Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ตัวอย่างหนังสือ รวยอย่างริช

386 views

Published on

ชื่อหนังสือ : รวยอย่างริช
ผู้เขียน : Rich Devos
ผู้แปล : ภชภร ด่านวิรุณหวณิช
สำนักพิมพ์ : Bingo
จำนวนหน้า: 304 หน้า ปกอ่อน

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

ตัวอย่างหนังสือ รวยอย่างริช

  1. 1. ความส�าเร็จ ชีวิต และบทเรียน จากผู้ก่อตั้ง Amway Rich DeVos รวย ริช อย่าง
  2. 2. ค�านิยม แรงบันดาลใจ และพลังอันยิ่งใหญ่ที่ท�าให้เราทั้งสองคนท�างานหนัก และ เดินทางไปทั่วโลกเพื่อออกเล่าเรื่องราวแห่งพลังของครอบครัว ความฝัน อิสรภาพและรางวัลความได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของ ผู้คน เกิดขึ้นหลังจากเราได้ฟังเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ ริชเดอโวสคือคนที่เรามีความเชื่อมั่นและศรัทธาว่าคนดีที่เกิดมาเพื่อ เป็นผู้สร้างและเป็นผู้ให้มีอยู่จริงและวิธีการช่วยเหลือผู้คนที่ดีที่สุดคือการท�าให้ พวกเขาเชื่อว่าตัวเองนั้นมีศักยภาพที่จะท�าทุกสิ่งอย่างให้ประสบผลส�าเร็จได้ ริช เดอโวสก็ท�าให้จ๊อยเชื่อว่าการสร้างและพัฒนาผู้คนให้มีแนวคิดและทัศนคติเชิง บวกเป็นการสร้างและพัฒนาสังคมที่เราท�าได้ทันที ไม่ต้องมัวรีรอ ริช เดอโวส คือคนที่จ๊อยศรัทธามากที่สุดในชีวิต มากขนาดที่เราอยาก จะเป็นคนที่ดีพอให้ริชภูมิใจอยากเป็นฟันเฟืองเล็กๆที่สานฝันอันยิ่งใหญ่ของริช ให้เป็นจริงขึ้นมา ปกติจ๊อยชอบอ่านหนังสือมากๆ โดยเฉพาะหนังสืออัตชีวประวัติของ คน ที่ประสบความส�าเร็จ หนังสือเล่มนี้คือหนังสือของบุคคลที่เป็นสุภาพบุรุษที่ จ๊อยเคยสัมผัส เมื่อเราอ่านจบ เราจะอยากเป็นคนที่ดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น เราจะ เต็มไปด้วยพลังมากมายจากทัศนคติเชิงบวกของริช เดอโวส และชีวิตของคุณ จะประสบกับความสุขและร�่ารวยขึ้นในทุกมิติอย่างแน่นอน พฤสณัย มหัคฆพงศ์ - รมัณยา จูฑะเตมีย์ นักธุรกิจแอมเวย์ระดับมงกุฎทูต และผู้เขียนหนังสือ “ไอ้แป๊ก...คนไทย...ที่อายุน้อยที่สุด...และเก่งที่สุดในโลก...”
  3. 3. สารบัญ กิตติกรรมประกาศ ............................................................................v บทน�า ..............................................................................................1 ส่วนที่ 1 สิ่งที่ท�า ทัศนคติ และสภาพแวดล้อม...............................5 บทที่ 1 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม.........................7 บทที่ 2 พันธมิตรตลอดชีวิต .......................................................33 บทที่ 3 พยายาม อย่ายอมแพ้....................................................53 บทที่ 4 การช่วยเหลือผู้อื่นให้ช่วยตัวเองได้ ..................................75 ส่วนที่ 2 ขายอิสรภาพ..................................................................93 บทที่ 5 วิถีที่คุณเลือกเอง...........................................................95 บทที่ 6 ขับเคลื่อนด้วยก�าลังคน................................................109 บทที่ 7 ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์.................................................127 บทที่ 8 ส่งออกอิสรภาพไปทั่วโลก ............................................143 บทที่ 9 ค้นพบเสียงของตัวเอง..................................................157 บทที่ 10 ช่วงเวลาวิเศษ...........................................................171 ส่วนที่ 3 ผู้สร้างคุณค่าให้ชีวิต.....................................................181 บทที่ 11 ชื่อเสียงและเงินทอง ..................................................183 บทที่ 12 ทรัพย์ของครอบครัว...................................................197 บทที่ 13 คนบาปที่รอดได้ด้วยพระคุณ......................................211 บทที่ 14 เมืองของผู้สร้างคุณค่าให้ชีวิต.....................................219 บทที่ 15 พลเมืองของประเทศ..................................................231 บทที่ 16 ความหวังจากหัวใจ...................................................243 บทที่ 17 การผจญภัยในโลกอันกว้างใหญ่.................................257 บทที่ 18 สัญญาที่ต้องรักษา....................................................269
  4. 4. v กิตติกรรมประกาศ ผมตั้งใจบอกเล่าความทรงจ�าและบทเรียนของชีวิตผ่านหนังสือเล่มนี้ ขอขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงบันดาลให้ผมได้พบกับผู้ร่วมงานทุกคนที่มี ส่วนช่วยผมให้มีทุกวันนี้ได้ บุคคลแรกที่จะกล่าวถึงคือหุ้นส่วนของผู้เขียน เจย์ ฟานอันเดล เรา เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่สมัยมัธยมปลาย และท�าธุรกิจร่วมกันมามากกว่า ห้าสิบปีแล้ว พระหัตถ์ของพระองค์ได้สานมิตรภาพอันยาวนานนี้ ขอบพระคุณพระองค์ที่ได้ประทานเฮเลนให้เป็นคู่ชีวิตของผมผมขอ มอบหนังสือเล่มนี้ให้แก่เธอ เพราะเธอคืออีกครึ่งหนึ่งของชีวิตผม และร่วม แบ่งปันทุกข์ สุข ประสบการณ์ชีวิต และความทรงจ�าของผมมากว่าหกสิบปี ดังนั้นการปรับปรุงแก้ไขเนื้อหาหนังสือเล่มนี้จึงเป็นหน้าที่ของเธอไปโดยปริยาย ผมขอมอบค�าขอบคุณจากใจจริงให้กับผู้คนจ�านวนมากที่มีส่วนช่วย ให้ผมเป็นตัวเองเช่นทุกวันนี้ ขอบคุณบทเรียนทั้งหลายที่ผมได้กล่าวถึงไว้ใน บทต่างๆของหนังสือรวมทั้งทุกท่านที่มีส่วนทุ่มเทก�าลังกายก�าลังใจให้หนังสือ เล่มนี้ส�าเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีบุคคลเหล่านี้มีจ�านวนมากเกินกว่าจะระบุชื่อได้ ทั้งหมดอย่างไรก็ตามขอให้ทราบว่าทุกท่านมีความส�าคัญกับผมและผมส�านึก ในบุญคุณของพวกคุณอย่างยิ่ง สุดท้ายนี้ หนังสือเล่มนี้คงมิอาจส�าเร็จลุล่วงไปได้หากขาดมาร์ก ลองสตรีท และคิม บรูอีน มาร์กช่วยสรุปความคิดที่ผมเป็นคนบอกเล่า และ เรียบเรียงออกมาเป็นตัวอักษร ในขณะที่คิมคือบุคคลที่คอยให้ก�าลังใจให้ ผมเขียนหนังสือและบอกกับผมเสมอว่า“คุณท�าได้!”เธอยังเป็นผู้ดูแลหนังสือ เล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบอีกด้วย ริช เดอโวส
  5. 5. 1 มเป็นเชียร์ลีดเดอร์มาเกือบทั้งชีวิต เริ่มตั้งแต่น�าเชียร์กีฬาในสมัย มัธยมปลาย จนถึงเชียร์ให้ผู้อื่นคว้าโอกาสทองและท�าฝันของ พวกเขาให้เป็นจริง การช่วยเชียร์ ท�าให้ผมได้เดินทางไปเกือบทุกประเทศทั่วโลก พบ กับคนเป็นหมื่นคนตลอดการเดินทาง หนังสือเล่มนี้เขียนเพื่อทุกคน ผู้คน หลายล้านคนทั่วโลกสามารถมีธุรกิจเป็นของตนเองได้เพราะแอมเวย์ ผมเขียนให้พนักงานของแอมเวย์หลายหมื่นคนทั่วโลกสมาชิกทีม บาสเก็ตบอลออร์แลนโดแมจิกและแฟนๆผู้น�าธุรกิจรัฐบาลชุมชนที่ผมเคย ร่วมงานด้วยในเมืองแกรนด์แรพิดส์ที่รัฐมิชิแกนบ้านเกิดของผม ชุมชนใน ภาคกลางของรัฐฟลอริด้าที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบัน สมาชิกคริสตจักร ตลอดจนผู้คนอีกมากมายที่เส้นทางชีวิตได้มาบรรจบพบกับผม ท้ายสุดผมเขียนหนังสือเล่มนี้เพื่อผู้คนที่ผมก�าลังจะได้พบใน อนาคต จากการเดินทางรอบโลกของผม บทน�า ผ
  6. 6. 2 ผมหวังว่าทุกคนจะได้รับความเพลิดเพลินและประโยชน์จากการ เดินทางแห่งชีวิตของผม และประสบการณ์ที่ผมได้เรียนรู้ตลอดเส้นทาง ไม่มากก็น้อย หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่อัตชีวประวัติที่บรรจุทุกรายละเอียดของชีวิตผม เอาไว้แต่ให้รายละเอียดมากกว่าหนังสือเล่มที่ผ่านมาของผมได้แก่“เชื่อ!” “ด้วยหวังจากพลังใจ”และ“สิบวลีทรงพลังส�าหรับคนคิดบวก”และสามารถ ให้ภาพที่เกี่ยวกับประสบการณ์ของผมได้ครบถ้วนกว่าเดิม ทั้งหมดล้วนมี ความหมายในความทรงจ�าของผมและเป็นบทเรียนชีวิตที่ส�าคัญมากส�าหรับ ผม หวังว่าผู้อ่านจะเพลิดเพลินไปกับมุมมอง และ “เบื้องหลังการถ่ายท�า” ฉากชีวิตของผมบางตอน ซึ่งคุณอาจจะมีบทอยู่ในฉากเหล่านั้นก็เป็นได้ ผมจะยินดีอย่างยิ่งหากหนังสือเล่มนี้ท�าให้ผู้อ่านเกิดความคิดใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตของท่าน หนังสือหลายเล่มก่อนหน้านี้ได้บันทึกความคิดเห็นของผมเรื่อง ความส�าคัญของวิริยะอุตสาหะศรัทธาครอบครัวอิสรภาพวิสัยทัศน์และ ค่านิยมอื่นๆ แต่เมื่อย้อนกลับไปมองตลอดแปดสิบแปดปีที่ผ่านมา ผมเชื่อ ว่ามีหลักการข้อหนึ่งที่ส�าคัญกว่าข้ออื่นๆนั่นคือคนที่ประสบความส�าเร็จสูง ไม่ว่าในด้านธุรกิจครอบครัวหรือแค่เพียงพบความพึงพอใจและจุดประสงค์ ของชีวิต ล้วนเป็นผู้ที่ให้ความส�าคัญกับผู้อื่นมากกว่าตนเอง ผมประสบ ความส�าเร็จได้ทุกวันนี้เพราะผมช่วยให้ผู้อื่นประสบความส�าเร็จ ผมกับ เจย์ ฟานอันเดล ผู้เป็นทั้งเพื่อนและหุ้นส่วน ได้ค้นพบว่า สิ่งเหล่านี้คือหัวใจของธุรกิจแอมเวย์ที่เราก่อตั้งและสร้างขึ้นมาด้วยกัน หากให้เลือกบทเรียนหนึ่งที่ส�าคัญที่สุดจากเรื่องราวชีวิตของผมใน หนังสือเล่มนี้ ผมคิดว่านั่นคือการมองคนแต่ละคนในฐานะปัจเจกบุคลที่ พระเจ้าได้สร้างสรรค์ขึ้น มนุษย์ทุกคนมีความสามารถและมีจุดประสงค์ บทน�ำ
  7. 7. 3 รวยอย่างริช ของตนเอง หลักการนี้คือกุญแจสู่ความส�าเร็จ และเป็นสิ่งเติมเต็มความสุข ที่แท้จริงในชีวิตของผมอีกด้วย
  8. 8. 7 หรับผม คุณตาคือผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะการขายของเป็น อย่างยิ่ง ตั้งแต่ยังเล็ก ผมรู้สึกตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้เห็นและ พบคนที่ท�างานอาชีพเดียวกับคุณตาในชุมชนของเราชีวิตความเป็นอยู่ของ พวกเขาจะดีหรือจะแย่แค่ไหนขึ้นกับความสามารถในการขายของพวกเขา ล้วนๆ คุณตาจะให้ผมนั่งไปด้วยในรถกระบะคู่ชีพที่บรรทุกผักและผลไม้ ที่ซื้อมาจากเกษตรกรในตอนเช้าเพื่อน�าไปขายตามบ้านพร้อมบีบแตรเรียก ลูกค้าเวลาแล่นไปตามถนนเป็นระยะๆ เมื่อบรรดาแม่บ้านได้ยินเสียงแตรรถกระบะของคุณตา ก็จะหยุด ท�าอาหารท�าความสะอาดพร้อมเดินออกมาหน้าบ้าน เพื่อมารอเลือกซื้อ ผลผลิตการเกษตรสดใหม่จากคุณตาลูกค้าชื่นชอบอารมณ์ขันและอัธยาศัย ไมตรีของคุณตา บทที่ 1 เติบโตขึ้นมำในสภำพแวดล้อมที่เหมำะสม ส�า
  9. 9. 8 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ช่วงเวลาที่นั่งรถออกไปขายของกับคุณตานี่แหละที่ผมได้มีโอกาส ลองขายของเป็นครั้งแรกตอนนั้นผมท�าเงินได้ไม่กี่ดอลลาร์แต่ผมยังจดจ�า ความส�าเร็จในวัยเด็กครั้งนั้นได้ดี เป็นประสบการณ์ส�าคัญที่ติดตัวผม เมื่อผมโตเป็นผู้ใหญ่ ผมไม่เคยลืมตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง ผมเป็นเด็กที่โตขึ้นมา ในยุคเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ในแกรนด์แรพิดส์รัฐมิชิแกนเมืองอันแสน ธรรมดาในเขตมิดเวสเทิร์นหากพูดถึงเรื่องเงินและทรัพย์สินครอบครัวของ ผมแค่พออยู่ให้ผ่านไปวันๆ แต่ชีวิตวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยความสุขและ ประสบการณ์ ผมต้องท�างานหนักและเสียสละอะไรไปหลายอย่าง แต่ ครอบครัวของผมก็เรียบง่ายอบอุ่นและเต็มไปด้วยความรักสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมท�าให้ผมเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่ง ผมก่อร่างสร้างตัวจากบ้านวัยเด็ก บ้านของเพื่อนๆ สนามเด็กเล่น ชั้นเรียนและตามเก้าอี้นั่งในโบสถ์ จากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย คุณครู และ บาทหลวง ผมเริ่มต้นท�าธุรกิจของตนเองเป็นครั้งแรกจากการท�างานเป็น เด็กส่งหนังสือพิมพ์ และจากการขายของเวลานั่งรถกระบะไปกับคุณตา ผมร่างและกล่าวสุนทรพจน์เป็นครั้งแรกในฐานะหัวหน้าชั้นเรียนปีสุดท้าย สมัยมัธยมปลาย ความศรัทธาของผมที่มีต่อคริสต์ศาสนาหยั่งรากลึก เพราะได้รับ การหล่อเลี้ยงจากครอบครัวและจากพระธรรมค�าสอนวันอาทิตย์ผมเชื่อใน ความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนจากตัวอย่างความส�าเร็จการครองชีวิตคู่อันยาวนาน ของพ่อและแม่ ก�าลังใจจากท่านทั้งสอง และความกรุณาของคุณครู ท�าให้ ผมมีทัศนคติที่ดี มีความมั่นใจว่าสามารถเป็นผู้น�าในอนาคตได้ เมืองแกรนด์แรพิดส์อันเป็นสถานที่เกิดของผมเมื่อวันที่4มีนาคม 1926 (พ.ศ. 2469) นั้นไม่ได้วิเศษอะไรเลยเมื่อเทียบกับเมืองอื่นๆ ใน
  10. 10. 9 รวยอย่างริช สหรัฐอเมริกา ชื่อเสียงที่พอจะพูดได้คือการเป็น “เมืองแห่งเฟอร์นิเจอร์” เพราะมีบริษัทผลิตวัสดุแต่งบ้านจ�านวนมาก ผมจ�าได้ว่าตอนเด็กๆ เคย เห็นโปสการ์ดใบหนึ่งของเมือง เขียนว่า “ยินดีต้อนรับสู่แกรนด์แรพิดส์ เมืองหลวงด้านเฟอร์นิเจอร์ของโลก” ริมฝั่งแม่น�้าแกรนด์ซึ่งไหลผ่านเมืองแกรนด์แรพิดส์นั้นมีโรงงานผลิต เฟอร์นิเจอร์ที่ท�าจากอิฐอยู่ทั่วไปหมด และบนปล่องไฟของโรงงานเหล่านี้ ก็มีชื่อบริษัทเขียนไว้ ไม่ว่าจะเป็น วิดดิคอมบ์, อิมพีเรียล, อเมริกันซีทิง, เบเคอร์ และอื่นๆ ในเวลานั้น รถรางไฟฟ้าจะแล่นโคลงเคลงไปตามถนน หลักในเขตโค้ทดาวน์ทาวน์ คือถนนมอนโรและถนนฟุลตัน ยานยนต์ที่เห็น ตามท้องถนนจะเป็นยุคของรุ่นโมเดลที และรถไฟก็ยังคงผ่านสะพานข้าม แม่น�้าไป ถ้าเดินทางจากโค้ทดาวน์ทาวน์ไปตามถนนฟุลตันทางตะวันออก ประมาณสองถึงสามไมล์ (ประมาณ 4-5 กิโลเมตร) คุณก็จะมาถึงชุมชน บ้านเกิดของผมบ้านที่ผมอยู่ในวัยเด็กเป็นบ้านสองชั้นมีสามห้องนอน ตาม ถนนมีต้นไม้ปลูกเป็นแถว มีร้านขายของช�าเล็กๆ ใกล้ๆ กันเป็นวิทยาเขต ของวิทยาลัยอควินัสที่ร่มรื่นไปด้วยไม้ใหญ่ นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะ ให้วิ่งเล่นเต็มไปหมด ครอบครัวของผมก็เหมือนครอบครัวอื่นส่วนใหญ่ในแกรนด์แรพิดส์ คือสืบเชื้อสายมาจากชาวดัตช์ผมยังได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษส�าเนียงดัตช์ แปร่งๆหนักๆอยู่ทั่วทั้งชุมชนชาวดัตช์ที่ตอนแรกอพยพมาที่เมืองฮอลแลนด์ รัฐมิชิแกนจะย้ายออกมาที่แกรนด์แรพิดส์ซึ่งอยู่ไม่ไกลและมีช่องทางท�ามา หากินมากกว่า ชาวดัตช์สู้งานหนัก อดออม อยู่กับความเป็นจริง และ เคร่งครัดศรัทธาในคริสตศาสนานิกายโปรแตสแตนท์เป็นอย่างยิ่ง พวกเขามาอเมริกาไม่ใช่เพราะความต้องการทางเศรษฐกิจสาเหตุ หลักคืออิสรภาพที่จะได้ท�าในสิ่งที่พวกเขาฝันไว้จดหมายที่ชาวดัตช์เขียน
  11. 11. 10 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม กลับบ้านเพื่อบอกเล่าถึงอิสรภาพในอเมริกายังตกทอดมาให้เห็นจนถึง ทุกวันนี้ อิสรภาพดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคาดหวังในเนเธอร์แลนด์ เลยในเวลานั้นยกตัวอย่างเช่นถ้าคุณเกิดมาเป็นลูกชายของคนท�าขนมปัง เมื่อโตขึ้นคุณก็จะต้องท�าขนมปังอย่างแน่นอน คุณอัลเบอร์ทัสแวนราลท์ได้ก่อตั้งเมืองฮอลแลนด์รัฐมิชิแกนใน ช่วงกลางศตวรรษที่ 19 (ผู้อยู่อาศัยในเมืองนี้ก็ยังเฉลิมฉลองประเพณีดัตช์ ของพวกเขาอยู่ทุกปีด้วยการแต่งตัวในชุดประจ�าชาติ และสวมรองเท้าท�า จากไม้ในช่วงเทศกาลทิวลิป) คุณอัลเบอร์ทัสได้เขียนไว้ในจดหมายที่ส่ง กลับไปที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ว่า ถึงแม้ชาวดัตช์ส่วนใหญ่ที่หางานท�าใน แกรนด์แรพิดส์นั้นไม่มีทักษะความช�านาญใดมากมายและไม่ได้มีการ ศึกษาสูง แต่โชคดีที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ทักษะจนกลายเป็นช่างฝีมือใน โรงงานเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนหญิงสาวจ�านวนมากก็ได้ท�างานเป็นสาวใช้ใน บ้านคนมีฐานะ อย่างไรก็ตาม มีคนจ�านวนมากที่แสดงออกถึงความเป็นชาวดัตช์ ในด้านที่แตกต่างออกไป นั่นคือสปิริตของการก่อตั้งกิจการของตนเอง โรงพิมพ์เอกสารด้านคริตสศาสนาที่ใหญ่ที่สุดสามแห่งในอเมริกาก่อตั้งโดย ผู้สืบเชื้อสาวชาวดัตช์จากแกรนด์แรพิดส์ ชาวดัตช์นี่เองที่เป็นผู้ก่อตั้งนิกายคริสศาสนาแนวปฏิรูปและก่อตั้ง วิทยาลัยแคลวินในแกรนด์แรพิดส์บริษัทเฮคแมนบิสกิตคอมปานีก็เริ่มเปิด ท�าการที่เมืองนี้ ซึ่งต่อมาก็ได้กลายเป็นบริษัทคีเบลอร์คอมปานี นอกจากนี้ คุณอาจจะเคยได้ยินชื่อไมเยอร์ ซึ่งเป็นร้านซุปเปอร์มาเก็ตขนาดใหญ่ที่มี สาขาอยู่ในเขตมิดเวสต์ แล้วยังมีบริษัทขายตรงระดับโลกชื่อแอมเวย์ ทั้งสองบริษัทล้วนก่อตั้งขึ้นในแกรนด์แรพิดส์โดยชาวอเมริกันเชื้อสายดัตช์
  12. 12. 11 รวยอย่างริช ดังนั้นผมจึงต้องขอบคุณสายเลือดชาวดัตช์ในตัวผมที่ท�าให้ผมเป็น คนรักในอิสรภาพมีจริยธรรมการท�างานที่เป็นรูปธรรมมีสปิริตของการเป็น เจ้าของธุรกิจ และมีศรัทธาอันแรงกล้า ความทรงจ�าวัยเด็กของผมคือยุคที่เรียกกันว่ายุคเศรษฐกิจตกต�่า ครั้งใหญ่ เมื่อผมอายุสิบขวบ ประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลท์ ได้รับ เลือกตั้งเป็นสมัยที่สอง และได้กล่าวย�้ากับคนอเมริกันไว้ในปฐมโอวาทว่า เขายังคงเห็นคนอเมริกันหนึ่งในสามทั่วประเทศยังไม่มีที่อยู่อาศัย เครื่อง นุ่งห่มหรืออาหารที่เหมาะสมนอกจากนี้คนอเมริกันหนึ่งในสี่คนไม่มีงานท�า ในยุคนั้น หัวหน้าครอบครัวคนเดียวออกไปท�างานหาเลี้ยงสมาชิกทุกคน ในครอบครัว พ่อของผมเป็นอีกคนที่ต้องออกจากงานช่างไฟฟ้า กลายเป็น คนตกงานพ่อต้องพยายามชักหน้าให้ถึงหลังด้วยการรับจ้างสารพัดประเภท เป็นเวลาถึงสามปี ในที่สุดครอบครัวของเราต้องเสียบ้านที่พ่อสร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็นที่ที่ผมอยู่ตอนวัยเด็กไป บ้านหลังแรกของผมอยู่บนถนนเฮเลนผมเกิดที่บ้านเพราะยุคนั้น ครอบครัวส่วนใหญ่ไม่มีเงินมากพอจะจ่ายค่าโรงพยาบาลส�าหรับท�าคลอด บ้านหลังที่สองของผมอยู่บนถนนวอลลินวู้ด ผมจ�าได้ว่างานขัดพื้นเป็น งานบ้านที่ผมเห็นว่าน่าท�าที่สุด ครอบครัวเราภูมิใจกับพื้นบ้านที่ท�าจากไม้ เนื้อดีชั้นบนของบ้านหลังนั้นมีสามห้องนอนห้องน�้าเพียงแห่งเดียวของบ้าน ตั้งอยู่ที่ชั้นล่าง ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปของบ้านในชุมชนของผมในเวลานั้น พ่อของผมชื่อไซมอน เมื่อพ่อตกงาน เอเธลแม่ของผม เบอร์นิส น้องสาวและตัวผมก็ต้องย้ายจากบ้านกลับไปอยู่ที่บ้านบนถนนเฮเลนของ ปู่กับย่า พวกเราอยู่ห้องชั้นบนของบ้าน ผมจ�าได้ว่าต้องนอนอยู่ในห้อง ใต้หลังคา พ่อของผมปล่อยบ้านบนถนนวอลลินวู้ดให้เช่าด้วยค่าเช่า ยี่สิบห้าดอลลาร์ต่อเดือน
  13. 13. 12 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แม้ว่าการย้ายออกจากบ้านหลังนั้นจะเป็นเรื่องท�าใจยากส�าหรับ พ่อกับแม่แต่ผมจ�าได้ว่าส�าหรับผมมันเหมือนเป็นการออกผจญภัยที่ท�าให้ ได้นอนในห้องใต้หลังคา นอกจากนั้นยังถือเป็นความสนุกที่ได้ใช้เวลาร่วม กับปู่ย่ามากขึ้นถึงแม้ตอนนั้นผมจะยังเด็กและไม่ตระหนักถึงความล�าบาก แต่ประสบการณ์ในครั้งนั้นท�าให้ผมมีมุมมองใหม่และส�านึกถึงคุณค่าของ ชีวิตในปีหลังๆ หลังจากที่ผมประสบความส�าเร็จในระดับที่ท�าให้ผมและ ครอบครัวสามารถใช้ชีวิตอย่างสุขสบายมากก็ว่าได้ เราอาศัยอยู่ที่บ้านหลังนั้นประมาณห้าปี ตอนนั้นเป็นช่วงวิกฤต เศรษฐกิจที่โหดร้ายที่สุด เราจน แต่ก็ไม่ได้จนมากไปกว่าเพื่อนบ้าน เพื่อน บ้านของเราถึงกับเปิดร้านตัดผมโดยการเอาเก้าอี้ตัดผมมาตั้งในห้องนอน เงินสิบเซ็นต์มีค่ามากในเวลานั้นผมจ�าได้ว่ามีวัยรุ่นคนหนึ่งมายืนรอที่ประตู บ้านของเราเพื่อขายนิตยสาร น�้าตาไหลอาบสองแก้ม เขากลับบ้านไม่ได้ จนกว่าจะขายนิตยสารเล่มสุดท้ายหมด พ่อของผมจึงต้องบอกเขาไปตรงๆ ว่าเราไม่มีเงิน แม้แต่สิบเซ็นต์ก็ไม่มีในบ้าน อย่างไรก็ตาม เวลาเหล่านั้น ไม่ใช่เวลาอันเลวร้ายส�าหรับผมซึ่งยังเด็กนักผมรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยใน สังคมที่ทุกคนอยู่ใกล้ชิดกัน พวกเราอาศัยอยู่ในชุมชนคนอเมริกันเชื้อสาย ดัตช์ ผมจึงรู้สึกว่าที่นั่นเป็นที่ของผม ผมเติบโตมาในชุมชนทางตะวันออก สุดของเมืองที่เรียกว่าเขต“โรงอิฐ”เพราะมีโรงงานท�าอิฐสามแห่งตั้งอยู่ข้าง เนินดินที่ถูกขุดเพื่อน�ามาแปรรูปเป็นอิฐและกระเบื้อง โรงงานเหล่านี้จ้าง แรงงานชาวดัตช์ที่สู้งานหนัก ชาวดัตช์ส่วนมากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ พวกเขาก็พบว่าสังคมที่ “โรงอิฐ” นั้นมีลักษณะคล้ายบ้านที่จากมาและ ให้การต้อนรับพวกเขาเป็นอย่างดี ชุมชนของเราใกล้ชิดสนิทสนมกันมากไม่ใช่เพียงเพราะว่าเราเป็น คนเชื้อสายดัตช์เหมือนกัน หรือเพราะว่าครอบครัวขยายจ�านวนมากอาศัย
  14. 14. 13 รวยอย่างริช อยู่ร่วมกัน แต่มาจากที่บ้านเราอยู่ใกล้กันด้วยบ้านที่พวกเราอยู่ส่วนมากมี สองชั้นสร้างติดกันในพื้นที่แคบและคั่นกลางด้วยทางเท้าขนาดเล็กเท่านั้น เพื่อนบ้านสามารถหยิบยืมของกันใช้ได้โดยแทบไม่ต้องเดินออกจากบ้าน ด้วยซ�้า แค่ยื่นมือออกมาหน่อยและส่งของให้กันผ่านทางหน้าต่างก็ เพียงพอแล้ว นอกจากปู่ย่าของผมแล้ว ลูกพี่ลูกน้องของผมก็ยังอาศัยอยู่ใน ชุมชนเดียวกัน ผมจ�าได้ว่าผู้ใหญ่จะนั่งล้อมวงกันสนทนาบนโต๊ะ ในขณะที่ เด็กๆ จะเล่นกันที่สวนหลังบ้าน สมัยนี้จะมีปู่ย่ากี่คนที่อาศัยอยู่กับลูกหรือ หลานของตนเอง แต่ผมมีความทรงจ�าที่ดีเกี่ยวกับความรักของปู่ย่า แม้ว่า จะเลือนลางไปตามกาลเวลาแต่ผมยังจดจ�าความรักของพวกท่านได้ มากกว่าเรื่องร้ายๆ ผมเชื่อว่าเราทุกคนได้อิทธิพลจากบ้านที่เติบโตมา มากกว่าอิทธิพลอื่นใด ต่อมาเมื่อผมเป็นคุณพ่อลูกสี่ ผมนึกถึงพัฒนาการของตนเองใน บ้านและอิทธิพลที่ได้รับจากพ่อแม่ ผมจึงเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงการเป็น พ่อคนและภาระอันหนักอึ้งที่ต้องรับผิดชอบ มันช่างแตกต่างกับสมัยที่พ่อ กับแม่ดูแลผมเมื่อตอนยังเด็กส�าหรับท่านทั้งสองการเป็นพ่อแม่คนช่างเป็น ธรรมชาติและง่ายดาย ผมเข้าใจถึงความพยายาม และความมุ่งมั่นที่จะ สร้างชีวิตในบ้านให้มีสภาพแวดล้อมที่เหมือนกับของพ่อกับแม่อย่างแท้จริง แล้ว ก่อนที่จะมีสิ่งเร้าความสนใจในทุกวันนี้อย่างโทรทัศน์คอมพิวเตอร์ และวิดีโอเกม เด็กในยุคนั้นต้องใช้จินตนาการอย่างมากเพื่อหากิจกรรม สนุกๆเล่นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดที่ผมจ�าได้คือตอนที่ผมพยายามหากิจกรรม เล่นกับน้องๆ และเพื่อนๆ แจนน้องสาวคนที่สองของผมจ�าได้ดีว่า ผมเคย
  15. 15. 14 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เป็นผู้ผลิตขนมฟัดจ์หลากหลายรสชาติถึงขั้นติดตั้งระบบเชือกรอกไว้ส�าหรับ ส่งฟัดจ์จากครัวของเราไปที่บ้านเพื่อนบ้านทางหน้าต่าง ผมชอบเล่นกีฬาแต่เมื่อขาดแคลนทุนทรัพย์ผมก็ต้องใช้ความคิด สร้างสรรค์เหมือนกันเพื่อจะเล่นกีฬาให้ได้ ผมสร้างห่วงบาสเกตบอลขึ้นมา เล่นเอง ผมเทน�้าจนท่วมแปลงที่ดินเปล่าในฤดูหนาวเพื่อสร้างพื้นน�้าแข็ง ส�าหรับเล่นไอซ์สเก็ต ผมยังจ�าเสียงกระเด้งของลูกปิงปองกับพื้นคอนกรีต และผนังอิฐของชั้นใต้ดินอันแสนมืดได้ดี ผมสอนให้น้องสาวทั้งสองคนฝึก เล่นปิงปองกับโต๊ะข้างเตาถ่านเก่าๆ แจนยังจ�าลูกตบมือซ้ายพิชิตมารของ ผมได้อยู่เลย นอกจากนี้ผมยังมีความทรงจ�าที่ดีเวลาเล่นเบสบอลกับลูกพี่ ลูกน้องบนถนนในยามยากถนนสมัยนั้นไม่ค่อยมีรถราสักเท่าไหร่หรอกแถม ลูกเบสบอลของเราก็เก่าโทรมเสียจนเราต้องเอาไหมพรมมาพันให้รอบและ อัดผ้าขี้ริ้วเข้าไปด้านในลูกบอลใครจะมีเงินไปซื้อลูกบอลใหม่ในเวลาขัดสน เช่นนั้น แต่การเล่นตีลูกบอลในถนนก็ต้องคอยระวังให้ดีเราเคยท�ากระจก หน้าต่างของเพื่อนบ้านแตกมาหลายบานแล้ว เพื่อนบ้านผู้หญิงคนหนึ่ง โกรธมากถึงขั้นถือมีดเล่มโตมา และตะโกนไล่พวกเราให้ออกไปจากสนาม หน้าบ้าน ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวันคือการได้ฟังรายการวิทยุ อย่างเดอะกรีน ฮอร์เน็ตหรือเดอะโลนเรนเจอร์ตอนบ่ายวันอาทิตย์ครอบครัวของเราจะมา นั่งต่อจิ๊กซอว์พร้อมกับฟังเรื่องลึกลับทางวิทยุด้วยกันเมื่อเราต่อจิ๊กซอว์เสร็จ กระดานหนึ่ง เราจะเอาไปเปลี่ยนกับจิ๊กซอว์ของญาติ ผมจ�าได้ว่าครั้งหนึ่ง เคยเดินไปที่บ้านญาติที่อยู่ห่างออกไปสองบล็อกและถือกล่องใส่จิ๊กซอว์ไป ด้วยห้ากล่องเพื่อแลกกับรูปอะไรก็ได้ที่พวกเขามี
  16. 16. 15 รวยอย่างริช ปู่กับย่าของผมมีโต๊ะเล่นไพ่อยู่ตัวหนึ่งที่บ้าน บนโต๊ะตัวนี้จะมีตัว จิ๊กซอว์และแผ่นจิ๊กซอว์ที่ยังต่อไม่เสร็จอยู่เต็มไปหมดทุกคนในบ้านจะเดิน ผ่านและต่อไปทีละชิ้นจนเสร็จในที่สุด ผมชอบอ่านหนังสือ แต่เพราะไม่มีเงินและไม่มีหนังสือใหม่ๆ ผม เลยต้องอ่านเฉพาะหนังสือที่มีอยู่บนชั้นที่บ้านเท่านั้น หนังสือเหล่านี้ล้วน เป็นหนังสือเก่า ดังนั้นผมเลยต้องอ่าน “ทอมซอว์เยอร์” และวรรณกรรม คลาสสิกอื่นๆ ไปโดยปริยาย สิ่งที่ท�าให้ผมดีใจที่สุดคือเงินหนึ่งเพนนีที่ผม จะได้รับทุกวันเสาร์ ผมเก็บเอาไปซื้อขนม เวลาหวนคิดถึงกิจกรรมในวัยเด็กที่ท�าให้ผมมีชีวิตในแบบของผม นี้ ผมรู้สึกว่าผมโชคดีมาก สถานการณ์ที่บีบบังคับในหลายๆ ทางครั้งนั้น ท�าให้ผมกลายมาเป็นคนที่มีหัวคิดสร้างสรรค์เรื่องสนุกๆ และรู้จักชักชวน คนอื่นให้เข้ามาร่วมวงด้วยประสบการณ์เหล่านี้ล้วนมีส่วนช่วยให้ผม พัฒนาความสามารถในการท�างานอย่างสร้างสรรค์ มีแนวคิดใหม่ๆ และมี ส่วนช่วยให้ผมรู้จักปฏิบัติตนและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้ดี เด็กๆ สมัยนี้ รวมถึงหลานๆ ของผมเองด้วยใช้เวลาไปกับคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์มากไปท�าให้ไม่รู้จักใช้เวลาอยู่ร่วมกับผู้อื่นมากพอ ผมโตขึ้นมาในยุคที่ไม่มีโทรทัศน์ พ่อแม่จะอ่านหนังสือหรือ หนังสือพิมพ์ให้ฟังในตอนเย็นใช้เวลาว่างไปกับงานอดิเรกหรือออกไปเดิน เล่น เด็กๆ ก็จะเล่นกันใต้แสงไฟตามท้องถนน สมัยนั้นเป็นยุคก่อนที่จะมีคนสร้างระเบียงและเฉลียงหลังบ้าน ทุกคนจึงใช้เวลาอยู่ด้วยกันที่ประตูหน้าบ้าน และคุยกับเพื่อนบ้านที่ผ่าน ไปมา ก่อนจะมีเครื่องปรับอากาศ เสียงพูดคุยของเพื่อนบ้านหรือเสียงจาก วิทยุจะลอยเข้ามาทางหน้าต่างพร้อมกับสายลมในฤดูร้อน วันเวลาเหล่านี้ คือช่วงที่คุณยังได้ยินเสียงกุบกับของม้าเทียมเกวียนวิ่งไปตามถนน เสียง
  17. 17. 16 เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ท่อไอเสียจากรถยนต์รุ่นทีโมเดล เสียงคนหาบเร่ขายของ เสียงกระทบกัน ของขวดแก้วใส่นม เวลาคนส่งนมและคนส่งน�้าแข็งขี่จักรยานผ่านมา และ เสียงก้อนถ่านหินกระทบกันเวลาถูกเทจากกระบะลงสู่ลังเก็บถ่านตามบ้าน พ่อแม่ของผมปลูกฝังจริยธรรมในการท�างานให้ผมตั้งแต่ยังเด็ก หน้าที่ประจ�าของผมก็คือคอยดูแลให้เตาไฟที่บ้านมีถ่านคุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา เช้าและเย็นถ่านหินที่มาส่งใหม่จะถูกเทไว้ตรงทางเดินหน้าบ้านผมเลยต้อง เข็นกองถ่านหินด�าๆ ที่ทั้งหนัก ทั้งฝุ่นฟุ้งและสกปรก ย้ายไปที่ชั้นใต้ดินของ บ้าน จากนั้นก็ต้องเปิดประตูเหล็กบานฝืดออกและใช้พลั่วโกยถ่านเข้าไป เพื่อไม่ให้เตาดับ ผมได้รับมอบหมายหน้าที่ที่ส�าคัญมากเพราะท�าให้สมาชิกทุกคน ในครอบครัวไม่ต้องหนาวจนตัวแข็งตลอดฤดูหนาวอันโหดร้ายของรัฐ มิชิแกน แต่บ้านของเราก็ยังเย็นยะเยือกอยู่ดีเมื่อเทียบกับเครื่องท�าความ ร้อนในปัจจุบันเบอร์นิสน้องสาวของผมจ�าได้ว่าบ้านเราหนาวเสียจนเราต้อง ยืนอยู่เหนือตะแกรงของเตาไฟ เวลาเตรียมตัวไปโรงเรียน เราใช้ถ่านหินผลิตพลังงานความร้อน ในส่วนของความเย็น เราก็ มีน�้าแข็ง คนในชุมชนจะแปะป้ายไว้บนหน้าต่างบ้านว่าต้องการให้น�้าแข็ง มาส่งกี่ปอนด์ผมเคยตามเพื่อนไปส่งน�้าแข็งครั้งหนึ่งและจ�าได้ดีว่าเคยต้อง ลากก้อนน�้าแข็งหนักอึ้งก้อนละหนึ่งร้อยห้าสิบปอนด์ขึ้นบันไดของแต่ละ บ้านต้องจัดอาหารและนมที่เก็บไว้ในตู้เย็นแบบโบราณของพวกเขาให้มีที่ ว่างก่อนจึงค่อยยัดก้อนน�้าแข็งเหล่านี้เข้าไปในตู้ตู้เย็นเหล่านี้มีถาดรองรับ น�้าจากน�้าแข็งที่ละลายหยดลงมาและผมจ�าได้ว่ามีหลายครั้งเลยที่ต้องเข้า มาช่วยน้องสาวทั้งสองคนเช็ดพื้นห้องครัวที่เปียกชุ่มเพราะพวกเราลืมเทน�้า ในถาดทิ้ง
  18. 18. 269 อมเวย์และบริษัทที่เกี่ยวข้องมียอดขายทั้งสิ้น 1.13 หมื่นล้าน ดอลลาร์ในปี 2012 (พ.ศ. 2555) นับว่าบริษัทมียอดขายเติบโตขึ้น ติดต่อกันเป็นปีที่เจ็ดแล้วตลาดขนาดใหญ่ที่สุดของเราหลายแห่งเคยอยู่ใต้ การปกครองแบบคอมมิวนิสต์เช่นจีนยูเครนและรัสเซียซึ่งไม่มีใครคิดฝัน เลยว่าสักวันจะมีโอกาสได้มีระบบเศรษฐกิจแบบเสรีในปี2013(พ.ศ.2556) แอมเวย์เริ่มก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่หลายแห่งขึ้นในสหรัฐอเมริกาจีน อินเดีย และเวียดนาม ทุกวันนี้ นิวทริไลท์คือแบรนด์ผลิตภัณฑ์วิตามินและ อาหารเสริมที่ขายดีที่สุดในโลก และคิดเป็นสัดส่วนถึง 46% จากธุรกิจ ทั้งหมดของแอมเวย์ ถึงแม้เราจะประสบความส�าเร็จยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ แต่ก็ยังมีนัก วิจารณ์บางคนที่ยังไม่เข้าใจวิธีการท�าธุรกิจของเราอยู่ดีผมเป็นหนี้บุญคุณ ตัวแทนจ�าหน่ายทุกคนที่อยู่ข้างเรามาเป็นเวลาหลายปีมากขึ้นไปอีกตั้งแต่ กลุ่มตัวแทนจ�าหน่ายนิวทริไลท์กลุ่มแรกของเราที่มาร่วมกับเราตอนเจย์กับ สัญญำที่ต้องรักษำ บทที่ 18 แ
  19. 19. 270 สัญญาที่ต้องรักษา ผมตั้งแอมเวย์ ตัวแทนจ�าหน่ายที่ยังคงทุ่มเทกับเราจนเราผ่านคดีกับ แคนาดาและกคช. และข่าวในด้านลบทั้งหลายมาได้ รวมถึงผู้คนรอบโลก ที่มาเข้าร่วมกับเรา ถึงแม้รัฐบาลบางประเทศจะยังสงสัยเราก็ตาม ทุกวันนี้ คนเหล่านี้หลายร้อยคนกลายเป็นมหาเศรษฐี หลายพัน คนกลายมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความส�าเร็จ และอีกหลายแสนคน สามารถสร้างได้รายเสริมเพื่อช่วยเหลือตนเองและครอบครัวของตนเองได้ คนเหล่านี้ได้แสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตนเองมองโลกในแง่ดีรวม ถึงมีความหวังที่จะเติมเต็มศักยภาพของตนเองผ่านโอกาสในการท�าธุรกิจ แบบตลาดเสรีด้วยตอนนี้คนหลายล้านคนรอบโลกมีโอกาสซึ่งโอกาสนี้เริ่ม มาจากการที่เด็กหนุ่มสองคนเพียงแค่เล็งเห็นถึงศักยภาพในตัวผู้คน และ มองเห็นว่าในจิตวิญญาณของคนเรามีความต้องการลึกๆ ที่จะเอื้อมมือ มาคว้า “สิ่งที่ดีกว่า” เท่านั้นเอง ค�าพูดที่ว่า “ใครจะไปฝันถึง” หรือ “สุดแสนจะเหนือจินตนาการ” นั้น สามารถบรรยายสภาพของสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นห้าสิบปีที่ผ่านมา และ ปรากฏการณ์แบบแอมเวย์ได้อย่างถูกต้องที่สุด เราภูมิใจกับความความ พยายามช่วยเหลือผู้อื่นและให้โอกาสพวกเขามาตั้งแต่ต้น ความพยายาม นี้ยังคงเป็นเบื้องหลังความส�าเร็จระดับนานาชาติของแอมเวย์อยู่จนถึง ทุกวันนี้ เมื่อย้อนกลับมามอง ผมก็พบว่ามีประโยคหนึ่งที่สามารถบรรยาย ความรู้สึกของผมได้ดี คือผมรู้สึกซาบซึ้งใจ ซาบซึ้งที่พระผู้เป็นเจ้าประทาน พรให้ผมประสบความส�าเร็จทั้งทางธุรกิจและชีวิตครอบครัว ผมได้เกิดมา ในสหรัฐอเมริกา มีความโชคดีในเรื่องอิสรภาพ ศรัทธาในศาสนา และถูก สอนให้มองเห็นถึงเกียรติภูมิในตัวคนแต่ละคนให้ผมมีความรับผิดชอบให้

×