ทฤษฎีการเรียนรู้

20,252 views

Published on

Published in: Technology

ทฤษฎีการเรียนรู้

  1. 1. ทฤษฎี ก ารเรี ย นรู ้ การเรียนรู้หมายถึงการเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือจากการฝึกหัด รวมทั้งการเปลี่ยนปริมาณความรู้ของผู้ร้าน งานที่สำาคัญของครูคือการช่วยนักเรียนในแต่ละคนให้เกิดการเรียนรู้หรือมีความรู้และทักษะตามที่หลักสูตรได้วางไว้ ครูมีหน้าที่จัดประสบการณ์ในห้องเรียน เพื่อจะช่วยให้นักเรียนเปลี่ยนพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์แต่ละบทเรียน ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับกระบวนการการเรียนรู้จึงเป็นรากฐานการสอนที่มีประสิทธิภาพ (สุรางค์ โค้งตระกูล 2553 : 185) ทฤษฎีของการเรียนรู้ที่สำาคัญมี ٣ ทฤษฎีคือ ١.ทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (BehavioralTheories) 2.ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม (Cognitive Theories) 3.ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมแนวพุทธิปัญญา (Social Cognitive Learning)ทฤษฎี พ ฤติ ก รรมนิ ย ม (Behavioral Theories) นักจิตวิทยาที่ยึดทางพฤติกรรมนิยม แบ่งพฤติกรรมของมนุษย์ออกเป็น ٢ ประเภทคือ١.พฤติ ก รรมเรสปอนเดนต์ (Respondent Behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยสิ่งเร้า เมื่อมีสิ่งเร้าพฤติกรรมตอบสนองก็จะเกิดขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตได้٢.พฤติ ก รรมโอเปอร์ แ รนต์ (Operant Behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลหรือสัตว์แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมา (Emitted) โดยปราศจากสิ่งเร้าแน่นอน และพฤติกรรมนี้มีผลต่อสิ่งแวดล้อมทฤษฎีอธิบายกระบวนการเรียนรู้มี ٢ ประเภท١.Respondent Behavior เรียกว่า ทฤษฎีการเรียนรู้ระบบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก(Classical Conditioning Theory)٢.Operant Behavior เรียกว่า ทฤษฎีการเรียนเรียนรู้ที่ใช้อธิบาย (Operant ConditioningTheory)พิ้นฐานความคิด (Assumption) ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม คือ١.พฤติกรรมทุกอย่างเกิดขึ้นโดยการเรียนและสามารถจะสังเกตได้٢.พฤติกรรมแต่ละชนิดเป็นผลรวมของการเรียนที่เป็นอิสระหลายอย่าง ٣.แรงเสริม(Reinforcement) ช่วยทำาให้พฤติกรรมเกิดขึ้นได้ทฤษฎีการเรียนรู้ระบบการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning Theory) พาฟลอฟ (Pavlov, 1849-1936) การวางเงื่อนไขของพาฟลอฟใช้หลักการเรียนรู้ที่เรียกว่า Classical Conditioning ซึ่งพาฟลอฟได้ทำาการทดลองโดยสั่นกระดิ่งก่อนที่จะเอาอาหาร (ผงเนื้อ) ให้แก่สุนัข เวลาระหว่างการสั่นกระดิ่งและให้ผงเนื้อสุนัข จะต้องเป็นเวลา ที่กระชั้นชิดมากประมาณ .٢٥ ถึง .٥٠ วินาที ทำาซำ้าควบคู่กันหลายครั้ง และในที่สุดหยุดให้อาหารเพียงแต่สั่นกระดิ่งก็ปรากฏว่าสุนัขก็ยังคงมีนำ้าลายไหลได้
  2. 2. วัตสัน (Watson, 1878-1958) บิ ด าแห่ ง จิ ต วิ ท ยาพฤติ ก รรมนิ ย ม ได้ทำาการทดลองเกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกกับมนุษย์ โดยศึกษาเรื่องความกลัว ในปี ค.ศ. ١٩٢٠ โดยเริ่มโดยการวิจัยเคาะแผ่นเหล็กให้เสียงดังขึ้น ให้เสียงดังกล่าวเป็นสิ่งเร้าที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข(UCS) ซึ่งจะก่อให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ต้องการวางเงื่อนไข (UCR) คือความกลัว วัตสันและเรย์เนอร์ ได้ใช้หนูขาวเป็นสิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข (CS) มาล่อหนูน้อยอัลเบิร์ตซึ่งชอบหนูขาวไม่แสดงความกลัว แต่ขณะที่หนูน้อยยื่นมือไปจับหนูขาวเสียงเคาะแผ่นเหล็กก็ดังขึ้น ซึ่งทำาให้หนูน้อยกลัวทำาคู่เช่นนี้ เพียงเจ็ดครั้งในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าตอนหลังหนูน้อยเห็นเพียงหนูขาวก็จะจะแสดงความกลัวทันทีทฤษฎีการเรียนเรียนรู้ที่ใช้อธิบาย (Operant Conditioning Theory) สกินเนอร์ (Skinner, 1904-1990) เป็นทฤษฎีที่มีประโยชน์ในการอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ และมีหลักการประยุกต์ที่มีประโยชน์หลายอย่าง จนกระทั่งท่านได้รับเลือกว่าเป็นนักจิตวิทยาที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในศตวรรษนี้ สกินเนอร์ได้ทำาการทดลองโดยใช้หนูและนกเป็นสัตว์ทดลอง จนกระทั่งได้หลักการต่างๆ เกี่ยวกับการวางเงื่อนไขแบบโอเปอแรนต์ หลังจากนั้นได้นำามาศึกษาการเรียนรู้ของมนุษย์ในปี ค.ศ. ١٩٥٣แรงเสริม (Reinforcement) สกินเนอร์ได้กล่าวว่าพฤติกรรมส่วนมากของมนุษย์เป็นพฤติกรรมประเภท OperantBehavior ซึ่งสิ่งมีชีวิต (Organism) ทั้งคนและสัตว์เป็นผู้เริ่มที่จะกระทำาต่อ (Operate) สิ่งแวดล้อมของตนเอง ดังนั้นการเรียนรู้แบบนี้บางครั้งเรียกว่า Instrumental Conditioning สกินเนอร์พบว่า ถ้าต้องการให้ Operant Behavior คงอยู่ตลอดไป จำาเป็นที่จะต้องให้แรงเสริม สกินเนอร์ได้แบ่งแรงเสริมออกเป็น ٢ ประเภทคือ١.แรงเสริ ม บวก (Positive Reinforcement) หมายถึง สิ่งของ คำาพูด หรือสภาพการณ์ที่จะช่วยให้พฤติกรรมโอเปอแรนต์เกิดขึ้นอีก หรือสิ่งที่ทำาให้เพิ่มความน่าจะเป็นไปได้(Probability) ของการเกิดพฤติกรรมโอเปอแรนต์2.แรงเสริ ม ลบ (Negative Reinforcement) หมายถึง การเปลี่ยนสภาพหรือเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมบางอย่างก็อาจจะทำาให้อินทรีย์แสดงพฤติกรรมโอเปอแรนต์ได้ ตัวอย่างเช่น นักเรียนที่ชอบคุย และ แหย่เพื่อนเวลาครูให้ทำางาน จึงถูกครูจับไปนั่งเดี่ยวที่มุมห้องและต้องนั่งทำางานคนเดียว ถ้านักเรียนตั้งใจทำางานครูก็จะให้กลับมานั่งที่เดิมได้ ถ้านักเรียนมากจะพยายามหนีจากสภาพการณ์ที่ไม่พึงปรารถนา เช่น แยกอยู่อย่างโดดเดี่ยว ดังนั้น บางครั้งนักจิตวิทยาเรียกการเสริมแรงทางลบว่า Escape Conditioning (Sulzer-Azaraff and Mayer, 1977) สกินเนอร์เห็นความสำาคัญของการให้แรงเสริมมาก จึงได้ทำาการวิจัยเกี่ยวกับการให้แรงเสริมไว้อย่างละเอียด สกินเนอร์ได้แบ่งการให้แรงเสริมออกเป็น ٢ ชนิดคือ١.การให้แรงเสริมทุกครั้ง (Continuous Reinforcement) คือการให้แรงเสริมแก่อินทรีย์ที่แสดงพฤติกรรมที่กำาหนดไว้ทุกครั้ง
  3. 3. 2.การให้แรงเสริมเป็นครั้งคราว (Partial Reinforcement) คือไม่ต้องให้แรงเสริมทุกครั้งที่อินทรีย์แสดงพฤติกรรมสกินเนอร์ได้ทำาการวิจัยเกี่ยวกับการให้แรงเสริมแบบเป็นครั้งคราวไว้อย่างละเอียดโดยแบ่ ง การให้ แ รงเสริ ม เป็ น ครั ้ ง คราวออกเป็ น ٤ ประเภทคื อ١.การให้แรงเสริมตามช่วงเวลาที่แน่นอน (Fixed Interval)2.การให้แรงเสริมตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนหรือไม่แน่นอนหรือไม่สมำ่าเสมอ (VariableInterval)3.การให้แรงเสริมตามอัตราส่วนที่แน่นอนหรือคงที่ (Fixed Ratio)4.การให้แรงเสริมตามอัตราส่วนที่ไม่แน่นอน (Variable Ratio) สกินเนอร์มีความเชื่อมั่นว่า แรงเสริมเป็นแปรสำาคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้นครูที่ดีจะต้องสามารถจัดสภาพการเรียนการสอน เพื่อให้นักเรียนได้รับแรงเสริมเมื่อการเรียนรู้ได้เกิดขึ้นความเร็วของการทำางาน สกินเนอร์พบว่าการใช้วิธีการเสริมแรงประเภทต่างๆ กัน ก็จะมีผลต่อเร็วของการทำางานและความมีมานะอดทน (Persistence) ในการทำางานด้วย ความเร็วของการทำางานขึ้นกับชนิดของการเสริมแรงที่ครูใช้ การเสริมแรงตามอัตราส่วนที่แน่นอนหรือคงที่ (Fixed Ratio) จะช่วยให้นักเรียนทำางานเร็วขึ้นความพยายามอดทนทำางาน (Persistence) การเสริมแรงตามช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนหรือไม่สมำ่าเสมอ (Variable Interval) จะช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามอดทนที่จะทำางานต่อไปโดยไม่มีหยุด เพราะนักเรียนไม่สามารถจะทำานายได้ว่าเมื่อไรจะได้รับการเสริมแรงต่อไปการดัดพฤติกรรม (Shaping) สกินเนอร์พบว่าในการฝึกหัดหรือสอนพฤติกรรมที่ซับซ้อนให้แก่นกพิราบ เช่น สอนให้นกพิราบเล่นปิงปอง ก็อาจจะแบ่งพฤติกรรมออกเป็นส่วนย่อยและใช้หลักการให้แรงเสริม โดยให้แรงเสริมทุกครั้งที่นกพิราบแสดงพฤติกรรมที่ใกล้เคียงกับพฤติกรรมที่พึงปรารถนา สกินเนอร์ได้กล่าวว่า คำาว่า “สอน” และ Operant Conditioning ควรจะมีความหมายเหมือนกัน และได้ให้หลักเกณฑ์การสอนว่าในการเตรียมการสอนซึ่งครูมุ่งหวังที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนหรือมุ่งหวังที่จะให้นักเรียนเรียนรู้ ครูควรจะตั้งคำาถามถามตนเองดังต่อไปนี้١.พฤติกรรมที่ต้องการจะให้นักเรียนเรียนรู้คืออะไร เพื่อครูจะได้สังเกตพฤติกรรมนั้นเวลาที่เกิดขึ้น
  4. 4. ٢.มีตวแรงเสริม (Reinforcers) อะไรบ้างที่ครูจะใช้ได้ ั٣.การตอบสนองของผู้เรียนมีอะไรบ้าง٤.จะใช้แรงเสริมอย่างไรจึงจะได้ผลดีที่สุด สกินเนอร์เชื่อว่าในการเรียนการสอนครูไม่ควรจะใช้การลงโทษ เป็นเครื่องมือช่วยให้เรียนรู้และไม่ควรจะให้แรงเสริมพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่พึงปรารถนาหลั ก การใช้ Shaping มี ด ั ง นี ้١.ควรจะพยายามศึกษาว่า ผู้เรียนมีความสามารถที่จะแสดงพฤติกรรมอะไรได้บ้างแล้ว٢.ตังพฤติกรรมเป้าหมาย (Goal Behavior) ้3.ระบุให้ชัดเจนถึงพฤติกรรมต่างๆ ระหว่างจุดเริ่มสอนจนถึงพฤติกรรมเป้าหมาย٤.วางกำาหนดการใช้แรงเสริม٥.เปลี่ยนพฤติกรรมเป็นขั้นๆ ตามที่ตั้งไว้ในข้อ ٣ โดยการใช้แรงเสริม แต่ผู้ฝึกหรือผู้สอนต้องมั่นใจว่าผู้เรียนได้แสดงพฤติกรรมตามขั้นๆ ได้ก่อนจึงจะเริ่มให้แรงเสริมต่อไป

×