Successfully reported this slideshow.
We use your LinkedIn profile and activity data to personalize ads and to show you more relevant ads. You can change your ad preferences anytime.

พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์

1,990 views

Published on

Published in: Self Improvement
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์

  1. 1. ัพระสงคิณีกุสะลา ธัมมา, พระธรรมทังหลายทีเป็ นกุศล, ให ้ผลเป็ นความสุข ้ ่อะกุสะลา ธัมมา, ธรรมทังหลายทีเป็ นอกุศล, ให ้ผลเป็ นความทุกข์, ้ ่อัพ๎ยากะตา ธัมมา, ธรรมทังหลายทีเป็ นอัพยากฤต, เป็ นจิตกลาง ๆ อยู, ้ ่ ่กะตะเม ธัมมา กุสะลา, ธรรมเหล่าใดเป็ นกุศลยัส๎ะมิง สะมะเย, ในสมัยใด,กามาวะจะรัง กุสะลัง จิตตัง อุปปั นนัง โหติโสมะนั สสะสะหะคะตัง ญาณะสมปะยุตตัง, ักามาวจรกุศลจิตทีรวมด ้วยโสมนั ส, คือความยินดี, ประกอบด ้วยญาน คือ ปั ญญาเกิดขึน ปรารภ ่ ่ ้อารมณ์ใด ๆ,รูปารัมมะนัง วา, จะเป็ นรูปารมณ์, คือยินดีในรูปเป็ นอารมณ์ก็ด, ี ั ั ีสททารัมมะนั ง วา, จะเป็ นสททารมณ์, คือยินดีในเสยงเป็ นอารมณ์ก็ด, ีคันธารัมมะนั ง วา, จะเป็ นคันธารมณ์, คือยินดีในกลินเป็ นอารมณ์ก็ด, ่ ีระสารัมมะนั ง วา, จะเป็ นรสารมณ์, คือยินดีในรสเป็ นอารมณ์ก็ด, ี ิ่ ่โผฏฐัพพารัมมะนั ง วา, จะเป็ นโผฏฐัพพารมณ์, คือยินดีในสงทีกระทบถูกต ้องกายเป็ นอารมณ์ก็ด, ีธัมมารัมมะนั ง วา ยัง ยัง วา ปะนารัพภะ, จะเป็ นธรรมารมณ์, คือยินดีในธรรมเป็ นอารมณ์ก็ด, ีตัส๎ะมิง สะมะเย ผัสโส โหติ, อะวิกเขโป โหติ, เย วา ปะนะ ตัส๎ะมิง สะมะเย, อัญเญปิ ุ้ ่อัตถิ ปะฏิจจะสะมุปปั นนา อะรูปิโน ธัมมา, ในสมัยนั นผัสสะและความไม่ฟงซานย่อมมี, อีก ้อย่างหนึง ในสมัยนั น ธรรมเหล่าใด, แม ้อืนมีอยูเป็ นธรรมทีไม่มรป, อาศัยกันและกันเกิดขึน, ่ ้ ่ ่ ่ ี ู ้อิเม ธัมมา กุสะลา, ธรรมเหล่านี้เป็ นกุศล, ให ้ผลเป็ นความสุขพระวิภ ังค์ ่ ี ิปั ญจักขันธา, ขันธ์ห ้าคือสวนประกอบหน ้าอย่างทีรวมเข ้าเป็ นชวต ได ้แก่, ่ ื ่รูปักขันโธ, รูปขันธ์คอสวนทีเป็ นรูปภายนอกและภายในคือร่างกายนี, ประกอบด ้วยธาตุ ๔, ่ ้ ื ึเวทะนากขันโธ, เวทนาขันธ์คอความรู ้สกเสวยอารมณ์ ทีเป็ นสุข เป็ นทุกข์ หรือเฉย ๆ, ่ ั ัสญญากขันโธ, สญญาขันธ์คอความจาได ้หมายรู ้ในอารมณ์ ๖, ื ั ั ั่สงขารักขันโธ, สงขารขันธ์คอความคิดทีปรุงแต่งจิตให ้ดีหรือชวหรือเป็ นกลาง ๆ, ื ่วิญญาณั กขันโธ, วิญญาณขันธ์คอความรู ้แจ ้งในอารมณ์ ทางอายตนะทัง ๖, ื ้ตัตถะ กะตะโม รูปักขันโธ, บรรดาขันธ์ทงหมดรูปขันธ์เป็ นอย่างไร, ั้ยังกิญจิ รูปัง, รูปอย่างใดอย่างหนึง, ่อะตีตานาคะตะปั จจุปปั นนั ง, ทีเป็ นอดีต อนาคต และปั จจุบัน, ่อัชฌัตตัง วา, ภายในก็ตาม,พะหิทธา วา, ภายนอกก็ตาม,โอฬาริกง วา สุขมัง วา, หยาบก็ตาม ละเอียดก็ตาม ั ุหีนัง วา ปะณีตัง วา, เลวก็ตาม ประณีตก็ตาม ัยัง ทูเร วา สนติเก วา, อยูไกลก็ตาม อยูใกล ้ก็ตาม, ่ ่ ั ัตะเทกัชฌัง อะภิสญญูหต๎วา อะภิสงขิปิต๎วา, ย่นกล่าวร่วมกัน, ิอะยัง วุจจะติ รูปักขันโธ, เรียกว่ารูปขันธ์
  2. 2. พระธาตุกถา ั ัสงคะโห อะสงคะโห, การสงเคราะห์ การไม่สงเคราะห์ คือ, ั ั ิ่ ่สงคะหิเตนะ อะสงคะหิตัง, สงทีไม่สงเคราะห์เข ้ากับสงทีสงเคราะห์แล ้ว,ิ่ ่ ั ั ิ่ ่ ิ่ ่อะสงคะหิเตนะ สงคะหิตัง, สงทีสงเคราะห์เข ้ากับสงทีสงเคราะห์ไม่ได ้, ั ั ิ่ ่สงคะหิเตนะ สงคะหิตง, สงทีสงเคราะห์เข ้ากับสงทีสงเคราะห์ได ้, ั ิ่ ่ ั ั ิ่ ่ ิ่ ่อะสงคะหิเตนะ อะสงคะหิตัง, สงทีไม่สงเคราะห์เข ้ากับสงทีสงเคราะห์ไม่ได ้, ัสมปะโยโค วิปปะโยโค, การอยูด ้วยกัน การพลัดพรากกัน คือ, ่ ัสมปะยุตเตนะ วิปปะยุตตัง, การพลัดพรากจากสงทีอยูด ้วยกัน ิ่ ่ ่ ัวิปปะยุตเตนะ สมปะยุตตัง, การอยูรวมกับสงทีพลัดพรากไป ่ ่ ิ่ ่ ั ิ่ ่อะสงคะหิตัง, จัดเป็ นสงทีสงเคราะห์ไม่ได ้พระปุคคลปัญญ ัตติฉะปั ญญัตติโย, บัญญัต ิ ๖ ประการ, อันบัณฑิตผู ้รู ้พึงบัญญัตขน คือ, ิ ึ้ขันธะปั ญญัตติ, การบัญญัตธรรมทีเป็ นหมวดหมูกันเรียกว่าขันธ์ มี ๕, ิ ่ ่อายะตะนะปั ญญัตติ, การบัญญัตธรรมอันเป็ นบ่อเกิด (แห่งทุกข์และไม่ทกข์), เรียกว่าอายตนะ มี ิ ุ๑๒,ธาตุปัญญัตติ, การบัญญัตธรรมทีทรงตัวอยูเรียกว่าธาตุ มี ๑๘, ิ ่ ่ ั ัสจจะปั ญญัตติ, การบัญญัตธรรมทีเป็ นของจริงเรียกว่าสจจะ มี ๔, คือ อริยสจจ์ ๔, ิ ่ ัอินท๎ รยะปั ญญัตติ, การบัญญัตธรรมทีเป็ นใหญ่เรียกว่าอินทรีย ์ มี ๒๒, ิ ิ ่ปุคคะละปั ญญัตติ, การบัญญัตจาพวกบุคคลของบุคคลทังหลาย, ิ ้กิตตาวะตา ปุคคะลานั ง ปุคคะละปั ญญัตติ, บุคคลบัญญัตของบุคคลมีเท่าไร, ิสะมะยะวิมตโต อะสะมะยะวิมตโต, ผู ้พ ้นในกาลบางคราว, ผู ้พ ้นอย่างเด็ดขาด, ุ ุกุปปะธัมโม อะกุปปะธัมโม, ผู ้มีธรรมทีกาเริบได ้, ผู ้มีธรรมทีกาเริบไม่ได ้, ่ ่ ่ ื่ปะริหานะธัมโม อะปะริหานะธัมโม, ผู ้มีธรรมทีเสอมได ้, ผู ้มีธรรมทีเสอมไม่ได ้, ่ ื่เจตะนาภัพโพ อะนุรักขะนาภัพโพ, ผู ้มีธรรมทีควรแก่เจตนา, ผู ้มีธรรมทีควรแก่การรักษา, ่ ่ปุถชชะโน โคต๎ ระภู, ผู ้เป็ นปุถชน, ผู ้คร่อมโคตร, ุ ุ ั่ภะยูปะระโต อะภะยูปะระโต, ผู ้เว ้นชวเพราะกลัว, ผู ้เว ้นชวไม่ใชเพราะกลัว, ั่ ่ภัพพาคะมะโน อะภัพพาคะมะโน, ผู ้ควรแก่มรรคผลนิพพาน, ผู ้ไม่ควรแก่มรรคผลนิพพาน,นิยะโต อะนิยะโต, ผู ้เทียง, ผู ้ไม่เทียง, ่ ่ปะฏิปันนะโก ผะเลฏฐิโต, ผู ้ปฏิบัตอริยมรรค, ผู ้ตังอยูในอริยผล, ิ ้ ่อะระหา อะระหัตตายะ ปะฏิปันโน, ผู ้เป็ นพระอรหันต์, ผู ้ปฏิบัตเพือเป็ นพระอรหันต์ ิ ่
  3. 3. พระกถาว ัตถุ ัปุคคะโล อุปะลัพภะติ สจฉิกตถะปะระมัตเถนาติ, ค ้นหาบุคคลไม่ได ้โดยปรมัตถ์, คือ ัความหมายอันแท ้จริงหรือ ?,อามันตา, ถูกแล ้ว, ั ัโย สจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ, ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ,ปรมัตถ์ คือความหมายอันแท ้จริงอันใดมีอยู, ค ้นหาบุคคลนั นไม่ได ้โดยปรมัตถ์, คือความหมายอัน ่ ้แท ้จริงอันนั นหรือ ? ้นะ เหวัง วัตตัพเพ, ท่านไม่ควรกล่าวอย่างนั น, ้ ัอาชานาหิ นิคคะหัง หัญจิ ปุคคะโล อุปะลัพภะติ, สจฉิกัตถะปะระมัตเถนะ เตนะ วะตะ เร ั ัวัตตัพเพ, โย สจฉิกัตโถ ปะระมัตโถ ตะโต โส ปุคคะโล อุปะลัพภะติ สจฉิกัตถะปะระมัตเถนาติ มิจฉา, ท่านจงรู ้นิคหะ (การข่ม ปราม) เถิด, ถ ้าท่านค ้นหาบุคคลไม่ได ้โดยปรมัตถ์, คือโดยความหมายอันแท ้จริงแล ้ว, ท่านก็ควรกล่าวด ้วยเหตุนันว่าปรมัตถ์, คือความหมายอันแท ้จริงอันใด ้มีอยู, เราค ้นหาบุคคลนั นไม่ได ้โดยปรมัตถ์, คือโดยความหมายอันแท ้จริงนัน, คาตอบของท่าน ่ ้ ้ทีวาปรมัตถ์ คือความหมายอันแท ้จริงอันใดมีอยู, เราค ้นหาบุคคลนั นไม่ได ้โดยปรมัตถ์, คือโดย ่ ่ ่ ้ความหมายอันแท ้จริงอันนันจึงผิด, ้พระยมกเย เกจิ กุสะลา ธัมมา, ธรรมบางเหล่าเป็ นกุศล, ัสพเพ เต กุสะละมูลา, ธรรมเหล่านั นทังหมดมีกศลเป็ นมูล, ้ ้ ุเย วา ปะนะ กุสะละมูลา, อีกอย่างหนึงธรรมเหล่าใด มีกศลเป็ นมูล, ่ ุ ัสพเพ เต ธัมมา กุสะลา, ธรรมเหล่านั นทังหมดก็เป็ นกุศล, ้ ้เย เกจิ กุสะลา ธัมมา, ธรรมบางเหล่าเป็ นกุศล, ัสพเพ เต กะสุละมูเลนะ เอกะมูลา, ธรรมเหล่านั น ทังหมดมีมลอันเดียวกับธรรมทีมกศลเป็ นมูล ้ ้ ู ่ ี ุ,เย วา ปะนะ กุสะละมูเลนะ เอกะมูลา, อีกอย่างหนึงธรรมเหล่าใดมีมลอันเดียวกับธรรมทีมกศล ่ ู ่ ี ุเป็ นมูล, ัสพเพ เต ธัมมากุสะลา, ธรรมเหล่านันทังหมดเป็ นกุศล ้ ้
  4. 4. พระมหาปัฏฐานเหตุปัจจะโย, ธรรมทีมเหตุเป็ นปั จจัย, ่ ีอารัมมะณะปั จจะโย, ธรรมทีมอารมณ์เป็ นปั จจัย, ่ ีอะธิปะติปัจจะโย, ธรรมทีมอธิบดีเป็ นปั จจัย, ่ ีอะนั นตะระปั จจะโย, ธรรมทีมปัจจัยไม่มอะไรคั่นในระหว่าง, ่ ี ีสะมะนั นตะระปั จจะโย, ธรรมทีมปัจจัยมีทสดเสมอกัน, ่ ี ี่ ุสะหะชาตะปั จจะโย, ธรรมทีเกิดพร ้อมกับปั จจัย, ่อัญญะมัญญะปั จจะโย, ธรรมทีเป็ นปั จจัยของกันและกัน, ่ ่ ี ิ ันิสสะยะปั จจะโย, ธรรมทีมนสยเป็ นปั จจัย,อุปะนิสสะยะปั จจะโย, ธรรมทีมอปนิสยเป็ นปั จจัย, ่ ี ุ ัปุเรชาตะปั จจะโย, ธรรมทีมการเกิดก่อนเป็ นปั จจัย, ่ ีปั จฉาชาตะปั จจะโย, ธรรมทีมการเกิดภายหลังเป็ นปั จจัย, ่ ีอาเสวะนะปั จจะโย, ธรรมทีมการเสพเป็ นปั จจัย, ่ ีกัมมะปั จจะโย, ธรรมทีมกรรมเป็ นปั จจัย, ่ ีวิปากะปั จจะโย, ธรรมทีมวบากเป็ นปั จจัย, ่ ี ิอาหาระปั จจะโย, ธรรมทีมอาหารเป็ นปั จจัย, ่ ีอินท๎ รยะปั จจะโย, ธรรมทีมอนทรียเป็ นปั จจัย, ิ ่ ี ิ ์ฌานะปั จจะโย, ธรรมทีมฌานเป็ นปั จจัย, ่ ีมัคคะปั จจะโย, ธรรมทีมมรรคเป็ นปั จจัย, ่ ี ัสมปะยุตตะปั จจะโย, ธรรมทีมการประกอบเป็ นปั จจัย,่ ีวิปปะยุตตะปั จจะโย, ธรรมทีไม่มการประกอบเป็ นปั จจัย, ่ ีอัตถิปัจจะโย, ธรรมทีมปัจจัย, ่ ีนั ตถิปัจจะโย, ธรรมทีไม่มปัจจัย, ่ ีวิคะตะปั จจะโย, ธรรมทีมการอยูปราศจากเป็ นปั จจัย, ่ ี ่อะวิคะตะปั จจะโย, ธรรมทีมการอยูไม่ปราศจากเป็ นปั จจัย ่ ี ่

×