Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

ตัวอย่างหนังสือ คิดแบบมาร์ค ทำแบบเฟซบุ๊ก

740 views

Published on

จากไอเดียเล็กๆ ในหอพักนักศึกษาที่ฮาร์วาร์ด
เฟซบุ๊กได้กลายมาเป็นบริษัทที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเรามากที่สุด

พวกเขากล้าทิ้งข้อเสนอซื้อกิจการ 30,000 ล้านบาททั้งที่รายได้ยังเป็น 0
เอาชนะคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างกูเกิล
ผ่านปัญหาและความท้าทายที่เกือบทำให้ล้มละลาย
จนพลิกเป็นผู้นำที่สร้างอนาคตของเราทุกคน

เฟซบุ๊กมีเคล็ดลับอะไร?

หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงแนวคิดล้ำลึก
ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเฟซบุ๊ก รวมถึงซีอีโอ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก
สรุปเป็นบทเรียน 10 ข้อ ที่จะให้ความรู้ แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์
ให้คุณนำมาปรับใช้ทั้งกับชีวิตและการงาน

คุณจะเรียนรู้อะไรจากอดีตที่พวกเขาผ่านมา?
คุณจะตักตวงโอกาสอะไรในอนาคตที่พวกเขาวาดไว้?
ค้นพบเรื่องราวอัศจรรย์ที่จะเปิดมุมมองใหม่ให้คุณ

Published in: Business
  • Login to see the comments

  • Be the first to like this

ตัวอย่างหนังสือ คิดแบบมาร์ค ทำแบบเฟซบุ๊ก

  1. 1. คิดแบบมาร์ค ทําแบบเฟซบุ๊ก Becoming Facebook Mike Hoefflinger
  2. 2. คิดแบบมาร์ค ทำาแบบเฟซบุ๊ก Becoming Facebook Copyright © Mike Hoefflinger, 2017 Published by AMACOM, a division of American Management Association, International, New York Thai language translation copyright © 2018 by Superposition Co., Ltd. All rights reserved. เลขมาตรฐานสากลประจำาหนังสือ ISBN 978-616-8109-09-0 ผู้เขียน Mike Hoefflinger ผู้แปล วิญญู กิ่งหิรัญวัฒนา กองบรรณาธิการ จิรวรรณ วงคำาเสา, ธีร์ มีนสุข, ปิยะพงษ์ ศิริสุทธานันท์ ออกแบบปก เชนิสา เพื่อวงศ์ ราคา 290 บาท จัดพิมพ์โดย สำานักพิมพ์บิงโก ภายในเครือ บริษัท ซุปเปอร์โพซิชั่น จำากัด (Superposition Co., Ltd.) 18 ซอยดุลิยา ถนนกาญจนาภิเษก แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กทม. 10170 อีเมล superposition.books@gmail.com โทรศัพท์ 094-810-7272 เฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/bingobooks จัดจำาหน่ายโดย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จำากัด (มหาชน) SE-EDUCATION Public Company Limited เลขที่ 1858/87-90 ถนนเทพรัตน แขวงบางนาใต้ เขตบางนา กรุงเทพฯ 10260 โทร. 0-2826-8000 โทรสาร 0-2826-8999 เว็บไซต์ www.se-ed.com พิมพ์ที่ Greenlife Printing House โทรศัพท์ 02-892-1941 หากต้องการสั่งซื้อเป็นจำานวนมาก กรุณาติดต่อรับส่วนลดได้ที่ บริษัท ซุปเปอร์โพซิชั่น จำากัด อีเมล์ superposition.books@gmail.com
  3. 3. สารบัญ ก่อนเข้าเรื่อง 1 1 เปิดม่าน 5 บทที่ 1 สัญญาณอันตราย 7 บทที่ 2 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ 11 2 สิบบทเรียน บนเส้นทางจากมวยรอง สู่ยักษ์ใหญ่ 25 บทที่ 3 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า 27 บทที่ 4 เมื่อเฟซบุ๊กกลายเป็นหน้าต่างมองโลกของคุณ 37 บทที่ 5 เคล็ดลับสร้างธุรกิจฉบับเฟซบุ๊ก 51 บทที่ 6 หมื่นล้านภายใน 3 ปี 67 บทที่ 7 ความเร็วคือหัวใจ 85 บทที่ 8 สงครามกับกูเกิล 101 บทที่ 9 เฟซบุ๊กที่เป็นมากกว่าเฟซบุ๊ก 119 บทที่ 10 วิธีเล่นเกมยาว 137 บทที่ 11 เฟซบุ๊กทําอย่างไรจึงได้คนเก่งที่สุดมาทํางานด้วย 151 บทที่ 12 เฟซบุ๊กใหญ่ขนาดนี้ได้ยังไง 163
  4. 4. 3 อนาคต 175 บทที่ 13 เมื่อพระเอกอยู่ที่การแชท 177 บทที่ 14 อีกหนึ่งพันล้านคนถัดไป 193 บทที่ 15 โลกเสมือนจริงที่จะทําให้คุณทึ่ง 207 บทที่ 16 ถ้าเฟซบุ๊ก “ทําสําเร็จ” 223 4 ทิ้งท้าย 233 บทที่ 17 ล้มเหลวสิดี 235 บทที่ 18 ไม่มีใครอยู่คํ้าฟ้า 251
  5. 5. 1 ก่อนเข้าเรื่อง ก่อนเข้าเรื่อง ในปี 2009 มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กลายเป็นที่จดจำาของคนทั่วโลกจาก หนังสือ Accidental Billionaires ของเบน เมซริช และภาพยนตร์ TheSocialNetworkของผู้กำากับแอรอนซอร์กิ้นในเรื่องราวเหล่านี้มาร์ค ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นนักเขียนโปรแกรมนิสัยเสียที่เข้าสังคมไม่เก่ง และ จ้องแต่จะหลีสาวท่าเดียวตรงตามประโยคแรกของหนังสือที่ว่า“น่าจะเป็น เหล้าแก้วที่สามนั่นแหละถึงจะได้การ” ในปี 2009 ที่หนังสือวางแผงและภาพยนตร์ดังกล่าวออกฉาย เฟซบุ๊กมีผู้ใช้เพียง150ล้านคนรายได้เพียง270ล้านดอลลาร์และถูกมอง ว่าเป็นธุรกิจที่ไม่มั่นคง เหมือนกับโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่นๆ ในยุคนั้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงปี 2015 มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก กลับได้รับ การยกย่องว่าเป็นหนึ่งในซีอีโอที่เยี่ยมยอดที่สุดในโลก ในขณะที่เฟซบุ๊กก็ ได้กลายเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับนับถือและได้ชื่อว่าเป็นผู้เปลี่ยนโลก ในระดับเดียวกับกูเกิลและแอปเปิลจำานวนผู้ใช้เฟซบุ๊กสูงขึ้น15เท่ามูลค่า ตลาดสูงขึ้น 30 เท่าไปเป็นกว่า 3 แสนล้านดอลลาร์ และมีรายได้เพิ่มขึ้น 60 เท่าไปเป็น 18,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
  6. 6. 2 ก่อนเข้าเรื่อง หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงความลับของการเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน ช่วง 7 ปีดังกล่าว รวมถึงอนาคตข้างหน้าในอีก 10 ปี มันคือเรื่องราว การเติบโตของเฟซบุ๊กที่กลายมาเป็นหนึ่งในสุดยอดบริษัทของโลก จากปากของคนวงในโดยตรง ผมทำางานที่บริษัทอินเทลมาตั้งแต่ต้นปี 1990 ภายใต้แอนดี้ โกรฟ ตั้งแต่ อินเทอร์เน็ตเพิ่งตั้งไข่ เราได้ไปหาแลร์รี เพจ และเซอร์เกย์ บริน สองผู้ ก่อตั้งแห่งกูเกิล พร้อมกับเยี่ยมชมห้องประชุมที่มีโต๊ะปิงปองในเมือง พาโลอัลโตของพวกเขาได้ไปหาเจฟฟ์เบซอสแห่งอะเมซอนในออฟฟิศที่ เมืองซีแอทเทิล และไปหา มาร์ค แอนดรีสเซน กับเบน โฮโรวิตซ์ ตั้งแต่ ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นนักลงทุนชื่อดังเสียอีก ผมยังได้ช่วยมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก สร้างบริการต่างๆ ที่ปฏิวัติวงการโทรศัพท์มือถืออีกด้วย ผมนัดเจอกับเชอริล แซนด์เบิร์ก ประธานฝ่ายปฏิบัติการของ เฟซบุ๊กที่ร้านกาแฟแห่งหนึ่งในเมืองพาโลอัลโตตอนฤดูใบไม้ร่วงในปี2008 เพื่อคุยกันเรื่องที่ผมจะย้ายไปร่วมทีมกับเธอในการปลุกปั้นธุรกิจโฆษณา ของเฟซบุ๊กที่กำาลังเติบโตพรวดพราด พอผมได้ฟังวิสัยทัศน์ของเธอ ผมก็ เคลิ้มและตกลงร่วมทีมทันที ในเวลาเพียง7ปีพวกเราได้ทำาให้ธุรกิจโฆษณาของเฟซบุ๊กโตขึ้น กว่า 60 เท่า คิดเป็นมูลค่า 18,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ผมได้สร้างทีมระดับ โลกที่ขยายธุรกิจเฟซบุ๊กวางกลยุทธ์การตลาดให้คำาปรึกษาและทำาความ เข้าใจลูกค้า ทีมของผมได้รวมคนเก่งๆ จากทั่วโลกหลายร้อยคนที่มุ่งมั่น อยากทำาให้โลกนี้เปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน
  7. 7. 3 ก่อนเข้าเรื่อง มันเป็นงานที่มีแรงกดดันอยู่ตลอดและไม่เคยง่าย แต่เรื่องราวที่ มาร์คเชอริลและทีมงานของเฟซบุ๊กได้สร้างหนึ่งในธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดใน ปัจจุบัน ได้กลายเป็นตำานานของซิลิคอนวัลเลย์ ทำาให้ผมภูมิใจที่ได้เป็น ส่วนหนึ่งของมัน และตื่นเต้นที่จะได้เขียนถึงและเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ผมได้ร่วมสร้างเฟซบุ๊กร่วมกับมาร์ค เชอริล และเพื่อนสนิทอีก 10,000 คน และนี่คือสิ่งที่ผมได้เห็น ไมค์ ฮอฟฟลิงเกอร์ เมืองลอสอัลตอส, รัฐแคลิฟอร์เนีย
  8. 8. เปิดม่าน 1
  9. 9. 7 สัญญาณอันตราย บทที่ 1 สัญญาณอันตราย เหลือแค่ครึ่ง วันที่ 4 กันยายน 2012 หรือ 109 วันหลังจากเฟซบุ๊กเข้าสู่ตลาดหุ้นด้วย มูลค่าสูงเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์ราคาหุ้นเฟซบุ๊กกลับหดเหลือแค่ 17.73ดอลลาร์หรือ47%ของราคาในวันแรกที่ดูสดใสนั่นส่งสัญญาณถึง ความล้มเหลวของบริษัทเฟซบุ๊กและความล้มเหลวของธุรกิจโซเชียลมีเดีย ทุกชนิดด้วย นั่นคือความล้มเหลวของมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ ชีวิตถูกแต่งเติมอย่างเกินจริงในบทภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัลออสการ์ของ แอรอน ซอร์กิ้น และเป็นเจ้าของคำาพูดที่ว่า “ได้เงินแค่ล้านเดียวจะไปพอ อะไร”
  10. 10. 8 สัญญาณอันตราย นั่นคือความล้มเหลวของหุ้นส่วนธุรกิจคนสำาคัญของมาร์คนั่นคือ เชอริล แซนด์เบิร์ก กับเกียรติประวัติอันงดงามของเธอในการทำางานทั้งใน ภาครัฐและภาคธุรกิจ รวมถึงอุดมการณ์ในเรื่องความเท่าเทียม งานนี้ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆเพราะเศรษฐกิจกำาลังอยู่ในช่วงขาขึ้นและ บริษัทเทคโนโลยีที่ถูกยกย่องอย่างกูเกิลและแอปเปิลหรือแม้แต่ตลาดหุ้น NASDAQ เองก็มีมูลค่าสูงขึ้น 10% ในช่วงเวลาเดียวกัน จึงมีแต่เฟซบุ๊กรายเดียวที่ตกตำ่าสวนกระแส และดูเหมือนราคา 17.73 ดอลลาร์จะไม่ใช่จุดตำ่าสุดเสียด้วย บริษัทเงินทุนบีเอ็มโอประมาณ ราคาในอนาคตของหุ้นนี้ที่15ดอลลาร์นั่นหมายความว่าเฟซบุ๊กมีสิทธิ์ทำา มูลค่าของบริษัทเมื่อตอนเข้าตลาดหายไปถึงสามในสี่อย่างน่าใจหาย ชื่อของเฟซบุ๊กกำาลังใกล้เข้าไปอยู่ในกลุ่มซากที่ถูกลืมของบริษัท เทคโนโลยีที่เคยเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงอย่าง กรุปปอน1 , ซิงก้า2 และมายสเปซ3 มีประโยคที่ว่า“เฟซบุ๊กไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเป็นบริษัทในตอนแรก” เขียนไว้ในเอกสารของบริษัทที่ถูกส่งให้กับหุ้นส่วนทั้งหลาย เพื่อช่วยคน เหล่านั้นเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรของเฟซบุ๊กที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งนั่นอาจ หมายถึงการลงเอยด้วยการไม่เป็นบริษัทอย่างที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญมีความ เห็นต่อเฟซบุ๊กที่กำาลังอยู่ในช่วงขาลงก็เป็นได้ 1 Groupon.comเว็บไซต์เสนอการซื้อดีลราคาพิเศษในระยะเวลาจำากัดหรือกำาหนดจำานวน คนซื้อเพื่อรับส่วนลด 2 Zyngaบริษัทผู้พัฒนาเกมส�าหรับอุปกรณ์พกพาเช่นFarmVilleที่เคยเป็นที่นิยมอย่างมาก ในเฟซบุ๊ก 3 Myspace โซเชียลเน็ตเวิร์กที่เคยโด่งดังในช่วงปี 2005-2009 แต่สูญเสียผู้ใช้ให้เฟซบุ๊กจน ต้องปิดตัวลง
  11. 11. 9 สัญญาณอันตราย หมดท่าแล้วหรือ? หลายคนอาจบอกคุณว่าราคาหุ้นไม่ได้สะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของธุรกิจแต่ ราคาหุ้นที่รูดลงเช่นนี้มักทำาให้ภาพลักษณ์เสียหาย กำาลังใจและความ สามารถในการทำางานลดลง ผู้ใช้งานรายใหม่ถอนตัว คนเก่งๆ ก็ไม่อยาก ร่วมงานด้วย และมันมักทำาให้การทำางานภายในเกิดสะดุด ในขณะที่ทีม ผู้บริหารดิ้นรนหาทางแก้ปัญหา คนนอกจะเห็นว่าเฟซบุ๊กหมดท่าแล้ว มันคือจุดจบ หรือที่เลวร้าย ไปกว่านั้นคือการค่อยๆ ร่วงลงไปจนถูกลืม ซึ่งตลอด 109 วันนั้น มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็ไม่ได้ออกมาแก้ต่างเลย เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้จะบอกเล่าถึงการฟื้นตัวอย่างน่าอัศจรรย์ และอนาคตเบื้องหน้าเฟซบุ๊ก
  12. 12. 11 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ บทที่ 2 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์ก ในตัวคุณ เฟซบุ๊กเริ่มต้นจากมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก แต่มันไม่จบแค่นั้น ในการเล่าเรื่องราวทุกเรื่องก่อนอื่นคุณต้องวางตัวเอกไว้บนเวทีก่อนจาก นั้นจึงใส่บริบทเข้าไป ในที่นี้คือมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ไม่ว่าจะเป็นถนนที่เขา เดินและเหตุผลที่เขามุ่งหน้าไป, จุดเริ่มต้นของเขาที่มาก่อนเหตุการณ์ใน ภาพยนตร์เรื่อง The Social Network, ที่สุมหัวของนักเขียนโปรแกรมใน เมืองพาโลอัลโตและในหอพักมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ทั้งหมดทั้งมวลที่จะ มาบรรยายที่มาที่ไปของเด็กหนุ่มคนนี้ สตีฟจอบส์มหาเทพแห่งซีอีโอระดับเทพทั้งมวลเคยกล่าวถ้อยคำา อันน่าจดจำาในงานมอบปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเมื่อ
  13. 13. 12 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ เดือนมิถุนายน2005ไว้ว่า“คุณไม่สามารถเชื่อมโยงประสบการณ์เข้าด้วย กันโดยมองไปข้างหน้าอย่างเดียว เพราะประสบการณ์เป็นสิ่งที่คุณสั่งสม มาในอดีต” เมื่อมองย้อนไปในชีวิตของมาร์ค เราจะเห็นสิ่งที่สตีฟพูดถึง เป้าหมายแห่งการทำาให้โลกเชื่อมโยงถึงกันนั้นอยู่ในตัวมาร์คมาตั้งแต่ไหน แต่ไรแล้วเพียงแต่ตอนนี้เขาทำาเป้าหมายที่ว่าในระดับที่ใหญ่ขึ้นเท่านั้นเอง ใหญ่ถึงขนาดตัวเขาเองก็ไม่เคยนึกฝันมาก่อน เพราะฉะนั้นเราจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นนั้นกลับไปยังบ้านที่ตั้งอยู่ ในหมู่บ้านด็อบส์เฟอร์รีอันร่มรื่นมาร์คซัคเคอร์เบิร์กในวัยเด็กเพิ่งได้เรียน การเขียนโปรแกรมเบื้องต้นจากพ่อและกำาลังเขียนโปรแกรมรับส่งข้อความ ง่ายๆ ที่ทำาหน้าที่ติดต่อระหว่างคนในครอบครัวซัคเคอร์เบิร์ก 6 คน เครื่อง คอมพิวเตอร์ของแต่ละคนในบ้าน และเครื่องคอมพิวเตอร์ในคลินิกทำาฟัน ของพ่อที่ตั้งอยู่ในบ้านหลังเดียวกันนั้น ต่อมามาร์คจึงเริ่มทำาสิ่งที่ใหญ่ขึ้น สาเหตุมาจากแรงจูงใจและ โอกาส แรงจูงใจมาจากการเดินทางจากบ้านไปยังโรงเรียนมัธยม อาร์ดสลีย์ ที่ไกลถึงขนาดต้องผ่านหุบเขาตามถนนขนาด 10 เลน ส่วนโอกาสนั้น เป็นเพราะมาร์คที่เกิดในปี 1984 เป็นคนเจนวาย รุ่นแรกๆ ที่เติบโตขึ้นในครอบครัวชนชั้นกลาง ทำาให้เขาได้ใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในบ้านตลอดช่วงเวลาที่เป็นวัยรุ่น คนรุ่นนี้
  14. 14. 13 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ จึงติดต่อถึงกันตลอดเวลา ไม่สำาคัญว่าตัวจะอยู่ที่ไหนบนโลกก็ตาม และ สามารถสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ จากการติดต่อนั้น พื้นฐานครอบครัวที่ดีของ มาร์คจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำาให้มาร์คได้กลายเป็นผู้สร้างเฟซบุ๊ก บริการ ชั้นยอดที่ทำาให้คนทั้งโลกได้พูดคุยและเชื่อมโยงถึงกัน แต่ก่อนหน้านั้น มาร์คได้สร้าง คอร์สแมทช์ (CourseMatch) ขึ้น มาเพื่อให้นักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้พูดคุยกันทั้งเรื่องในและนอก ห้องเรียน และเพื่อที่พวกเขาจะได้รู้จักกับคนที่จะลงเรียนวิชาเดียวกันได้ มากยิ่งขึ้น จากนั้นไม่นานก็ตามมาด้วยเว็บไซต์ที่มีรูปเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ศิลปะโรมัน500รูปมันถูกแชร์ไปในหมู่นักศึกษาที่ลงเรียนวิชาเดียวกับเขา เพื่อที่ทุกคนจะได้ช่วยกันเขียนคำาบรรยายเอาไว้ใช้เตรียมสอบปลายภาค (ผลปรากฏว่านักศึกษากลุ่มนั้นทำาคะแนนได้สูงเป็นประวัติการณ์) สองสามเดือนต่อมาก็เป็น เฟซแมช (FaceMash) ที่มาร์คทั้ง ละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์และความเป็นส่วนตัวไปพร้อมๆ กัน ทำาให้เขาถูก ทางมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดทำาทัณฑ์บน และต้องไปขอโทษขอโพยเหล่า นักศึกษาผู้หญิงในมหาวิทยาลัยด้วย อย่างไรก็ตาม หากมาร์คไม่ได้บทเรียนจากเฟซแมช เฟซบุ๊กก็คง ไม่เกิดไม่ว่าจะเป็นบทเรียนเรื่องสิทธิส่วนบุคคลหรือเรื่องการบริหารจัดการ ข้อมูลของผู้ใช้
  15. 15. 14 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ หลังจากที่เฟซบุ๊กยุคบุกเบิก(thefacebook.com)ครองฮาร์วาร์ด ได้สำาเร็จต่อไปก็เป็นมหาวิทยาลัยอื่นๆในอเมริกาถัดไปคือนักเรียนมัธยม ต่อด้วยชาวอเมริกันทั้งหมด และด้วยเทคโนโลยีการแปลภาษา ทำาให้ เฟซบุ๊กได้ขยายบริการไปอีกหลายร้อยประเทศ(รายละเอียดอยู่ในบทที่5) มาร์คเริ่มต้นจากการทำาให้คน 6 คนในบ้านหลังเดียวกันส่ง ข้อความถึงกันได้จนมาตอนนี้เขาได้เชื่อมโยงผู้คนเป็นพันๆล้านคนมาร์ค ไม่หยุดยั้งตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ชายผู้นี้ทำาสิ่งต่างๆ เพื่อให้โลกนี้เปิดกว้าง และเชื่อมโยงถึงกันมากขึ้นมากว่า 20 ปีแล้ว คนกลุ่มที่ไม่เหมือนใคร ในช่วงระยะเวลา20ปีที่ว่ามามาร์คได้กลายเป็นสมาชิกของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งพากันก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง พวก เขาได้สร้างสิ่งจำาเป็นหลายอย่างให้เรา และได้เปลี่ยนแปลงชีวิตคนหลาย พันล้านคน แค่ผมเอ่ยชื่อพวกคุณก็รู้ว่าแล้วว่าใคร ไม่ว่าจะเป็นมาร์ค ซัคเคอร์- เบิร์ก, สตีฟ จอบส์, เจฟฟ์ เบซอส หรือแลร์รี เพจ แต่คนเหล่านี้เป็นบุคคล ที่เราเข้าไม่ถึง ดังนั้น เราจึงตามข่าวพวกเขาเอาจากสื่อแทน หรือในบาง กรณีก็ตามเอาจากภาพยนตร์ ซึ่งบางทีก็บรรยายลักษณะของพวกเขาให้
  16. 16. 15 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ ชวนเข้าใจผิดว่ามีแต่พวกขี้ระแวงอารมณ์แปรปรวนหมกมุ่นชอบแว้งกัด ไร้ความรู้สึก และเข้าสังคมไม่เป็น สตีฟ วอซเนียก ได้พัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ จนไปสู่การ เปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีครั้งใหญ่หลวงที่สุดเท่าที่เคยมีมาซึ่งก็คือ การถือกำาเนิดไอโฟน เจฟฟ์ เบซอส ตั้งตัวจากการเปิดร้านขายหนังสือออนไลน์ จนมา สร้างเว็บไซต์ขายของครบครันให้พวกเราได้อย่างทุกวันนี้ (อะเมซอน) แลร์รี เพจ ทำาให้เรารู้สึก “ดีใจจัง” ในการค้นหาข้อมูล (กูเกิล) และสร้างระบบปฏิบัติการที่กว่า 80% ของสมาร์ทโฟนใช้สั่งงานอยู่ (แอนดรอยด์) รีด ฮาสติงส์ ล้มร้านขายดีวีดีกับรายการโทรทัศน์ ทำาให้เราได้ดู อะไรก็ได้ที่เราอยากดู ทุกที่ทุกเวลา (เน็ตฟลิกซ์) อีลอน มัสก์ วางแผนสร้างบริษัทผลิตรถยนต์อเมริกันบริษัทแรก ในรอบ 100 ปี ซึ่งจะเดินหน้าผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุด มันมียอด คำาสั่งซื้อล่วงหน้าเกือบ 400,000 ออเดอร์ทั้งๆ ที่ตัวรถยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ด้วยซำ้า (รถยนต์เทสลา) มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก เชื่อมโยงผู้คนบนโลกเป็นพันล้านคนต่อวัน และมองว่านี่เป็นแค่การเริ่มต้นเท่านั้น พวกเขาเหล่านี้มีความเก่งเฉพาะด้านแต่ก็ยังมีความเหมือนอย่าง น้อย 3 อย่างด้วยกัน ได้แก่
  17. 17. 16 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ 1. พวกเขามุ่งมั่นท�า “สิ่งที่เป็นไปไม่ได้” พวกเขามองเป้าหมายใหญ่ แต่ละคนจึงถูกตั้งคำาถาม ถูกล้อเลียน และถูกท้าทาย พวกเขาพัฒนาสิ่งที่ ยังไม่เคยมีมาก่อนอย่างต่อเนื่องถึงแม้จะถูกภายนอกต่อต้านภายในบริษัท เองก็เกิดเรื่องยุ่งยากต่างๆนานาผู้นำาทั่วไปอาจถอดใจกับอุปสรรคเหล่านี้ แต่ไม่ใช่พวกเขา การพลิกโลกครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของสตีฟ จอบส์ ในการสร้าง “สุด ยอดเครื่องมือที่สร้างความก้าวหน้าให้โลก” เกิดขึ้น 30 ปีหลังจากที่เขาทำา ครั้งแรกได้สำาเร็จ เจฟฟ์เบซอสกำาลังอยู่ในช่วง30ปีแรกของการสร้าง“บริษัทที่ทำา เพื่อลูกค้ามากที่สุดในโลก” ส่วนเด็กที่เกิดในปีที่แลร์รี เพจ เริ่ม “จัดระเบียบข้อมูลในโลกนี้” ด้วยกูเกิล ก็กำาลังรอจดหมายตอบกลับจากการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก (“ทำาให้โลกเปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน”) กับอีลอนมัสก์(“เร่งคิดค้นการเดินทางที่ยั่งยืน”)ก็แค่กำาลังอุ่นเครื่องใน20 ปีแรกของการทำางานไปสู่เป้าหมายของพวกเขา ถ้าคุณคิดว่าภารกิจมุ่งสู่ดวงจันทร์ของอดีตประธานาธิบดีอเมริกา จอห์นเอฟ.เคนเนดีนั้นยิ่งใหญ่พวกเขาเหล่านี้ก็กำาลังทำาสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า นั้นเสียอีก ทั้งที่คนส่วนใหญ่ไม่แม้แต่จะคิดด้วยซำ้า เป้าหมาย “ที่เป็นไปไม่ได้” ของพวกเขานั้นยิ่งใหญ่ถึงขนาดที่ มันอาจไม่มีทางสำาเร็จอย่างสมบูรณ์ แต่มันก็นำามาซึ่งชัยชนะหลายต่อ
  18. 18. 17 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ หลายครั้งระหว่างทาง พวกเขาปลุกใจผู้คนให้ฮึกเหิม ดึงดูดให้คนเก่งเข้า มาร่วมงาน และเป็นแรงบันดาลใจให้แก่คนในบริษัท ไม่ใช่แค่ในการ ประชุมพนักงานและการประชุมผู้ถือหุ้นประจำาปีเท่านั้น 2. พวกเขาเป็นคนที่ “โง่แบบฉลาด” เพราะพวกเขาเห็นสิ่งที่คนอื่นมอง ไม่เห็น คนโง่จะทำาสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ส่วนคนฉลาดจะทำาสิ่งที่คนส่วนใหญ่รู้ ดีอยู่แล้วว่ายอดเยี่ยม แต่คนที่ “โง่แบบฉลาด” จะทำาสิ่งที่ยอดเยี่ยม ซึ่งคน ส่วนใหญ่มองว่าโง่กว่าคนส่วนใหญ่จะรู้ตัวว่ามันดีคนที่“โง่แบบฉลาด”ก็ จะคว้าโอกาสนั้นมาอยู่กับตัวเรียบร้อยแล้ว การโง่แบบฉลาดไม่ใช่เรื่องที่ทำาได้ง่ายๆ เพราะแม้แต่ความคิดที่ ฉลาดก็จะถูกมองว่าโง่ในทีแรกคุณจะต้องมองเห็นโอกาสท่ามกลางความ ไม่แน่นอน และกล้าเดินหน้าไปคว้ามันทั้งๆ ที่คนอื่นยังลังเลอยู่ การโง่แบบฉลาดคือการที่คุณมองเห็นโอกาสในการทำาธุรกิจเกี่ยว กับเครื่องคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต การโง่แบบฉลาดคือการที่คุณมองเห็นโอกาสของการค้าขาย ออนไลน์ ในขณะที่คนส่วนใหญ่คิดว่ามันบ้ามากที่จะมีใครกล้ากรอกเลข บัตรเครดิตเข้าไปในอินเทอร์เน็ต การโง่แบบฉลาดคือการที่คุณมองเห็นโอกาสในการสร้างบริการ ดูหนังฟังเพลงออนไลน์ ตั้งแต่ยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังดูหนังจากแผ่นซีดี กันอยู่
  19. 19. 18 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ มันคือการที่คุณกล้าเริ่มสร้างเสิร์ชเอ็นจิ้นตัวใหม่อย่างกูเกิล ทั้งที่ มียาฮูครองตลาดเดิมอยู่แล้วเกือบหมด มันคือการที่คุณฝันจะสร้างโซเชียลเน็ตเวิร์กที่เชื่อมโยงคนเป็น พันๆ ล้านคนเข้าด้วยกัน ในเวลาที่กระทั่งบรรดาผู้นำาในตลาดมีผู้ใช้ไม่กี่ ล้านคน และมันคือการที่คุณเริ่มทำารถยนต์ไฟฟ้าที่ลำ้าหน้าเหนือใครในปี 2012 หลังจากบรรดาผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ๆ ของโลกพยายามทำาแบบ เดียวกันมาหลายสิบปีแต่ล้มเหลว 3. พวกเขาดึงดูดเหล่ายอดฝีมือให้มาท�างานด้วยความสำาเร็จของคุณ ย่อมขึ้นกับคนที่คุณทำางานด้วย ผู้นำาเหล่านี้มองเห็นอนาคต และคัดเลือก คนเก่งที่สุดเข้ามาทำางาน เพื่อร่วมมือกันสร้างอนาคตดังกล่าว สตีฟ จอบส์ เคยพูดว่า คนเก่งๆ สร้างผลงานได้มากกว่าคน ธรรมดา 25 เท่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก บอกว่า ตัวเลขนั้นคือ 100 เท่า และ บิลเกตส์ก็เคยพูดว่าคนเก่ง1คนทำางานได้เท่ากับคนธรรมดา10,000คน แม้แต่ละคนจะยอมรับว่า การประเมินของตนไม่ชัดเจน แต่ผู้นำา เหล่านี้ล้วนยึดมั่นกับการหาคนเก่งมาทำางานกับตน
  20. 20. 19 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ เราได้บทเรียนอะไรจากมาร์ค? ดูเผินๆ คุณอาจจะคิดว่าคุณไม่มีทางเป็นเหมือนมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก หรือ บุคคลที่โด่งดังทั้งหลายได้ เพราะคนเหล่านี้มีวิสัยทัศน์และความสามารถ ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งลอกเลียนแบบได้ยาก แต่เราสามารถเรียนรู้จากวิธีคิดของเขาได้ มาร์คทุ่มเทให้กับ ภารกิจของตนอย่างเต็มที่ ต่อเนื่อง และจริงจัง เขามุ่งมั่นที่จะสร้างความ เปลี่ยนแปลงโดยไม่กลัวที่จะล้มเหลว ดังนั้น หากคุณอยากประสบความ สำาเร็จอย่างยิ่งใหญ่ คุณจะต้องมีเป้าหมายใหญ่ และมุ่งมั่นเดินหน้าสู่เป้า หมายนั้นโดยไม่ย่อท้อ คุณจะดูโง่ หรือถึงขั้นหยิ่งยะโสในสายตาของคนที่มองมา และ คุณอาจถูกตราหน้าว่าเป็นพวกเพ้อฝัน แต่กุญแจสู่ความสำาเร็จคือการที่ คุณเชื่อมั่นในตัวเอง แล้วลงมือทำาโดยไม่กลัวคำาครหา นั่นคือ การลงมือ ท�าส�าคัญกว่าค�าพูด มาร์คมีเป้าหมายและความฝันเหมือนกับคนอื่นๆแต่เขาแตกต่าง จากคนทั่วไป เพราะเขาลงมือทำาจริง ไม่ได้ดีแต่พูด เขาจะลงมือทำาเพื่อให้ เป้าหมายเป็นจริง ในขณะที่คนส่วนใหญ่นั่งรอโอกาส ไม่ก็นั่งมองเฉยๆ มาร์คได้แสดงให้พนักงานเฟซบุ๊กเห็นว่าโปสเตอร์ที่ติดอยู่ทั่ว บริษัทมีความหมายต่อเขามากบนโปสเตอร์นั้นถามว่า“คุณจะทำาอะไรถ้า
  21. 21. 20 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ คุณไม่กลัว?” เขาวางเดิมพันหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับการสร้าง อินเทอร์เน็ตทั่วโลก เขาซื้อกิจการของอินสตาแกรมและวอทส์แอพเพื่อ รักษาอนาคตของเฟซบุ๊กไว้ (หลังจากตีสนิทกับซีอีโอของสองบริษัทนั้น อยู่หลายปี) และเขายังลุกขึ้นมาใหม่หลังล้มเหลวกับบริการบางตัวที่เขา ผลักดันอย่างสุดความสามารถ แม้มาร์คจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำาของคนรุ่นใหม่ในโลก เทคโนโลยี แต่เขาก็ยังคงเสาะหาคำาแนะนำาจากคนรุ่นก่อนหน้าเขาเสมอ เขาไปคุยกับแอนดี้โกรฟ(ผู้ก่อตั้งอินเทล)เรื่องการบริหารบริษัทกับเจฟฟ์ เบซอส (ผู้ก่อตั้งอะเมซอน) เรื่องการจดจ่ออยู่ที่เป้าหมายระยะยาวอย่าง แน่วแน่ และกับบิล เกตส์ เรื่องการทำาการกุศลด้วยเงินเป็นหมื่นๆ ล้าน ดอลลาร์อย่างมีประสิทธิภาพ แม้เขาจะมีอำานาจเหนือคณะกรรมการของเฟซบุ๊ก แต่เขาก็ชอบ ชักชวนเหล่าผู้นำาทางความคิดที่หัวดื้อเข้ามาร่วมงานด้วย เช่น มาร์ค แอนดรีสเซน ผู้เป็นทั้งนักธุรกิจ นักลงทุน และเจ้าของแนวคิด “ซอฟต์แวร์ จะครองโลก”,ปีเตอร์ธีลหนึ่งในผู้ก่อตั้งเพย์พาลนักลงทุนนักอนาคตและ นักสวนกระแส, รี้ด เฮสติงส์ ซีอีโอของเน็ตฟลิกซ์, และดอน เกรแฮม อดีต เจ้าของหนังสือพิมพ์ The Washington Post
  22. 22. 21 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ มาร์คอยากพัฒนาศักยภาพของเยาวชนให้มากยิ่งขึ้น เขาจึงออกไปสอน หนังสือในโรงเรียนประถมหลายแห่งในเมืองเมนโลพาร์กนอกจากนี้มาร์ค กับภรรยา (พริสซิลลา ชาน กุมารแพทย์ที่ทำางานในซานฟรานซิสโก) ก็ยัง ได้เป็นหนึ่งในนักการกุศลที่บริจาคเงินมากที่สุดและมีอายุน้อยที่สุดเท่าที่ เคยมีมาอีกด้วย ทั้งสองฉลองการมีลูกสาวคนแรกที่ชื่อแม็กซ์ในปี2015ด้วยการ ให้สัญญาว่าจะมอบหุ้นเฟซบุ๊กจำานวน 99% ที่พวกเขาถืออยู่ (มูลค่า 45,000ล้านดอลลาร์ในตอนที่ประกาศ)ให้กับองค์กรชานซัคเคอร์เบิร์กของ พวกเขา องค์กรชานซัคเคอร์เบิร์กนี้ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนความเท่า เทียมและศักยภาพของมนุษย์นี่เป็นหนึ่งในการบริจาคเงินก้อนโตที่สุดเท่า ที่เคยมีมา ราวกับว่าบิล เกตส์ ย้อนเวลากลับไปก่อตั้งมูลนิธิที่มีผลงาน สำาคัญๆ ตั้งแต่ตอนที่เขายังเป็นซีอีโอหนุ่มที่ไมโครซอฟต์ มันสื่อให้เห็นถึง หลักการเรียนรู้ให้เร็ว การยินดีที่จะรับความเสี่ยง และการเลือกเส้นทาง อนาคตที่ดีที่สุดแต่เนิ่นๆ ของมาร์ค มาร์คอยากเป็นผู้นำาในวงการเทคโนโลยีเขาจึงเปลี่ยนตัวเองจาก การเป็นเด็กวัยรุ่นใจเด็ดที่สวมชุดนอนไปประชุมกับกลุ่มนักลงทุนไปสู่การ พบปะกับสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ไปสู่การต้อนรับนเรนทระ โมที นายก รัฐมนตรีอินเดียและไปสู่การพูดคุยที่องค์การสหประชาชาติเรื่องการเชื่อม
  23. 23. 22 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ ต่ออินเทอร์เน็ตไปทั้งโลก ซึ่งทั้งหมดเกิดขึ้นภายในช่วงเวลา 2-3 วันของ เดือนกันยายน ปี 2015 มาร์คอยากมองโลกได้ในหลายแง่มุม เพราะเฟซบุ๊กกำาลังขยาย อิทธิพลไปทั่วโลกอย่างรวดเร็วนั่นทำาให้ตลอดปี2015หรือ“ปีแห่งหนังสือ” เขาตัดสินใจอ่านหนังสือ2สัปดาห์ต่อเล่มและขยันถกหนังสือเหล่านั้นกับ ผู้ติดตามเกือบ 700,000 คนของเขา หนังสือที่เขาสนใจ เช่น • Energy: A Beginner’s Guide ของวาสลาฟ สมิล • กู้วิกฤติชาติ บทเรียนสะเทือนโลก (Why Nations Fail) ของ แดรอน เอซโมกลู และเจมส์ เอ. โรบินสัน • The New Jim Crow: Mass Incarceration in the Age of Colorblindness ของมิทเชล อเล็กแซนเดอร์ • Portfolios of the Poor: How the World’s Poor Live on $2 a Day ของโจนาธาน มอร์ดุช, สจ๊วต รูเธอร์ฟอร์ด และออร์ แลนดา รูธ มาร์คอยากสร้างความสนิทสนมกับครอบครัวฝั่งภรรยา (ปู่ย่าตา ยายของพริสซิลลา ชาน เป็นคนจีน) และกับวัฒนธรรมและแวดวงธุรกิจที่ มีจำานวนคนมากที่สุดในโลก เขาจึงเรียนภาษาจีนกลางเป็นเวลานานกว่า 5ปีจากนั้นก็ใช้มันเพื่อพูดคุยกับนักการเมืองจีนและพูดคุยในห้องเรียนที่
  24. 24. 23 ค้นหาความเป็นซัคเคอร์เบิร์กในตัวคุณ มหาวิทยาลัยชิงหัวในจีน (มาร์คเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของโรงเรียน เศรษฐศาสตร์และการจัดการที่นั่น) มาร์คอยากต่อสู้กับความเก้อเขินในการพูดในที่สาธารณะเขาจึง กำาหนดให้มีการถามตอบกับพนักงานทั้งบริษัทเป็นรายสัปดาห์ในปี 2008 แถมเขายังอนุญาตให้ยิงคำาถามหนักๆ ได้ด้วย ปัจจุบันพวกเขาก็ยังทำากัน อยู่เป็นประจำาภายในเฟซบุ๊ก การกระท�าของมาร์คช่วยถ่ายทอดสิ่งที่เขามองว่าสำาคัญไปสู่ทีมงาน เฟซบุ๊ก ได้ดีกว่าคำาพูดที่สวยหรูเป็นไหนๆ เฟซบุ๊กของเขาไม่มี “ธรรมเนียม ยึดติดตัวบุคคล” ที่พึ่งพาและรอทำาตามคนคนเดียว แต่มี “ธรรมเนียม ยึดติดภารกิจ”ที่ซึ่งพนักงานพันธมิตรธุรกิจหรือกระทั่งผู้ใช้เฟซบุ๊กสามารถ ดูตัวอย่างการกระทำาของมาร์คแล้วรู้สึกได้ว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน และยังรู้สึกว่าตัวเองกำาลังเปลี่ยนโลกไปกับเขาได้อีกด้วย
  25. 25. สิบบทเรียน บนเส้นทางจากมวยรอง สู่ยักษ์ใหญ่ 2
  26. 26. 27 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า บทที่ 3 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า บทเรียนที่ 1 มองให้ขาด ว่านี่เป็นเพียงอีกงานหรือเป็นงานสุดท้ายของคุณ ความเป็นมา: พลังใจเป็นสิ่งจำาเป็นในการทำาอะไรก็ตามให้สำาเร็จ ยิ่งคุณมี เป้าหมายที่ใหญ่แค่ไหนคุณก็ยิ่งต้องมีความมุ่งมั่นและพลังใจมากขึ้นเพราะ ไม่เช่นนั้นคุณจะยอมแพ้ระหว่างทาง และกลายเป็นฟันเฟืองหนึ่งให้กับ คนอื่นที่ใหญ่กว่าคุณ การตัดสินใจของเฟซบุ๊ก: มาร์คมั่นใจว่าเฟซบุ๊กจะเติบโตกลายเป็นบริษัท ที่ประสบความสำาเร็จและยืนด้วยตัวเองได้เขาจึงเลือกที่จะไม่ขายมันในราคา 1 พันล้านดอลลาร์ ตรงกันข้าม เขาวางแผนระยะยาว ดำาเนินงานตามแผน นั้น และมุ่งหน้าทำาตามสิ่งที่เขาเชื่อมั่นโดยไม่ย่อท้อ ข้อคิดส�าหรับคุณ: คุณจริงจังกับความฝันมากแค่ไหน?คุณมองมันเป็นแค่ ทางผ่าน หรือเป็นภารกิจที่ต้องทำาให้สำาเร็จให้ได้?
  27. 27. 28 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า อดีตและอนาคตของซิลิคอนวัลเลย์ได้มาบรรจบกันในฤดูร้อนปี 2009 ก่อนจะมาร่วมงานกับเฟซบุ๊ก ผมทำางานที่บริษัทอินเทลมาตั้งแต่ ปี 1992 ถึง 2008 โดยมีแอนดี้ โกรฟ เป็นหัวหน้า เมื่อเดือนมกราคม 2009 ผมจึงติดต่อหาทั้งแอนดี้และมาร์คซัคเคอร์เบิร์กเพื่อสอบถามดูว่าพวกเขา สนใจจะทำาความรู้จักกันด้วยการรับประทานอาหารกลางวันร่วมกันหรือไม่ ทั้งสองตอบตกลง เรามานั่งกันที่โต๊ะนอกชานเล็กๆด้านหลังอาคารหลังหนึ่งของเฟซบุ๊ก มันอยู่ติดกับย่านพาโลอัลโตทางตอนเหนือของถนนเซาธ์แคลิฟอร์เนีย อเวนิวพนักงานของเฟซบุ๊กเรียกอาคารอายุ50ปีที่เป็นเอกลักษณ์นั้นด้วย ความเอ็นดูว่า 1601 ตามหมายเลขถนน มันเป็นที่ทำางานของคนทั้งบริษัทอยู่เป็นช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่พวก เขาจะพากันย้ายไปในปี2011ไปสู่พื้นที่ที่กว้างขวางขึ้นในเมืองเมนโลพาร์ก จากนั้นมันก็ถูกทำาลายลงเพื่อสร้างอาคารที่ใหญ่กว่า นั่นเป็นการพราก ความทรงจำาต่างๆ ของเรา ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติเรื่องความเป็นส่วนตัว การ สร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าการเติบโตที่เป็นประวัติการณ์และการเอาตัว รอดจากการแข่งขันที่เดิมพันด้วยชีวิตกับกูเกิล มาร์คกับแอนดี้พบกันครั้งแรก ณ สถานที่แห่งนี้เอง แอนดี้ โกรฟ ในวัย 72 ปี เป็นตำานานแห่งซิลิคอนวัลเลย์ เขาเป็น ผู้ก่อตั้ง ซีอีโอ และประธานของอินเทล บริษัทผู้ผลิตชิปที่ทำาให้เกิดเครื่อง คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตขึ้นมาได้เวลาซิลิคอนวัลเลย์พูดถึง“การต่อย
  28. 28. 29 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า อดจากยักษ์ใหญ่”แอนดี้ก็คือยักษ์ใหญ่คนนั้นเองการเสียชีวิตของเขาเมื่อ เดือนมีนาคม 2016 คือการสิ้นสุดยุคสมัยที่เปลี่ยนโลกมาแล้วครั้งหนึ่ง ส่วนมาร์คเป็นน้องใหม่มาแรงอายุ25ปีที่กำาลังสร้างบริการที่ยอด เยี่ยมได้ก็เพราะผลงานของแอนดี้แท้ๆ มันเป็นการพบปะของมือเก๋า ผู้ทำาให้เกิดเครื่องคอมพิวเตอร์เป็น พันล้านเครื่องได้กับมือใหม่ที่กำาลังมุ่งหน้าในการเชื่อมโยงคนเป็นพันล้าน คนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เหล่านั้น ในการคุยกันช่วงแรก ทั้งสองหยั่งเชิงกันอย่างช้าๆ และให้เกียรติ แอนดี้พยายามพิจารณาความแน่จริงของผู้ร่วมรับประทานอาหารกับเขา นี่คือสิ่งที่ผมเห็นเขาทำาเป็นสิบๆครั้งในการพูดคุยกันตัวต่อตัวเมื่อสิบปีก่อน กับคนอย่างเจฟฟ์เบซอสแห่งอะเมซอน,เจอร์รีหยางแห่งยาฮู,แลร์รีเพจ กับเซอร์เกย์ บริน แห่งกูเกิล, และเม็ก วิทแมน แห่งอีเบย์ ส่วนมาร์คก็กำาลังมองหาจุดร่วมกับแอนดี้ บุคคลแถวหน้าผู้ถอด แบบมาจากหนังสือ Only the Paranoid Survive คัมภีร์ด้านการบริหารที่ ผู้นำาในโลกเทคโนโลยีทุกคนต้องอ่านและเป็นบุคคลที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขานี่ แหละ ผ่านไป 2-3 นาที แอนดี้ก็เริ่มเขี่ยลูก ด้วยคำาถามตรงๆ ที่ไม่ได้มี เจตนาลบหลู่หรือลดทอนคุณค่าของอีกฝ่ายแต่เพื่อเจาะประเด็นที่น่าสนใจ มากขึ้นสำาหรับทั้งสองคน “คุณปฏิเสธเงินพันล้านของยาฮูได้ยังไง?”
  29. 29. 30 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า 1 พันล้านจากยาฮู เฟซบุ๊กได้รับข้อเสนอซื้อกิจการมากมายในช่วงระหว่างปี 2004 ถึง 2007 รายชื่อผู้เข้ามาขอซื้อกิจการได้แก่เฟรนด์สเตอร์,กูเกิล,เดอะวอชิงตันโพสต์, เวียคอม, มายสเปซ, นิวส์คอร์ป, เวียคอมอีกรอบ, เอ็นบีซี, เวียคอมรอบที่ สาม,ยาฮู,เอโอแอล,ยาฮูอีกครั้ง,กูเกิลอีกครั้ง,และไมโครซอฟท์โดยราย ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดก็คือ ข้อเสนอจากยาฮูเมื่อเดือนมิถุนายน 2006 ที่ว่า กันว่ามีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ปีเตอร์ ธีล ผู้เป็นนักลงทุนในเฟซบุ๊กคนแรกๆ และเป็นอดีตคน สำาคัญของเพย์พาล เล่าว่าในเดือนกรกฎาคม 2006 มีการประชุมคณะกร รมการเฟซบุ๊ก อันประกอบด้วยตัวเขา, จิม เบรเยอร์ ที่เป็นนักลงทุนอีกคน, และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ที่มีอายุ 22 ปีในขณะนั้น เพื่อถกกันเรื่องข้อเสนอ 1 พันล้านดอลลาร์จากยาฮู ตอนนั้นเฟซบุ๊กก่อตั้งมาได้แค่ 2 ปีนิดๆ และมี ผู้ใช้เพียง 8-9 ล้านคน กับรายได้ 20 ล้านดอลลาร์ จิมเบรเยอร์กับผมชั่งนำ้าหนักดูแล้วเห็นว่าเราน่าจะคว้าเงิน ก้อนนั้นโดยไม่รอช้า แต่มาร์คพูดเปิดประชุมว่า “ผมจัด ประชุมให้มันเป็นทางการเฉยๆแต่ผมจะเร่งให้มันจบเร็วไม่ น่าใช้เวลาเกิน 10 นาที สรุปว่าเราจะไม่ขายกิจการนะครับ”
  30. 30. 31 ทิ้งเงินพันล้านเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า เหตุผลของมาร์คคือ เขายังอยากสร้างอีกหลาย อย่างขึ้นมาที่เฟซบุ๊ก (เฟซบุ๊กกำาลังจะเปิดให้คนภายนอก มหาวิทยาลัยใช้ และเพิ่ม News Feed เข้าไป) แต่ยาฮูไม่มี แผนการสำาหรับอนาคตที่แน่นอนพวกเขามองไม่เห็นค่าของ สิ่งที่ยังไม่เกิด ซึ่งนั่นแปลว่ายาฮูตีราคาเฟซบุ๊กตำ่าเกินไป หลังจากเฟซบุ๊กประสบความสำาเร็จมาได้ 10 ปี เราก็อาจบอกได้ว่าการ ตัดสินใจของมาร์คนั้นเหมือนมีตาทิพย์ (ถ้าใช้ตัวเลขในปี 2016 เป็นหลัก ยาฮูตีราคาเฟซบุ๊กน้อยไป 300 เท่า) อย่างไรก็ตาม ในตอนนั้นซีอีโอหนุ่ม กับคณะกรรมการของเขาก็ถูกตั้งคำาถามอย่างกว้างขวางและถูกสังคม เย้ยหยัน ความมุ่งมั่น การเย้ยหยันที่ว่านั้นนั่นเอง ที่ท�าให้แอนดี้ถามค�าถามว่า “คุณปฏิเสธเงิน พันล้านของยาฮูได้ยังไง?” หลังจากการปฏิเสธการขอซื้อกิจการครั้งนั้น 3 ปี คำาถามนั้นก็ยัง คงเป็นคำาถามที่หนักหนาและแทงใจดำา เพราะการตัดสินใจของมาร์คยัง ไม่เห็นผลเต็มที่ มูลค่าของเฟซบุ๊กที่เคยขึ้นไปถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ ได้

×