73

1,704 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
1,704
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
4
Actions
Shares
0
Downloads
30
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

73

  1. 1. BOBBYtutor Biology Note เราจะศกษาชววทยากนอยางไร ึ ี ิ ั  การศกษาชววทยาของนกวทยาศาสตร ึ ี ิ ั ิ การศกษาชววทยาซงเปนแขนงหนงของการศกษาทางดานวทยาศาสตร เปนกระบวนการคนควาหาความจรงของ ึ ี ิ ่ึ  ่ึ ึ  ิ    ิ ปรากฏการณในธรรมชาติอยางมีระเบียบแบบแผนตามขันตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร (Scientific process) ้ ซงประกอบดวย ่ึ  1. กําหนดปญหา (Statement of the problem) ปญหาเกิดขึนจากการเปนคนชางสังเกต ชางคิด มีความ ้ อยากรูอยากเห็น และใจกวาง เชน นกจลชววทยาชาวองกฤษชออเลกซานเดอร เฟลมมิง (Alexander Fleming) สังเกต   ั ุ ี ิ ั ่ื ็ วาแบคทีเรียในจานเพาะเชือไมเจริญ ถามเี พนซลเลยม (Penicillium sp.) เจรญอยดวย และยังพบวาราชนิดนีสามารถ ้  ิิ ี ิ ู  ้ ยับยังการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได เขาจงเกดความสงสยและตงปญหาวาเหตใดจงเปนเชนนน ้ ึ ิ ั ้ั   ุ ึ   ้ั จะเห็นไดวาปญหาเกิดขึนไดเสมอ แตการตังปญหาใหชดเจนสัมพันธกบขอเท็จจริงและความรูเ ดิมของผูตงปญหา  ้ ้ ั ั  ้ั นันไมใชสงทีทาไดงายเสมอไป ไอนสไตน (Einstein) ถือวา "การตังปญหานันสําคัญกวาการแกปญหา" ก็เพราะวา เมื่อ ้ ่ิ ่ ํ   ้ ้  กําหนดปญหาไดชดเจนและสัมพันธกบขอเท็จจริงและความรูเ ดิม ผูตงปญหายอมมองเห็นลูทางทีจะคนหาคําตอบได ั ั  ้ั  ่ เพราะฉะนนจงถอวา "การตงปญหาเปนความกาวหนาทางวทยาศาสตรอยางแทจรง" ้ั ึ ื  ้ั     ิ    ิ 2. ตงสมมตฐาน (Formulation of hypothesis) คําอธบาย หรือการคาดคะเนคาตอบทีเ่ กียวของกับขอเท็จจริง ้ั ิ ิ ํ ่ เรียกวา สมมติฐาน (Hypothesis) สมมตฐานเกดขนหลงจากไดกําหนดปญหาชัดเจนแลว ในการตังสมมติฐานมักใช ิ ิ ้ึ ั  ้ ประโยค "ถา...ดังนัน..." สวนทีขนตนดวย "ถา" จะระบุขอความทีเ่ ปนเหตุหรือเปนคําตอบทเ่ี ปนไปได สําหรบสวนหลงท่ี ้ ่ ้ึ   ั  ั ขึ้นตนดวย "ดงนน" จะระบขอความทแนะวธตรวจสอบสมมตฐาน ถาสมมติฐานมีแตเพียงสวนแรกทีเ่ ปนคําตอบทีนา ั ้ั ุ ่ี ิ ี ิ ่ เปนไปได ก็จะไมเห็นแนวทางวาจะตรวจสอบสมมติฐานดวยวิธใด เชน ี ปญหา : การไดรบสารอาหารทมฟอสเฟตไมเ พยงพอ มีสวนเกียวของกับการเกิดโรคนิวในกระเพาะปสสาวะหรือไม  ั ่ี ี ี  ่ ่ สมมติฐาน : ถาการไดรบอาหารทมฟอสเฟสไมเ พยงพอ มสวนทําใหเกิดโรคนิวในกระเพาะปสสาวะ ดงนนเดกท่ี  ั ่ี ี ี ี ่ ั ้ั ็ ไดรบเกลอฟอสเฟตเปนอาหารเสรม ยอมจะไมเ ปนโรคนวในกระเพาะปสสาวะ ั ื  ิ   ่ิ 
  2. 2. BOBBYtutor Biology Note 3. การตรวจสอบสมมติฐาน (Test hypothesis) ในทางวทยาศาสตรสวนใหญจะมวธทดลอง (Experiment) ิ   ีิี โดยออกแบบการทดลองทีมการกําหนดและควบคมตวแปร (Variable) ทเ่ี กยวของกบการทดลองซงตวแปรแบงออกเปน ่ี ุ ั ่ี  ั ่ึ ั   3 ชนิด คือ 1. ตัวแปรตนหรือตัวแปรอิสระ (Independent variable) คือ สิงทีเ่ ปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ หรอสงท่ี ่ ื ่ิ ตองการศึกษาตรวจสอบวาเปนสาเหตุกอใหเกิดผลเชนนันหรือไม  ้ 2. ตวแปรตาม (Dependent variable) คือ สิงทีเ่ ปนผลจากตัวแปรตน ั ่ 3. ตัวแปรควบคุม (Controlled variable) คือ ตัวแปรทีตองควบคุมใหคงทีตลอดการทดลอง มิฉะนั้นจะ ่ ่ ทําใหผลการทดลองคลาดเคลือนได เชน ถาตองการศึกษาวา "แสงจําเปนตอการเจริญเติบโตของพืช" ผูทดลองจะตอง ่  กําหนดชนดของพชทดลองทมอายุ ขนาด และความแข็งแรงพอๆ กันจํานวนหนึง แลวแบงออกเปน 2 กลุม โดยให ิ ื ่ี ี ่  กลุมหนึงไดรบแสง เรียกวา กลุมทดลอง (Experimental group) และอีกกลุมหนึงไมไดรบแสง เรียกวา กลุมควบคุม  ่ ั   ่ ั  (Controlled group) ตัวแปรอิสระ คือ "แสง" เพราะเปนสาเหตุทําใหเกิดผลตางๆ ทีตองการศึกษา ่ ตวแปรตาม คือ "การเจริญเติบโตของพืช" เพราะเปนผลจากตัวแปรอิสระ ั ตัวแปรควบคุม คือ ชนิดของดิน นํ้า ปุย และอณหภมิ จะตองควบคมใหทง 2 กลุม ไดรบเทาเทียมกันตลอด  ุ ู  ุ  ้ั  ั การทดลองซึงจะมีประโยชนในการตัดสินวาสมมติฐานทีตงไวเปนไปไดหรือไม ่ ่ ้ั 4. การแปรผลและสรุปผลการทดลอง (Conclusion) หลังจากการทดลองเพือตรวจสอบสมมติฐานทีตงขึน ่ ่ ้ั ้ นักวิทยาศาสตรจะแปลความหมายขอมูล วิเคราะหขอมูล และลงขอสรุปภายในขอบเขตของผลการทดลอง หรอผลการศึกษา   ื ทีเ่ ปนจริง หากผลสรปเหมอนกบสมมตฐานทตงไว สมมตฐานนนกตงเปนทฤษฎีได ุ ื ั ิ ่ี ้ั ิ ้ั ็ ้ั  ชววทยาคออะไร ี ิ ื คําวา ชีววิทยา ตรงกบภาษาองกฤษวา Biology ซึงมาจากรากศัพทเดิมทีเ่ ปนภาษากรีก 2 คํา คือ bios หมายถึง  ั ั  ่ ชีวิต และ logos หมายถึง ความคิดและเหตุผล ดงนนชววทยาจงหมายถงการศกษาเกยวกบสงมชวตอยางมเี หตผล ั ้ั ี ิ ึ ึ ึ ่ี ั ่ิ ี ี ิ  ุ คุณสมบัตของสิงมีชวต ิ ่ ีิ 1. เคลือนไหวไดดวยพลังงานภายในตัวเอง ่  2. มการตอบสนองตอสงเราอยางเหมาะสมเพอการอยรอด ี  ่ิ   ่ื ู 3. ตองใชอาหารสําหรบการดารงชีพ การเจริญเติบโต และใชเปนแหลงสะสมพลังงานสําหรับการเพิมจํานวน   ั ํ ่ สิงมีชวต ่ ีิ 4. มีการหายใจซึงเปนการสรางพลังงานทีสามารถนําไปใชในการดํารงชีวตได ่ ่ ิ 5. มีการเจริญเติบโตโดยการใชสารประกอบอินทรีย และอนินทรียไปใชในการสรางสวนประกอบของรางกาย  6. มีการขับถายเพือกําจัดของเสียทีเ่ กิดจากกระบวนการเมแทบอลิซมออกจากรางกาย ่ ึ 7. สามารถสืบพันธุได เพอเพมจํานวนสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน (ความสามารถในการสืบพันธุไดจดเปนคุณสมบัติ  ่ื ่ิ  ั เดนของสิ่งมีชีวิต)
  3. 3. BOBBYtutor Biology Note ชีววิทยาเปนศาสตรที่กวางขวางมาก ประกอบดวยสาขาวชาตางๆ มากมาย เชน  ิ  1. กายวิภาคศาสตร (Anatomy) ศึกษาเกียวกับโครงสรางสวนตางๆ ของสิ่งมีชีวิต ่ 2. ชีวเคมี (Biochemistry) ศกษาโครงสรางและกระบวนการเปลยนแปลงของสารชวโมเลกลในสงมชวต ึ  ่ี ี ุ ่ิ ี ี ิ 3. พฤกษศาสตร (Botany) ศึกษาเกียวกับพืช ่ 4. เซลลวทยา (Cytology) ศึกษาเกียวกับเซลล ิ ่ 5. นเวศวทยา (Ecology) การศึกษาความสัมพันธระหวางสิงมีชวตดวยกัน และความสัมพันธระหวางสิงมีชวต ิ ิ ่ ีิ ่ ีิ กบสงแวดลอม ั ่ิ  6. กีฏวิทยา (Entomology) ศึกษาเกียวกับแมลง ่ 7. คพภะวทยา (Embryology) ศึกษาเกียวกับตัวออนของสิงมีชวต ั ิ ่ ่ ีิ 8. วิวัฒนาการ (Evolution) ศึกษาการเจริญเปลียนแปลงของสิงมีชวตจากอดีตจนถึงปจจุบน รวมทังแนวคิด ่ ่ ีิ ั ้ ของนกวทยาศาสตรทเ่ี กยวกบววฒนาการ ั ิ  ่ี ั ิ ั 9. พันธุศาสตร (Genetics) ศึกษาเกียวกับการถายทอดลักษณะทางพันธุกรรมของสิงมีชวต ่ ่ ีิ 10. หนอนพยาธิวทยา (Helminthology) ศึกษาเกียวกับหนอนพยาธิชนิดตางๆ ิ ่ 11. มีนวิทยา (Icthyology) ศึกษาเกียวกับปลา ่ 12. จลชววทยา (Microbiology) ศึกษาเกียวกับจุลนทรีย ุ ี ิ ่ ิ 13. อนุกรมวิธาน (Taxonomy) ศกษาเกยวกบการจดหมวดหมู การตังชือและการเรียกชือสิงมีชวต ึ ่ี ั ั ้ ่ ่ ่ ีิ 14. สัตววิทยา (Zoology) ศึกษาเกียวกับสัตวตางๆ ทังพวกมีกระดูกสันหลัง (Vertebrate) และไมมกระดกสนหลง ่  ้ ี ู ั ั (Invertebrate) ขอควรทราบ  วิธการทางวิทยาศาสตร ประกอบดวย การกําหนดปญหา การตังสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐาน การแปรผล ี  ้ และสรุปผล ชีววิทยา คือ การศึกษาเกียวกับสิงมีชวต ่ ่ ีิ ความรูเกียวกับสิงมีชวต เชน สัตวศาสตร, พฤกษศาสตร, จลชววทยา, สรีรวิทยา, คพภะวทยา และพันธุศาสตร  ่ ่ ีิ ุ ี ิ ั ิ สมมติฐาน คือ คําตอบทอาจเปนไปไดของปญหา ยังไมใชคาตอบทแทจรง เปนการคาดคะเนโดยนําขอเท็จจริงที่ ่ี    ํ ่ี  ิ รวบรวมไดจากการสังเกต หรือการนําปญหามาวิเคราะห เพือคนหาคําตอบ ดังนั้นจึงเปนการคาดคะเนคําตอบทีสมพันธ ่ ่ั กบขอสงสยหรอปญหานนๆ มากทีสด ั  ั ื  ้ั ุ่ ขอเท็จจริง คือ สิงทีไดจากการสังเกตโดยตรงไมมการเปลียนแปลง ในทางวิทยาศาสตรถอวาขอเท็จจริงทีปรากฏ ่ ่ ี ่ ื ่ อยในธรรมชาตยอมถกตองเสมอ แตการสงเกตขอเทจจรงอาจผดพลาดได ู ิ ู   ั  ็ ิ ิ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงทีปรากฏอยูในธรรมชาติหรือทีรวบรวมไดจากการทดลอง ่  ่ ทฤษฎี คือ สมมตฐานทไดรบการตรวจสอบแลวหลายครง ซงสามารถใชอางองหรอทานายขอเทจจรงได ิ ่ี  ั  ้ั ่ึ  ิ ื ํ  ็ ิ กฎ คือ ความจริงหลักทีแสดงความสัมพันธระหวางเหตุกบผล สามารถทดสอบไดผลเหมือนเดิมทุกครังและไมมี ่ ั ้ ขอโตแยงใดๆ    ความรู คือ ผลจากการกระทําของมนษยโดยการใชกระบวนการทางวทยาศาสตร ุ   ิ
  4. 4. BOBBYtutor Biology Note แบบทดสอบ จงเลือกคําตอบที่ถูกตอง 1. การทดลองในตารางพิสจนสมมติฐานขอใด ู จํานวนวันทีทดลอง ่ จํานวนเซลลทยงมชวต  ่ี ั ี ี ิ พวกทไมมนวเคลยส พวกทีมนวเคลียส ่ี  ี ิ ี ่ี ิ 1 100 100 2 80 79 3 60 74 4 30 72 5 3 72 1) นิวเคลียสจําเปนตอการแบงเซลล    2) นิวเคลียสจําเปนตอการมีชวตของเซลล ีิ 3) ไซโตพลาสซมจาเปนตอการมีชวตของเซลล ึ ํ ีิ 4) ไซโตพลาสซมไมจําเปนตอการมีชวตของเซลล ึ  ีิ 2. เมื่อนําแบคทเี รยพวกนวโมคอกคสชนด C ซงสามารถสรางแคปซลได และชนิด B ซงไมสามารถสรางแคปซล ี ิ ั ิ ่ึ  ู ่ึ   ู มาเลียงในอาหารเลียงแบคทีเรียซึงทําใหปราศจากเชือแลว ปรากฏผลการทดลองในเวลาตอมาดงน้ี ้ ้ ่ ้  ั เรมทดลอง ่ิ ผลการทดลองในเวลาตอมา  1. ชนิด C ทีตายแลว ่ ไมมการเจริญเติบโต ี 2. ชนิด B ทยงมชวตอยู ่ี ั ี ี ิ เจริญขยายพันธุอยางรวดเร็ว  3. ชนิด B ทยงมชวตอยู ชนิด C ทีตายแลว ่ี ั ี ี ิ ่ ชนิด B สรางแคปซูลได การทดลองนีผทดลองมีสมมติฐานอยางไร ้ ู 1) แคปซลจาเปนตอการขยายพันธุของแบคทีเรีย ู ํ  2) อาหารทเ่ี ลยงแบคทเี รยนเ้ี หมาะกบแบคทเี รยชนด B มากกวา ้ี ี ั ี ิ  3) แบคทีเรียชนิด B นาจะรบสารบางอยางจากชนด C ทมผลตอการสรางแคปซล  ั  ิ ่ี ี   ู 4) ในอาหารเลยงแบคทเี รยมสารททําใหแบคทีเรีย B สรางแคปซูลได ้ี ี ี ่ี
  5. 5. BOBBYtutor Biology Note 3. ตารางการทดลองนแสดงผลอะไร ้ี นํ้าแปง + นํ้ายอย + ไอโอดีน หลอดที่ 1 หลอดที่ 2 หลอดที่ 3 หลอดที่ 4 เวลาการทดลอง 0 นาที 5 นาที 10 นาที 15 นาที สทปรากฏ ี ่ี นํ้าเงินเขม นํ้าเงิน ฟา ไมมสี ี 1) หลอดท่ี 1 เกดปฏกรยาระหวางน้ําแปงกับนํ้ายอยมากทีสด ิ ิิิ  ุ่ 2) เวลาทีเ่ หมาะสมทีสดในการทดสอบแปง คือ 10 นาที ุ่ 3) นํ้าแปงสามารถถกไฮโดรลซสหมดภายใน 15 นาที  ู ิิ 4) ประสิทธิภาพของนํายอยเปนสัดสวนผกผันกับเวลาทีใช ้ ่ 4. ในการทดลองใชเ อนไซมยอยสารชนดหนงทอณหภมตางกนปรากฏผลดงน้ี  ิ ่ึ ่ี ุ ู ิ  ั ั หลอดทดลอง อุณหภูมิ (°C) เวลาที่ใชยอยสาร 1 20 15 นาที 2 30 6 นาที 3 40 3 นาที 4 50 ไมเปลียนแปลง ่ การทดลองนสรปผลสําคญไดอยางไร ้ี ุ ั   1) เอนไซมยอยสารไดชาทีสดทีอณหภูมิ 20°C   ุ่ ุ่ 2) เอนไซมยอยสารไดชาทีสดทีอณหภูมประมาณ 50°C   ุ่ ุ่ ิ 3) เอนไซมสลายตัวทีอณหภูมิ 40°C ุ่ 4) เอนไซมจะทํางานไดดทสดทีอณหภูมประมาณ 40°C  ี ่ี ุ ่ ุ ิ 5. เมอเตมโยเกรตหนงชอนชาลงในหลอดทดลองทมสารละลายบรอมไธมอลบลู แลวเปรียบเทียบกับหลอดทีมเี ฉพาะ ่ื ิ ิ  ่ึ  ่ี ี ่ บรอมไธมอลบลูอยางเดียว ปดฝาจกทงไว 1 วัน ผลจะเปนอยางไร  ุ ้ิ 1) สของบรอมไธมอลบลเู จอจางลงเลกนอยเนองจากมปรมาณของโยเกรตทเ่ี ตมลงไป ี ื ็  ่ื ี ิ ิ ิ 2) สของบรอมไธมอลบลในหลอดทงสองยงคงเดม ี ู ้ั ั ิ 3) สของบรอมไธมอลบลเู ปลยนแปลงจากเดมเนองจากโยเกรต ี ่ี ิ ่ื ิ 4) สของบรอมไธมอลบลในหลอดทไมมโยเกรตไมจําเปนตองนํามาเปรียบเทียบในการทดลอง ี ู ่ี  ี ิ   เฉลย 1. 2) 2. 3) 3. 3) 4. 4) 5. 3)
  6. 6. BOBBYtutor Biology Note สงมชวตกบสภาวะแวดลอม ่ิ ี ี ิ ั  ระบบนิเวศ (Ecosystem) ระบบนเวศ คือ ระบบความสัมพันธระหวางกลุมสิงมีชวต (Community) ทีอาศัยอยูรวมกัน และความสัมพันธ ิ  ่ ีิ ่  ระหวางกลมสงมชวตกบสภาพแวดลอม (Environment) ของแหลงทอยู (Habitat) ตวอยางระบบนเิ วศ เชน ระบบ  ุ ่ิ ี ี ิ ั   ่ี ั  นิเวศนํ้าจืด (Fresh water ecosystem) ระบบนิเวศทะเล (Ocean ecosystem) ระบบนิเวศปาไม (Forest ecosystem) โลกของเราจัดเปนระบบนิเวศทีใหญทสด เรียกวา โลกของสิงมีชวตหรือชีวภาค (Biosphere) ่ ่ี ุ ่ ีิ การปรับตัวของสิงมีชวต (Adaptation) สิงมีชีวตในระบบนิเวศมีการปรับตัว 3 แบบ คือ ่ ีิ ่ ิ 1. การปรับตัวทางดานรูปราง (Morphological adaptation) มองเห็นไดจากภายนอก เชน ผักตบชวา มีกานใบเปนกระเปาะเพือเก็บอากาศเปนทุนลอยนํ้า กระบองเพชรเปลยนใบเปนหนามเพอลดการสญเสยน้ํา ตกแตนมปก  ่  ่ี  ่ื ู ี ๊ั ี คลายใบไม ฯลฯ 2. การปรับตัวทางดานสรีระ (Physiological adaptation) เปนการปรับตัวทางดานหนาทีหรือกลไกการทํางาน ่ ของอวัยวะตางๆ ภายในรางกายใหเหมาะสมตอการดํารงชีวต เชน คนทีอาศัยอยูตามภูเขาสูงซึงมี O2 ตํา รางกายจะปรับ ิ ่  ่ ่ ตวเพอสรางเมดเลอดแดงเพมขน การปรับตัวของปลานําจืดทีสามารถไปอาศัยอยูในนําเค็มได การปรบตวของ นกทะเล ั ่ื  ็ ื ่ิ ้ึ ้ ่  ้ ั ั โดยมี Nasal gland อยูใกลจมูก ฯลฯ  3. การปรับตัวทางดานพฤติกรรม (Behavioral adaptation) เปนการปรับตัวทางดานอุปนิสย เพือใหสามารถ ั ่ ดํารงชวตไดอยางเหมาะสม เชน การจําศีลของสัตว เมื่อขาดแคลนอาหาร หรอเมออณหภมของอากาศไมเ หมาะสมตอ ีิ   ื ่ื ุ ู ิ  การดํารงชีวต การอพยพยายถินของสัตวบางชนิด เชน นกนางแอนจะอพยพหนีหนาวจากประเทศจีนมาอาศัยอยูใน ิ ่  ประเทศไทย ฯลฯ (Migration คือ การอพยพยายถินชัวคราว, Emigration คือ การอพยพออกจากถินเดิมแลวไมกลับมาอีก, ่ ่ ่ Immigration คือ การอพยพไปอยูทหนึงทีใดแลวจะอยูอยางถาวรไมยายออกไปอีก)  ่ี ่ ่   โครงสรางของระบบนิเวศ แบงออกไดดงนี้ ั 1. โครงสรางทางชีวภาพ (Biological structure) ประกอบดวย สงมชวตตางๆ ทีมบทบาทในระบบนิเวศ ไดแก  ่ิ ี ี ิ  ่ ี ก. ผูผลิต (Producer) หมายถึง สิงมีชวตทีสรางอาหารไดเอง ่ ีิ ่ ข. ผูบริโภค (Consumer or Heterotroph) หมายถึง สงมชวตทสรางอาหารเองไมได แบงยอยออกเปน  ่ิ ี ี ิ ่ี      ผูบริโภคพืช (Herbivore) เชน วัว ควาย มา กระตาย ฯลฯ ผูบริโภคสัตว (Carnivore) เชน สนข แมว เสือ สิงโต ฯลฯ  ุั ผบรโภคทงพชและสตว (Omnivore) เชน คน เปด ไก ฯลฯ ู ิ ้ั ื ั  ผูบริโภคซากพืชและซากสัตว (Scavengers or Detritivores) เชน กิงกือ ไสเดือนดิน ปลวก นกแรง ฯลฯ  ้ ค. ผูยอยสลาย (Decomposer) หมายถึง สงมชวตทสรางอาหารเองไมได แตจะไดอาหารจากการหลง ่ิ ี ี ิ ่ี     ่ั เอนไซมไปยอยสลายสารอนทรยแลวนําขึ้นมาใช เชน แบคทเี รย เหด รา ฯลฯ   ิ ี  ี ็ 2. โครงสรางทางกายภาพ (Physiological structure) ประกอบดวย สงทไมมชวตทมบทบาทตอการดํารงชีวต ิ่ ี่  ี ี ิ ี่ ี  ิ ของสิ่งมีชีวิต เชน แสง อณหภมิ แรธาตุ ความชื้น ฯลฯ ุ ู
  7. 7. BOBBYtutor Biology Note ความสมพนธระหวางสภาวะแวดลอมทางกายภาพกบสงมชวต ั ั    ั ่ิ ี ี ิ 1. แสง มีความจําเปนตอการดํารงชีวตของพืช เชน การเอนเขาหาแสงของยอดออนของพช การออกดอก ิ   ื การสรางอาหาร และมีความจําเปนตอสัตว เชน การแพรกระจายของตัวออนแมลง การออกหากนของสตวบางชนด  ิ ั  ิ 2. อุณหภูมิ มีอทธิพลตอกระบวนการสรางอาหารของพืช การออกหากินของสัตว ิ 3. แกส มีความจําเปนตอการหายใจของพืชและสัตว การยอยสลายโดยจุลนทรียและการสรางอาหารของพืช  ิ  4. แรธาตุ เชน ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซยม ฯลฯ พืชใชในการสังเคราะหสารตางๆ ในเซลลพช ี ื 5. ความเปนกรดเบส จะตองเหมาะสมตอการเจรญเตบโตของพช ถา pH สงเกนไปพชจะไมสามารถดดแรธาตุ    ิ ิ ื ู ิ ื  ู  ไปใชได ความสมพนธของสงมชวตทอาศยอยรวมกน ั ั  ่ิ ี ี ิ ่ี ั ู  ั ความสัมพันธระหวางสิงมีชวตตางชนิดกันทีอาศัยอยูรวมกัน (Interspecific Relationship) ในระบบนิเวศจะมี ่ ีิ ่  ความสมพนธกนหลายแบบ กลาวคอเมออยรวมกนแลวอาจมฝายหนงฝายใดเสยประโยชน ไดประโยชน หรือไมไดไม ั ั ั  ื ่ื ู  ั  ี  ่ึ  ี เสียประโยชนกได ถากําหนดความสมพนธดวยเครองหมายดงน้ี ็ ั ั  ่ื ั + หมายถึง ไดประโยชนจากอีกฝายหนึง ่ - หมายถึง เสยประโยชนใหอกฝายหนง ี   ี  ่ึ 0 หมายถง ไมมการไดหรอเสยประโยชน ึ ี  ื ี จากการกําหนดความสมพนธดวยเครองหมาย สามารถแบงความสัมพันธของสิงมีชวตตางชนิดกันไดดงนี้ ั ั  ่ื ่ ีิ ั 1. ภาวะพงพา (Mutualism) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ทีตางฝายตางไดรบ ่ึ ่ ีิ ่ ั ประโยชนซงกนและกน โดยจะตองอยรวมกนตลอดเวลา หากแยกจากกันจะไมสามารถดํารงชีวตอยูได เชน  ่ึ ั ั  ู  ั ิ  - ไลเคนส (Lichens) เปนการอยรวมกนระหวางรากบสาหราย โดยราจะไดรบอาหารจากสาหราย สวน  ู  ั  ั  ั สาหรายไดรบความชนจากรา  ั ้ื - แบคทีเรีย E. coli ในลําไสใหญของคน แบคทเี รยจะชวยสลายกากอาหารและสงเคราะหวตามน B12 ี  ั ิ ิ และวตามน K ใหแกคน ในขณะเดียวกันแบคทีเรียก็จะไดอาหารและแหลงทีอยูอาศัยจากคน ิ ิ ่  - แบคทีเรีย Rhizobium sp. กับพืชตระกูลถัว แบคทีเรียทีอาศัยอยูในปมรากพืชตระกูลถัวจะทําหนาท่ี ่ ่  ่  ตรึงไนโตรเจนจากอากาศแลวเปลียนเปนสารประกอบไนโตรเจนในดิน ซึงเปนประโยชนตอการเจริญเติบโตของตนถัว ่ ่  ่ - โปรโตซัว Trichonympha sp. ในลําไสปลวก โปรโตซัวมีเอนไซมสาหรบยอยเซลลโลสในลําไสปลวก ํ ั  ู อาหารทียอยไดจะเปนประโยชนกบปลวกและโปรโตซัว ่ ั - รา Mycorrhiza sp. ในปมรากสน ราจะทําหนาทีสลายธาตุฟอสฟอรัสใหอยูในรูปทีพชสามารถนําไปใช ่  ่ ื ไดในขณะเดียวกัน ราก็จะไดอาหารทีพชตระกูลสนสังเคราะหขน ่ ื ้ึ - สาหรายสีนํ้าเงนแกมเขยวบางชนดกบแหนแดง ในโพรงใบของแหนแดงมีสาหรายสีเขียวแกมนําเงิน ิ ี ิ ั ้ บางชนด เชน Anabaena sp. และ Nostoc sp. อาศัยอยู ทําหนาทตรงไนโตรเจนจากอากาศเปลยนเปนสารประกอบ ิ  ่ี ึ ่ี  ไนโตรเจนทแหนแดงสามารถนาไปใชประโยชนได ่ี ํ
  8. 8. BOBBYtutor Biology Note 2. ภาวะไดประโยชนรวมกัน (Protocooperation) สัญลักษณ +, + เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด  ่ ีิ ทีไดรบประโยชนดวยกันทัง 2 ฝาย แตไมจาเปนตองอยรวมกนตลอดเวลา ถาแยกกันอยูกสามารถดํารงชีวตไดตามปกติ ่ ั  ้   ํ   ู  ั ็ ิ เชน - นกเอยงกบควาย นกเอียงจะกินปรสิตบนหลังควาย ทําใหปรสิตของควายลดลง ้ี ั ้ - แมลงกบดอกไม แมลงไดอาหารจากดอกไม ในขณะเดียวกันแมลงก็ชวยผสมเกสรดอกไมทําใหแพรพนธุ ั     ั ไดมาก - ปเสฉวนกบดอกไมทะเล ดอกไมทะเลทีเ่ กาะอยูบนเปลือกปูเสฉวนไดเคลือนทีไปพรอมๆ กบปเู สฉวน ู ั   ่ ่ ั เปนการเปลยนแหลงอาหารไปเรอยๆ สวนปเู สฉวนจะไดทพรางตวทําใหศตรูมองไมเห็น  ่ี  ่ื   ่ี ั ั - มดดํากับเพลีย มดดําจะนําไขของเพลียไปไวในรัง เพือใหไดรบความอบอุนและฟกออกเปนตัว และมดดา ้ ้ ่ ั  ํ จะทําหนาทีปองกันเพลียใหพนจากอันตราย เวลามดออกหาอาหารจะนําเพลยไปดวย เพือใหเพลียดูดนํ้าหวานจากตนไม ่ ้  ้ี  ่ ้  และมดดาจะไดอาหารจากเพลยอกทอดหนง ํ  ้ี ี ่ึ 3. ภาวะอิงอาศัย หรอภาวะเกอกล (Commensalism) สัญลักษณ +, 0 เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ื ้ื ู ่ ีิ ทีฝายหนึงไดประโยชนสวนอีกฝายหนึงไมไดและไมเสียประโยชน เชน ่ ่  ่ - ปลาฉลามกับเหาฉลาม เหาฉลามเปนปลาชนดหนงทมครบหลงเปลยนเปนอวยวะสําหรับยึดเกาะกับ  ิ ่ึ ่ี ี ี ั ่ี  ั ปลาฉลาม ซึงจะไดอาหารจากปลาฉลามโดยไมทําอันตรายปลาฉลามและปลาฉลามก็ไมไดเสียประโยชนแตอยางใด ่ - กลวยไมกบตนไมใหญ ตนไมใหญเปนฝายใหทอยูอาศัยแกกลวยไม ซึงกลวยไมทอาศัยอยูนนก็ไมได  ั   ่ี  ่ ่ี  ้ั แยงอาหารจากตนไม - นกทํารังบนตนไม นกไดประโยชนจากตนไม คือ ไดทอยูอาศัย สวนตนไมไมไดหรอเสยประโยชน ่ี       ื ี แตอยางใด  4. ภาวะลาเหยื่อ (Predation) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ในลกษณะทสงมชวต ่ ีิ ั ่ี ่ิ ี ี ิ ชนิดหนึ่งเปนอาหารของสงมชวตอกชนดหนง สิงมีชวตทีจบสัตวอนกินเปนอาหาร เรียกวา ผูลา (Predator) สวนสงมชวต ิ่ ี ี ิ ี ิ ึ่ ่ ี ิ ่ ั ื่  ่ิ ี ี ิ ทีตกเปนอาหาร เรียกวา เหยือ (Prey) เชน โคกนหญา กบกินแมลง ไกกนขาว เปนตน ่ ่ ิ  ิ 5. ภาวะปรสิต (Parasitism) สัญลักษณ +, - เปนความสัมพันธของสิงมีชวต 2 ชนิด ในลกษณะทฝายหนง ่ ีิ ั ่ี  ่ึ ไดประโยชนจากการเปนผูอาศัยหรือปรสิต (Parasite) อีกฝายหนึงเสียประโยชนจากการเปนผูถกอาศัย หรอโฮสต  ่ ู ื (Host) ปรสตอาจอาศยภายนอก หรอภายในรางกายของผถกอาศยกได เราสามารถจําแนกประเภทของปรสิตตามแหลง ิ ั ื  ู ู ั ็ ทีอยูได 2 พวก คือ ่  5.1 ปรสิตภายนอก (Ectoparasite) เปนปรสิตทีอาศัยอยูบนรางกายของโฮสต เชน หมัด เหา เหบ ไร ่  ็ เปนตน 5.2 ปรสิตภายใน (Endoparasite) เปนปรสตทอาศยอยในรางกายของผถกอาศย เชน ภายในเซลล  ิ ่ี ั ู  ู ู ั ในทอทางเดินอาหาร กลามเนือ ตับ ปอด ถงนาดี ตวอยางปรสตภายใน ไดแก หนอนพยาธิชนิดตางๆ ้ ุ ้ํ ั  ิ 6. ภาวะแขงขัน (Competition) สัญลักษณ -, - เปนความสัมพันธของสิ่งมีชวตชนิดเดียวกัน หรือตางชนิดกัน ีิ ก็ไดทมความตองการสิงเดียวกันแลวเกิดการแกงแยงแขงขันกัน ทําใหเสียประโยชนทง 2 ฝาย เชน การเจรญของผกบง ่ี ี ่ ้ั ิ ั ุ และผกกระเฉดในสระน้ํา การแขงขนของสตวเ พอครอบครองทอยอาศยหรอแยงชงอาหาร สุนขจิงจอกแยงกวางทีจบได ั  ั ั ่ื ่ี ู ั ื  ิ ั ้ ่ั เปนตน
  9. 9. BOBBYtutor Biology Note 7. ภาวะการหลั่งสารตอตาน (Antibiosis) สัญลักษณ 0, - เปนความสมพนธของสงมชวต 2 ชนิด ทีฝายหนึง  ั ั  ่ิ ี ี ิ ่ ่ ไมไดหรือไมเสียประโยชนแตอกฝายหนึงเสียประโยชน โดยฝายหนึงจะหลังสารไปยับยังการเจริญเติบโตของสิงมีชวตอีก ี ่ ่ ่ ้ ่ ีิ ชนิดหนึ่ง เชน สาหรายสีเขียวบางชนิดหลังสารยับยังการเจริญเติบโตของไดอะตอม เปนตน การยบยงการเจรญเตบโต ่ ้ ั ้ั ิ ิ โดยไมมการหลังสาร ตนไมเล็กๆ ทีอยูใตตนไมใหญมกจะไมเจริญเติบโต เพราะตนไมใหญบงแสงแดดเอาไว ี ่ ่   ั ั 8. ภาวะเปนกลาง (Neutralism) สัญลักษณ 0, 0 เปนความสัมพันธของสิงมีชวต ททง 2 ฝายไมเกี่ยวของ  ่ ี ิ ่ี ้ั สัมพันธกนในระหวางทีอาศัยอยูรวมกัน เชน แมงมมกบกระตายทอาศยอยดวยกนในทงหญา ไสเดือนดินกับตักแตนที่ ั ่  ุ ั  ่ี ั ู  ั ุ  ๊ อาศัยอยูในนาขาว เปนตน การถายทอดพลงงานและการหมนเวยนสารในระบบนเวศ  ั ุ ี ิ การถายทอดพลงงานในกลมสงมชวตในระบบนเวศ มี 2 ลักษณะ คือ  ั ุ ่ิ ี ี ิ ิ 1. ถายทอดพลงงานในรปโซอาหาร (Food chain) หมายถึง การกินตอกันเปนทอดๆ โดยเริ่มจากผูผลิต  ั ู  ถายทอดพลงงานไปยงผบรโภคในลําดับถัดไป เชน  ั ั ู ิ ผักกาด ตักแตน ๊ นก คน (ผักกาดถูกกินโดยตักแตน, ตักแตนถูกกินโดยนก, นกถูกกินโดยคน) ๊ ๊ ตําแหนงหนาที่เชิงอาหารและลําดับขั้นของอาหาร ลําดับขั้นอาหาร (Trophric level) สิงมีชวต ่ ีิ หนาที่เชิงอาหาร 4 คน ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับสอง หรือผูบริโภคอันดับสุดทาย  3 นก ผูบริโภคเนื้อสัตวอันดับหนึ่ง หรือผูบริโภคอันดับทีสอง  ่ 2 ตักแตน ๊ ผูบริโภคพืช หรือผูบริโภคอันดับทีหนึง   ่ ่ 1 ผักกาด ผูผลิต  พระมดอาหาร (Food pyramid) ี ิ เมือพิจารณาแบบแผนการถายทอดพลังงานในหวงโซอาหารหนึงๆ สามารถนํามาเขียนในรูปพีระมิดได 3 แบบ คือ ่ ่ 1. พระมดจํานวนของสิ่งมีชีวิต (Pyramid of number) มีทงแบบฐานกวางและฐานแคบ ี ิ ้ั 2. พระมดมวลของสงมชีวต (Pyramid of mass) อาจเปนแบบฐานกวางหรือฐานแคบก็ได ี ิ ่ิ ี ิ 3. พีระมิดปริมาณพลังงาน (Pyramid of energy) เปนแบบฐานกวางเสมอ   2. ถายทอดพลังงานในรูปสายใยอาหาร (Food web) หมายถึง การกนกนอยางซบซอน ประกอบดวยโซอาหาร ิ ั  ั  จานวนมาก โดยผูบริโภคแตละชนิดจะกินสัตวอนไดมากกวา 1 ชนิด ํ  ่ื
  10. 10. BOBBYtutor Biology Note การหมุนเวียนสารที่สาคัญในระบบนิเวศ ํ 1. วัฏจักรคารบอน แหลงธาตคารบอนในบรรยากาศ คือ กาซคารบอนไดออกไซด (CO2) กาซคารบอนมอนอกไซด  ุ    (CO) ในนํ้าอยูในรูปไฮโดรเจนคารบอเนตไอออน ดังสมการ  CO2 + H2O H2CO3 H+ + HCO- คารบอนไดออกไซดจะถูกผูผลิตเปลียนไปเปน 3  ่ คารโบไฮเดรตเมื่อผูบริโภคนําไปใชจะปลอยคารบอนไดออกไซดออกมาทางลมหายใจ     2. วัฏจักรไนโตรเจน ประกอบดวย 4 ขั้นตอน คือ  1. Nitrogen fixation คือ การตรึงไนโตรเจนในอากาศเปลียนเปนสารประกอบไนโตรเจน เกิดจาก ่ ปรากฏการณธรรมชาติ เชน ฟาแลบ และอาศัยสิงมีชวต เชน แบคทเี รย ไรโซเบียม (Rhizobium sp.) สาหรายสเี ขยว-  ่ ีิ ี  ี แกมนํ้าเงินพวก Anabaena sp., Nostoc sp. เปนตน 2. Ammonification คือ กระบวนการสลายสารอนทรยจากพชและสตวเ ปนแอมโมเนย (NH3) ิ ี ื ั  ี ี - ซงตองอาศยแบคทเรยหลายชนด 3. Nitrification คือ กระบวนการเปลยนแอมโนเนยเปนไนไตรท NO2 ่ึ  ี่ ั ี ี ิ เชน Nitrococcus sp., Nitrosomonas sp., Nitrosocystis sp. และเปลียนไนไตรทเปนไนเตรต NO3 ่ - โดยใช แบคทเี รย Nitrobacter sp. ี 4. Denitrification คือ กระบวนการเปลียนไนเตรตเปนกาซไนโตรเจน (N2) ซึงตองใชแบคทีเรียพวก ่ ่ Pseudomonas sp., Micrococcus sp., Chromabacterium sp. 3. วฏจกรฟอสฟอรส และวฏจกรแคลเซยม เปนวัฏจักรทีไมตองผานบรรยากาศเพราะไมมสารประกอบในรูป ั ั ั ั ั ี ่  ี ของกาซ  4. วฏจกรซลเฟอร พืชและสัตวไมสามารถใชซลเฟอรไดโดยตรงตองอาศัยแบคทีเรียเปลียนใหอยูในรูปสาร- ั ั ั ั ่  ประกอบซลเฟตจงจะนาไปใชได ั ึ ํ ขอควรทราบ  สารหมนเวยนเปนวฏจกรได ุ ี  ั ั พลงงานหมนเวยนเปนวฏจกรไมได แตถายทอดได ั ุ ี  ั ั   ผยอยสลายจะเปนผรบพลงงานลาดบสดทาย ู   ู ั ั ํ ั ุ  การเปลยนแปลงแทนท่ี (Succession) ่ี คือ การเปลียนแปลงของกลุมสิงมีชวตทังในดานจํานวนและชนิดของสิงมีชวตในธรรมชาติ โดยมีปจจัยทาง ่  ่ ีิ ้ ่ ีิ  กายภาพและชีวภาพเปนตัวควบคุมจนเกิดสมดุลตามธรรมชาติ ทําใหกลมสงมชวตมความสมพนธกนอยางเหมาะสมและ  ุ ่ิ ี ี ิ ี ั ั ั  ดํารงอยูในสภาวะทีคอนขางจะสมดุล เรียกสภาวะเชนนีวา สงคมสงมชวตขนสด (Climax community)  ่ ้  ั ่ิ ี ี ิ ้ั ุ การเปลียนแปลงแทนทีของสิงมีชวตในธรรมชาติ แบงออกเปน 2 ประเภท คือ ่ ่ ่ ีิ 1. การเปลียนแปลงแทนทีแบบปฐมภูมิ (Primary succession) คือ การเปลียนแปลงแทนทีในพืนทีซงไมเคยมี ่ ่ ่ ่ ้ ่ ่ึ สิงมีชวตอาศัยมากอน เชน มีพชขึนบนเกาะทีเ่ กิดใหมหรือบริเวณทีเ่ กิดภูเขาไฟใหมๆ ซึงยังไมมการครอบครองของ ่ ีิ ื ้ ่ ี สิงมีชวตมากอน ่ ีิ 2. การเปลยนแปลงแทนทแบบทตยภมิ (Secondary succession) คือ การเปลยนแปลงแทนทในพนท่ี ่ี ่ี ุิ ู ่ี ่ี ้ื ซึงเคยมีสงมีชวตอาศัยอยูแตถกทําลายไปโดยคน สัตวหรือภัยธรรมชาติ เชน ไฟไหม นํ้าทวม เปนตน ่ ่ิ ี ิ  ู
  11. 11. BOBBYtutor Biology Note การเปลียนแปลงในสภาพแหงแลง เรียกวา Xerosere เชน ทีกอนหิน กองทราย หรอลาวา หลังจากทีเ่ ย็นลง ่ ่ ื ซึงมักพบสิงมีชวตชนิดตางๆ ตามลําดับ ไดแก ่ ่ ีิ 1. สาหรายสีน้าเงินแกมเขียว จะชวยเปลียนสภาพของหิน ทรายหรือลาวาใหสามารถรับความชืนไดบาง ํ ่ ้  2. ครัสโทสไลเคนส (Crustose lichens) เปนไลเคนสชนิดทีสามารถติดอยูกบกอนหินได มีลกษณะเปนแผนบาง ่ ั ั 3. โฟลิโอสไลเคนส (Foliose lichens) จะเจริญไดเมือเนือหินเริมกลายเปนดินและมีซากสารอินทรียเ พิมขึน ่ ้ ่ ่ ้ 4. มอส (Moss) เมอหนไดเ ปลยนสภาพไปมากจนมสภาพเปนดนมากขน มีอนทรียวัตถุและความชืนเพิม ่ื ิ ่ี ี  ิ ้ึ ิ ้ ่ มากขึ้น ซึงเปนสภาพทีพชชันตําพวกมอสเจริญไดดี ่ ่ ื ้ ่ 5. ไมลมลุก หญาหรือเฟน พืชพวกนีจะเขามาแทนทีเ่ มือมอสไดตายไป นอกจากนสงมชวตใดจะมมากหรอนอย  ้ ่ ้ี ่ิ ี ี ิ ี ื  ยงขนอยกบอทธพลของความชนและปรมาณแสงอกดวย ั ้ึ ู ั ิ ิ ้ื ิ ี  6. ไมยนตนและไมพม จะเขามาแทนทีพวกไมลมลุก หญาหรือเฟน และการเจริญของพืชในชวงนีขนอยูกบ ื ุ ่  ้ ้ึ  ั สภาพภูมอากาศและปจจัยจํากดในสงแวดลอมนนๆ อาจมีสตวชนิดตางๆ อพยพเขาไปอยูอาศัย เชน สตวเ ลอยคลาน ิ ั ่ิ  ้ั ั  ั ้ื นกและสัตวเลียงลูกดวยนม ้ ประชากรกบสภาวะแวดลอมและทรพยากรธรรมชาติ ั  ั ประชากร (Population) คือ สิงมีชวตชนิดเดียวกัน อาศยอยในทแหงเดยวกนในชวงระยะเวลาหนง เชน ่ ีิ ั ู ่ี  ี ั  ่ึ จานวนประชากรผึงบนตนมะมวง เมื่อเดือนกุมภาพันธ พ.ศ. 2540 เปนตน ํ ้ การวัดขนาดประชากร ทําไดหลายแบบ เชน การนับทังหมด การสมตวอยาง การทําเครืองหมายแลวปลอยไป ้ ุ ั  ่ เพือจับใหม ่ การอนรกษทรพยากรธรรมชาติ ุ ั  ั ทรพยากรธรรมชาติ หมายถึง สิงทีเ่ กิดขึนเองตามธรรมชาติมนุษยไมไดสรางขึน มทงประเภททสามารถฟนสภาพ ั ่ ้ ้ ี ้ั ่ี  ได เชน พืช สัตว และประเภทสินเปลืองไมสามารถฟนสภาพได เชน ถานหิน นํามัน แรธาตุ ้  ้ มลภาวะของน้า (Water pollution) หมายถึง การทีนามีสารบางอยางหรือสภาพบางอยางในระดับทีไมเหมาะสม ํ ่ ้ํ ่ ตอการนํามาทําประโยชน มลภาวะของนํ้าเกดจากสาเหตตางๆ ไดแก ิ ุ - เชื้อโรคตางๆ ในแหลงนา  ้ํ - สงสกปรกทยอยสลายได เชน สารอินทรียจากนําทิงของโรงงานและบานเรือน ่ิ ่ี   ้ ้ - สงสกปรกทไมเ กดปฏกรยาเคมี เชน ดิน ทรายทถกชะลางลงไปในแหลงนา ขยะลอยนํา ฯลฯ ่ิ ่ี ิ ิ ิ ิ ่ี ู   ้ํ ้ - สิงสกปรกทีเ่ ปนสารพิษ เชน ปุยและสารเคมีกําจัดศัตรูพช ่  ื - สิงทีทําใหสมบัตทางเคมีและฟสกสของนํ้าเปลียนแปลงไป เชน อุณหภูมิ pH ่ ่ ิ ิ ่ บทบาทของแบคทเรยตอคณภาพของน้ํา ี ี  ุ ก. แบคทีเรียทีสรางอาหารไดเอง (Autotrophic bacteria) พวกที่มีประโยชนในการกาจัดนําเสีย ไดแก ไนไตรต- ่  ํ ้ แบคทเี รย ไนเตรตแบคทเี รย และแบคทีเรียทีเ่ ปลียนไฮโดรเจนซัลไฟดเปนซัลเฟต ี ี ่ ข. แบคทีเรียทีสรางอาหารเองไมได (Heterotrophic bacteria) มีจํานวนมากและมีบทบาทสําคัญทีสดใน ่ ุ่ การยอยสลายสารอนทรย แบงออกเปน  ิ ี  
  12. 12. BOBBYtutor Biology Note 1. Aerobic bacteria คือ แบคทเี รยทตองใชออกซเิ จนในการสลายสารอนทรย ไดผลผลิตทีเ่ ปนคารบอนไดออกไซด ี ี่   ิ ี และนํา ้ 2. Anaerobic bacteria คอแบคทเี รยทสลายสารอนทรยโ ดยไมใชออกซเิ จน ไดผลผลิตทีเ่ ปนกาซมีกลิน ไดแก ื ี ่ี ิ ี   ่ CH4, H2S, NH3 3. Facultative bacteria คือ แบคทีเรียทีสามารถสลายสารอินทรียโดยไมใชออกซิเจนหรือใชออกซิเจนก็ได ่  ขึนอยูกบสภาพแวดลอมวามีออกซิเจนหรือไม ้ ั การวัดมลภาวะของนํ้า วัดจากปริมาณออกซิเจนทีมอยูในแหลงนํ้าซึงมีอยู 3 วิธี คือ ่ี  ่ 1. วัดปริมาณออกซิเจนทีละลายอยูในนํา (Dissolved Oxygen หรือ DO) มีหนวยเปนมิลลิกรัมตอลิตร หรือ ่  ้ ppm ออกซิเจนทีละลายอยูในนํ้ามาจากการสงเคราะหดวยแสงของพชน้า ถามความกดดนของออกซเิ จนในบรรยากาศ ่  ั  ื ํ  ี ั สูงออกซิเจนจะละลายนําไดมาก ถาความเขมขนของเกลือแรในนํ้าและอุณหภูมนาสูงออกซิเจนจะละลายไดนอย (ปกติ ้ ิ ้ํ  ปริมาณออกซิเจนทีเ่ หมาะสมตอการดํารงชวตของสงมชวตในนา คือ 5 มลลกรม/ลิตร ถาตากวา 3 มลลกรม/ลิตร ีิ ่ิ ี ี ิ ้ํ ิ ิ ั  ่ํ ิ ิ ั จะทําใหน้าเสีย) ํ 2. วดความตองการออกซเจนทางชวเคมี (Biochemical Oxygen Demand หรือ BOD) คือปริมาณ ั  ิ ี ออกซิเจนที่ Aerobic bacteria ใชสําหรบการยอยสลายสารอนทรย คํานวณไดจากผลตางของคา DO ของนํ้าทีวดทันที ั  ิ ี ่ั กับคา DO ของนํ้าทเ่ี กบไวในทมด 5 วัน ปรมาณออกซเิ จนจะลดลงเพราะแบคทีเรียใชในการยอยสลายอนทรย ถานํ้าสกปรก ็  ่ี ื ิ   ิ ี  แสดงวามสารอนทรยในนามาก คา BOD จะสูงคา BOD ในแหลงนาทวไปประมาณ 2-5 ppm ถาสงกวา 100 มลลกรม/ลิตร  ี ิ ี  ้ํ  ้ ํ ่ั  ู  ิ ิ ั จัดวาเปนนํ้าเสีย 3. วัดความตองการออกซิเจนทางเคมี (Chemical Oxygen Demand หรือ COD) คือ ปริมาณออกซิเจนที่ สารเคมีใชในการสลายสารอินทรีย สารเคมีทใชเปนตัวออกซิไดซคอ โพแทสเซียมไดโครเมต ถานําสกปรก แสดงวามี ่ี ื ้ สารอินทรียในนํามาก คา COD จะสูงในแหลงนําเดยวกน คา COD จะสูงกวาคา BOD เสมอ เพราะสารเคมีบางอยาง  ้ ้ ี ั ยอยสลายโดยแบคทีเรียไมไดแตยอยโดยการออกซิไดซทางเคมีได  มลภาวะของดิน (Soil pollution) เกดจากพวกกากสารกมมนตรงสี ขยะมลฝอยและสงปฏกล ปยและสารเคมี ิ ั ั ั ู ่ ิ ิ ู ุ ปราบศตรพชซงใชเ วลาในการสลายตวตางกน เชน เอนดริน 1-6 ป ดีลดริน 5-25 ป ดีดที 4-30 ป ั ู ื ่ึ ั  ั ี มลภาวะอากาศ (Air pollution) มีกาซ และสารตางๆ หลายชนดททําใหเกิดมลภาวะอากาศ เชน กาซซลเฟอร-  ิ ่ี  ั ไดออกไซดจากการเผาถานหน เมอกระทบกบความชนจะกลายเปนกรดซลฟวรก ทําอนตรายกบเนอเยอตางๆ สารกัมมันตรังสี  ิ ื่ ั ื้  ั  ิ ั ั ื้ ื่  ทําใหเกิดการระคายเคือง ตา จมูก คอ เกดการอาเจยน มือบวม โครโมโซมผิดปกติ เปนหมน สารตะกัวทีผสมในนํ้ามัน ิ ี  ั ่ ่ เชื้อเพลิง หรอจากโรงงานทําแบตเตอร่ี ทําสี มผลไปทําลายระบบประสาท เกิดการเสือมสลายของเสนเลือดฝอย ื ี ่ กาซคารบอนมอนอกไซด เกิดจากการเผาไหมทไมสมบูรณ สามารถรวมตัวกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงไดดกวา ่ี ี ออกซิเจนประมาณ 200-250 เทา ออกไซดของไนโตรเจน เกิดจากการเผาเชือเพลิงทีมไนโตรเจนเปนองคประกอบ  ้ ่ี สามารถรวมตัวกับฮีโมโกลบินไดเหมือนกับคารบอนไดออกไซด และยังทําใหเยือบุทางเดินของระบบหายใจ ตา จมูก ่ เกิดการระคายเคืองเชนเดียวกับกาซซัลเฟอรไดออกไซด สารปรอท ทําใหมการบบตวอยางรนแรงของทางเดนอาหาร ี ี ั  ุ ิ ปวดทอง อาเจียน ปวดเมือยกลามเนือ เรียกวาโรคมินามาตะ สารแคดเมยม จะไปสะสมทไต ทําลายหลอดไต กระดูก- ่ ้ ี ่ี ผุกรอน เกดการเจบปวดมาก เรียกวาโรคอิไต-อิไต กาซคารบอนไดออกไซด เกิดจากการเผาไหมเชื้อเพลิง ถามีสะสม ิ ็ ในบรรยากาศมากทําใหเกิดปรากฏการณเรือนกระจก

×