้จริง พระคริสต์เป็นเช่นนั้น ในโลกนี้ การติดต่อที่เรามีกับพระองค์ ดูลางเลือน เพราะเรามองเห็นแค่ ผ่านกระจกมัวๆ ... นิยามดีที่สุดก็คือ การกล่าวว่าสวรรค์คือสถานภาพที่เรา อยู่กับพระเยซูเสมอไป ไม่มีสิ่งใดพราก เราจากพระองค์ได้อีก1 ฉันซาบซึ้งใจมากกับข้อนี้ แล้วจู่ๆ ก็มี ความคิดผุดขึ้นมาว่า ส่งไปให้เพื่อนๆ ฉัน ไม่รู้ว่าคนอื่นจะประทับใจเหมือนฉันไหม แต่ฉันคัดลอกส่งไปในกลุ่มอีเมล์ พร้อม กับส่งความปรารถนาดีสั้นๆ ไปยังทุกคน ขอให้อีสเตอร์เป็นช่วงเวลาที่มีความสุข และบอกเขาว่าฉันอธิษฐานเผื่อเขา ฉันยังไม่ทันปิดโน้ตบุ๊ค ก่อนที่จะ ได้รับคำ�ตอบ มีเพื่อนคนหนึ่งที่ฉัน ไม่ได้ติดต่อมาหลายเดือน ขอบคุณที่ ฉันแบ่งปันข้อความนี้ เขาบอกว่าได้รับ วันอีสเตอร์ที่ น่าปลาบปลื้ม ยินดี โดย ลิลี เนฟ ท่ามกลางวันที่ยุ่งยากใจมาก คำ�ตอบเขาเวียนวนอยู่ในหัวคิด ฉัน ขณะที่พาน้องหมาไปเดินเล่น ยามค่ำ� ฉันจำ�ได้ว่าเกือบจะไม่ทำ�ตาม แรงกระตุ้นให้ส่งไป แค่ข้อความสั้นๆ คนอื่นคงไม่รู้สึกซาบซึ้งใจเหมือนฉัน ฉันจำ�ได้ว่าบ่อยมากที่ฉันคิดว่า สิ่งที่ ฉันทำ�ไม่สำ�คัญ ไม่ค่อยใหญ่โต หรือ คงจะมีความหมายมากกว่า ถ้าหากว่า น่าตื่นเต้นมากกว่า เราเลี้ยวที่หัวมุม เข้าสู่ถนน หมู่บ้านเงียบๆ ดวงจันทร์เต็มดวง ส่องแสงเจิดจ้า โผล่ขึ้นมาที่ปลายถนน ราวกับว่าเป็นจุดหมายปลายทางของ เรา ทันใดนั้นฉันเติมเต็มด้วยความ ปลาบปลื้มยินดี อีสเตอร์คือช่วงเวลา ฉลองการฟื้นคืนชีพและชีวิตใหม่ คืนนั้นฉันรู้สึกราวกับว่ามีชีวิตใหม่ ลิลี เนฟ สมาชิกเดอะแฟมิลี่ ในเอเชียใต้ ■ 1. วิลเลียม บาร์เคลย์ (ค.ศ. 1907-1978) 13
  14. 14. มีเทียนไขเล่มใหญ่จุดไว้บนแท่นบูชา แทนพระเยซูผู้เป็นแสงสว่างของโลก โดยใช้เทียนเล่มใหญ่นั้นจุดเทียนไข ของผู้มาร่วมนมัสการ ธรรมเนียมนี้ เป็นสัญลักษณ์การให้ความสว่างของ พระเยซูส่องแสงไปทั่วโลก ที่ประเทศกรีซ และทั่วยุโรปตะวันออก บางครั้งเด็กๆ นิกายออร์โธดอกซ์ เอา เปลือกไข่มาติดเทปเข้าด้วยกัน และตกแต่ง เด็กคนหนึ่งกล่าวว่า “พระคริสต์ฟื้นคืนชีพ” ส่วนอีกคนตอบว่า “ฟื้นคืนชีพแน่แท้” ผู้คนมากมายทั่วโลกจัดการแสดง เรื่องวันอีสเตอร์เกี่ยวกับความรักอัน แรงกล้า การแสดงลือชื่อที่สุดแสดง โดยชาวบ้านที่โอเบอร์อัมเมอร์เกา ทาง ตอนใต้ของเยอรมัน มีการแสดงครั้ง แรกในปี ค.ศ. 1634 ซึ่งเป็นผลลัพธ์ จากคำ�ปฏิญาณซึ่งชาวบ้านที่นั่นให้ไว้ ระหว่างการระบาดของกาฬโรค เขา จัดการแสดงทุก 10 ปี ตั้งแต่ ค.ศ. 1680 โดยที่เว้นไปเพียงสามครั้ง ในประเทศแถบยุโรปตะวันออก ลูกแกะคือสัญลักษณ์สำ�คัญของอีสเตอร์ ธรรมเนียมอีสเตอร์ หลายคนเสิร์ฟลูกแกะสำ�หรับงานเลี้ยง วันอีสเตอร์ หรือทำ�เค้กรูปลูกแกะ ใน พระคัมภีร์กล่าวถึงพระเยซูหลายครั้งว่า เป็นลูกแกะของพระเจ้า เช่น เมื่อเห็น พระเยซู ยอห์นผู้ให้บัพติศมากล่าวว่า “จงดูลูกแกะของพระเจ้า ผู้รับความ ผิดบาปของโลก!”1 ในวันที่พระเยซู ถูกตรึงกางเขน มีการสังเวยลูกแกะ ระหว่างเทศกาลปัสกาที่วิหารชาวยิว ลูกแกะที่นำ�มาสังเวยในเทศกาลปัสกา ต้องไม่มีตำ�หนิ2 พระเยซูปราศจากบาป พระองค์พลีชีพเพื่อให้อภัยต่อบาป และ มอบความรอดให้ทุกคนที่รับพระองค์ไว้ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด อีสเตอร์คือช่วงเวลาฉลองการ เริ่มต้นใหม่ ขอให้พระเยซูสัมผัสชีวิต คุณ ถ้าหากพระองค์ยังไม่ได้ทำ�เช่นนั้น และพระองค์จะมอบสวรรค์ให้คุณใน ภายภาคหน้า รวมทั้งการเริ่มต้นใหม่ที่ แสนวิเศษ ที่นี่และเดี๋ยวนี้ เคอร์ทิส ปีเตอร์ แวน กอร์เดอร์ นักเขียน บท และศิลปินละครใบ้3 ที่เยอรมัน■ โดย เคอร์ทิส ปีเตอร์ แวน กอร์เดอร์ อีสเตอร์เป็นการฉลองของคริสเตียนที่ สำ�คัญที่สุดอย่างหนึ่งในรอบปี เป็นการ ฉลองการฟื้นคืนชีพของพระเยซู สาม วันหลังจากที่ถูกตรึงกางเขน ธรรมเนียม บางส่วนของอีสเตอร์ในหลายประเทศ อาจมีกำ�เนิดมาจากความเลื่อมใส ศรัทธาหรือธรรมเนียมอื่น ถึงกระนั้นก็ เต็มไปด้วยความหมายที่เราเข้าใจได้ ที่ญี่ปุ่น ดอกลิลี่ป่างอกงามในท้องทุ่ง รกร้าง ทุกฤดูใบไม้ผลิ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ดอกลิลี่คือสัญลักษณ์โปรดของอีสเตอร์ ที่นั่น รวมทั้งหลายแห่งในโลก ดอกสีขาว บริสุทธิ์เตือนใจเราว่าพระเยซูรับเราไว้ ทั้งๆ ที่เราสกปรกเพราะบาป แล้วชำ�ระ ล้างเราให้สะอาด ดังที่ดอกลิลี่งอกงามหลัง ฤดูหนาวที่ยาวนาน พระเยซูก็มอบชีวิต ใหม่ให้เรา ผ่านการฟื้นคืนชีพของพระองค์ ที่รัสเซีย คริสเตียนออร์โธดอกซ์ จัด ประชุมอธิษฐานหนึ่งวันก่อนอีสเตอร์ 1. ยอห์น 1:29 2. ดู อพยพ 12:5 3. http://elixirmime.com 14
  15. 15. ตอนที่ลูกคนสุดท้องอยู่ในวัยเดิน เตาะแตะ แต่ละคืนฉันเอาลูกเข้านอน บนเตียงฉันก่อน บางครั้งก็ง่ายดาย และลูกน้อยผู้เหนื่อยอ่อนผลอยหลับ อย่างรวดเร็ว บางครั้งก็เป็นการ ประจันหน้ากันเต็มๆ ระหว่างความ หัวรั้นของลูกกับฉัน ทว่าผลที่สุดเธอ ก็ลงเอยด้วยการผลอยหลับอย่างสงบ (คุณแม่ชนะ!) การนอนหลับแสนสบายเช่นนี้นาน พอให้ฉันเข้านอนและผลอยหลับไปด้วย แล้วก็ไม่เคยพลาด ลูกน้อยตื่น และ ตัดสินใจว่าถึงเวลาแล้วที่จะมานอน บนเตียงพ่อแม่ เธอลุกจากเตียง ขนข้าวของที่เธอ ถือว่าสำ�คัญขึ้นมาเตียงเรา เธอปลุก เราคนใดคนหนึ่ง โดยแตะเบาๆ และ ส่งเสียงอู้อี้ว่า “หนูนอนด้วย” เรา ตอบรับเสมอ แล้วช่วยเธอ “จัดที่นอน” รักเติมเต็ม โดย มารี อัลเวโร เธอส่งข้าวของให้เรา เช่น ถ้วยน้ำ� หมอนใบจิ๋ว ผ้าห่ม ตุ๊กตา ตุ๊กตา สัตว์ ฯลฯ พอจัดที่จัดเสร็จ ราวกับ เป็นเจ้าของที่นอน เธอก็ผลอยหลับ เธอมักจะเอาหน้าแนบเราคนใดคนหนึ่ง นี่คือเรื่องราวของเรา ทุกคืน ตลอด หลายปี ธรรมเนียมเล็กๆ ที่น่ารักเช่นนี้ เป็นภาพประกอบประจำ�วัน ถึงความ รักที่พระเจ้ามีต่อฉัน ฉันเห็นว่าตัวเอง เป็นเหมือนเด็กที่ทำ�อะไรไม่เป็นไม่รู้ เรื่องรู้ราว ฉันพยายามเอาทุกอย่าง ที่คิดว่าสำ�คัญมากมาสู่อ้อมแขน ของพระเจ้า และพระเจ้าก็มีแต่ ความอ่อนโยน ต้องการปลอบและ โอบกอดฉันไว้ พระองค์ไม่เคยรำ�คาญ เช่นเดียวกับที่เราไม่เคยรำ�คาญ ทว่า มีแต่ความรักต่อลูกที่มากวนเราทุกคืน ฉันยังคงถนอมความทรงจำ�หวาน ชื่นในค่ำ�คืนที่ได้โอบกอดลูกสาว และ พระเจ้ากระซิบบอกรักฉัน พระองค์ แสดงให้ฉันเห็นว่า เหมือนลูกน้อย ไม่รู้สึกเกรงใจที่จะเข้ามาหาเรา และ บ่งบอกความจำ�เป็น โดยไม่กลัว เลยว่าจะถูกปฏิเสธ ฉันสามารถทำ� เช่นเดียวกันกับพระองค์ มารี อัลเวโร อดีตมิชชันนารีที่อัฟริกาและ เม็กซิโก ปัจจุบันอาศัยอยู่กับสามีและบุตร อย่างมีความสุข โดยง่วนกับการทำ�งานที่ เท็กซัสตอนกลาง ในสหรัฐฯ■ 1. ดู ลูกา 8 ข้าแต่พระเจ้า! ความคิดที่พระองค์ มีต่อข้านั้นเลิศล้ำ� รวมกันแล้วก็ ยิ่งใหญ่นัก! หากจะนับก็มากยิ่งกว่า เม็ดทราย! เมื่อข้าตื่นขึ้น ข้ายังอยู่กับ พระองค์! — สดุดี 139:17-18 2 คุณสัมผัสความรักของพระเจ้าได้ โดยขอให้พระบุตร คือพระเยซู เข้ามาสู่ชีวิตคุณ พระเยซูที่รัก ขอบคุณที่พระองค์ พลีชีพเพื่อฉัน และให้อภัยต่อความ ผิดพลาดของฉัน โปรดเข้ามาสู่ชีวิต ฉัน ช่วยฉันให้ทำ�ความรู้จักพระองค์ และแบ่งปันพระองค์กับผู้อื่น อาเมน 15
  16. 16. ของจริง จากพระเยซูด้วยความรัก เราไม่ใช่ของปลอม จินตนาการ หรือนิทาน เรามีจริง เราคือผู้ที่เจ้าต้องการ เราให้การ ปลอบโยนแทนความกลัดกลุ้ม ให้ศรัทธาแทน ความกลัว ให้การพักผ่อนแทนการดิ้นรน ให้สันติสุขแทนความวิตกกังวล ให้ความสุข แทนความเศร้า และให้คำ�ตอบต่อปัญหาของเจ้า เราคือพละกำ�ลัง และคอยช่วยเหลือ ในยามที่ จำ�เป็น เราคือมิตรสหายและเพื่อนคู่ใจ นั่นไม่ได้ หมายความว่าเจ้าจะไม่มีปัญหาหรือความท้าทาย ในชีวิตอีกต่อไป ทว่าเราช่วยเจ้าแก้ไขปัญหาใน ชีวิตได้ ชีวิตเจ้าไม่ได้ประกอบด้วยโลกทางวัตถุเท่านั้น มีความจำ�เป็นทางจิตวิญญาณด้วย เรามีพลัง ที่จะเติมเต็มความจำ�เป็นดังกล่าว และ ตอบสนองความหิวกระหายทางจิตวิญญาณ ในพระวิญญาณของเรา เจ้าจะได้พบรักแท้ และความพึงพอใจที่แท้จริง เราเติมเต็ม ชีวิตเจ้าได้ ด้วยรักแท้ สันติสุขในความ คิดจิตใจ มิตรภาพที่ไม่เสื่อมคลาย คำ�ตอบ และพละกำ�ลังสำ�หรับการงาน ขอให้เปิดใจรับพรและความจริงจากเรา เอื้อมมือออกมารับความรักของเรา จนเติมเต็ม

×