Successfully reported this slideshow.
Your SlideShare is downloading. ×

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Ad
Loading in …3
×

Check these out next

1 of 21 Ad

More Related Content

Slideshows for you (20)

Viewers also liked (20)

Advertisement

Similar to การบริหารจิตและเจริญปัญญา (20)

More from พัน พัน (20)

Advertisement

การบริหารจิตและเจริญปัญญา

  1. 1. 1. ความหมายของการบริหารจิต 2. วิธีการบริหารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 3. วิธีการบริหารจิตแบบอานาปานสติ 4. การเจริญปัญญา 5. การพัฒนาปัญญาด้ วยวิธีคดแบบโยนิโสมนสิ การ ิ 6. ประโยชน์ ของการบริหารจิตและเจริญปัญญา 7. เว็บไซต์ เกียวกับการบริหารจิตและเจริญปัญญา ่
  2. 2. การบริหารจิต คือ การฝึ กฝนอบรมจิตใจให้ดี งาม นุ่มนวล อ่อนโยน มีความหนักแน่นมันคง ่ แข็งแกร่ งและมีความผ่อนคลายสงบสุ ข การ บริ หารจิตในทางพุทธศาสนามี 2 อย่าง 1.สมถกรรมฐานหรือสมาธิภาวนา คือการฝึ ก จิตให้เกิดความสงบ เรี ยกว่า สมาธิ 2.วิปัสสนากรรมฐาน คือการฝึ กอบรมจิตให้เกิด ปัญญา เป็ นความรู ้แจ้งเห็นจริ งตามสภาพที่เป็ นจริ ง
  3. 3. การบริ ห ารจิ ต ตามหลัก พระพุ ท ธศาสนามี วิ ธี ปฏิบติมากถึง 40 วิธี แต่ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 2 ั ให้ฝึกปฏิบติการบริ หารจิตตามหลักสติปัฏฐาน 4 ั สติปัฏฐาน แปลว่า ที่ต้ งของสติ หมายถึง การตั้ง ั สติกาหนดพิจารณาสิ่ งทั้งหลายให้รู้เห็นตามความเป็ น จริ ง มี 4 อย่าง คือ
  4. 4. 1.กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติกาหนดรู ้อย่างเท่าทันใน เรื่ องของกายและอิริยาบถของร่ างกาย ได้แก่ ยืน เดิน นัง นอน และอื่น ๆ ่ 2.เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง กาหนดพิจารณาเวทนาให้รู้เห็น จริ งว่า เป็ นแต่เพียงเวทนา คือ ทุกข์ หรื อเฉย ๆ ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ๆ การตั้งสติ
  5. 5. 3.จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กาหนดพิจารณาจิต ว่าจิตในขณะนั้น ๆ เป็ นอย่างไร ่ ก็รู้ตามที่มนเป็ นอยูในขณะนั้น ๆ ั 4.ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน หมายถึง การตั้งสติ กาหนดรู ้ทนสิ่ ง ปรากฏการณ์ หรื ออารมณ์ ที่เกิดกับ ั จิ ตว่าเป็ นกุศล อกุศล หรื อที่ เป็ นกลาง ๆ ว่าอาศัย เหตุปัจจัยเกิ ดขึ้น เมื่อเหตุปัจจัยดับไป สิ่ งต่าง ๆ ก็ ดับไปด้วย ไม่มีสิ่งใดมีตวตนที่แท้จริ ง ั
  6. 6. กล่าวเฉพาะการตั้งสติกาหนดพิจารณากายในอิริยาบถนัง โดยการ ่ กาหนดลมหายใจเข้า-ออก ที่เรี ยกว่า อานาปานสติ มีข้นตอนการปฏิบติดงนี้ ั ั ั ขั้นเตรียมการ 1.เลือกสถานที่ที่เหมาะสม เช่น สถานที่ปลอดโปร่ งไม่มีเสี ยงรบกวน 2.เลือกเวลาที่เหมาะสม เช่น ตอนเช้า ก่อนนอน เวลาที่ใช้ไม่ควรนานเกินไป 3.สมาทานศีล เป็ นการแสดงเจตนาเพื่อทาใจให้บริ สุทธิ์ 4.นมัสการและสวดมนต์สรรเสริ ญคุณพระรัตนตรัย 5.ตัดความกังวลต่างๆ ออกไป
  7. 7. ขั้นตอนปฏิบัติ 1.นังท่าสมาธิ คือ เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวา ่ วางทับมือซ้าย ตั้งตัวตรง ดารงสติมน ั่ 2.หลับตาหรื อลืมตาก็ได้ อย่างไหนได้ผลดี ก็ปฏิบติอย่างนั้น ั 3.กาหนดรู ้ลมหายใจเข้า-ออก ลมหายใจ กระทบตรงไหนก็รู้ชดเจนให้กาหนดตรงจุดนั้น ั
  8. 8. ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ) 4. เมื่อหายใจเข้า ก็ให้จิตกาหนดว่า เข้า เมื่อหายใจออก ก็กาหนดว่า ออก การกาหนดลมหายใจ อาจภาวนาในใจว่า พุท (เวลาหายใจเข้า) และ โธ (เวลาหายใจออก) หรื อใช้วิธีนบเลข โดยหายใจเข้าและออกแล้วนับ หนึ่ง นับ ั ไปเรื่ อย ๆ จนถึง สิบ แล้วเริ่ มนับหนึ่งใหม่ หรื ออาจจะกาหนดลมหายใจจาก อาการยุบ – พองของหน้าท้อง โดยเมื่อหายใจเข้า ก็กาหนดว่า พองหนอ เมื่อ หายใจออกก็กาหนดว่า ยบหนอ ุ
  9. 9. ขั้นตอนปฏิบัติ (ต่ อ) 5.ปฏิบติไปเรื่ อยๆ จนได้เวลาพอควรแก่ ั ร่ างกาย จึงออกจากการปฏิบติ ั 6.แผ่เมตตาให้ตนเองและสรรพสัตว์ท้ งหลาย ั นักเรี ยนควรเลือกวิธีปฏิบติการบริ หารจิตให้ ั เหมาะสมกับตน ในระยะแรก ๆ จิตอาจจะฟุ้ งซ่าน ต้องใช้ความเพียรพยายาม หมันฝึ ก ปฏิบติบ่อย ๆ ั ่ จิตจึงจะค่อยสงบตามลาดับ
  10. 10. ความหมายของปัญญา ปัญญา แปลว่า ความรอบรู ้ในสิ่ งที่ควรรู ้ โดยในทางพระพุทธศาสนาจะเน้นไปที่การ รอบรู ้ถึงอุบายวิธีที่จะละเว้นความชัวหันมา ่ ประพฤติความดี จนมีความบริ สุทธิ์ท้ งกาย ั วาจา ใจ
  11. 11. เหตุเกิดปัญญา ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ตองมีการกระทาให้ ้ เกิดขึ้น ซึ่งเหตุที่จะให้เกิดปัญญานั้นมี 3 ประการ ด้วยกันคือ 1. สุ ตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟัง 2. จินตามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ คิดค้น 3. ภาวนามยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการ ฝึ กฝน และลงมือปฏิบติดวยตนเอง ั ้
  12. 12. โยนิโสมนสิ การ คือ การกระทาไว้ในใจโดย อุบายอันแยบคาย ได้แก่ การใช้ความคิดอย่างถูก วิ ธี การมองเห็ น สิ่ งต่ า ง ๆ แล้ ว น ามาพิ นิ จ พิจารณาค้นคว้าสื บหาเหตุผลในสิ่ งนั้นให้ตลอด สาย หรื อบางทีก็นาไปแยกแยะทาการวิเคราะห์ ด้วยความคิดย่างมีระเบียบ จนสามารถเข้าใจและ เห็นแจ้งประจักษ์ในสิ่ งนั้น ๆ ตามความเป็ นจริ ง ซึ่ งโยนิ โสมนสิ ก ารนั้น มี 10 วิธี ดัง นี้
  13. 13. 1.คิดแบบแยกแยะส่ วนประกอบ หรื อการ กระจายเนื้อหา เป็ นการคิดที่มุ่งให้มองและให้รู้จก ั สิ่ งทั้งหลายตามสภาวะของมันเอง ในทางธรรม ใช้ พิจารณาเพื่อให้เห็นความไม่มีแก่นสารหรื อความ ไม่เป็ นตัวเป็ นตนที่แท้จริ งของสิ่ งหลาย
  14. 14. 2.คิดแบบคุณโทษและทางออก เป็ นการมอง สิ่ งทั้งหลายตามความเป็ นจริ งอีกแบบหนึ่ ง ซึ่ ง ่ เน้นการยอมรับความจริ งตามที่สิ่งนั้นเป็ นอยูทุก แง่ทุกด้าน ทั้งด้านดีและด้านเสี ย 3.คิดแบบสื บสาวเหตุปัจจัย คือ การพิจารณา ปั ญหา หาหนทางแก้ไ ข ด้ว ยการค้น หาสาเหตุ และปัจจัยต่างๆ ที่สมพันธ์ส่งผลสื บทอดกันมา ั
  15. 15. 4.คิดแบบอรรถสั มพันธ์ (คิดหลักการกับความ มุ่ ง หมาย) คื อ พิ จ ารณาให้เ ข้า ใจความสั ม พัน ธ์ ระหว่างหลักการกับความมุ่งหมาย ก่ อนที่จะทา การตามหลักการอย่างใดอย่างหนึ่ ง เพื่อให้ได้ผล ตรงตามความมุ่งหมาย 5.คิดแบบแก้ปัญหา(วิธีคิดแบบอริ ยสัจ) เรี ยก ่ ตามโวหารทางธรรมได้วา วิธีคิดแห่งความดับ ทุกข์
  16. 16. 6. คิดแบบรู้เท่ าทันธรรมดา (คิดแบบสามัญ ลักษณ์) คือมองอย่างรู ้เท่าทันความเป็ นไปของ สิ่ งทั้งหลายว่า ย่อมเกิดขึ้นและดับไปตามเหตุ และปัจจัย ไม่มีสิ่งใดจีรังยังยืน ่ 7. คิดแบบคุณค่ าแท้ -คุณค่าเทียม การคิด พิจารณาเกี่ยวกับการใช้สอยบริ โภค ว่าสิ่ งใด จาเป็ นหรื อไม่จาเป็ นในการดาเนินชีวิต
  17. 17. 8. คิดแบบปลุกเร้ าคุณธรรม หรื อ คิดแบบ สร้างสรรค์ มีความสาคัญที่ทาให้เกิดความคิดและ การกระทาที่ดีงามเป็ นประโยชน์ในขณะนั้นๆ 9. คิดแบบเป็ นอยู่ในขณะปั จจุบัน หรื อคิด แบบมีปัจจุบนธรรมเป็ นอารมณ์ คือ การคิ ดที่สติ ั ่ ั ระลึกรู ้อยูกบสิ่ งที่กาลังเกิดขึ้น กาลังเป็ นไปอยู่
  18. 18. 10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็ นการมองสิ่ ง ต่าง ๆ โดยเเยกเเยะออกให้เห็ นเเต่ละเเง่เเต่ละ ด้านให้ครบทุกด้าน ไม่ใช่ จบเอาบางเเง่ ข้ ึนมา ั วินิจฉัยตีคลุมลงไปอย่างนั้นทั้งหมด
  19. 19. 1. ประโยชน์ ที่เป็ นจุดหมายหรืออุดมคติทางศาสนา ประโยชน์ที่เป็ นความมุ่งหมาย แท้จริ งของสมาธิ ตามหลักพระพุทธศาสนา คือเป็ นส่ วนสาคัญอย่างหนึ่ งแห่ งการปฏิบติ ั เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสู งสุ ด อันได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ท้ งปวง ั 2. ประโยชน์ ในด้ านการสร้ างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย ที่เป็ นผลสาเร็ จ อย่างสู งในทางจิ ตหรื อ เรี ยกสั้น ๆ ว่า ประโยชน์ในด้านอภิ ญญา ได้แ ก่ การใช้ส มาธิ ระดับฌานสมาบัติเป็ นฐาน ทาให้เกิดฤทธิ์ และอภิญญาขั้นโลกียอย่างอื่น คือ หูทิพย์ ตา ์ ทิพย์ ทายใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้
  20. 20. 3. ประโยชน์ ในด้ านสุ ขภาพจิตและการพัฒนาบุคลิกภาพ เช่น ทาให้เป็ นผูมีจิตใจ ้ และมีบุคลิกลักษณะที่เข้มแข็ง หนักแน่น มันคง สงบ เยือกเย็น สุ ภาพนุ่มนวล สดชื่น ่ ผ่องใส กระฉับกระเฉง กระปรี้ กระเปร่ า เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุ ณา มองดูรู้จก ั ตนเองและผูอื่นตามความเป็ นจริ ง ้ 4. ประโยชน์ ในชีวตประจาวัน เช่น ใช้ช่วยทาให้จิตใจผ่อนคลาย หายเครี ยด เกิด ิ ความสงบ เป็ นเครื่ องเสริ มประสิ ทธิ ภาพในการทางาน การเล่าเรี ยน และการทากิจทุก ่ ั อย่าง เพราะจิตที่เป็ นสมาธิ แน่วแน่อยูกบสิ่ งที่กาลังกระทา ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่ เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรี ยน ให้คิด ให้ทางานได้ผลดี และช่วยเสริ มสุ ขภาพกายและใช้ รักษาโรคได้

×