ความหมายของเพลงกล่อมลูก

28,608 views

Published on

0 Comments
1 Like
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
28,608
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
98
Actions
Shares
0
Downloads
88
Comments
0
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ความหมายของเพลงกล่อมลูก

  1. 1. ความหมายของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและค่านิยมของคนในท้องถินต่างๆ คนทุกชาติทุก ่ภาษาในโลกมีบทเพลงกล่อมเด็กด้วยกันทั้งนั้น สันนิษฐานว่าเพลงกล่อมเด็กมีวิวัฒนาการจากการเล่านิทานให้เด็กฟังก่อนนอน ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กบางเพลงจึงมีลักษณะเนื้อร้องที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่นจันทรโครพ ไชยเชษฐ์ พระรถเสน เป็นต้น การที่ต้องมีเพลงกล่อมเด็กก็เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน หลับง่าย และเกิดความอบอุ่นใจลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก ลักษณะกลอนของเพลงกล่อมเด็กจะเป็นกลอนชาวบ้านไม่มีแบบแผนแน่นอน เพียงแต่มีสัมผัสคล้องจองกันบ้าง ถ้อยคำาที่ใช้ในบางครั้งอาจไม่มีความหมาย เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องราวต่างๆ ทีเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ซึงสะท้อน ่ ่ให้เห็นความรัก ความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก ทั้งยังมีการสั่งสอนและเสียดสีสังคม สามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้ เป็นบทร้อยกรองสั้นๆ มีคำาคล้องจองต่อเนื่องกันไป มีฉันทลักษณ์ไม่แน่นอน ใช้คำาง่ายๆ สั้นหรือยาวก็ได้ มีจังหวะในการร้องและทำานองที่เรียบง่าย สนุกสนาน จดจำาได้ง่า ประเภทของเนื้อเพลงกล่อมเด็ก แสดงความรักความห่วงใย กล่าวถึงสิ่งแวดล้อม เล่าเป็นนิทานและวรรณคดี เป็นการเล่าประสบการณ์ ล้อเลียนและเสียดสีสังคม ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็ก
  2. 2. เป็นคติ คำาสอนเพลงกล่อมเด็กในแต่ละภาค ในประเทศไทยเรานั้นมีเพลงกล่อมเด็กอยู่ทั่วทุกภาค เนื้อร้องและทำานองจะต่างกันไป มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ภาคเหนือเรียก"เพลงนอนสาหล่า" "นอนสาเดอ" ภาคกลางเรียก "เพลงกล่อมเด็ก""เพลงกล่อมลูก" ส่วนภาคใต้เรียก "เพลงชาน้อง" "เพลงเปล" "เพลงน้องนอน" และ "เพลงร้องเรือ" โดยเพลงกล่อมเด็กเป็นคติชาวบ้านประเภทใช้ภาษาเป็นสื่อที่การถ่ายทอดจากปากต่อปากมาแต่โบราณ เรียกว่า "มุขปาฐะ" มีลักษณะเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีบทบาทและหน้าทีแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ่เพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ สำาหรับภาคเหนือ หรือดินแดนล้านนาอันสงบสวยงาม มีเพลงกล่อมลูกสืบทอดเป็นลักษณะแบบแผนเฉพาะของตนเองมาช้านานอาจารย์สิงฆะ วรรณไสย แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกฉันทลักษณ์ของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือว่า "คำารำ่า" ซึ่งจัดเป็นลำานำาชนิดหนึ่ง หมายถึงการรำ่าพรรณนา มีเสียงไพเราะ สูงตำ่าตามสียงวรรณยุกต์ของสำาเนียงภาคเหนือ นิยมใช้แต่งในการรำ่าบอกไฟขึ้นรำ่าสร้างวิหาร รำ่าสร้างเจดีย์ รำ่าสร่างถนน ขึ้นดอยสุเทพ และแตงเป็นคำากล่อมเด็ก คำากล่อมเด็กนี้ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย ในภาคเหนือสมัยก่อนมัก ่จะใช้ขับกล่อมสอนลูกหลานขณะอุ้มเด็กนั่งชิงช้าแกว่งไกวช้าๆ จนเด็กง่วงนอน จึงอุ้มไปวางบนที่นอนหรือในเปลแล้วแห่กล่อมต่อจนเด็กหลับสนิท คำากล่อมเด็กนี้จึงเรียนว่า "สิกจุ้งจาโหน" ตามเสียงที่ใช้ขึ้นต้นเพลง ลักษณะเด่นของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือนอกจากจะขึ้นต้นด้วยคำาว่าสิกจุ้งจาโหนแล้วยังมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "อื่อจา" เป็นส่วนใหญ่ จึงเรียกเพลงกล่อมเด็กนี้ว่า เพลงอื่อลูก ทำานองและลีลาอื่อลูก
  3. 3. จะเป็นไปช้าๆ ด้วยนำ้าเสียงทุ้มเย็น ตามถ้อยคำาที่สรรมาเพื่อสั่งสอนพรรณาถึงความรัก ความห่วงใยลูกน้อย จนถึงคำาปลอบ คำาขู่ ขณะยังไม่ยอมหลับ ถ้อยคำาต่างๆ ในเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในภาคเหนือในอดีตจนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี นับเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รบนอกเหนือจากความอบอุ่นใจของลูกที่เป็นประโยชน์โดยตรง ัของเพลงกล่อมเด็กพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน เพลงพื้นบ้านอีสาน มีลักษณะเด่นชัดกับการขับร้องอันเป็นธรรมชาติ บ่งบอกความจริงใจ ความสนุกสนาน และความสอดคล้องกลมกลืนกับเครื่องดนตรีประจำาท้องถิ่น คือ แคน แม้การขับกล่อมลูกซึ่งไม่ใช้เครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ ก็สื่อให้ผู้ฟังรูทันทีว่าเป็นเพลง ้ของภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน เป็นดินแดนที่กว้างขวางและมีประชากรมากที่สุดในบรรดา 4 ภาคของไทย เพลงกล่อมลูกจึงมีหลายสำาเนียง ถ้าเป็นอีสานตอนเหนือจะมีสำาเนียงคล้ายลาวถ้าเป็นอิสานตอนใต้จะมีสำาเนียงคล้ายเขมร แต่เพลงกล่อมลูกที่แพร่หลายและยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของอีสานจะเป็นสำาเนียงอีสานตอนเหนือ และมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "นอนสาหล่า" หรือ "นอกสาเดอ" หรือ "นอนสาแม่เยอ" มีทำานองลีลาเรียบง่ายช้าๆ และมีกลุม ่เสียงซำ้าๆ กันทั้งเพลงเช่นเดียวกับภาคเหนือ การใช้ถ้อยคำามีเสียงสัมผัสคล้ายกลอนสุภาพทั่วไป และเป็นคำาพื้นบ้านที่มีความหมายในเชิงสั่งสอนลูกหลานด้วยความรักความผูกพัน ซึ่งมักจะประกอบด้วย 4 ส่วนเสมอ คือ ส่วนที่เป็นการปลอบโยนการขู่และการขอโดยมุ่งให้เด็กหลับเร็วๆ นอกจากนี้ก็จะเป็นคำาทีแสดงสภาพสังคมด้านต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ บรรยากาศใน ่หมู่บ้าน ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น คุณค่าของเพลงกล่อมเด็กอีสาน จึงมีพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและด้านการศึกษาของชาติ
  4. 4. เพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เพลงกล่อมเด็กภาคกลางเป็นทีรู้จักแพร่หลายและมีการบันทึก ่ไว้เป็นหลักฐานมากกว่าเพลงกล่อมเด็กภาคอื่น ซึ่งสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้า การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ โดยไม่มีชื่อเฉพาะสำาหรับเรียกเพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เนื่องจากขึ้นต้นบทร้องด้วยคำาหลากหลายชนิดตามแต่เนื้อหาของเพลง นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาแบ่งประเภทเนื่อหาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางไว้คล้ายกัน คือ ประเภทสะท้อนให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกดังจะเห็นได้จากถ้อยคำาทีใช้เรียกลูกว่าเจ้าเนื้อละเอียด เจ้าเนื้ออุ่น ่เจ้าเนื้อเย็นสุดที่รักสุดสายใจ เป็นต้น ประเภทสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ของคนไทยภาคกลางในด้านต่างๆ เช่น ความเจริญทางวัตถุ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ความศรัทธา ความเชื่อคุณธรรมประจำาใจ อารมณ์ขัน และการทำามาหากินของประชาชน ประเภทให้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น ความรู้ทางภาษา ธรรมชาติวิทยา วรรณคดี นิทาน ภูมิศาสาตร์ ประวัติศาสตร์ แบบแผนการปกครอง และครอบครัว ลักษณะทำานองและลีลาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางจะเป็นการขับกล่อมอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับภาคอื่นๆ กลุ่มเสียงก็จะซำ้าๆเช่นกัน แต่จะเน้นการใช้เสียงทุมเย็น และยึดคำาแต่ละคำาให้เชื่อม ้กลืนกันไปอย่างไพเราะ อ่อนหวาน ไม่ให้มีเสียงสะดุด ทังนี้เพื่อมุ่ง ้ให้เด็กฟังจนหลับสนิทในที่สุดเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ในบรรดาภาษาถิ่น ภาคใต้เป็นภาษาถิ่นที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักมากที่สุดเพราะมีสำาเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับเพลงกล่อมลูกภาคใต้ที่มทำานองและลีลาเด่นเป็นของตนเอง เพลง ีกล่อมลูกภาคใต้ มีชื่อเรียก 4 อย่าง คือ เพลงร้องเรือ เพลงชาน้องหรือเพลงช้าน้อง เพลงเสภา และเพลงน้องนอน
  5. 5. ที่เรียกว่าเพลงร้องเรือ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะลักษณะของเปลที่ใช้ผ้าผูกมีรูปร่างคล้ายเรือ เพลงชาน้องหรือช้าน้อง คำาว่าชา มาจาก คำาว่าบูชา ซึ่งแปลว่าสดุดีหรือกล่อมขวัญ ชาน้องหรือช้าน้อง จึงหมายถึงการสดุดีแม่ซื้อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทวดาหรือผีประจำาทารก เพลงเสภาเป็นเพลงทีใช้โต้คารมกันเป็นบทปฏิพากย์แสดง ่ปฏิภาณไหวพริบ นำามาใช้ในเพลงกล่อมลูกเพลงน้องนอน เป็นการมุ่งกล่อมน้องหรือกล่อมลูกโดยตรง ลักษณะเด่นของทำานองกล่อมลูกภาคใต้ ไม่วาจะเป็นเพลงประเภทใดคือมักจะขึ้นต้นเพลงด้วยคำา ่ว่า "ฮา เอ้อ" หรือมีคำาว่า "เหอ" แทรกอยู่เสมอในวรรคแรกของบทเพลง แล้วจึงขับกล่อมไปช้าๆ เหมือนภาคอื่นๆ จากหลักฐานการค้นคว้าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ของศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ระบุไว้ว่าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีจุดประสงค์และโอกาสการใช้กว้างขวาง จำานวนเพลงจึงมีมากถึง 4,300เพลง นับว่ามากกว่าทุกภาคในประเทศความหมายของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและค่านิยมของคนในท้องถินต่างๆ คนทุกชาติทุก ่ภาษาในโลกมีบทเพลงกล่อมเด็กด้วยกันทั้งนั้น สันนิษฐานว่าเพลงกล่อมเด็กมีวิวัฒนาการจากการเล่านิทานให้เด็กฟังก่อนนอน ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กบางเพลงจึงมีลักษณะเนื้อร้องที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่นจันทรโครพ ไชยเชษฐ์ พระรถเสน เป็นต้น การที่ต้องมีเพลงกล่อมเด็กก็เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน หลับง่าย และเกิดความอบอุ่นใจลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก ลักษณะกลอนของเพลงกล่อมเด็กจะเป็นกลอนชาวบ้านไม่มีแบบแผนแน่นอน เพียงแต่มีสัมผัสคล้องจองกันบ้าง ถ้อยคำาที่ใช้ในบางครั้งอาจไม่มีความหมาย เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องราวต่างๆ ทีเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ซึงสะท้อน ่ ่
  6. 6. ให้เห็นความรัก ความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก ทั้งยังมีการสั่งสอนและเสียดสีสังคม สามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้ เป็นบทร้อยกรองสั้นๆ มีคำาคล้องจองต่อเนื่องกันไป มีฉันทลักษณ์ไม่แน่นอน ใช้คำาง่ายๆ สั้นหรือยาวก็ได้ มีจังหวะในการร้องและทำานองที่เรียบง่าย สนุกสนาน จดจำาได้ง่าย ประเภทของเนื้อเพลงกล่อมเด็ก แสดงความรักความห่วงใย กล่าวถึงสิ่งแวดล้อม เล่าเป็นนิทานและวรรณคดี เป็นการเล่าประสบการณ์ ลอเลียนและเสียดสีสังคม ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็ก เป็นคติ คำาสอนเพลงกล่อมเด็กในแต่ละภาค ในประเทศไทยเรานั้นมีเพลงกล่อมเด็กอยู่ทั่วทุกภาค เนื้อร้องและทำานองจะต่างกันไป มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ภาคเหนือเรียก"เพลงนอนสาหล่า" "นอนสาเดอ" ภาคกลางเรียก "เพลงกล่อมเด็ก""เพลงกล่อมลูก" ส่วนภาคใต้เรียก "เพลงชาน้อง" "เพลงเปล" "เพลงน้องนอน" และ "เพลงร้องเรือ" โดยเพลงกล่อมเด็กเป็นคติชาวบ้านประเภทใช้ภาษาเป็นสื่อที่การถ่ายทอดจากปากต่อปากมาแต่โบราณ เรียกว่า "มุขปาฐะ" มีลักษณะเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีบทบาทและหน้าทีแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ่เพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ สำาหรับภาคเหนือ หรือดินแดนล้านนาอันสงบสวยงาม มีเพลงกล่อมลูกสืบทอดเป็นลักษณะแบบแผนเฉพาะของตนเองมาช้านาน
  7. 7. อาจารย์สิงฆะ วรรณไสย แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกฉันทลักษณ์ของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือว่า "คำารำ่า" ซึ่งจัดเป็นลำานำาชนิดหนึ่ง หมายถึงการรำ่าพรรณนา มีเสียงไพเราะ สูงตำ่าตามสียงวรรณยุกต์ของสำาเนียงภาคเหนือ นิยมใช้แต่งในการรำ่าบอกไฟขึ้นรำ่าสร้างวิหาร รำ่าสร้างเจดีย์ รำ่าสร่างถนน ขึ้นดอยสุเทพ และแตงเป็นคำากล่อมเด็ก คำากล่อมเด็กนี้ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย ในภาคเหนือสมัยก่อนมัก ่จะใช้ขับกล่อมสอนลูกหลานขณะอุ้มเด็กนั่งชิงช้าแกว่งไกวช้าๆ จนเด็กง่วงนอน จึงอุ้มไปวางบนที่นอนหรือในเปลแล้วแห่กล่อมต่อจนเด็กหลับสนิท คำากล่อมเด็กนี้จึงเรียนว่า "สิกจุ้งจาโหน" ตามเสียงที่ใช้ขึ้นต้นเพลง ลักษณะเด่นของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือนอกจากจะขึ้นต้นด้วยคำาว่าสิกจุ้งจาโหนแล้วยังมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "อื่อจา" เป็นส่วนใหญ่ จึงเรียกเพลงกล่อมเด็กนี้ว่า เพลงอื่อลูก ทำานองและลีลาอื่อลูกจะเป็นไปช้าๆ ด้วยนำ้าเสียงทุ้มเย็น ตามถ้อยคำาที่สรรมาเพื่อสั่งสอนพรรณาถึงความรัก ความห่วงใยลูกน้อย จนถึงคำาปลอบ คำาขู่ ขณะยังไม่ยอมหลับ ถ้อยคำาต่างๆ ในเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในภาคเหนือในอดีตจนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี นับเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รบนอกเหนือจากความอบอุ่นใจของลูกที่เป็นประโยชน์โดยตรง ัของเพลงกล่อมเด็กเพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน เพลงพื้นบ้านอีสาน มีลักษณะเด่นชัดกับการขับร้องอันเป็นธรรมชาติ บ่งบอกความจริงใจ ความสนุกสนาน และความสอดคล้องกลมกลืนกับเครื่องดนตรีประจำาท้องถิ่น คือ แคน แม้การขับกล่อมลูกซึ่งไม่ใช้เครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ ก็สื่อให้ผู้ฟังรูทันทีว่าเป็นเพลง ้ของภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน เป็นดินแดนที่กว้าง
  8. 8. ขวางและมีประชากรมากที่สุดในบรรดา 4 ภาคของไทย เพลงกล่อมลูกจึงมีหลายสำาเนียง ถ้าเป็นอีสานตอนเหนือจะมีสำาเนียงคล้ายลาวถ้าเป็นอิสานตอนใต้จะมีสำาเนียงคล้ายเขมร แต่เพลงกล่อมลูกที่แพร่หลายและยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของอีสานจะเป็นสำาเนียงอีสานตอนเหนือ และมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "นอนสาหล่า" หรือ "นอกสาเดอ" หรือ "นอนสาแม่เยอ" มีทำานองลีลาเรียบง่ายช้าๆ และมีกลุม ่เสียงซำ้าๆ กันทั้งเพลงเช่นเดียวกับภาคเหนือ การใช้ถ้อยคำามีเสียงสัมผัสคล้ายกลอนสุภาพทั่วไป และเป็นคำาพื้นบ้านที่มีความหมายในเชิงสั่งสอนลูกหลานด้วยความรักความผูกพัน ซึ่งมักจะประกอบด้วย 4 ส่วนเสมอ คือ ส่วนที่เป็นการปลอบโยนการขู่และการขอโดยมุ่งให้เด็กหลับเร็วๆ นอกจากนี้ก็จะเป็นคำาทีแสดงสภาพสังคมด้านต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ บรรยากาศใน ่หมู่บ้าน ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น คุณค่าของเพลงกล่อมเด็กอีสาน จึงมีพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและด้านการศึกษาของชาติเพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เพลงกล่อมเด็กภาคกลางเป็นทีรู้จักแพร่หลายและมีการบันทึก ่ไว้เป็นหลักฐานมากกว่าเพลงกล่อมเด็กภาคอื่น ซึ่งสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้า การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ โดยไม่มีชื่อเฉพาะสำาหรับเรียกเพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เนื่องจากขึ้นต้นบทร้องด้วยคำาหลากหลายชนิดตามแต่เนื้อหาของเพลง นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาแบ่งประเภทเนื่อหาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางไว้คล้ายกัน คือ ประเภทสะท้อนให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกดังจะเห็นได้จากถ้อยคำาทีใช้เรียกลูกว่าเจ้าเนื้อละเอียด เจ้าเนื้ออุ่น ่เจ้าเนื้อเย็นสุดที่รักสุดสายใจ เป็นต้น ประเภทสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ของคนไทยภาคกลางในด้านต่างๆ เช่น ความเจริญทางวัตถุ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ความศรัทธา ความเชื่อคุณธรรมประจำาใจ อารมณ์ขัน และการทำามาหากินของประชาชน
  9. 9. ประเภทให้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น ความรู้ทางภาษา ธรรมชาติวิทยา วรรณคดี นิทาน ภูมิศาสาตร์ ประวัติศาสตร์ แบบแผนการปกครอง และครอบครัว ลักษณะทำานองและลีลาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางจะเป็นการขับกล่อมอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับภาคอื่นๆ กลุ่มเสียงก็จะซำ้าๆเช่นกัน แต่จะเน้นการใช้เสียงทุมเย็น และยึดคำาแต่ละคำาให้เชื่อม ้กลืนกันไปอย่างไพเราะ อ่อนหวาน ไม่ให้มีเสียงสะดุด ทังนี้เพื่อมุ่ง ้ให้เด็กฟังจนหลับสนิทในที่สุดเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ในบรรดาภาษาถิ่น ภาคใต้เป็นภาษาถิ่นที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักมากที่สุดเพราะมีสำาเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับเพลงกล่อมลูกภาคใต้ที่มทำานองและลีลาเด่นเป็นของตนเอง เพลง ีกล่อมลูกภาคใต้ มีชื่อเรียก 4 อย่าง คือ เพลงร้องเรือ เพลงชาน้องหรือเพลงช้าน้อง เพลงเสภา และเพลงน้องนอน ที่เรียกว่าเพลงร้องเรือ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะลักษณะของเปลที่ใช้ผ้าผูกมีรูปร่างคล้ายเรือ เพลงชาน้องหรือช้าน้อง คำาว่าชา มาจาก คำาว่าบูชา ซึ่งแปลว่าสดุดีหรือกล่อมขวัญ ชาน้องหรือช้าน้อง จึงหมายถึงการสดุดีแม่ซื้อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทวดาหรือผีประจำาทารก เพลงเสภาเป็นเพลงทีใช้โต้คารมกันเป็นบทปฏิพากย์แสดง ่ปฏิภาณไหวพริบ นำามาใช้ในเพลงกล่อมลูกเพลงน้องนอน เป็นการมุ่งกล่อมน้องหรือกล่อมลูกโดยตรง ลักษณะเด่นของทำานองกล่อมลูกภาคใต้ ไม่วาจะเป็นเพลงประเภทใดคือมักจะขึ้นต้นเพลงด้วยคำา ่ว่า "ฮา เอ้อ" หรือมีคำาว่า "เหอ" แทรกอยู่เสมอในวรรคแรกของบทเพลง แล้วจึงขับกล่อมไปช้าๆ เหมือนภาคอื่นๆ จากหลักฐานการค้นคว้าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ของศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ระบุไว้ว่าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีจุดประสงค์และโอกาสการใช้กว้างขวาง จำานวนเพลงจึงมีมากถึง 4,300เพลง นับว่ามากกว่าทุกภาคในประเทศ
  10. 10. ความหมายของเพลงกล่อมเด็ก เพลงกล่อมเด็กเป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและค่านิยมของคนในท้องถินต่างๆ คนทุกชาติทุก ่ภาษาในโลกมีบทเพลงกล่อมเด็กด้วยกันทั้งนั้น สันนิษฐานว่าเพลงกล่อมเด็กมีวิวัฒนาการจากการเล่านิทานให้เด็กฟังก่อนนอน ดังนั้นเพลงกล่อมเด็กบางเพลงจึงมีลักษณะเนื้อร้องที่เป็นเรื่องเป็นราว เช่นจันทรโครพ ไชยเชษฐ์ พระรถเสน เป็นต้น การที่ต้องมีเพลงกล่อมเด็กก็เพื่อให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน หลับง่าย และเกิดความอบอุ่นใจลักษณะของเพลงกล่อมเด็ก ลักษณะกลอนของเพลงกล่อมเด็กจะเป็นกลอนชาวบ้านไม่มีแบบแผนแน่นอน เพียงแต่มีสัมผัสคล้องจองกันบ้าง ถ้อยคำาที่ใช้ในบางครั้งอาจไม่มีความหมาย เนื้อเรื่องจะเกี่ยวกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องราวต่างๆ ทีเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ ซึงสะท้อน ่ ่ให้เห็นความรัก ความห่วงใยของแม่ที่มีต่อลูก ทั้งยังมีการสั่งสอนและเสียดสีสังคม สามารถแยกเป็นข้อได้ดังนี้ เป็นบทร้อยกรองสั้นๆ มีคำาคล้องจองต่อเนื่องกันไป มีฉันทลักษณ์ไม่แน่นอน ใช้คำาง่ายๆ สั้นหรือยาวก็ได้ มีจังหวะในการร้องและทำานองที่เรียบง่าย สนุกสนาน จดจำาได้ง่ายประเภทของเนื้อเพลงกล่อมเด็ก แสดงความรักความห่วงใย กล่าวถึงสิ่งแวดล้อม ล่าเป็นนิทานและวรรณคดี เป็นการเล่าประสบการณ์ล้อเลียนและเสียดสีสังคม ความรู้เกี่ยวกับการดูแลเด็ก
  11. 11. เป็นคติ คำาสอนเพลงกล่อมเด็กในแต่ละภาค ในประเทศไทยเรานั้นมีเพลงกล่อมเด็กอยู่ทั่วทุกภาค เนื้อร้องและทำานองจะต่างกันไป มีชื่อเรียกหลายอย่าง เช่น ภาคเหนือเรียก"เพลงนอนสาหล่า" "นอนสาเดอ" ภาคกลางเรียก "เพลงกล่อมเด็ก""เพลงกล่อมลูก" ส่วนภาคใต้เรียก "เพลงชาน้อง" "เพลงเปล" "เพลงน้องนอน" และ "เพลงร้องเรือ" โดยเพลงกล่อมเด็กเป็นคติชาวบ้านประเภทใช้ภาษาเป็นสื่อที่การถ่ายทอดจากปากต่อปากมาแต่โบราณ เรียกว่า "มุขปาฐะ" มีลักษณะเป็นวัฒนธรรมพื้นบ้านที่มีบทบาทและหน้าทีแสดงเอกลักษณ์ของแต่ละชุมชน ่เพลงกล่อมเด็กภาคเหนือ สำาหรับภาคเหนือ หรือดินแดนล้านนาอันสงบสวยงาม มีเพลงกล่อมลูกสืบทอดเป็นลักษณะแบบแผนเฉพาะของตนเองมาช้านานอาจารย์สิงฆะ วรรณไสย แห่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เรียกฉันทลักษณ์ของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือว่า "คำารำ่า" ซึ่งจัดเป็นลำานำาชนิดหนึ่ง หมายถึงการรำ่าพรรณนา มีเสียงไพเราะ สูงตำ่าตามสียงวรรณยุกต์ของสำาเนียงภาคเหนือ นิยมใช้แต่งในการรำ่าบอกไฟขึ้นรำ่าสร้างวิหาร รำ่าสร้างเจดีย์ รำ่าสร่างถนน ขึ้นดอยสุเทพ และแตงเป็นคำากล่อมเด็ก คำากล่อมเด็กนี้ พ่อแม่ ปูย่า ตายาย ในภาคเหนือสมัยก่อนมัก ่จะใช้ขับกล่อมสอนลูกหลานขณะอุ้มเด็กนั่งชิงช้าแกว่งไกวช้าๆ จนเด็กง่วงนอน จึงอุ้มไปวางบนที่นอนหรือในเปลแล้วแห่กล่อมต่อจนเด็กหลับสนิท คำากล่อมเด็กนี้จึงเรียนว่า "สิกจุ้งจาโหน" ตามเสียงที่ใช้ขึ้นต้นเพลง ลักษณะเด่นของเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือนอกจากจะขึ้นต้นด้วยคำาว่าสิกจุ้งจาโหนแล้วยังมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "อื่อจา" เป็นส่วนใหญ่ จึงเรียกเพลงกล่อมเด็กนี้ว่า เพลงอื่อลูก ทำานองและลีลาอื่อลูก
  12. 12. จะเป็นไปช้าๆ ด้วยนำ้าเสียงทุ้มเย็น ตามถ้อยคำาที่สรรมาเพื่อสั่งสอนพรรณาถึงความรัก ความห่วงใยลูกน้อย จนถึงคำาปลอบ คำาขู่ ขณะยังไม่ยอมหลับ ถ้อยคำาต่างๆ ในเพลงกล่อมเด็กภาคเหนือสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนในภาคเหนือในอดีตจนปัจจุบันได้เป็นอย่างดี นับเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ได้รบนอกเหนือจากความอบอุ่นใจของลูกที่เป็นประโยชน์โดยตรง ัของเพลงกล่อมเด็กเพลงกล่อมเด็กภาคอีสาน เพลงพื้นบ้านอีสาน มีลักษณะเด่นชัดกับการขับร้องอันเป็นธรรมชาติ บ่งบอกความจริงใจ ความสนุกสนาน และความสอดคล้องกลมกลืนกับเครื่องดนตรีประจำาท้องถิ่น คือ แคน แม้การขับกล่อมลูกซึ่งไม่ใช้เครื่องดนตรีใดๆ ประกอบ ก็สื่อให้ผู้ฟังรูทันทีว่าเป็นเพลง ้ของภาคอีสาน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน เป็นดินแดนที่กว้างขวางและมีประชากรมากที่สุดในบรรดา 4 ภาคของไทย เพลงกล่อมลูกจึงมีหลายสำาเนียง ถ้าเป็นอีสานตอนเหนือจะมีสำาเนียงคล้ายลาวถ้าเป็นอิสานตอนใต้จะมีสำาเนียงคล้ายเขมร แต่เพลงกล่อมลูกที่แพร่หลายและยอมรับว่าเป็นเอกลักษณ์ของอีสานจะเป็นสำาเนียงอีสานตอนเหนือ และมักจะขึ้นต้นด้วยคำาว่า "นอนสาหล่า" หรือ "นอกสาเดอ" หรือ "นอนสาแม่เยอ" มีทำานองลีลาเรียบง่ายช้าๆ และมีกลุม ่เสียงซำ้าๆ กันทั้งเพลงเช่นเดียวกับภาคเหนือ การใช้ถ้อยคำามีเสียงสัมผัสคล้ายกลอนสุภาพทั่วไป และเป็นคำาพื้นบ้านที่มีความหมายในเชิงสั่งสอนลูกหลานด้วยความรักความผูกพัน ซึ่งมักจะประกอบด้วย 4 ส่วนเสมอ คือ ส่วนที่เป็นการปลอบโยนการขู่และการขอโดยมุ่งให้เด็กหลับเร็วๆ นอกจากนี้ก็จะเป็นคำาทีแสดงสภาพสังคมด้านต่างๆ เช่น ความเป็นอยู่ บรรยากาศใน ่หมู่บ้าน ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น คุณค่าของเพลงกล่อมเด็กอีสาน จึงมีพร้อมทั้งทางด้านจิตใจและด้านการศึกษาของชาติ
  13. 13. เพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เพลงกล่อมเด็กภาคกลางเป็นทีรู้จักแพร่หลายและมีการบันทึก ่ไว้เป็นหลักฐานมากกว่าเพลงกล่อมเด็กภาคอื่น ซึ่งสะดวกแก่การศึกษาค้นคว้า การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ โดยไม่มีชื่อเฉพาะสำาหรับเรียกเพลงกล่อมเด็กภาคกลาง เนื่องจากขึ้นต้นบทร้องด้วยคำาหลากหลายชนิดตามแต่เนื้อหาของเพลง นักวิชาการหลายท่านได้ศึกษาแบ่งประเภทเนื่อหาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางไว้คล้ายกัน คือ ประเภทสะท้อนให้เห็นความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกดังจะเห็นได้จากถ้อยคำาทีใช้เรียกลูกว่าเจ้าเนื้อละเอียด เจ้าเนื้ออุ่น ่เจ้าเนื้อเย็นสุดที่รักสุดสายใจ เป็นต้น ประเภทสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ของคนไทยภาคกลางในด้านต่างๆ เช่น ความเจริญทางวัตถุ ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ความศรัทธา ความเชื่อคุณธรรมประจำาใจ อารมณ์ขัน และการทำามาหากินของประชาชน ประเภทให้ความรู้ด้านต่างๆ เช่น ความรู้ทางภาษา ธรรมชาติวิทยา วรรณคดี นิทาน ภูมิศาสาตร์ ประวัติศาสตร์ แบบแผนการปกครอง และครอบครัว ลักษณะทำานองและลีลาของเพลงกล่อมเด็กภาคกลางจะเป็นการขับกล่อมอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับภาคอื่นๆ กลุ่มเสียงก็จะซำ้าๆเช่นกัน แต่จะเน้นการใช้เสียงทุมเย็น และยึดคำาแต่ละคำาให้เชื่อม ้กลืนกันไปอย่างไพเราะ อ่อนหวาน ไม่ให้มีเสียงสะดุด ทังนี้เพื่อมุ่ง ้ให้เด็กฟังจนหลับสนิทในที่สุด<เพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ในบรรดาภาษาถิ่น ภาคใต้เป็นภาษาถิ่นที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักมากที่สุดเพราะมีสำาเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจนที่สุด เช่นเดียวกับเพลงกล่อมลูกภาคใต้ที่มทำานองและลีลาเด่นเป็นของตนเอง เพลง ีกล่อมลูกภาคใต้ มีชื่อเรียก 4 อย่าง คือ เพลงร้องเรือ เพลงชาน้องหรือเพลงช้าน้อง เพลงเสภา และเพลงน้องนอน
  14. 14. ที่เรียกว่าเพลงร้องเรือ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเพราะลักษณะของเปลที่ใช้ผ้าผูกมีรูปร่างคล้ายเรือ เพลงชาน้องหรือช้าน้อง คำาว่าชา มาจาก คำาว่าบูชา ซึ่งแปลว่าสดุดีหรือกล่อมขวัญ ชาน้องหรือช้าน้อง จึงหมายถึงการสดุดีแม่ซื้อ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเทวดาหรือผีประจำาทารก เพลงเสภาเป็นเพลงทีใช้โต้คารมกันเป็นบทปฏิพากย์แสดง ่ปฏิภาณไหวพริบ นำามาใช้ในเพลงกล่อมลูกเพลงน้องนอน เป็นการมุ่งกล่อมน้องหรือกล่อมลูกโดยตรง ลักษณะเด่นของทำานองกล่อมลูกภาคใต้ ไม่วาจะเป็นเพลงประเภทใดคือมักจะขึ้นต้นเพลงด้วยคำา ่ว่า "ฮา เอ้อ" หรือมีคำาว่า "เหอ" แทรกอยู่เสมอในวรรคแรกของบทเพลง แล้วจึงขับกล่อมไปช้าๆ เหมือนภาคอื่นๆ จากหลักฐานการค้นคว้าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้ ของศาสตราจารย์สุธิวงศ์ พงศ์ไพบูลย์ ระบุไว้ว่าเพลงกล่อมเด็กภาคใต้มีจุดประสงค์และโอกาสการใช้กว้างขวาง จำานวนเพลงจึงมีมากถึง 4,300 เพลง นับว่ามากกว่าทุกภาคในประเทศ

×