ติวเด็ก

56,601 views

Published on

Published in: Education
5 Comments
59 Likes
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
56,601
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
23
Actions
Shares
0
Downloads
594
Comments
5
Likes
59
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ติวเด็ก

  1. 2. วิชา ... การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น กลุ่มวิชาการพยาบาลเด็ก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี พุทธชินราช ► การเจริญเติบโตและพัฒนาการ / การส่งเสริม G&D ► โภชนาการในเด็ก / โรคขาดสารอาหารและวิตามินต่างๆ ► การสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน ► การพยาบาลเด็กด้านจิตสังคม ► การพยาบาลทารกแรกเกิด
  2. 3. หลักของการเจริญเติบโตและพัฒนาการ <ul><li>1. เป็นไปตามละดับขั้นตอน ไม่สามารถย้อนกลับได้ ( irreversible) </li></ul><ul><li>สามารถทำนายได้ ( predictable) </li></ul><ul><li>2. การเจริญเติบโตต้องพร้อมจึงจะเกิดพัฒนาการ </li></ul><ul><li>3. พัฒนาการแต่ละด้านสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน เด็กจะมีความพยายามจะฝึกฝนทักษะที่ได้เรียนรู้ใหม่ๆ </li></ul><ul><li>4. อัตราและรูปแบบการเจริญเติบโตและพัฒนาการมีลักษณะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล </li></ul><ul><li>5 . อัตราการเจริญเติบโต พัฒนาการไม่คงที่ ไม่เท่ากันในแต่ละช่วงอายุ </li></ul><ul><li>6. มีช่วงเวลาที่มีผลกระทบแน่นอน (Critical period) </li></ul>
  3. 4. พัฒนาการมีทิศทางที่เป็นแบบแผน <ul><li>1 . เริ่มจากสิ่งที่ง่ายไปหายาก / จากทั่วไปไปหาเฉพาะเจาะจง </li></ul><ul><li>2. ทิศทางจากศีรษะสู่เท้า ( Cephalocaudal development) </li></ul><ul><li>( ผงกศรีษะ ชันคอ คว่ำ นั่ง ยืน ) </li></ul><ul><li>1 ด . 2-4 ด . 5-6 ด . 8-9 ด . 12 ด . </li></ul><ul><li>3. ทิศทางจากส่วนกลางลำตัวไปยังส่วนปลาย </li></ul><ul><li>( Proximodistal development ) </li></ul><ul><li>( พลิกคว่ำ ใช้แขน - มือ นิ้ว ) </li></ul><ul><li>5-6 ด . 6 ด . 9 ด . </li></ul>
  4. 6. <ul><li>อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง </li></ul><ul><li>6 ด . x 2 เท่า x 0.5 เท่า </li></ul><ul><li>1 ปี x 3 เท่า x 1.5 เท่า </li></ul><ul><li>2 ปี x 4 เท่า x 1.75 เท่า </li></ul><ul><li>4 ปี x 5 เท่า x 2 เท่า </li></ul><ul><li>6 ปี x 7 เท่า x 2.25 เท่า </li></ul><ul><li>10 ปี x 10 เท่า - </li></ul><ul><li>12-13 ปี - x 3 เท่า </li></ul>* ใช้ตารางนี้กรณีที่ทราบน้ำหนักและความยาวของทารกแรกเกิด
  5. 7. สูตรคำนวณน้ำหนักจากอายุ อายุ 3 – 12 เดือน น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = อายุ ( เดือน ) + 9 2 อายุ 1 – 6 ปี น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = [ อายุ ( ปี ) x 2 ] + 8 อายุ 7 – 12 ปี น้ำหนัก ( กิโลกรัม ) = [ อายุ ( ปี ) x 7 ] ± 5 2
  6. 8. สูตรคำนวณส่วนสูงจากอายุ อายุ 2 – 12 ปี *** สูตร : ส่วนสูง ( ซ . ม ) = { อายุ ( ปี ) x 6 } + 77 ----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- อายุ 4 ปี - วัยรุ่น สูตร : ส่วนสูง ( ซ . ม ) = 100 + ( อายุเป็นปี – 4) x 6 ซม .
  7. 9. สูตรคำนวณ : น้ำหนักจริง x 100 น้ำหนักมาตรฐาน ภาวะโภชนาการ W/A ปกติ >90% เล็กน้อย ( ระดับ 1) 75-90% ปานกลาง ( ระดับ 2) 60-74% มาก ( ระดับ 3) <60%
  8. 10. การแบ่งความรุนแรงของ ความอ้วน โดยใช้กราฟมาตรฐาน คิดเทียบจากน้ำหนักที่เกินน้ำหนักมาตรฐานในเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 ที่ความสูงเดียวกัน สูตร : { นน . ที่เกินมาตรฐาน / นน . มาตรฐาน } x 100 ระดับความรุนแรง น้ำหนักจริงที่เกินน้ำหนักมาตรฐานที่ความสูงเดียวกัน เล็กน้อย (mild) ปานกลาง (moderate) รุนแรง ( severe) อันตราย ( morbid ) 20 – 40 41 – 60 61 – 100 > 100
  9. 11. พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดใหญ่ แรกเกิด - 15 เดือน <ul><li>1 เดือน นอนคว่ำชันคอเล็กน้อย </li></ul><ul><li>2 เดือน นอนคว่ำชันคอ 45 องศา </li></ul><ul><li>3 เดือน นอนคว่ำชันคอ 90 องศา </li></ul><ul><li>4 เดือน พยุงนั่ง </li></ul><ul><li>5 เดือน พลิกคว่ำ - หงาย </li></ul><ul><li>7 เดือน นั่งเองตามลำพัง </li></ul><ul><li>8 เดือน คลาน </li></ul><ul><li>9 เดือน เกาะยืน </li></ul><ul><li>10 เดือน เกาะเดิน </li></ul><ul><li>11 เดือน ตั้งไข่ </li></ul><ul><li>12 เดือน จูงเดิน </li></ul><ul><li>13-15 เดินเอง </li></ul>
  10. 12. ด้านกล้ามเนื้อใหญ่ <ul><li>1-2 ด . เคลื่อนไหวแขนขา ยกศีรษะในท่าคว่ำ </li></ul><ul><li>2-4 ด . ยกศีรษะในท่าคว่ำ 45 องศา / 90 องศา </li></ul><ul><li>4-6 ด . คว่ำแล้วพลิกตัวหงาย 6-8 ด . นั่งได้เอง คลาน </li></ul><ul><li>9-10 ด . เกาะยืน เดินเกาะ 11-12 ด . ลุกนั่งเอง ยืนได้ชั่วครู่ </li></ul><ul><li>1-2 ปี เดิน เกาะราวขึ้นบันได วิ่ง เดิน </li></ul><ul><li>2 ปี กระโดดอยู่กับที่ 2 เท้า เตะบอล </li></ul><ul><li>3 ปี ยืนขาเดียว 1 -2 วินาที ขี่จักรยานสามล้อ </li></ul><ul><li>4-6 ปี ยืนขาเดียว 4 -6 วินาที </li></ul><ul><li>5 ปี รับลูกบอล กระโดดข้ามสิ่งกีดขวางเตี้ยๆ </li></ul>
  11. 13. ด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็ก <ul><li>1-2 ด . มองตามวัตถุถึงกึ่งกลางลำตัว / มือกำสิ่งของ </li></ul><ul><li>2-4 ด . มองตามวัตถุถึง 180 องศา </li></ul><ul><li>4-6 ด . เอื้อมมือ ไขว่คว้า 6-8 ด . เปลี่ยนมือถือของ </li></ul><ul><li>8-10 ด . มองตามของตก 11-12 ด . หยิบของโดยใช้นิ้วมือ </li></ul><ul><li>1-2 ปี หยิบของใส่ถ้วย ต่อบล็อก 3-6 ชิ้น ขีดเส้นยุ่งๆ </li></ul><ul><li>2 ปี ขีดเส้นตรง เปิดหนังสือทีละหน้า </li></ul><ul><li>3 - 4 ปี ลอกรูป O , + , วาดรูปคน 3 ส่วน </li></ul><ul><li>4 - 5 ปี ลอกรูป  , วาดรูปคน 4 ส่วน </li></ul><ul><li>5 – 6 ปี ลอกรูป จับดินสอได้ถูกต้อง เขียนตัวอักษรง่ายๆ </li></ul>
  12. 14. ด้านความเข้าใจและการใช้ภาษา <ul><li>1-2 ด . ส่งเสียงอ้อแอ้ / ตอบสนองต่อเสียง หยุดฟังเสียง </li></ul><ul><li>3-4 ด . หัวเราะ 4- 7 ด . หันหาเสียง / ส่งเสียงสูง ต่ำ </li></ul><ul><li>8-10 ด . เลียนสียงพยางค์เดียวซ้ำ / ฟังรู้ภาษา </li></ul><ul><li>10-12 ด . พูดได้พยางค์เดียว 1 - 2 คำที่มีความหมาย / ทำท่าตามที่บอก </li></ul><ul><li>1-1 ป .6 ด พูดได้ 2 -3 คำ เรียกชื่อสมาชิกในครอบครัว / ชี้อวัยวะได้ 1 ส่วน </li></ul><ul><li>1 ป 7 ด - 2 ปี ผสมคำ 2 พยางค์ / ชี้อวัยวะได้ 1 ส่วน </li></ul><ul><li>2 - 3 ปี บอกชื่อตนเอง สิ่งของที่ตนเองคุ้นเคย / ชี้อวัยวะได้ 4 ส่วน </li></ul><ul><li>รู้จัก 1 - 4 สี / พูดสื่อความหมายเล่าเรื่องได้พอเข้าใจ </li></ul><ul><li>3 - 4 ปี นับเลขง่ายๆ / ทำตามคำสั่ง / บอกประโยชน์ของสิ่งของ </li></ul><ul><li>4 -5 ปี บอกความหมาย / หน้าที่ / คำตรงกันข้าม </li></ul>
  13. 15. ด้านสังคมและการช่วยเหลือตนเอง <ul><li>1-2 ด . ยิ้มเอง มองจ้องหน้า </li></ul><ul><li>4-6 ด . ยิ้มตอบ ถือขวดนมใส่ปากเอง </li></ul><ul><li>6-8 ด . ตบมือ รู้จักบุคคลแปลกหน้า </li></ul><ul><li>8-10 ด . หยิบอาหารเข้าปาก ชี้แสดงความต้องการ เล่นจ๊ะเอ๋ </li></ul><ul><li>11-12 ด . ยกแก้วดื่มน้ำเอง </li></ul><ul><li>1- 1 ปี 6 เดือน ตักอาหารเข้าปาก แต่งตัวง่ายๆ หัดแปรงฟัน </li></ul><ul><li>1 ปี 6 เดือน - 2 ปี ทำตามคำสั่ง </li></ul><ul><li>2 - 3 ปี แปรงฟันเอง แต่งตัวบางชิ้น ถอดกระดุม บอกเวลาถ่ายอุจจาระ </li></ul><ul><li>3 - 4 ปี สวมเสื้อผ้าทางศีรษะสวมรองเท้า ล้างมือ ติดกระดุม รู้จักเพศตนเอง </li></ul><ul><li>5 - 6 ปี ผูกเชือกร้องเท้า แต่งตัวเอง เล่นอย่างมีกติกาง่ายๆ / เล่นสมมติ </li></ul>
  14. 16. พัฒนาการที่ควรสงสัยว่ามีแนวโน้มล่าช้า <ul><li>1 เดือน ไม่ตอบสนองต่อเสียงดัง / ไม่ยกแขน ขา </li></ul><ul><li>6 เดือน ไม่มองตามวัตถุ ไม่คว่ำ </li></ul><ul><li>12 เดือน ไม่เลียนเสียงพูด / ไม่ตอบสนองผู้เลี้ยงดู </li></ul><ul><li>1 ปี 6 เดือน ยังไม่พูดเป็นพยางค์ที่มีวามหมาย </li></ul><ul><li>2 ปี เดินยังไม่คล่อง </li></ul><ul><li>3 ปี ไม่สนใจเล่น ตักข้าวรับประทานเองไม่ได้ </li></ul><ul><li>4 ปี พูดคุยไม่รู้เรื่อง ช่วยเหลือตนเองง่ายๆไม่ได้ </li></ul><ul><li>5 ปี อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ไม่รู้จักรอคอย </li></ul>
  15. 17. ความต้องการพลังงานของเด็กคิดตามน้ำหนักตัว <ul><li>น้ำหนักตัว 0 – 10 กิโลกรัมแรก ใช้พลังงาน 100 แคลอรี่ / กก . / วัน </li></ul><ul><li>น้ำหนักตัว > 10 - 20 กิโลกรัมถัดมา ใช้พลังงาน 50 แคลอรี่ / กก . </li></ul><ul><li>น้ำหนักตัว > 20 กิโลกรัมถัดมา ใช้พลังงาน 20 แคลอรี่ / กก . </li></ul><ul><li>ตย . เด็กหนัก 22 กิโลกรัม ต้องการพลังงานกี่แคลอรี่ต่อวัน </li></ul><ul><li>10 กก . แรก ต้องการ 1 ,000 แคลอรี่ </li></ul><ul><li>10 กก . ถัดมา ต้องการ 500 แคลอรี่ </li></ul><ul><li>2 กก . ที่เหลือ ต้องการ 40 แคลอรี่ </li></ul><ul><li>เด็กรายนี้ต้องการพลังงานประมาณ 1 , 540 แคลอรี่ / วัน </li></ul>
  16. 18. โภชนาการในเด็ก <ul><li>เด็กวัยทารก ให้นมแม่อย่างเดียวจนถึงอายุ 6 เดือน </li></ul><ul><li>เริ่มให้อาหารเสริมตั้งแต่อายุ 6 เดือนขึ้นไป </li></ul><ul><li>อายุครบ 1 ขวบ สามารถให้อาหารเสริมได้ครบ 3 มื้อ แทนนม </li></ul><ul><li>* แนวทางการให้อาหารเสริม </li></ul><ul><li>การให้อาหารเสริม : ลักษณะอาหารเริ่มจาก อาหารเหลวใส </li></ul><ul><li>อาหารเหลวข้น อาหารบดละเอียด 7 ด . </li></ul><ul><li>อาหารบดหยาบ 9 ด . อาหารอ่อน 1 ปี อาหารธรรมดา </li></ul><ul><li>ไม่ควรให้ไข่ขาว ก่อน 7 เดือน ควรให้ผักกลิ่นฉุนก่อน 8 เดือน </li></ul><ul><li>* ทำอย่างไรเมื่อเด็กทารกปฏิเสธอาหารเสริม ? </li></ul>
  17. 19. Kwashiorkor <ul><li>- ภาวะร่างกายขาดโปรตีนพบในเด็กอายุมากกว่า 1 ปี </li></ul><ul><li>ลักษณะ : ผมบาง แห้ง สีแดง เปราะ ผิวหนังซีด ตัวบวม </li></ul><ul><li>ตับโต ซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรง </li></ul>Marasmus <ul><li>น้ำหนักตัวน้อยกว่าร้อยละ 60 ของนน . ตัวเด็กวัยเดียวกันที่เปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 </li></ul><ul><li>ลักษณะ : รูปร่างผอม ผมบาง ตาลึกโหล แก้มตอบ ผิวเหี่ยว </li></ul><ul><li>กล้ามเนื้อลีบ ต่อมน้ำเหลืองโต </li></ul>
  18. 20. ภาวะขาดวิตามิน Vit A ตาฟาง Night blindness เยื่อบุตาขาวแห้ง กระจกตาเป็นแผล จุดเทาๆบนตาขาวด้านหางตา ( Bitot’spot) ไข่แดง นม ตับสัตว์ ผักใบเขียว แคโรทีน ฟักทอง Vit B1 beri- beri เบื่ออาหาร กล้ามเนื้ออ่อนแรง ขาบวม เหน็บชา ใจสั่น ไข่แดง ตับ เนื้อหมู ข้าวซ้อมมือ ถั่ว งา Vit B2 แผลมุมปาก ( โรคปากนกกระจอก ) ลิ้น / ผิวหนังอักเสบ ตาไม่สู้แสงน้ำตาไหล เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ ถั่ว นม ผักใบเขียว
  19. 21. ภาวะขาดวิตามิน Vit B6 โลหิตจาง ปลายประสาทอักเสบ โรคผิวหนัง ผมร่วง ไข่แดง เนื้อสัตว์ ถั่ว ข้าวโพด กะหล่ำปลี Vit B12 + Folic ซีด ตัวเหลือง ระบบประสาทส่วนปลายอักเสบ ลิ้นเลี่ยน ชา ไข่ นม เครื่องในสัตว์ หอย ผัก ผลไม้ Vit C เหงือกบวม เลือดออกตามไรฟัน เลือดออกตามผิวหนัง แผลหายช้า ผลไม้รสเปรี้ยว มะเขือเทศมะขามป้อม ผักใบเขียว
  20. 22. ภาวะขาดวิตามิน Vit D กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม ฟันขึ้นช้า ฟันผุง่าย กระดูกอ่อน กระดูกขา / ซี่โครงผิดรูป ไข่ นม เนย ปลา น้ำมันตับปลา Vit K เลือดออกง่าย เลือดกำเดาไหลบ่อยๆ แข็งตัวช้า ( สังเคราะห์เองได้จากลำไส้เล็ก ) ไข่แดงนม ตับหมู กระเฉด กะหล่ำปลี บร็อคโคลี่ มะเขือเทศ น้ำมันตับปลา เนยแข็ง โยเกิร์ต ผักใบเขียว Iodine โรคเอ๋อ ( Cretinism) คอพอก การเจริญเติบโตและพัฒนาการช้า เกลือผสมไอโอดีน อาหารทะเล
  21. 23. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค EPI <ul><li>แรกเกิด ... BCG HBV 1 </li></ul><ul><li>2 ด ... DTP 1 OPV 1 HBV 2 </li></ul><ul><li>4 ด ... DTP 2 OPV 2 </li></ul><ul><li>6 ด ... DTP 3 OPV 3 HBV 3 </li></ul><ul><li>9 - 12 ด ... MMR 1 หรือ M </li></ul><ul><li>1 ปี 6 เดือน ... DTP4 OPV4 JE1 JE1 ( ห่างกัน 1 เดือน ) </li></ul><ul><li>2 ปี 6 เดือน ... JE3 </li></ul><ul><li>4 - 6 ปี ... DTP5 OPV5 MMR2 ** ( ประถมปีที่ 1 ) </li></ul><ul><li>12 - 16 ปี ... dT ** ( ประถมปีที่ 6) </li></ul>
  22. 24. การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค <ul><li>* กรณีเริ่มให้เมื่ออายุ 1 – 6 ปี </li></ul><ul><li>ครั้งแรก ... BCG DTP 1 OPV 1 MMR 1 </li></ul><ul><li>1 เดือน ... HBV 1 JE1 </li></ul><ul><li>2 เดือน ... DTP 2 OPV 2 JE2 </li></ul><ul><li>4 เดือน ... DTP 3 OPV 3 HBV 2 </li></ul><ul><li>8 เดือน ... HBV 3 </li></ul><ul><li>12 เดือน ... DTP4 OPV4 JE3 </li></ul><ul><li>อายุ 12 ปี .... dT MMR </li></ul>
  23. 25. คำแนะนำในการให้วัคซีนแก่ผู้ปกครอง <ul><li>1. ความสำคัญของการให้วัคซีนในเด็ก </li></ul><ul><li>2. วัคซีนที่เด็กได้รับ คือ วัคซีนป้องกันโรคอะไรบ้าง </li></ul><ul><li>3. หลังจากได้รับวัคซีนแล้ว อาการข้างเคียงที่อาจพบ เช่น </li></ul><ul><li>- ไข้ต่ำๆ ภายหลังฉีด 3 – 4 ช . ม นานประมาณ 2 – 3 วัน </li></ul><ul><li>( DTP / Heb B ) </li></ul><ul><li>- ไข้ต่ำๆ ภายหลังฉีด 5 – 12 วัน ( MMR / BCG ) </li></ul><ul><li>- BCG หลังฉีดประมาณ 1 เดือนตุ่มจะขุ่นคล้ายหนอง </li></ul><ul><li>ให้ใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดเบาๆ </li></ul>
  24. 26. 1. เด็กที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง และกำลังแสดงอาการของโรค ไม่ควรให้วัคซีนที่มีเชื้อมีชีวิต (live Vaccine) เช่น BCG , OPV และ MMR ยกเว้นทารกที่ติดเชื้อ HIV แต่ยังไม่มีอาการของโรค แต่ไม่ควรให้ MMR ในทารก HIV positive ที่มีภูมิต้านทานต่ำมาก 2. เด็กที่เป็นมะเร็ง และหยุดยาต้านมะเร็งมาแล้วเกิน 3 เดือน อาจพิจารณาให้วัคซีนเชื้อมีชีวิตได้ 3. เด็กที่ได้ยาสเตียรอยด์ หากได้รับเกิน 2 มก ./ กก ./ วัน เกิน 2 สัปดาห์ ไม่ควรได้รับวัคซีนชนิดเชื้อมีชีวิต การให้วัคซีนแก่เด็กที่มีปัญหาต่างๆ
  25. 27. 4. ทารกเกิดก่อนกำหนด ควรได้รับวัคซีนตามปกติ ไม่คำนึงถึงอายุครรภ์ ยกเว้น ทารกน้ำหนักน้อยกว่า 2 กิโลกรัม ควรให้ HBV ซ้ำหลังจากอายุ 1 เดือนแล้ว : หากมารดาเป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบ ควรให้ HBV และ HBIG ทุกรายภายใน 24 ชั่วโมงหลังคลอด แต่ถ้า ( HBeAg - ) ให้แต่ HBV อย่างเดียว 5. เด็กที่มีปัญหาโรคทางสมอง หรือโรคลมชักที่ควบคุมไม่ได้ อาจเลื่อนการให้วัคซีน ไอกรนไปก่อน โดยให้แต่ DT จนกระทั่ง โรคสงบ แต่เด็กที่เคยมีปัญหาชักจากไข้สูง สามารถรับวัคซีนได้ โดยกินยาลดไข้ป้องกันไว้ก่อน
  26. 28. 6. เด็กที่เพิ่งจะได้รับ immunoglobulin จะมีผลทำให้วัคซีน MMR ไม่กระตุ้นภูมิคุ้มกันเท่าที่ควร จึงควรเลื่อนการให้วัคซีนไปก่อน 7. เด็กที่มีประวัติได้รับเลือด มายังไม่ถึง 3 เดือน ควรเลื่อนการได้รับวัคซีน อย่างน้อย 6 – 12 เดือน ฯลฯ
  27. 29. ปฏิกิริยาวิตกกังวลจากการแยกจากของผู้ป่วยเด็ก ( Separation Anxiety) <ul><li>1. ระยะประท้วง ( Protest ) </li></ul><ul><li>: ร้องไห้ ดิ้น ขัดขืน ต่อต้านการรักษา </li></ul><ul><li>2. ระยะหมดหวัง / สิ้นหวัง ( Despair) </li></ul><ul><li>: เศร้า ซึม ทำกิจกรรมลดลง พฤติกรรม ถดถอย ( regression) </li></ul><ul><li>3. ระยะปฏิเสธบิดามารดา ( Denial / Dettachment ) </li></ul><ul><li>: สนใจสิ่งแวดล้อม ทำท่าไม่สนใจบิดา มารดา </li></ul>
  28. 30. <ul><li>กำจัด หลีกเลี่ยง สาเหตุของการเจ็บปวด </li></ul><ul><li>การประเมินความเจ็บปวดในเด็กแต่ละวัย </li></ul><ul><ul><li>< 3 ปี ให้สังเกตจากพฤติกรรมแสดงออก เช่นสีหน้า </li></ul></ul><ul><ul><li>การร้องไห้ การเคลื่อนไหว NIPS , CHEOPS </li></ul></ul><ul><ul><li>> 3 ปี ใช้ face pain rating scale </li></ul></ul><ul><ul><li>> 5 ปี ใช้ numeric scale </li></ul></ul>การพยาบาลเพื่อลด Pain ในเด็ก
  29. 31. การบรรเทาความเจ็บปวดในเด็ก ( แบบไม่ใช้ยา ) ด้านกายภาพ : ห่อตัว อุ้ม จุกนมหลอก จัดท่า นวดสัมผัส การลูบสัมผัส กดจุด การประคบร้อน - เย็น ฝังเข็ม ใช้ไฟฟ้ากระตุ้น ฯลฯ ด้านจิตใจการนึกคิด : เล่านิทาน จินตภาพ นับเลข ผ่อนคลาย สะกดจิต ดนตรี การเล่น งานศิลปะ การพูดในเชิงบวก การต่อรองให้รางวัล การอธิบาย ให้ข้อมูล ฯลฯ การพยาบาลเพื่อลด Pain ในเด็ก
  30. 32. วัยทารก ( 0 – 1 ปี ) การรับรู้ - ยังไม่มีการรับรู้ วัยหัดเดิน ( 1– 3 ปี ) การรับรู้ - ไม่เคลื่อนไหว เหมือนหลับแล้วตื่น วัยเรียน ( 6 – 12 ปี ) การรับรู้ เป็นเรื่องอนาคต เกิดเฉพาะ คนแก่ วัยรุ่น ( 12 – 18 ปี ) การรับรู้ เป็นการสิ้นสุดชีวิตและกลัวตาย การพยาบาล 1. อำนวยความสะดวกการสื่อสารระหว่างแพทย์กับญาติ ในเรื่องการตัดสินใจยุติการช่วยชีวิตเด็ก 2. ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายให้มากที่สุด ลดความเจ็บปวด 3. การสื่อสารระหว่างพยาบาล – เด็กป่วย และ พยาบาล - ผู้ปกครอง ภาวะตายและใกล้ตาย ( Death & Dying)
  31. 33. การพยาบาลทารกแรกเกิด <ul><li>ความหมาย </li></ul><ul><li>ทารกเกิดก่อนกำหนด (Pre – Term) หมายถึง ทารกที่เกิดมามีอายุครรภ์น้อยกว่า 37 สัปดาห์เต็ม โดยไม่คำนึงถึงน้ำหนักตัว </li></ul><ul><li>ทารกเกิดเกินกำหนด (Post – Term) หมายถึง ทารกที่เกิดมามีอายุครรภ์เกิน 42 สัปดาห์เต็ม โดยไม่คำนึงถึงน้ำหนักตัว </li></ul>
  32. 34. การจำแนกตามน้ำหนักตัว <ul><li>ทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย (Low Birth Weight; LBW) หมายถึง </li></ul><ul><li>ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 2,500 กรัมโดยไม่คำนึงถึงอายุครรภ์ </li></ul><ul><li>ทารกน้ำหนักตัวน้อยกว่าอายุครรภ์ (Small for Gestational Age; SGA) หมายถึง </li></ul><ul><li>ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ของน้ำหนักปกติที่อายุครรภ์นั้น ๆ </li></ul><ul><li>ทารกน้ำหนักตัวมากกว่าอายุครรภ์ (Large for Gestational Age; LGA) หมายถึง </li></ul><ul><li>ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ ของน้ำหนักปกติ </li></ul><ul><li>ที่อายุครรภ์นั้น ๆ </li></ul><ul><li>ทารกน้ำหนักตัวเหมาะสมกับอายุครรภ์ (Appropriate for Gestational Age; AGA) หมายถึง ทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดระหว่าง 10–90 เปอร์เซ็นต์ไทล์ของน้ำหนักปกติที่อายุครรภ์นั้น </li></ul>
  33. 35. การประเมินอายุครรภ์ การตรวจลักษณะของร่างกายภายนอก 6 อย่าง การตรวจทางระบบประสาท 6 อย่าง
  34. 36. ทารกแรกเกิด ผิวซีด ลอก มีขนอ่อนบริเวณไหล่บางๆ มีลายฝ่าเท้าบริเวณปลายเท้า เต้านมเป็นตุ่ม ประมาณ 1.5 มม . รูปร่างของหูอ่อนพับไปมา เห็น labia majora และ labia minora คะแนนที่ได้ 12 คะแนน การประเมินอายุครรภ์
  35. 37. เมื่อตรวจทางระบบประสาทพบว่า มีการงอของข้อเข่า และสะโพก แขนเหยียด มุมที่ข้อมือ ประมาณ 45 องศา กำลัง กล้ามเนื้อแขน ประมาณ 120 องศา มุมที่หลังเข่า ประมาณ 120 องศาเมื่อดึงแขนไปไหล่ตรงข้ามข้อศอก อยู่กึ่งกลางลำตัว ส้นเท้ายกขึ้นมาถึงระดับอก คะแนนที่ได้ 14 คะแนน การประเมินอายุครรภ์
  36. 38. <ul><li>Apnea การหยุดของการหายใจนานเกินกว่า 20 วินาที หรือน้อยกว่านี้และมีหัวใจเต้นช้า เขียว ซีด และหรือกล้ามเนื้อตึงตัวน้อยร่วมด้วย </li></ul><ul><li>Periodic breathing การหยุดหายใจนานไม่เกิน 10 วินาที สลับกับการหายใจเร็วเป็นเวลานาน 10 – 15 วินาที แต่จะไม่มีอาการเขียวหรือหัวใจเต้นช้าร่วมด้วย กระตุ้นการหายใจทารกโดยการลูบตัว </li></ul>
  37. 39. <ul><li>Lab in Newborn ที่สำคัญ </li></ul><ul><li>T3 , T4 T3 75 – 260 นาโนกรัม / ดล . , T4 11.5 – 24 ไมโครกรัม / ดล . </li></ul><ul><li>PKU ตรวจหา Phenylketonuria </li></ul><ul><li>DTX ต้องไม่น้อยกว่า 40 mg% ถ้าน้อยกว่าถือว่ามีภาวะ Hypoglycemia </li></ul><ul><li>Hct 42 – 65% </li></ul><ul><li>Bilirubin ( MCB ) ทารกคลอดก่อนกำหนดทารกคลอดครบกำหนด 0-1 วัน < 8.0 มก ./ ดล . < 6 .0 มก ./ ดล .1-2 วัน < 12. 0 มก ./ ดล . < 8 . 0 มก ./ ดล .2-5 วัน < 16.0 มก ./ ดล . < 1 2 .0 มก ./ ดล . >5 วัน < 2.0 มก ./ ดล . < 0.2 - 1 .0 มก ./ ดล . </li></ul><ul><li>V/S in Newborn RR 40 – 60 ครั้ง / นาที , HR 100 – 160 ครั้ง / นาที </li></ul><ul><li>T 36.5 – 37.4 oC </li></ul>
  38. 40. <ul><ul><li>. ดูแลอุณหภูมิร่างกาย 36.5 – 37.4 o C </li></ul></ul><ul><ul><li>- ให้ทารกนอนในตำแหน่งไม่มีลมพัดผ่าน </li></ul></ul><ul><li>- ปรับอุณหภูมิตู้อบโดยใช้ Neutral thermal Environment ( NTE) </li></ul><ul><li>- กรณีทารกใส่เครื่องช่วยหายใจอุณหภูมิ ก๊าซ 37 o </li></ul><ul><li>- สวมหมวกให้ทารกทุกราย </li></ul><ul><ul><li>3. การป้องกันการติดเชื้อ </li></ul></ul><ul><ul><li>- ก๊อกน้ำอ่างล้างมือ เป็นชนิดข้อศอกเปิด - ปิด </li></ul></ul><ul><li>- ล้างมือด้วยน้ำยา Hibiscrub โดยล้างครั้ง </li></ul><ul><li>ต่อไปนาน 30 วินาที </li></ul><ul><li>- ใช้ผ้าเช็ดมือ เช็ดครั้งเดียว </li></ul><ul><li>- อุปกรณ์ที่ใช้กับทารกใช้เฉพาะคน </li></ul><ul><ul><li>4. การให้นมแม่และสารน้ำ </li></ul></ul><ul><ul><li>- ให้ทารกดูดนมแม่เป็นอันดับแรก กรณีเด็กป่วยดูดนมไม่ได้ สอนแม่ให้บีบน้ำนมทุก 2 – 3 ชม . </li></ul></ul><ul><ul><li>5. การรักษาเฉพาะโรคเมื่อเจ็บป่วย เช่น ภาวะติดเชื้อ / ภาวะบิลิรูบินในเลือดสูง </li></ul></ul><ul><ul><li>6. การส่งเสริมสายสัมพันธ์แม่ลูก </li></ul></ul><ul><ul><li>- กรณีดูดนมแม่ได้ จัดสถานที่ให้แม่มา </li></ul></ul><ul><ul><li>นอนพักให้ทารกดูดนมแม่ </li></ul></ul><ul><ul><li>- กรณีอยู่ในตู้อบ ให้พ่อแม่มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้ทารก </li></ul></ul>หลักการพยาบาลทารกแรกเกิด <ul><ul><li>2. ดูแลทางเดินหายใจให้โล่ง และออกซิเจนในเลือดปกติ </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>ดูดเสมหะเมื่อจำเป็นโดยใช้ลูกสูบยางแดงหรือใช้เครื่องดูดเสมหะปรับความแรงต่ำประมาณ </li></ul></ul></ul><ul><ul><li>80 –100 mmHg </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>Keep O 2 Sat 92 – 98% </li></ul></ul></ul><ul><li>- กรณีทารกใส่เครื่องช่วยหายใจ อุณหภูมิ ก๊าซ 37 o C </li></ul>
  39. 41. <ul><li>ส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ( Developmental care ) </li></ul><ul><li>- น้ำหนักลดลง 10% ของน้ำหนักแรกคลอดในสัปดาห์แรกในทารกคลอดครบกำหน </li></ul><ul><li>หลังจากนั้นน้ำหนักจะเพิ่ม 20 – 30 กรัม / วัน </li></ul><ul><li>น้ำหนักลดลง 20% ของน้ำหนักแรกคลอดใน 2 สัปดาห์ ในทารกน้ำหนักตัวน้อย </li></ul><ul><li>หลังจากนั้นน้ำหนักจะขึ้น 10 กรัม / วัน </li></ul><ul><li>ควบคุมความสว่างโดยการปิดไฟในหอผู้ป่วยบางจุด , และใช้ผ้าคลุมตู้อบ </li></ul><ul><li>ควบคุมระดับความดังของเสียงในหอผู้ป่วย ทารกควรอยู่ในที่มีระดับเสียง ไม่เกิน 40 เดซิเบล เสียงในหอผู้ป่วยประมาณ 50-90 เดซิเบล พยาบาลจึงควรจัดเวลาเงียบ </li></ul><ul><li>จัดท่านอนทารกเหมือนอยู่ในรังนก (Nest) </li></ul><ul><li>รบกวนทารกในน้อยที่สุด โดยจัดกิจกรรมการรักษาให้เสร็จในคราวเดียวกัน </li></ul><ul><li>ส่งเสริมให้มารดาอุ้มสัมผัสและพูดคุยกับลูก </li></ul><ul><li>กระตุ้นประสาทสัมผัสด้านการมองเห็น การได้ยิน การทรงตัว </li></ul><ul><li>การดมกลิ่นและการรับรส </li></ul>
  40. 42. <ul><li>1. Hypothermia </li></ul><ul><li>2. Hypoglycemia </li></ul><ul><li>3. Hyperbilirubinemia </li></ul><ul><li>Birth Asphyxia </li></ul><ul><li>Necrotizing Enterocolitis </li></ul><ul><li>Respiratory Distress Syndrome </li></ul><ul><li>Bronchopulmonary Displasia </li></ul><ul><li>Neonatal Sepsis </li></ul><ul><li>Retinopathy of Prematurity </li></ul>ปัญหาที่พบบ่อย
  41. 44. ซักถามข้อสงสัย

×