Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.
การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน กรณีศึกษา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย
SUPPLY CHAIN STRATEGIES MANGAMENT A CASE STUDY OF
T...
5) implementing a disciplined process of project and changing management, significantly influence the
organization effecti...
Slone, Dittmann & Mentzer (2010) ได้นาเสนอการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนที่นาไปสู่ความสาเร็จได้
องค์กรหรือผู้ประกอบการจะต้องมี...
การดาเนินงานร่วมกันทั้งเครือข่าย และส่งผลให้เกิดการลดความผิดพลาดในการทางานที่เกิดจากการไม่สานงาน
กันระหว่างองค์กรในซัพพลาย...
5. สรุปผลการวิจัย
ตารางที่ 1 การทดสอบความอิทธิพลของตัวแปรอิสระการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนกับตัวแปรตาม
ประสิทธิผลของการจัดกา...
จากตารางที่ 3 พบว่าการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ทั้ง 5 องค์ประกอบ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ
การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านอ...
กระบวนการดาเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งการดาเนินงานดังกล่าวเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทางานร่วมกันของ
ซัพพลายเชนทั้งระบบซึ่งได้...
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน กรณีศึกษา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย

  • Login to see the comments

  • Be the first to like this

การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน กรณีศึกษา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย

  1. 1. การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน กรณีศึกษา อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเทศไทย SUPPLY CHAIN STRATEGIES MANGAMENT A CASE STUDY OF THAILAND ELECTRONICS INDUSTRY ปุญญภณ เทพประสิทธิ์ อาจารย์ สาขาเทคโนโลยีโลจิสติกส์ และการจัดการระบบขนส่ง บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ E-Mail: punyapon@mvpconsultant.com บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน 5 ขั้นตอนที่นาไปสู่การสร้าง คุณค่าที่แท้จริงให้กับองค์กร และศึกษาประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนในด้านยอดขาย ต้นทุน การดาเนินงาน และอัตราส่วนความผิดพลาดในการทางาน โดยได้ทาการศึกษาจากผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบของไทย จานวน 268 ตัวอย่าง และใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ด้วยวิธี Enter ในการ ทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน 5 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) การคัดเลือกผู้นาที่ เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน 2) การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย 3) การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน 4) การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า และ 5) การ ปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการการเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลต่อการรักษาฐานลูกค้าเดิม ต้นทุน การดาเนินงาน และยอดขายที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 คาสาคัญ : การจัดการซัพพลายเชน กลยุทธ์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ABSTRACT This research aims at studying the supply chain strategies management a case study of Thailand electronics industry by emphasizing the impacts of supply chain strategies management on the effectiveness regarding sales volume, operating cost and defect ratio. The samples of the research were gathered from 268 electronics export companies. The multiple regression (enter method) was used as a measurement tool to analyze research hypotheses. The results indicate that the 5 steps of supply chain strategies management, including 1) selecting the right leaders and developing supply chain talent; 2) updating supply chain technologies and trends; 3) eliminating crippling cross-functional disconnects; 4) collaborating with suppliers and customers; and
  2. 2. 5) implementing a disciplined process of project and changing management, significantly influence the organization effectiveness with respect to sales volume, operating cost and defect ratio at 0.05 level. KEYWORDS: Supply chain management, Strategy, Thailand electronics industry 1. ความสาคัญและความเป็นมาของปัญหา การจัดการซัพพลายเชน เป็นแนวคิดที่มุ่งสร้างเครือข่ายทางธุรกิจของผู้ประกอบการให้มีการพัฒนา แนวคิด กลยุทธ์ และวิธีการดาเนินกิจกรรมทางธุรกิจร่วมกันระหว่าง ผู้ผลิต ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ ผู้ขนส่งหรือกระจาย สินค้า และผู้ขาบ เป็นต้น เพื่อก่อให้เกิดนวัตกรรมของสินค้า บริการ ตลอดจนกระบวนการดาเนินงาน จนนาไปสู่ การสร้างคุณค่าให้กับองค์กรที่อยู่ในซัพพลายเชนเดียวกัน ให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลในเรื่องของต้นทุน ยอดขายที่เพิ่มขึ้น ตลอดจนการลดความผิดพลาดในการทางานของกระบวนการทางานตั้งแต่ต้นน้าจนถึงปลายน้า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยและกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน ได้สร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจร่วมกันภายใต้ ข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) (กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, 2553) ซึ่งสนับสนุนการเคลื่อนย้ายกาลังการผลิต สินค้า การลงทุน ทรัพยากรวัตถุดิบ และแรงงานระหว่างประเทศ สมาชิกในรูปแบบเสรีเพื่อมุ่งหวังในการสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคที่ทัดเทียมกลุ่มประเทศ พัฒนาแล้ว แต่ทั้งนี้ AEC ยังสร้างความกังวลต่อผู้ประกอบการในการที่จะต้องแข่งขันกับคู่แข่งจากประเทศ สมาชิกที่มีศักยภาพ และนวัตกรรมโดยไม่มีข้อกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการจึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของตน ให้มีประสิทธิภาพและมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน การจัดการซัพพลายเชน จึงเป็นกลยุทธ์สาคัญที่จะสร้าง ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของ ประเทศไทยอย่างยั่งยืน 2. กรอบแนวความคิดและทฤษฎี ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน 1. การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนา ความสามารถด้านซัพพลายเชน 2. การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย 3. การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน 4. การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า 5. การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการ จัดการ การเปลี่ยนแปลง ประสิทธิผล 1. ยอดขาย 2. ต้นทุนการดาเนินงาน 3. อัตราส่วนความผิดพลาดของการ ทางาน
  3. 3. Slone, Dittmann & Mentzer (2010) ได้นาเสนอการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนที่นาไปสู่ความสาเร็จได้ องค์กรหรือผู้ประกอบการจะต้องมีการวางรากฐานของการจัดการซัพพลายเชนที่ถูกต้องและเหมาะสม ตาม องค์ประกอบทั้ง 5 ดังนี้ องค์ประกอบที่ 1 การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน เป็นขั้น แรกของการพัฒนา และปรับปรุงการจัดการซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดประสิทธิผล โดย องค์กรจะต้องมีการคัดเลือกผู้นาด้าน ซัพพลายเชนที่จะเข้ามาบริหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะต้องมองถึงเรื่อง ต่างๆ เช่น ทักษะ ความรู้ การศึกษา ประสบการณ์ที่สาคัญที่อยู่ในขอบข่ายของการจัดการซัพพลายเชน Slone, Dittmann & Mentzer (2010) ยังได้กล่าวว่า องค์กรที่มีอานาจ และอิทธิพลต่อตลาดมากมาย เคยล้มเหลวในการ จัดการด้านซัพพลายเชน เพราะขาดบุคลากรผู้นาที่มีศักยภาพ องค์ประกอบที่ 2 การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย มีความสาคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากการ เชื่อมโยงเครือข่ายของซัพพลายเชนขององค์กรจาเป็นที่จะต้องมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการสนับสนุน การสื่อสาร และครอบคลุมการทางานทั่วทั้งองค์กร โดยต้องสามารถเชื่อมโยงกับคู่ค้า ผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า ได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์ประกอบที่ 3 การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน การจัดการซัพพลายเชนนั้น คือการ จัดการที่เกี่ยวข้องกับการข้ามองค์กรไปยังหน่วยงานหรือองค์กรอื่นที่อยู่ในเครือข่ายซัพพลายเชนเดียวกัน ดังนั้น กิจกรรมต่างๆ จึงเกิดขึ้นในลักษณะกิจกรรมระหว่างองค์กร ซึ่งบางครั้งหากการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรมีความ ผิดพลาดไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน จะทาให้เกิดความเสียหายที่ตามมามากมาย เช่น ผู้จาหน่ายวัตถุดิบไม่ทราบความ ต้องการวัตถุดิบที่ชัดเจนของผู้ผลิต ทาให้ส่งวัตถุดิบจานวนมากไปยังผู้ผลิต ก่อนระยะเวลาที่เหมาะสมส่งผลให้ การรับวัตถุดิบเข้าคลังสินค้าต้องจัดวางในที่ที่ไม่เหมาะสมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการเสียหายของวัตถุดิบได้ หรือ ผู้ผู้ผลิตปฏิเสธการรับวัตถุดิบดังกล่าวในขณะนั้น ผู้จาหน่วยวัตถุดิบก็จะต้องแบกรับต้นทุนค่าขนส่ง และค่าเก็บ รักษาวัตถุดิบที่สูงขึ้น (Rushton & Walker, 2007) องค์ประกอบที่ 4 การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า องค์กรจาเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การบูรณาการด้านการจัดการซัพพลายเชนโดยการสร้างความร่วมมือกับคู่ค้า ผู้จาหน่ายวัตถุดิบ ลูกค้าในเครือข่าย ของตนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการให้บริการให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลอย่างยั่งยืน เนื่องจาก การแข่งขันของธุรกิจในปัจจุบันได้มุ่งเน้นการแข่งขันในระดับเครือข่ายของซัพพลายเชน มากกว่าระดับองค์กรต่อ องค์กร เพื่อการบูรณาการที่มีประสิทธิภาพของเครือข่ายซัพพลายเชน จะก่อให้เกิดความสามารถทางการแข่งขัน เชิงได้เปรียบ (Power, Desouza, & Bonifazi, 2006) องค์ประกอบที่ 5 การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ การเปลี่ยนแปลง ผู้บริหาร ด้านซัพพลายเชน จะต้องวางกลยุทธ์ในการพัฒนาปรับปรุงรูปแบบของการจัดการซัพพลายเชน และโครงการ กิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทั้งภายในและภายนอกขององค์กร Slone, Dittmann & Mentzer (2010) ได้นาเสนอว่าการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนทั้ง 5 องค์ประกอบ สามารถที่จะสร้างความสาเร็จหรือประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับองค์กรได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการ บูรณาการเกี่ยวกับการดาเนินกิจกรรมทั้งเครือข่ายซัพพลายเชนเดียวกัน ซึ่งผลที่ได้รับในการทดลองใช้กับธุรกิจ ต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาสามารถสร้างยอดขายที่เพิ่มขึ้นขณะที่ต้นทุนการดาเนินงานลดต่าลงจากความสามารถใน
  4. 4. การดาเนินงานร่วมกันทั้งเครือข่าย และส่งผลให้เกิดการลดความผิดพลาดในการทางานที่เกิดจากการไม่สานงาน กันระหว่างองค์กรในซัพพลายเชน 3. วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาประสิทธิผลการการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชยของกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ประเทศ ไทย 4. วิธีการดาเนินงานวิจัย ประชากร กลุ่มตัวอย่าง และการสุ่มกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ผลิตและส่งออกสินค้าประเภทอิเล็กทรอนิกส์ และส่วนประกอบของ ประเทศไทยจานวน 810 บริษัท (กรมส่งเสริมการส่งออก, 2553) ผู้วิจัยจึงได้กาหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ สูตรของ Taro Yamane (Yamane, 1967) จะทาให้ได้กลุ่มตัวอย่าง จานวน 268 บริษัท และได้ทาการสุ่มแบบอาศัย ความน่าจะเป็น (Probability sampling) โดยใช้วิธีสุ่มตัวอย่างแบบเชิงระบบ (Systematic Sampling) (Zikmund, 2003) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือ 2 แบบ ได้แก่ 1) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi –structured interview) ด้วยวิธี Focus Group เพื่อนามาใช้ในการสร้างข้อคาถามของแบบสอบถามต่อไป และ 2) แบบสอบถาม (Questionnaire) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ลักษณะทั่วไปขององค์กร ส่วนที่ 2 การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ประกอบด้วย 1) การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน 2) การปรับปรุง เทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย 3) การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน 4) การร่วมมือกับผู้ จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า และ 5) การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ การเปลี่ยนแปลง และส่วนที่ 3 ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ประกอบด้วย ด้านยอดขาย ด้านต้นทุนการ ดาเนินงาน และด้านอัตราส่วนความผิดพลาดของการทางาน การพัฒนาเครื่องมือในการวิจัย ทาการทดสอบหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคาถามกับวัตถุประสงค์ (Item-Objective Congruence Index : IOC) จากผู้เชี่ยวชาญจานวน 5 ท่าน (Saunders, Thornhill & Lewis, 2009) และทาการ ทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม (Reliability) ด้วยการทดสอบจากกลุ่มตัวอย่างที่ใกล้เคียงกับประชากรที่ ทาการศึกษาจานวน 30 บริษัท พบว่ามีค่า Cronbacth’s Alpha ของส่วนที่ 2 การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน เท่ากับ 0.879 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ทาการศึกษาอิทธิพลของ ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน กับตัวแปรตาม ได้แก่ ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ถกถอยแบบพหุคูณ(Multi Regression) แบบ enter method เนื่องจากข้อมูลตัวแปรอิสระและตัวแปรตามเป็นลักษณะข้อมูลเชิงปริมาณ
  5. 5. 5. สรุปผลการวิจัย ตารางที่ 1 การทดสอบความอิทธิพลของตัวแปรอิสระการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนกับตัวแปรตาม ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านยอดขาย ตัวแปรตาม: ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านยอดขาย β t p-value การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน .396 4.472 .000* การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย .393 4.322 .000* การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน .372 3.937 .001* การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า .489 4.637 .000* การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ .401 4.612 .000* *P ≤ 0.05 จากตารางที่ 1 พบว่าการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ทั้ง 5 องค์ประกอบ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านยอดขาย ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 ตารางที่ 2 การทดสอบความอิทธิพลของตัวแปรอิสระการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนกับตัวแปรตาม ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านต้นทุนการดาเนินงาน ตัวแปรตาม: ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านต้นทุนการ ดาเนินงาน β t p-value การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน .371 3.403 .003* การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย .403 3.781 .001* การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน .507 4.858 .000* การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า .501 4.874 .000* การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ .526 4.901 .000* *P ≤ 0.05 จากตารางที่ 2 พบว่าการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ทั้ง 5 องค์ประกอบ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านต้นทุนการดาเนินงาน ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 ตารางที่ 3 การทดสอบความอิทธิพลของตัวแปรอิสระการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนกับตัวแปรตาม ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านอัตราส่วนความผิดพลาดของการทางาน ตัวแปรตาม: ประสิทธิผลของการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านอัตราส่วน ความผิดพลาดของการทางาน β t p-value การคัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน .659 5.892 .000* การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย .640 5.877 .000* การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน .671 7.001 .000* การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า .667 6.983 .000* การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ .683 7.036 .000* *P ≤ 0.05
  6. 6. จากตารางที่ 3 พบว่าการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ทั้ง 5 องค์ประกอบ มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของ การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน ด้านอัตราส่วนความผิดพลาดของการทางาน ที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 6. อภิปรายผล จากผลการศึกษา พบว่า การจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) การคัดเลือกผู้นาที่ เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน 2) การปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย 3) การขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน 4) การร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า และ 5) การปรับปรุงกระบวนการของโครงการ และการจัดการ การเปลี่ยนแปลง มีอิทธิพลต่อประสิทธิผลของการ จัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชนด้านยอดขาย ด้านต้นทุนการดาเนินงาน และด้านอัตราส่วนความผิดพลาดของการ ทางานที่ระดับนัยสาคัญ 0.05 พบว่าสอดคล้องกับ Slone, Dittmann & Mentzer (2010) ได้นาเสนอว่าการจัดการ กลยุทธ์ซัพพลายเชนทั้ง 5 องค์ประกอบ สามารถที่จะสร้างความสาเร็จหรือประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้กับ องค์กรได้อย่างยั่งยืน เพราะเป็นการบูรณาการเกี่ยวกับการดาเนินกิจกรรมทั้งเครือข่ายซัพพลายเชนเดียวกัน นอกจากนี้การทดลองของ Slone, Dittmann & Mentzer (2010) กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นบริษัทในประเทศ สหรัฐอเมริกา เมื่อมีการนาการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน 5 องค์ประกอบไปปรับปรุงกระบวนการทางาน พบว่า เมื่อองค์กรมีการพัฒนาตามองค์ประกอบทั้ง 5 สามารถที่สร้างยอดขายให้เกิดขึ้นในอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ ต้นทุนระยะยาวมีแนวโน้มลดลงซึ่งเกิดจากประสิทธิภาพของการทางานในรูปแบบเครือข่ายภายในซัพพลายเชน เดียวกัน นอกจากนี้เมื่อเกิดประสิทธิภาพในการทางานร่วมกันยังส่งผลให้เกิดการลดลงของข้อผิดพลาดในการ ทางาน และของเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่เกิดขึ้นสามารถอธิบายได้ดังนี้ การ คัดเลือกผู้นาที่เหมาะสม และการพัฒนาความสามารถด้านซัพพลายเชน จะเป็นก้าวสาคัญขององค์กรในการ พัฒนาการจัดการกลยุทธ์ซัพพลายเชน เพราะการเลือกผู้นาที่มีความรู้ความสามารถอย่างเหมาะสมจะนาไปสู่การ พัฒนาซัพพลายเชนที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และมีแบบแผน ส่งผลให้เกิดการพัฒนาความสามารถด้าน ซัพพลายเชนให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ด้านการปรับปรุงเทคโนโลยีซัพพลายเชนให้ร่วมสมัย เป็นการพัฒนาไปสู่ แนวทางในการเชื่อมโยงองค์กรต่างๆ ในซัพพลายเชนเดียวกันให้สามารถดาเนินกิจกรรมได้อย่างสอดประสานซึ่ง กันและกัน จนนาไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพก่อให้เกิดคุณค่าในการประสานงานร่วมกัน จนเกิด ประสิทธิผลที่น่าพอใจ ด้านการขจัดการขาดความเชื่อโยงระหว่างหน่วยงาน เป็นขั้นตอนในการที่จะลดข้อกีดกัน หรืออุปสรรคในการทางานระหว่างแผนกในองค์กร ตลอดจนระหว่างองค์กรต่อองค์กร ซึ่งเป็นการสนับสนุนให้ เกิดการเชื่อมโยงของการสื่อสาร และการทางานร่วมกันที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นทั้งด้านต้นทุนที่คุ้มค่า และการลด ขั้นตอน ตลอดจนระยะเวลาของการทางาน ด้านการร่วมมือกับผู้จาหน่ายวัตถุดิบ และลูกค้า เป็นการสร้างความ ร่วมมือระหว่างกันเพื่อนาไปสู่นวัตกรรมที่ลูกค้าต้องการ ด้วยการสนับสนุนจากผู้จาหน่ายวัตถุดิบที่มีความรู้ความ เข้าใจในวัตถุดิบที่ตนจาหน่ายอย่างลึกซึ้ง สามารถให้คาแนะนาในการพัฒนาวัตถุดิบไปสู่ผลิตภัณฑ์อย่างมีคุณค่า จนเกิดเป็นนวัตกรรมที่ตรงตามความต้องการของลูกค้าที่เป็นผู้ใช้งานขั้นสุดท้าย และด้านการปรับปรุง กระบวนการของโครงการ และการจัดการ การเปลี่ยนแปลง เป็นการปรับปรุงเชิงป้ องกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ในกระบวนการทางาน โดยองค์กรจะวางแผนร่วมกันภายในเครือข่ายซัพพลายเชน และทาการปรับปรุงพัฒนาให้ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการดาเนินงานร่วมกันอย่างมีคุณค่าก่อให้เกิดประสิทธิภาพของ
  7. 7. กระบวนการดาเนินงานอย่างยั่งยืน ซึ่งการดาเนินงานดังกล่าวเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทางานร่วมกันของ ซัพพลายเชนทั้งระบบซึ่งได้สร้างคุณค่าที่แท้จริงของการบริหารจัดการในยุคใหม่จนนาไปสู่ประสิทธิผลที่คุ้มค่า 7. ข้อเสนอแนะ 7.1 องค์กรควรทาการวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis) ขององค์กร และผู้เกี่ยวข้องในซัพพลาย เชนขององค์กร เพื่อที่จะหาจุดเชื่อมโยงที่จะพัฒนาร่วมกันจนสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันอย่างยั่งยืน 7.2 องค์กรควรนารูปแบบการบริหารสายธารแห่งคุณค่า (Value Chain) มาใช้ในการกาหนดแบ่ง กิจกรรมขององค์กรตามระบบของการจัดการโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เพื่อที่จะวางแผนการทางานของทุก แผนกให้เกิดการเชื่อมโยง และลดอุปสรรคการทางานร่วมกัน 7.3 องค์กรจะต้องปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ไปสู่การพัฒนาร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือการพัฒนา ร่วมกันขององค์กรในซัพพลายเชน เพื่อที่จะมุ่งก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าของข้อได้เปรียบทางการแข่งขันใน รูปแบบของซัพพลายเชนเพื่อให้เกิดผลประโยชน์อย่างมีคุณค่าร่วมกัน 8. รายการอ้างอิง กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ. 2553. “ข้อมูลประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://www.thaifta.com/thaifta/Home (16 มิถุนายน 2553). กรมส่งเสริมการส่งออก. 2553. “รายชื่อ และจานวนผู้ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย” [ระบบออนไลน์]. แหล่งที่มา http://application.depthai.go.th/Center_Public/thailand_export_directory. html?category_id=110#result (16 มิถุนายน 2553). Power, M.J., Desouza, K.C., & Bonifazi, C. 2006. The Outsourcing Handbook How to Implement a Successful Outsourcing Process. London: Kogan Page. Rushton, A., & Walker, S. 2007. International Logistics and Supply Chain Outsourcing. London: The Chartered Institute of Logistics and Transportation. Saunders, M. K., Thornhill, A., & Lewis, P. 2009. Research Methods for Business Students. New Jersey: Prentice Hall. Slone, R.E., Dittmann, J.P., & Mentzer, J.T., 2010. The New Supply Chain Agenda: The 5 Steps That Drive Real Value. Massachusetts: Harvard Business Press. Yamane, T. 1967. Statistics, An Introductory Analysis. New York: Harper and Row. Zikmund, Williams, G. 2003. Business Research Methods. California: Thomson South – Western.

×