Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

Dark age M.5.12'60 No. 4 7 9 40

40 views

Published on

จัดทำโดย
1.นายปฏิภาณ โรจนรัตน์ ม.5.12 เลขที่ 4
2.นายเขมชาติ ยาวิชัย ม.5.12 เลขที่ 7
3.นางสาวบุณยาพร ประใจ ม.5.12 เลขที่ 9
4.นายกนก คำปุ๊ ม.5.12 เลขที่ 40
เสนอ

คุณครูเตือนใจ ไชยศิลป์

ไฟล์งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาประวัติศาสตร์ ส32102
ปีการศึกษา 25560
โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม

Published in: Education
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

Dark age M.5.12'60 No. 4 7 9 40

  1. 1. 1. นายปฏิภาณ โรจนรัตน์ ม.5.12 เลขที่ 4 2. นายเขมชาติ ยาวิชัย ม.5.12 เลขที่ 7 3.นางสาวบุณยาพร ประใจ ม.5.12 เลขที่ 9 4.นายกนก คาปุ๊ ม.5.12 เลขที่ 40 เสนอ คุณครูเตือนใจ ไชยศิลป์ โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม
  2. 2. • ในยุคเริ่มต้นของคริสต์ศาสนา เรียกกันว่า ยุคมืดแห่งการสาธารณสุข อิทธิพลทางแนวความคิดสมัยจักรวรรดิโรมันได้รับการต่อต้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เรื่องการอนามัยส่วนบุคคลและการสุขาภิบาล แม้แต่การมองเพื่อสารวจตนเองก็ถือว่า เป็นบาป ชาวบ้านในยุคนี้ จึงไม่สนใจต่อการชาระล้างร่างกาย เครื่องนุ่งห่มก็ไม่สะอาด กล่าวกันว่าสาเหตุนี้ เองที่ทาให้มีการใช้น้าหอมใน ตอนปลายของยุคนี้ • การทาอาหารก็เช่นเดียวกัน มักจะทาอย่างง่ายๆไม่พิถีพิถันและขาดคุณค่าทาง โภชนาการ นิยมอาหารประเภทหมักดองหรือของแห้ง เป็นผลให้เครื่องเทศเข้ามา มีอิทธิพลอย่างมากในการทาอาหาร จึงได้มีการสารวจทางบก และทางเรือเพื่อหาทาง ไปเสาะแสวงหาเครื่องเทศในดินแดนห่างไกล
  3. 3. ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๗ ศาสนาอิสลามเริ่มแผ่ไปยังทวีปแอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชีย และแถบคาบสมุทรบอลข่านและไอบีเรีย ก่อให้เกิด การเดินทางไปยังกรุงเมกกะอย่างมากมายเพื่อการจาริกแสวงบุญโดยเฉพาะ อย่างยิ่งจากประเทศอินเดียซึ่งในสมัยนั้นเป็นแหล่งระบาดของอหิวาตกโรค เป็นผลทาให้อหิวาตกโรคระบาดกระจายไปแทบทุกประเทศที่มีการเดินทาง เพื่อการแสวงบุญ
  4. 4. นอกจากการเผยแผ่ศาสนาอิสลามแล้ว การเดินทางของผู้เผยแผ่ศาสนา คริสต์จากประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรปไปยังทวีปอื่นๆ ได้ทาให้อหิวาตกโรคมี โอกาสเข้าไปฟักตัวในทวีปยุโรปและเคลื่อนที่ต่อไปยัง ทวีปอเมริกาในที่สุด เป็น ผลให้เกิดการระบาดของอหิวาตกโรคอย่างรุนแรงหลายครั้ง นอกจากนี้ ยัง ปรากฏว่าโรคเรื้อนได้ระบาดจากอียิปต์มาสู่เอเชียไมเนอร์และไป สู่ทวีปยุโรป โดยมีสาเหตุมาจากการเดินทางเผยแพร่ศาสนาและการอพยพย้ายถิ่นฐานของ ประชากรในยุคนั้นด้วย การที่โรคเรื้อนระบาดในทวีปยุโรป เป็นผลให้มีมาตรการป้ องกันการ ระบาดของโรค ส่วนใหญ่กระทาโดยการกาจัดและทาลายล้างผู้ติดโรค หลาย ประเทศได้ออกกฎข้อบังคับให้ผู้ป่วยโรคเรื้อนสวมเสื้อผ้าที่แตกต่างจากคน ทั่วไป แขวนระฆังไว้ที่คอเพื่อไปไหนมาไหนคนจะได้ยินเสียงและหนีทัน บาง แห่งถึงกับห้ามมิให้คนเป็นโรคเรื้อนเข้าไปปรากฏในชุมชน หากฝ่าฝืนจะถูก กาจัดโดยวิธีนี้ ผู้ป่วยโรคเรื้อนที่ถูกเนรเทศออกไปก็มักจะอด ตาย เพราะไม่มี อาหารและไม่ได้รับการรักษาพยาบาล
  5. 5. แต่อย่างใด วิธีกักบริเวณและเนรเทศผู้ป่วยดังกล่าวแล้วถึงแม้จะไม่ถูกต้องตาม หลัก มนุษยธรรม แต่ก็ทาให้โรคเรื้อนหมดไปจากยุโรปได้ในที่สุด หลังจากที่โรคเรื้อนทุเลาเบาบางลงเป็นลาดับกาฬโรคหรือที่ชาวโลกรู้จักกันใน นามว่า "ความตายสีดา" หรือ "black death" ก็ย่างเข้ามาในยุโรป โดยมีสาเหตุมาจาก การติดต่อค้าขายระหว่างยุโรปกับดินแดนทางตะวันออกและทวีป เอเชีย กาฬโรคเป็น โรคติดต่อร้ายแรง และทาลายชีวิตมนุษย์มากมายอย่างที่ไม่มีโรคใดทัดเทียม และจาก การที่กาฬโรคระบาดนี้ เอง ทาให้พลโลกมีความกระตือรือร้นในด้านการป้ องกันโรคมากขึ้น
  6. 6. • ผลพลอยได้ในแง่ของการสาธารณสุขอันเนื่องมาจากการระบาดของกาฬโรคก็คือ การเริ่มจัดให้มีด่านกักโรคเพื่อป้ องกันการระบาดของโรคติดต่อที่กรุงเวนิสใน พ.ศ. ๑๓๔๘ เรือสินค้าและผู้โดยสารที่ต้องสงสัยว่ามาจากเขตติดโรคจะไม่ได้รับอนุญาตให้ ขึ้นท่าเรือ ในบางแห่งเรือต้องจอดอยู่นานถึง ๒ เดือนในบริเวณด่านกักโรค เพื่อ พิสูจน์ว่าไม่มีการระบาดของโรค แสดงว่าแนวความคิดที่เกี่ยวกับระยะฟักตัวของโรค คงจะมีมานานแล้ว ถึงแม้ว่าความเชื่อว่าพระเจ้าและโชคลางเป็นสิ่งบันดาลความ เจ็บป่วยให้เกิด แก่คนยังมีอยู่บ้างก็ตาม สมัยก่อนคริสตกาลและยุคกลาง เชื่อกันว่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น คอ ตีบ บิด ไทฟอยด์ ไทฟัส กามโรค และโรคธรรมดาสามัญอื่นๆ คงจะมีปรากฏ เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะมีโรคอื่นที่ ร้ายแรงกว่ามากจึงทาให้โรคเหล่านี้ ดูเป็น ธรรมดาสามัญไป ที่น่าสังเกตว่าการสาธารณสุขในยุคกลางไม่มีเนื้ อหาสาระใดๆ นอกเหนือไปจากการรู้จักการกักกันผู้ป่วย การทาลายผู้ติดเชื้อ โดยเริ่มเข้าใจว่า โรคติดต่อมีระยะฟักตัว และเข้าใจความจาเป็นในการจัดให้มีด่านกักโรคต่างๆ
  7. 7. • “ยุคมืด” เป็นความคิดที่เริ่มโดยนักปรัชญาชาวอิตาลีเพทราค ในคริสต์ทศวรรษ 1330 โดยมีความตั้งใจที่จะเป็นการวิจารณ์ ลักษณะของวรรณกรรมภาษาละตินโดยทั่วไป นักประวัติศาสตร์ รุ่นต่อมาขยายความจนรวมไปถึงช่วงเวลาที่คาบระหว่างสมัยโรมันโบราณ ไปจนถึงยุคกลางตอนกลาง (High Middle Ages) ที่รวมทั้งการขาดแคลนวรรณกรรม ภาษาละติน ขาดแคลนหลักฐานทางเอกสารทางประวัติศาสตร์ การลดจานวนของ ประชากร การลดจานวนการก่อสร้างทางสถาปัตยกรรม และการหยุดยั้งความเจริญทาง วัตถุและทางวัฒนธรรมโดยทั่วไป นอกจากนั้นก็ยังเป็นคาที่ใช้บรรยายถึงความล้าหลังด้วย
  8. 8. • ยุคมืด (Dark Age) หมายถึง ช่วงเวลาของความ เสื่อมโทรมทั้งทางวัฒนธรรมและทางสังคมในยุโรป หลังจากการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน (Decline of the Roman Empire) มาจนถึงในสมัยที่มีการ ฟื้นฟูการศึกษากันขึ้นอีกครั้ง แต่ความเข้าใจที่ เพิ่มขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของความสาเร็จต่าง ที่เกิดขึ้นในยุคนี้ทาให้ภาพพจน์ของลักษณะความ เป็นยุคมืดเปลี่ยนไป ฉะนั้นคาว่ายุคมืดจึงจากัด เฉพาะช่วงเวลาหนึ่งภายในยุคกลางที่สาคัญคือยุค กลางตอนต้น (Early Middle Ages) แต่การจากัดนี้ ก็ยังไม่เป็นที่ตกลงกันในหมู่นักวิชาการสมัยใหม่ผู้ มักจะเลี่ยงการใช้คานี้
  9. 9. • สมัยกลางหรือยุคมืด เริ่มประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 4 -15 เป็นช่วงรอยต่อหลังจากที่จักรวรรดิโรมัน ล่มสลาย ความเจริญหยุดลง ประดุจยุคมืด ประชาชนในยุโรปต่างไม่มีที่พึ่ง เจ้า ผู้ครองแต่ละเมืองตั้งตัวเป็นใหญ่ เกิดระบบศักดินาสวามิภักดิ์ ประชาชนให้ ความสาคัญกับศาสนจักรคริสต์โรมันคาธอลิคอย่างมาก การกระทาทุกอย่าง ถูกครอบงาโดยศาสนา ห้ามกระทานอกเหนือจากคาสอนของศาสนา ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน
  10. 10. • ก่อนหน้านี้ โรมในสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนติน มีอาณาเขตกว้างขวางมาก จนมีการแบ่งการปกครองเป็นสองส่วน คือโรมันตะวันออกกับโรมันตะวันตก แต่แทนที่จะมีการปกครองที่ดีขึ้น ทั้งสองฝั่งกับทาสงครามกันเองเพื่อความเป็นใหญ่
  11. 11. • นั่นหมายความว่าจักรวรรดิโรมันถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ 1. โรมันตะวันตก มีเมืองหลวงอยู่ที่ กรุงโรม-ประเทศอิตาลี 2. โรมันตะวันออก หรือถูกเรียกอีกชื่อว่า จักรวรรดิไบแซนไทน์ มีเมืองหลวงอยู่ ที่ กรุงคอนสแตนติโนเปิล
  12. 12. • ในช่วงวาระสุดท้ายของชีวิต พระเจ้าคอนสแตนตินก็หันไปพึ่งศาสนาในขณะที่นอน ป่วยอยู่บนเตียง มีเรื่องเล่าว่าเมื่อครั้งที่พระเจ้าคอนแสตนตินจะข้ามแม่น้าไปยังกรุง โรมในสมัยสงครามกลางเมือง เขาได้เห็นนิมิตจากสวรรค์(ชึ่งก็พึ่งจะแปลความหมาย ออกตอนนอนป่วย) ทาให้พระองค์หันไปนับถือศาสนาคริสต์ ส่งผลให้ศษสนาคริสต์ กลายเป็นศาสนาของจักรวรรดิ ซึ่งกฎหมายของพวกโรมันบังคับให้ประชาชนต้องหัน มานับถือศาสนาคริสต์ จนกระทั่งแพร่หลายในยุโรปในที่สุด
  13. 13. • พวกอนารายชนที่สามารถเข้ามายึด ครองเป็นใหญ่ในดินแดนนี้ได้คือ พวกแฟรงค์ที่มีถิ่นฐานเดิมอยู่ใน เยอรมันนีและฝรั่งเศษเข้ายึดครอง และก่อตั้งราชวงศ์ปกครองโดยมี ศาสนจักรคอยให้การสนับสนุน • ดังนั้นเรื่องหารเมืองการปกครองของ อาณาจักรจึงมีนักบวชจากศาสนจักร เข้ามาร่วมด้วย
  14. 14. • ชนเผ่าที่สาคัญในยุคนั้นได้แก่ แฟรงค์ ออสโตรกอธ ลอมบาร์ด แองโกล-แซก ซอน เบอร์กันเดียน วิสิกอธ แวนดัล เป็นต้น
  15. 15. • ค.ศ.800 พระเจ้าชาร์เลอมาญ ได้รวบรวมดินแดนในยุโรปเป็นหนึ่งเดียวได้สาเร็จ และได้รับการอภิเษกจากพระสันตะปาปาซึ่งเป็นผู้นาของศาสนาคริสต์ ภายใต้ชื่อ “จักรวรรดิโรมันอันศักดิ์สิทธิ์ (Holy Roman Empire)” หลังสิ้นสมัยพระเจ้าชาร์เลอ มาญ ยุโรปถูกแบ่งเป็น 3 ส่วน ต่อมากลายเป็น ฝรั่งเศส เยอรมัน อิตาลี
  16. 16. • การล่มสลายของกรุงคอนสแตนติโนเปิล(โรมันตะวันออก) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 15 ถือเป็นการสิ้นสุดของยุคมืดด้วย กล่าวคือ หลังจากการล่มสลายของกรุงโรม (โรมันตะวันตก) โรมันทางฝั่งตะวันออก(ไบแซนไทน์) ก็ค่อยๆลืมเลือนความยิ่งใหญ่ ของตัวเองในฟากตะวันตกไปหมด จักรพรรดิองค์ต่อๆมาก็ไม่ใช่คนจากอิตาลีอีกต่อไป แต่เป็นชาวกรีกดั้งเดิมที่อยู่มาก่อนพวกโรมัน • พวกกรีกเมื่อไม่รู้สึกถึงคุณค่าของความเป็นโรมันก็ตั้งชื่ออาณาจักรใหม่เป็น “ไบแซนไทน์”(Byzantine) ตามชื่อเก่าของเมืองคอนสแตนติโนเบิล เมืองที่มั่งคั่งที่สุดใน ยุโรปยุคมืด แต่ชาวอาหรับที่ขยายอานาจออกมาก็ทาให้ไบแซนไทน์เสื่อมอานาจลง เรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาเสียกรุงให้กับชาวเติร์ก (Turk) ทาให้กรุงไบเซนติอุมกลายเป็น เมืองหลวงในชื่อ อิสตันบูล (Istanbul) จนถึงปัจจุบัน
  17. 17. จะเห็นได้ว่ายุคมืดนั้นหมายถึงช่วงที่ยุโรปในสมัยกลางเข้าสู่ความเสื่อมโทรม ศิลปะ และวัฒนธรรมหยุดการพัฒนา จนถึงช่วงที่ยุโรปถูกฟื้นฟูขึ้นมาใหม่พร้อมๆ กับความรุ่งเรืองของศาสนจักรที่เริ่มมีอานาจอิทธิพลมากขึ้นในยุโรป
  18. 18. • นราธร เชาวนะกิจ. ยุคมืด .{ออนไลน์}. เข้าถึงได้จาก : http://worldcivil14.blogspot.com/2014/01/dark-age.html (วันที่ค้นข้อมูล : 12 กันยายน 2560). สิริสวัสดิ์ภุมวาร สิริมานปรีดิ์เขษ. ความเสื่อมโทรมทางวัฒนธรรมและทางสังคมยุโรป. {ออนไลน์}. เข้าถึงได้จาก :http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=vinitsiri&month=10- 2010&date=26&group=89&gblog=75 วันที่ค้นข้อมูล : 12 กันยายน 2560).

×