F 1ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) เกิดในเวลาเชาตรูของวันจันทร ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปชางตรงกับวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. ...
F 2ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) กําพราบิดาตั้งแตยังอยูในครรภมารดา ซึ่งลมปวยและเสียชีวิตที่มะดีนะฮฺในขณะที่เดินทางกลับ...
F 3กรุณาตอคนยากจน และผูมีทุกขมาตั้งแตเยาววัย เปนคนที่ชอบอยูอยางสงบ รักการคิดใครครวญ ผูคนในเผาเดียวกันตางก็รักใ...
F 4ทานนบี ในขณะนั้นนางเปนหญิงหมายมีอายุได 40 ป เคยแตงงานมาแลว 2 ครั้ง มีบุตรรวมทั้งหมด 3 คน หญิง 1 ชาย 2 คน นางเปน...
F 5อยางปาเถื่อนและงมงายอยูกับรูปเคารพของแตละเผา มุหัมมัดมักจะไปที่ถ้ําในภูเขาฮิรออฺซึ่งอยูทางเหนือของมักกะฮฺ ประมาณส...
F 6กลับคืนมา และเพื่อพระเจาจงอดทนเถิด … ( อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลมุดัซซิร อายะฮฺที่ 1-7) ” ทานนบีไดเลาเรื่องโองการนี้ให...
F 7ทานนบีและมิไดอยูในวัยเด็กเหมือนสองทานแรก หากแตทานเปนพอคาที่มีสติปญญาความคิดที่หลักแหลม ทานอบูบักรถือวาเปนบ...
F 8กระทําตอทานบิลาลและสาวกทานอื่นๆ จนกระทั่งสาวกบางทานทนตอการทารุณกรรมเหลานี้ไมไหวจนตองจบชีวิตไป อยางเชนครอบครัว...
F 9มักกะฮฺเห็นชาวมุสลิมก็ยิ่งรูสึกริษยาในความสําเร็จของอิสลามมากขึ้น จึงเริ่มทําการประหัตประหารพวกมุสลิมหนักมือยิ่งขึ้นอี...
F 10ทานรวมถึงยี่สิบหาป บัดนี้นางก็ลาจากทานไปแลว และการสูญเสียอบูฏอลิบไปก็เทากับทานเสียผูปกปองคุมครองไปเสียแลว อ...
F 11ความสนใจตอคําสอนของทาน แตขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมอีก มีอยูหลายครั้งที่พวกกุร็อยชไดแอบสงผูแทนของตนเขาปะปนไปอย...
F 12มุสลิมในเมืองมะดีนะฮฺใหทานศาสดาฟงและไดแจงแกทานดวยวาคนเหลานั้นจะมาทําการแสวงบุญในฤดูกาลนี้เปนจํานวนมากกวาที...
F 13แตก็ไมทัน คงจับไดชาวยัษริบเพียงคนเดียว คือ สะอฺด อิบนุ อุบาดะฮฺ เขาถูกใสโซตรวนและทรมาน จนกระทั่ง จูเบร อิบนุ มุต...
F 14ลอมรอบบานทานเพื่อรอการสังหารทาน ทานไดหลบหนีออกไปกับอบูบักรโดยไปหลบอยูในถ้ําแหงหนึ่ง ซึ่งอยูไมไกลจากเมืองมัก...
F 15เมื่อทานศาสดาไดมาอยูที่เมืองยัษริบแลว เมืองนั้นก็ไดรับขนานนามใหมเปนมะดีนะตุนนะบี หรือเมืองแหงศาสดา ภาระกิจแรกท...
F 16มากยิ่งกวาศัตรูที่เปดเผยเสียอีก สวนชาวยิวในมะดีนะฮฺนั้นเปนอีกรูปแบบหนึ่งกลาวคือตอนแรกพวกเขารวมกันกับชาวมะดีนะฮฺใ...
F 176) ผูที่ถูกกดขี่จะตองไดรับการปกปอง7) นับตั้งแตนี้ไปการทําใหเลือดตกยางออก การฆาและความรุนแรงตาง ๆ ถือวาเปนสิ่...
F 18สงครามบัดรฺเปนสงครามครั้งแรก และเปนสงครามที่สําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นระหวางชาวมุสลิมกับพวกกุร็อยซฺ เกิดขึ้นในเดือนรอม...
F 19ดวยขวัญและกําลังใจที่เหนือกวา ประกอบกับความชวยเหลือจากพระเจา ในที่สุดกองทัพมักกะฮฺก็พายแพ พวกทหารที่เหลือตางก็แ...
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf
Upcoming SlideShare
Loading in …5
×

ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf

1,036 views

Published on

0 Comments
0 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

  • Be the first to like this

No Downloads
Views
Total views
1,036
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
1
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
0
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

ชีวประวัตินบี(ปลาย).Pdf

  1. 1. F 1ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) เกิดในเวลาเชาตรูของวันจันทร ที่ 12 เดือนรอบีอุลเอาวัล ปชางตรงกับวันที่ 23 เมษายน ค.ศ. 571 ณ นครมักกะฮฺ ทานเปนคนชาวอาหรับเผากุร็อยซฺ บิดาของทานชื่อวาอับดุลลอฮ บุตรอับดุลมุฏเฏาะลิบ บุตรฮาซิมบุตรอับดุลมะนาฟ บุตรซะหเราะห บุตรกิลาบ มารดาของทานชื่อวาอามีนะฮฺ บุตรวฮับบุตรอับดุลมะนาฟ บุตรซะหเราะฮฺ บุตรกิลาบ ตนตระกูลฝายมารดาของทาน ไปรวมกับตระกูลฝายบิดาที่กิลาบ ซึ่งสายคนที่หาฝายบิดาและเปนทวดที่สี่ฝายมารดาและตนตระกูลของทานศาสดามุหัมมัดที่สูงขึ้นไปนั้นรวมสายจากทานนบีอิสมาอีล บุตรของนบีอิบรอฮีม ( อะลัยฮิสสะลาม )ปที่ประสูติศาสดามุหัมมัดรูจักกันอยางแพรหลายวา “ ปชาง ” ทั้งนี้เพราะวาในปนั้น แมทัพแหงเอธิโอเปยซึ่งเปนขาหลวงปกครองเมืองเยเมน มีชื่อวา " อับรอฮะหฺ " ไดกรีฑาทัพชางมุงสูนครมักกะฮฺหวังที่จะทําลายวิหารกะบะฮฺ กองกําลังของนครมักกะฮฺไมมีกําลังพอที่จะตานกองทัพของอับรอฮะหฺอันมหึมานี้ได ชาวมักกะฮฺตางก็ทําไดเพียงแตเฝามองเหตุการณ และขอความคุมครองจากพระเจาเทานั้น พระองคอัลลอฮฺทรงปกปองวิหารกะบะฮฺและยับยั้งแผนอันชั่วรายของกองทัพอับรอฮะหฺนี้โดยการสงฝูงนกชนิดหนึ่งเรียกวา “ อะบาบีล ” นกแตละตัวคาบกอนกรวดชนิดหนึ่งที่มีเชื้อรายไปทิ้งที่กองทัพของอับรอฮะหฺ และเชื้อรายนั้นไดแพรกระจายไปทั่วกองทัพ กองทัพของอับรอฮะหฺ ฺถึงกับราบพนาสูรทั้งคนทั้งชางและมา รางกายของคนและสัตวเหมือนกับธัญญาพืชที่ถูกแมลงกัดกิน ดังที่อัลกุรอานไดบันทึกไวในซูเราะฮฺอัล - ฟล พวกทหารของอับรอฮะหฺตางลาถอยหนีดวยความกลัว ที่หนีไมทันก็กลายเปนศพตายระเนระนาด อับรอฮะหฺตองถอนทัพกลับอยางระสําระสาย เขาเองก็ถูกพิษรายนั้นดวยและเสียชีวิตลงในเวลาตอมา หลังจากเหตุการณอัศจรรยนี้เกิดขึ้นไมกี่เดือน มักกะฮฺก็ไดรับเกียรติตอนรับการประสูติของศาสดามุหัมมัด (ศอลฯ) ดวยเหตุนี้จึงเรียกปที่ประสูติของศาสดามุหัมมัดวา ปชางปชางปชางปชาง
  2. 2. F 2ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) กําพราบิดาตั้งแตยังอยูในครรภมารดา ซึ่งลมปวยและเสียชีวิตที่มะดีนะฮฺในขณะที่เดินทางกลับจากการคาที่ซีเรีย เมื่อศาสดามุหัมมัดไดประสูตินั้น อามีนะฮฺผูเปนมารดาไดแจงขาวไปยังทานอับดุลมุฏเฏาะลิบผูเปนปูของทานศาสดา ทานจึงสงคนมารับไป และทานไดพาเด็กนอยผูนี้ไปยังวิหารกะบะฮฺ และตั้งชื่อวา “ มุหัมมัด ” ซึ่งชื่อนี้ไมเปนที่คุนเคยแกชาวอาหรับมากนัก ตามธรรมเนียมของชาวอาหรับในสมัยนั้นมักจะสงลูกนอยไปยังทะเลทรายหลังจากสัปดาหแรกที่เกิดมา และใหอยูที่นั้นจนกระทั่งอายุได 5 หรือ 6 ขวบ ชวงแรกอามีนะฮฺไดมอบใหนางษุวัยบะฮฺซึ่งเปนคนใชของอบูละฮับ ลุงของทานนบี เปนแมนมทานนบีอยูสองสามวัน ตอมาทานอับดุลมุฏเฏาะลิบไดวาจางนางหะลีมะฮฺ จากเผาสะอฺดซึ่งเปนหญิงชนบทคนหนึ่งใหเปนแมนมของทานนบีและนําทานไปเลี้ยงที่ชนบท เมื่อทานนบีมีอายุครบ 6 ขวบ นางไดสงทานนบีคืนแกมารดาของทานเลี้ยงดูตอไป ในชวงที่นางหะลีมะฮฺไดเลี้ยงดูทานนบีนั้น นางไดรับโชคผลและความจําเริญอยางมากมายผิดปกติอามีนะฮฺ มีความสุขมากที่ลูกชายของเธอไดกลับมาสูออมอกของเธออีกครั้งหนึ่งการไปอยูในชนบททําใหเขาเปนคนที่มีสุขภาพดีและรางกายแข็งแรง มีความคลองแคลวและรูภาษาอาหรับแทๆ จากทะเลทราย ซึ่งเหลานี้เปนรากฐานที่จะกาวสูเปนบุคคลที่สําคัญในอนาคตตอไป อามีนะฮฺ ตองการพาบุตรชายใหไปรูจักญาติทางมารดา และสรางความคุนเคยกับพวกลุงซึ่งเปนเผานัจญารในนครมะดีนะฮฺ โดยมีทาสหญิงของนางที่มีชื่อวา อุมมุอัยมัน ติดตามไปดวย ขากลับจากมะดีนะฮฺ ขณะเดินทางมาถึงสถานที่หนึ่งมีชื่อวา อัล - อับวา นางอามีนะฮฺก็ลมปวยลงและเสียชีวิตอยูที่นั้นหลังจากนั้นทาสหญิงผูซื่อสัตยก็พาเด็กนอยกําพราบิดาและมารดากลับมายังนครมักกะฮฺ มุหัมมัดก็อยูภายใตการอุปการะของปูคือ อับดุลมุฏเฏาะลิบ แตก็แคเพียง 2 ปเทานั้นปูก็ถึงแกกรรมอีก ซึ่งขณะนั้นมุหัมมัดอายุไดแคเพียง 8 ป เทานั้น ฉะนั้นมุหัมมัดจึงเปนเด็กกําพราทั้งพอแมและปูตั้งแตอายุยังนอยหลังจากนั้น หนาที่เลี้ยงดูมุหัมมัดก็ตกเปนของอบูฏอลิบผูเปนลุง ซึ่งรักเอ็นดูหลานชายอยางยิ่ง จนกระทั่งเติบใหญ เนื่องจากลุงของทานไมใชคนร่ํารวย มุหัมมัดจึงตองทํางาน โดยพาฝูงแกะและอูฐตามเนินเขาและหุบเขาในทะเลทราย มุหัมมัดมีนิสัย
  3. 3. F 3กรุณาตอคนยากจน และผูมีทุกขมาตั้งแตเยาววัย เปนคนที่ชอบอยูอยางสงบ รักการคิดใครครวญ ผูคนในเผาเดียวกันตางก็รักใครและใหเกียรติเพราะทานมีนิสัยออนโยน มีอัธยาศัยไมตรี การที่ทานถือความซื่อสัตย ซื่อตรงตอหนาที่ เปนอยางยิ่งอยางไมสะทกสะทานนั้น ทําใหมมุหัมมัดไดรับการขนานนามวา ” อัลอมีน ” ซึ่งแปลวาผูควรแกการเชื่อถือหรือผูที่ไดรับการไววางใจ เมื่ออายุไดสิบสองป มุหัมมัดไดเดินทางไปคาขายที่ซีเรียกับลุง และที่ซีเรียนี้เองทานไดพบกับนักบวชชาวคริสเตียนคนหนึ่งมีชื่อวา “ บูฮัยรอ ” ซึ่งไดทํานายวามุหัมมัดจะเปนศาสดาองคสุดทายและไดกลาวไววา " หลานชายของทานมีลักษณะเปนมหาบุรุษแท ๆ ทานจงเลี้ยงดูเขาอยางดีเถิด ” หลังจากนั้นทานอบูฏอลิบจึงนําหลานชายของทานกลับมายังมักกะฮฺและรักษาความลับนี้ไมใหใครรูลุงของทานมีฐานะทางการเงินไมคอยจะดีนัก ประกอบกับเปนครอบครัวใหญจะตองหาเลี้ยงดูลูกหลานหลายคน จึงเปนเรื่องธรรมดาที่จะตองหารายไดมาจุนเจือครอบครัวและสรางความมั่นคงใหแกลูกๆ หลานๆ ที่อยูในความดูแลใหไดรับความสุขวันหนึ่งทานไดทราบขาววาเศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺซึ่งเปนบุตรสาวของคุวัยลิดตองการจางคนเผากุร็อยซฺใหทําการคาขายใหแกเธอ และเธอพรอมที่จะแบงกําไรอยางงามแกผูที่มีความสามารถ ทานจึงพามุหัมมัดไปสมัครงานกับเธอ ดวยกิตติศัพทแหงความซื่อสัตยของมุหัมมัด เศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺจึงตกลงรับมุหัมมัดเปนลูกจางควบคุมกองคาราวานพาณิชยไปยังเมืองชีเรีย โดยเธอไดใหทาสของเธอที่มีชื่อวามัยสะเราะฮฺรวมเดินทางกับมุหัมมัดดวย การเดินทางคาขายของมุหัมมัดในครั้งนี้ประสบความสําเร็จอยางงดงามและไดกําไรอยางมหาศาลซึ่งสรางความประทับใจแกเคาะดีญะฮฺเปนอยางมากประกอบกับมัยสะเราะฮฺ ไดรายงานใหนางทราบถึงความขยันขันแข็งและความซื่อสัตยของมุหัมมัดในระหวางปฏิบัติหนาที่อยางละเอียดถี่ถวน ซึ่งเพิ่มความสนใจของนางตอมุหัมมัดมากขึ้น จนกระทั่งนางตัดสินใจตองการรวมชีวิตกับมุหัมมัดผลจากการคาขายในครั้งนี้ ทําใหทานนบีไดมีโอกาสรูจักกับเศรษฐีนีเคาะดีญะฮฺซึ่งในเริ่มแรกรูจักในนามลูกจางกับนายจาง ตอมาดวยกิตติศัพทแหงความซื่อสัตยของทานนบี ประกอบกับความสามารถในเชิงธุรกิจที่สามารถนํากําไรอยางมหาศาลใหแกนาง ทําใหนางมีความสนใจในตัวทานนบีเปนอยางมาก และไดเสนอตัวขอรวมชีวิตกับ
  4. 4. F 4ทานนบี ในขณะนั้นนางเปนหญิงหมายมีอายุได 40 ป เคยแตงงานมาแลว 2 ครั้ง มีบุตรรวมทั้งหมด 3 คน หญิง 1 ชาย 2 คน นางเปนคนเผาอะสัด นางเปนหญิงที่มีเกียรติและร่ํารวยมากในนครมักกะฮฺ นางไดสงแมสื่อชื่อวา นุฟยซะฮฺ ซึ่งเปนเพื่อนของนางไปพูดเจรจากับทานนบี ทานนบีก็รับคําดวยเต็มใจ ซึ่งในขณะนั้นทานนบีมีอายุไดเพียง 25 ปชีวิตใหมของทานนบีจึงเปดฉากขึ้น คือชีวิตของการแตงงานที่เต็มไปดวยความรักและความสุข ความมั่งคั่งของนางบัดนี้ก็เปนของทานนบีดวย ถึงแมวาทานนบีเปนผูรับผิดชอบในธุรกิจของนาง แตหัวใจของทานนั้นมิไดหมกมุนอยูกับงานอยางเดียวความร่ํารวยมิไดมีความหมายสําหรับทานแตประการได ทานใชความมั่งคั่งซื้อและปลดปลอยทาสและหญิงรับใชหลายคนใหเปนอิสระ นอกจากนี้ทานยังไดปลดเปลื้องหนี้สินแกผูที่ยากไรซึ่งไมสามารถที่จะชําระหนี้ของตนเองได ชีวิตการแตงงานของทั้งสองดําเนินไปดวยความสุข นางเคาะดีญะฮฺนิยมชมชอบความปรีชาสามารถ และบุคลิกภาพอันสงางามของทานนบีเปนอยางมาก นางปลอยใหทานมีเวลาเปนของตัวเองไดอยางอิสระโดยไมตองกังวลใดๆ เลย ยามที่ทานมีความเศราโศกและความทุกข นางก็คอยปลอบโยนและใหกําลังใจทานตลอดเวลา ทานนบีอยูรวมชีวิตกับนางดวยความซื่อสัตย รักใครและเอ็นดูจนถึงวาระสุดทายของนาง ทานนบีไดบุตรกับนางดวยกัน 6คนเปนบุตรชาย 2 คน ซึ่งทั้งหมดไดเสียชีวิตตั้งแตยังเด็ก สวนบุตรสาว 4 คน คือ ซัยนับรุก็อยยะฮฺ อุมมุกุลษูม และฟาตีมะฮฺ นอกจากนี้นางไดมอบทาสคนหนึ่งชื่อวา ซัยดฺ บินหาริษะฮฺใหแกทานนบีและทานนบีไดใหอิสระภาพพรอมกับประกาศเปนลูกบุญธรรมของทานเมื่ออายุยางเขาปที่ 40 มุหัมมัดมักใชเวลาสวนใหญคํานึงใครครวญถึงเหตุการณตางๆ เพงพินิจถึงความจริงของชีวิตและความเปนไปของโลก ในขณะที่ชาวอาหรับมีชีวิต
  5. 5. F 5อยางปาเถื่อนและงมงายอยูกับรูปเคารพของแตละเผา มุหัมมัดมักจะไปที่ถ้ําในภูเขาฮิรออฺซึ่งอยูทางเหนือของมักกะฮฺ ประมาณสามไมล และใชเวลาอยูที่นั่นเดือนหนึ่งทุก ๆป เพื่อแสวงหาความสงบ นั่งสํารวมจิต โดยมีคนใชเอาอาหารและเสบียงไปสง อยูมาวันหนึ่งในขณะที่ทานกําลังนั่งอยางสงบในถ้ําฮิรออฺ ไดมีมะลาอิกะฮฺตนหนึ่งปรากฏตัวเขามาหาทาน ทานไดเลาเหตุการณในครั้งนั้นไววา :" ญิบริลไดมาหาฉัน แลวกลาววา “( มุหัมมัด ) จงอานเถิด ” ฉันก็ตอบวา " ฉันอานไมเปน " เขาไดกอดรัดฉันจนกระทั่งฉันคิดวาจะตาย หลังจากนั้นเขาก็คลายออก เขาทําอยางนั้นสามครั้ง แลวในครั้งที่สี่เขาก็กลาววา “( มุหัมมัด ) จงอานเถิด ” ฉันไดตอบวา" ฉันอานไมเปน " แลวเขาก็กลาวนําโองการอัลกุรอานที่วา " จงอานเถิด ( มุหัมมัด )ดวยพระนามแหงพระเจาของเจาผูทรงสราง พระองคทรงสรางมนุษยมาจากกอนเลือดจงอานเถิด และพระเจาของเจาผูทรงใจบุญยิ่ง ผูทรงสอนดวยปากกาทรงสอนมนุษยในสิ่งที่เขาไมรู … ( อัลกุร อาน ซูเราะฮฺ อัลอะลัก อายะฮฺ 1-5 )” เมื่อทานนบีไดอานแลวมะลาอิกะฮฺตนนั้นก็ไดหายจากไปทานนบีรูสึกตกใจกับเหตุการณที่เกิดขึ้น ทานรูสึกหวาดกลัวจึงรีบกลับบานเลาเหตุการณใหทานหญิงเคาะดีญะฮฺฟง ทานคิดวาถูกผีเขาสิงหรือมีจิตใจไมปกติ แตนางเคาะดีญะฮฺผูมีจิตใจที่เขมแข็งยืนยันวา“ โอลูกของลุงเอย ทานจงดีใจและจงยืนหยัดตอไปเถิด ดิฉันขอสาบานตอผูซึ่งตัวของดิฉันอยูในอุงพระหัตถของพระองค ดิฉันหวังวาทานจะตองเปนนบีแหงประชาชาตินี้ ”และแลวนางก็พาสามีของนางไปหา “ วะเราะเกาะฮฺ ” บุตรของเนาฟล ผูเปนลูกพี่ลูกนองคนหนึ่งของนาง ชายผูนี้เปนคนที่มีความรูในคัมภีรของชาวคริสเตียนและยิวเมื่อวะเราะเกาะฮฺฟงรายละเอียดตางๆ จากนางเคาะดีญะฮฺแลว ทานไดกลาวขึ้นวา“ ถาหากเรื่องที่เธอเลาทั้งหมดนั้นเปนความจริง นี่จะตองเปนพระประสงคของพระเจาอยางแนนอน พระเจาองคนี่แหละที่ทรงพูดกับโมเซสที่ภูเขาซีนาย มุหัมมัดจะเปนศาสดาของชนชาตินี้ จงบอกเขาเถิดวา จงมีความเขมแข็ง “ตอมาไมนานนัก มะลีกะฮฺญิบรีลไดเขามาหาทานนบีอีกพรอมนําโองการใหมมาโดยกลาววา “ โอผูอยูใตผาคลุม จงลุกขึ้นตักเตือนเถิด จงสรรเสริญพระผูเปนเจา จงทําตัวของเจาใหบริสุทธิ์ จงหลีกเลี่ยงความไมสะอาดทั้งมวล จงอยาใหเพื่อที่จะได
  6. 6. F 6กลับคืนมา และเพื่อพระเจาจงอดทนเถิด … ( อัลกุรอาน ซูเราะฮฺ อัลมุดัซซิร อายะฮฺที่ 1-7) ” ทานนบีไดเลาเรื่องโองการนี้ใหนางเคาะดีญะฮฺฟง ซึ่งโองการดังกลาวไดสั่งใหทานทําการเผยแพร แตทานไมรูวาจะไปเผยแพรใหกับใคร ทานเคาะดีญะฮฺพยายามปลอบโยน และยืนยันวาจะอยูเคียงขางทานตลอดไปไมวาจะเกิดอะไรขึ้น นางไดพาสามีของนางไปหาวะเราะเกาะฮฺอีกครั้งหนึ่ง และเลาเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับสามีของนางใหแกวะเราะเกาะฮฺฟง ดวยความรอบรูของวะเราะเกาะฮฺ ทานไดกลาววา“ ขอสาบานวาทานคือศาสดาของชนชาตินี้ ทานจะถูกทําราย ทานจะถูกดา ถูกจองลางจองผลาญ และถาฉันยังมีชีวิตอยูถึงวันนั้น ฉันจะชวยมุหัมมัดเผยแพรศาสนา จะชวยงานของพระเจาเคียงคูกับศาสดาของพระองค และพระเจาทรงทราบดีถึงเจตนารมณของฉัน “จากคําเตือนของวะเราะเกาะฮฺทําใหทานนบีรูสึกหนักใจเปนอยางมาก เพราะการเผยแพรสาสนของทานนั้นจะตองเผชิญหนากับชาวกุร็อยซฺอยางหลีกเลี่ยงไมไดมุหัมมัดไดรับมอบหนาที่เปนศาสดาผูประกาศศาสนาเมื่ออายุไดสี่สิบป ทานเริ่มเทศนาคําสอนของอิสลามในหมูประชาชนในเมืองมักกะฮฺโดยการเชิญชวนอยางลับ ๆทานเริ่มการชักชวนและเผยแพรสาสนอิสลามในหมูญาติพี่นองของทานกอน แลวสูเพื่อนสนิทมิตรสหาย ตลอดจนประชาชนชาวมักกะฮฺในภาพรวม คําสอนของทานเนนในเรื่องความเปนหนึ่งของพระผูเปนเจา ( เตาฮีด ) อันเปนหลักสําคัญของศาสนาอิสลามทานตอตานและเรียกรองใหประชาชนเลิกบูชารูปปน รูปเคารพ และเจว็ดตางๆ ซึ่งในสมัยนั้นชาวมักกะฮฺสวนใหญกราบไหวบูชารูปปนและเจว็ดตางๆ แมแตในรอบๆ วิหารกะบะฮก็เต็มไปดวยรูปบูชามากกวา 300 องค ภรรยาของทานคือ นางเคาะดีญะฮ เปนคนแรกรับการชักชวนของทาน กลาวกันวานอกจากทานหญิงเคาะดีญะฮแลวบุคคลที่เขารับอิสลามกอนใครอื่นมีดวยกัน 3 ทาน คนแรกคือ ทานอะลี บุตรอะบีฏอลิบ ซึ่งเปนบุตรลุงที่ทานนบีรับมาอุปการะ ทานอะลีถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมเยาวชนคนที่สองคือทานซัยด บุตรของฮาริษะฮ ซึ่งเปนบุตรบุญธรรมของทานนบี และถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมทาส สวนบุคคลที่สามคือ ทานอบูบักร บุตรของกุฮาฟะฮทานผูนี้มีสภาพแตกตางกับสองทานที่แลว เพราะทานมิไดเปนเครือญาติใกลชิดกับ
  7. 7. F 7ทานนบีและมิไดอยูในวัยเด็กเหมือนสองทานแรก หากแตทานเปนพอคาที่มีสติปญญาความคิดที่หลักแหลม ทานอบูบักรถือวาเปนบุคคลแรกรับอิสลามในกลุมผูใหญหรือบุคคลทั่วไปหลังจากบุคคลทั้งสามแลว มีสาวกทานอื่นๆ ทยอยเขารับอิสลามกัน เชน ทานอุสมาน อิบนุอัฟฟาน , อัซซุเบร อิบนุลเอาวาม , อับดุลเราะฮฺมาน อิบนุเอาฟฺ , สะอฺดุบนุอะบีวักก็อส , ฏ็อลฮะ อิบนุอับดิลลาฮฺ , อะบูอุบัยดะฮฺ , อามิร อิบนุลญัรรอฮฺ , อัลอัรกอม อิบนุ อะบิล อัรกอม เปนตน ทานนบีและบรรดาสาวกไดรวมตัวกันอยางลับๆและจัดทําศูนยเผยแพรศาสนาอิสลามที่บานของอัลอัรกอม อิบนุ อัรกอม เมื่อเวลาผานไปจํานวนผูเขารับอิสลามก็เพิ่มมากขึ้น ภายในเวลาสามหรือสี่ปก็ไดมีผูเขารับศาสนาอิสลามเกือบสี่สิบคน อยางไรก็ตาม ในชวง 3 ปแรกนั้นมุสลิมใหมทุกคนยังคงปกปดตัวเองอยูหลังจากสามปผานพนไป ทานนบีไดรับคําสั่งจากพระเจาใหประกาศศาสนาอยางเปดเผย ทานนบีเริ่มกลาวโจมตีบรรดาเทวรูปและเจว็ดตางๆ อันเปนที่สักการะบูชาของชาวมักกะฮฺ อยางตรงไปตรงมาและเปดเผย ซึ่งการกระทําเชนนี้สําหรับชาวกุร็อยซฺแลวนับวารุนแรงมาก จนทําใหพวกเขาเกลียดชังและประกาศเปนศัตรูกับทานนบีอยางเปดเผย กอนหนานี้ พวกกุร็อยซฺไมคอยถือเรื่องการเผยแพรศาสนาของทานนบีเปนเรื่องจริงจังมากนัก นอกจากจะเยยหยันทานเลนเทานั้น แตเมื่อเริ่มมีผูคนหันมานับถือมากขึ้น พวกกุร็อยซฺจึงคิดวางแผนการตอสูอยางจริงจัง เพราะชาวกุร็อยซฺเกรงกลัววา หากอิสลามไดรับการยอมรับ นั้นก็หมายความวา ศาสนาแหงบรรพบุรุษ ที่มีการกราบไหวบูชารูปเจว็ด ก็จะตองถูกทําลาย ดังนั้นพวกเขาจึงรวมตัวกันขัดขวางการเผยแพรสัจธรรมของทานนบีอยางสุดความสามารถ ในขณะที่ทานนบีเผยแพรศาสนานั้น ลุงของทานคือ อะบูฎอลิบ ถึงแมวามิไดเขารับศาสนาอิสลาม แตก็ปกปองหลานรักของทานจากการถูกทํารายจากชาวกุร็อยซฺการดื้อรั้นและการตอตานของพวกกุร็อยซไดทวีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อพวกเขาเห็นทานนบีและบรรดาสานุศิษยของทานยังเด็ดเดี่ยวในคําสอนศาสนาอิสลามจนกระทั่งพวกเขาใชมารตร การเด็ดขาดโดยการจับกักขังและทรมานสานุศิษยของทานนบีที่เปนพวกทาส กลุมคนออนแอ และคนยากจนไรที่พึ่งพิง บุคคลเหลานี้ถูกจับไปทรมานใหตากแดดอันรอนระอุและใหนอนบนผืนทรายหรือที่เนินหินที่รอนจัด ถูกสั่งใหอดอาหาร และน้ําดื่ม ตลอดจนถูกทารุณกรรมอยางไรความเปนมนุษย ดังที่พวกเขา
  8. 8. F 8กระทําตอทานบิลาลและสาวกทานอื่นๆ จนกระทั่งสาวกบางทานทนตอการทารุณกรรมเหลานี้ไมไหวจนตองจบชีวิตไป อยางเชนครอบครัวของอัมมาร บิน ยาสิร เปนตนเนื่องจากชาวมุสลิมถูกทํารายและประหัตประหารเชนนี้ ทานนบีจึงไดแนะนําใหพวกเขาไปหาที่พึ่งในดินแดนอื่น ในสมัยนั้นอบิสสิเนียเปนที่รูจักดีของชาวมักกะฮฺในฐานะที่เปนตลาดสินคาของอารเบีย ในเดือนที่ 7 ของปที่ 5 ของการเผยแพรศาสนาของทานศาสดา ชาวมุสลิมผูชาย 11 คน และผูหญิง 4 คน รวมทั้งทานอุษมาน บุตรอัฟฟานและภรรยาของทานไดเดินทางไปยังเมืองอบิสิเนีย ซึ่งในเวลานั้น กษัตริยแหงอบิสิเนียคือ นะญาซี ไดตอนรับชนมุสลิมเหลานี้ดวยอัธยาศัยไมตรีเมื่อบรรดาหัวหนาชาวมักกะฮฺรูเรื่องถึงการอพยพของชาวมุสลิมนี้ พวกเขาไดสั่งใหเหลาทหารพวกเขาออกติดตามไป แตก็ไมทัน พวกเขาก็ไมละความพยายาม ในฐานะที่ประเทศอบิสิเนียมีมิตรไมตรีกับนครมักกะฮฺ พวกหัวหนาชาวมักกะฮฺจึงสงทูตไปเขาเฝากษัตริยอบิสิเนียเพื่อขอใหพระองคทรงขับพวกมุสลิมออกจากอาณาจักรของพระองค พระองคทรงเรียกและฟงเหตุผลทั้งสองฝาย และในที่สุดพระองคทรงประทับใจในอุดมการณของฝายชาวมุสลิมเปนอยางมาก จึงทรงอนุญาตใหชาวมุสลิมพํานักอยูในอาณาจักรของพระองคไดอยางสงบ ทูตของหัวหนาชาวมักกะฮฺจึงตองกลับไปยังมักกะฮฺดวยมือเปลาอยางผิดหวังผลที่สําคัญที่ไดจากการอพยพในครั้งนี้ก็คือ ทําใหชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮฺมีกําลังใจมากขึ้นเมื่อไดรูวา ขณะนี้ยังมีสถานที่อีกแหงหนึ่งที่พวกตนสามารถหลบไปพึ่งอาศัยใหพนจากการประหัตประหารของชาวมักกะฮฺได ในที่สุดเหตุการณครั้งนี้กอใหเกิดความคิดที่จะทําการอพพยโยกยายชาวมุสลิมจากมักกะฮฺไปยังเมืองมะดีนะฮในเวลาตอไป ในขณะเดียวกัน ชาวมุสลิมในมักกะฮฺเพิ่มความลําบากยากแคนยิ่งขึ้นอันเนื่องมาจากชาวมักกะฮฺเสียหนาและไดรับความผิดหวังจากกษัตริยอบิสิเนีย จึงเพิ่มความโกรธแคนตอชาวมุสลิมมากขึ้นเปนทวีคูณหลังจากที่ชาวมุสลิมพํานักอยูที่อบิสิเนียไดสองเดือนและทราบขาววาชาวมักกะฮฺไดยกเลิกการกดดันชาวมุสลิมแลว ผูอพยพจึงพากันกลับมายังมักกะฮฺ เมื่อชาวกุร็อยซ
  9. 9. F 9มักกะฮฺเห็นชาวมุสลิมก็ยิ่งรูสึกริษยาในความสําเร็จของอิสลามมากขึ้น จึงเริ่มทําการประหัตประหารพวกมุสลิมหนักมือยิ่งขึ้นอีก ทานนบีจึงแนะนําใหบรรดาสาวกของทานหลบภัยไปอยูที่อบิสิเนียอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้มีผูอพยพหลบหนีไปจํานวนถึง 101 คน เปนสตรี 10 คนฝายกุร็อยซฺเริ่มตกใจในความสําเร็จอยางรวดเร็วของทานนบี พวกเขาไดสงตัวแทนไปหาทานอบูฎอลิบซึ่งเปนลุงของทานนบี ขอใหทานเจรจากับทานนบีใหยอมยกเลิกการเผยแพรศาสนาอิสลามนี้ โดยที่พวกเขายอมที่จะใหทุกสิ่งทุกอยางที่ทานนบีตองการ ไมวาจะเปนในเรื่องอํานาจยศฐาบรรดาศักดิ์ เหลานารีที่แสนสวย หรือทรัพยสินเงินทอง ทานนบีไดตอบแกทานอบูฎอลิบดวยเสียงที่หนักแนนไววา“ โอทานลุงของฉัน … ถึงแมจะเอาดวงอาทิตยมาวางในมือขวาของฉัน และเอาดวงจันทรมาวางบนมือซายก็ตาม ฉันก็จะไมขอเลิกภารกิจของฉันอันนี้ ”ในปที่หกแหงการเผยแพรศาสนาของทานนบี ทานฮัมซะฮซึ่งเปนลุงของทานนบีและเคยดื่มนมรวมแมเดียวกันกับทานนบีเขารับอิสลาม และทานอุมัร บุตรค็อฎฎอบ ก็เขารับอิสลาม ซึ่งนับเปนชัยชนะที่ยิ่งใหญของทานนบี เพราะทั้งสองเปนคนที่กลาหาญและมีอิทธิพลในมักกะฮฺพอสมควร เมื่อคําสอนของทานนบีไดแพรขยายและมีผูเขารับอิสลามมากขึ้นทุกวัน ชาวกุร็อยซมักกะฮฺจึงรวมตัวกันตอตานเผาฮาซิม ซึ่งเปนฝายของทานนบีโดยการคว่ําบาตรและตัดความสัมพันธกับเผาอื่นๆ พวกเขาไดหามทําการซื้อขายปจจัยยังชีพกับเผาฮาซิม ทําใหทานนบีและเผาฮาซิมตกอยูในสภาพที่ขาดแคลนปจจัยที่จําเปนในการดํารงชีวิตและตกอยูในสภาพเชนนี้นานถึงสามป ทานนบีถูกทดสอบอยางหนักหนวง แตทานก็ไมเคยทอและไมเคยหมดความไววางใจในพระเจาเลยและในเวลานี้เองทานก็ไดรับขาวราย ขาวการสิ้นชีวิตของนางเคาะดีญะฮฺ และทานอบูฏอลิบอันเปนปที่สิบแหงการเผยแพรศาสนาของทานศาสดา และถือวาเปนปแหงความโศกเศรา นางเคาะดีญะฮฺภรรยาผูประเสริฐของทาน ซึ่งเปนผูสนับสนุนใหกําลังใจดวยความรักความเห็นใจ เคยเปนเพื่อนที่คอยปลอบประโลมใจในยามมีทุกขกับ
  10. 10. F 10ทานรวมถึงยี่สิบหาป บัดนี้นางก็ลาจากทานไปแลว และการสูญเสียอบูฏอลิบไปก็เทากับทานเสียผูปกปองคุมครองไปเสียแลว อบูฎอลิบเสียชีวิตอายุไดประมาณ 80 ปการสูญเสียทั้งสองทําใหสถานการณระหวางพวกมุสลิมกับพวกกุร็อยซฺเลวรายยิ่งขึ้นการจอมผลาญ ประหัตประหารของพวกศัตรูก็รุนแรงขึ้นทุกวัน แมกระนั้นทานก็ยังไมทอและไมเคยคิดที่จะละทิ้งความพยายามศาสดามุหัมมัดตระหนักดีวา ทานไมอาจจะทนอยูในมักกะฮฺตอไปไดหลังจากอบูฏอลิบซึ่งเปนลุงและเคาะดีญะฮฺภรรยาของทานไดสิ้นชีวิตไปแลว และหลังจากที่พวกกุร็อยชมักกะฮไดบีบคั้นทานอยางหนักหนวง พวกกุร็อยชฺจะทําทุกวิถีทางเพื่อจะหยุดการเผยแพรศาสนาของทานใหได ทานจึงคิดจะเดินทางออกไปเผยแพรศาสนาอิสลามนอกนครมักกกะฮฺ ทานเริ่มตนดวยการไปเยือนชนเผาตาง ๆ ทานพยายามเทศนาหลักคําสอนของศาสนาใหมใหแกชนเหลานั้นไดรับทราบ ซึ่งบางเผาก็สนใจในคําสอนของทาน บางเผาก็หาวาทานเสียสติ ระยะนั้นทานตองเหน็ดเหนื่อยมากแตทานยังมีความมั่นคงในอุดมการณไมเปลี่ยนแปลงระยะนี้จะมีเสียงวิพากวิจารณถึงตัวทานในทางไมดีอยูตลอด แตทานก็อดทนไมโตตอบกับเสียงวิจารณเหลานั้นศาสดามุหัมมัดตองเผชิญกับเหตุการณครั้งสําคัญที่สุด และถูกกลั่นแกลงอยางหนักหนวงในขณะที่ทานเดินทางไปเผยแพรศาสนาที่เมืองฏออีฟเพื่อเชิญชวนใหชนชั้นปกครองของเมืองนี้ศรัทธาตอเอกภาพของพระเจา เรียกรองใหพวกเขาเชื่อในพระเจาองคเดียว พวกเขามิใชเพียงไมยอมรับ ยังพูดจาถากถางทานดวยคําพูดที่หยาบคายพรอมทั้งโหไลทานใหพนจากที่นั่น ประชาชนบางกลุมขวางปาทานดวยกอนหิน จนศีรษะแตกเลือดโทรมกาย ทานยืนทอดอาลัยตอความหยาบคายของพวกฏออีฟดวยหัวใจที่ออนระโหยพรอมทั้งขอใหพระเจายกโทษใหชนกลุมนี้จากความโงเขลาที่ไดปฏิบัติตอทานหลังจากทานกลับมาจากฏออีฟแลว ก็ไดเริ่มสั่งสอนเทศนาแกผูที่เดินทางมาแสวงบุญ ณ วิหารกะอบะฮฺ ซึ่งสวนมากเปนผูแทนจากเผาตาง ๆ ของชาวอาหรับ ทานไดอธิบายถึงหลักการของศาสนาอิสลามใหทราบวา ขอเท็จจริงศาสนานี้เกี่ยวของกับศาสนาของศาสดาอิสมาอีล ซึ่งเปนบรรพบุรุษของพวกอาหรับ หลายเผารับฟงดวย
  11. 11. F 11ความสนใจตอคําสอนของทาน แตขอศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมอีก มีอยูหลายครั้งที่พวกกุร็อยชไดแอบสงผูแทนของตนเขาปะปนไปอยูรวมพิธีกับผูแสวงบุญ และคอยเตือนใหสติผูนําเผาเหลานั้นไมใหเคลิบเคลิ้มหลงใหลไปกับคําเชิญชวนของมุหัมมัด พวกเขาพยายามใสไคลวามุหัมมัดเปนคนเสียสติ เปนนักมายากลใชเวทยมนตคาถา เพื่อหลอกลวงชาวอาหรับ เปนเรื่องนาแปลกใจที่วา เมื่อพวกกุร็อยชฺยุยงใสไคลหนักหนวงเทาใด อาหรับเ ผ าตาง ๆ และผูแสวงบุญก็ยิ่งอยากรูจักมุหัมมัดมากขึ้น เพื่อตองการพิสูจนคํากลาวหาของพวกกุร็อยชฺวามีความจริงเพียงใด ดังนั้นแทนที่มุหัมมัดจะไปหาพวกเขา พวกนั้นกลับขวนขวาย อยากพบทานศาสดามากขึ้น และเมื่อมาไดยิน ไดฟงแลว พวกยัษริบบางกลุมไดเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาทันที โดยเฉพาะอยางยิ่งในปที่ 11ของการเผยแพรศาสนาของทานนบี นักแสวงบุญจากเมืองยัษริบ ( มะดีนะฮฺ ) จากเผาค็อซร็อจญจํานวน 6 คน ตอบรับการเชิญชวนของทาน ความหวังในการเผยแพรศาสนาเริ่มมีความหวังขึ้นมาบางในขณะที่หนึ่งปผานไป ตรงกับปที่ 12 แหงการเผยแพรศาสนาของทานนบี เดือนอันศักดิ์สิทธิ์และฤดูกาลแหงการแสวงบุญกลับมาถึง ผูแสวงบุญจากเมืองยัษริบจํานวน12 เขาพบทานศาสดาที่ภูเขาอัลอะเกาะบะฮฺ และไดเขารวมเปนพันธมิตรกับทานดวยสนธิสัญญาที่เรียกวา “ สนธิสัญญาอัลอะเกาะบะฮฺฉบับแรก ” ในสนธิสัญญานี้พวกเขาตกลงกันที่จะยึดมั่นในเรื่องเอกภาพของพระเจาโดยไมกราบไหวรูปเคารพ จะไมลักขโมย หรือลวงประเวณี จะไมฆาลูกๆ ของตน หรือไมทําความชั่วทั้ง ๆ ที่รู และจะตองยอมรับคําบัญชาของพระเจาอยางไมมีเงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น พวกผูแทนจากเมืองยัษริบเหลานี้ก็ยินดีรับฟงตามเงื่อนไขดังกลาว ในตอนขากลับไปยังเมืองยัษริบนั้น ศาสดามุหัมมัดไดสงมุสอับ อิบนุ อุมัยรฺ ไปกับพวกเขาดวย เพื่อสอนกุรฺอานและหลักคําสอนของอิสลามใหคนเหลานั้น หลังจากสนธิสัญญานี้แลว อิสลามจึงไดเริ่มแพรหลายไปในเมืองยัษริบอยางรวดเร็ว มุสอับอาศัยอยูกับบรรดามุสลิมของเผาเอาสฺ และค็อซร็อจญและไดสอนศาสนาแหงพระผูเปนเจาและการเปดเผยสัจธรรมใหพวกเขา จํานวนมุสลิมในเมืองยัษริบไดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเดือนศักดิ์สิทธิ์หวนกลับมา มุสอับก็เดินทางมายังนครมักกะฮฺและรายงานผลความกาวหนาในเรื่องพลังอํานาจและการผนึกกําลังของ
  12. 12. F 12มุสลิมในเมืองมะดีนะฮฺใหทานศาสดาฟงและไดแจงแกทานดวยวาคนเหลานั้นจะมาทําการแสวงบุญในฤดูกาลนี้เปนจํานวนมากกวาที่เคยเปนมาป ค.ศ. 622 ไดมีจํานวนผูแสวงบุญจากเมืองยัษริบจํานวนมาก คือบุรุษเจ็ดสิบสามคนและสตรีสองคน เมื่อศาสดามุหัมมัดไดทราบขาวนี้ ทานก็คิดจะทําสนธิสัญญาอีกฉบับหนึ่งกับพวกเขาซึ่งนอกจากคําสั่งสอนของอิสลามอยางสุภาพออนโยนและสอนใหอดทนแลว ทานตองการทําสัญญาเรียกรองใหพวกเขาพรอมที่จะเสียสละในการปกปองภยันตรายตางๆ และโตตอบการประทุษรายและการรุกรานที่อาจเกิดขึ้นแกทานนบีและชาวมุสลิม ศาสดามุหัมมัดจึงไดติดตออยางลับ ๆ กับพวกหัวหนากลุมนั้นและไดทราบวาพวกเขาก็เตรียมตัวไวอยางดีแลวที่จะทํางานเชนนั้น พวกเขาตกลงที่จะไปพบกันที่เขาอัลอะเกาะบะฮฺในตอนกลางคืนของวันที่สองแหงการแสวงบุญ มุสลิมจากเมืองยัษริบเก็บการนัดพบนั้นไวเปนความลับ มิใหแพรงพรายใหแกผูไมศรัทธาในเผาของพวกเขาเอง และชาวกุร็อยซฺทราบ เมื่อถึงเวลาพวกเขาก็มาพบกับทานศาสดาตามที่นัดไวโดยลอบมาในความมืดยามค่ําคืน เมื่อพวกเขามาถึงอัลอะเกาะบะฮฺทั้งชายและหญิงก็ขึ้นไปบนภูเขาและรอทานศาสดาอยูที่นั่นศาสดามุหัมมัดมาถึงพรอมดวยลุงของทานคืออัลอับบาส บุตร อับดุลมุฏเฏาะลิบอัลอับบาส ซึ่งตอนนั้นยังมิไดเปลี่ยนมารับอิสลาม แตดวยความเปนหวงหลานชายจึงติดตามมาดวย สัญญาอัลอะเกาะบะฮฺครั้งนี้เรียกวา “ สนธิสัญญาอัลอะเกะบะฮฺครั้งที่สอง ” ขอความที่สําคัญในสัญญาครั้งนี้คือ กลุมตัวแทนจากเมืองยัษริบนี้ สัญญาที่ปกปองศาสดามุหัมมัด และจะกระทําทุกสิ่งทุกอยางเหมือนกับการปกปองภรรยาและลูกๆ ของพวกเขาเอง การทําสัญญาของพวกยัษริบในครั้งนี้มี อัลบารออฺ อิบนุ มุอฺรูรเปนหัวหนาของกลุมนี้ อัลบารออฺ อิบนุ มุอฺรูร เขารับอิสลามหลังจากที่มีการทําสนธิสัญญาอะเกาะบะฮฺฉบับแรกขาวนี้เมื่อทราบถึงพวกกุร็อยซฺมักกะฮฺ พวกเขารูสึกไมพอใจทันที่ พวกเขาไดพากันมาหาหัวหนาของเผาค็อซร็อจญ ณ ที่พัก แตฝายมุสลิมก็เงียบเสีย ทําใหพวกกุร็อยซฺไมสามารถที่จะจับผิดได เพราะไมมีหลักฐานที่ชัดเจน ดังนั้นพวกยัษริบจึงรีบกลับเมืองกอนที่พวกกุร็อยซฺจะหาหลักฐานได เมื่อพวกกุร็อยซฺรูความจริง พวกเขาจึงรีบตามไป
  13. 13. F 13แตก็ไมทัน คงจับไดชาวยัษริบเพียงคนเดียว คือ สะอฺด อิบนุ อุบาดะฮฺ เขาถูกใสโซตรวนและทรมาน จนกระทั่ง จูเบร อิบนุ มุตอัม อิบนุ อดียะฮฺ และฮารีษ อิบนุ อุมัยยะฮฺตองไปขอถายตัวเขาดวยเงินจํานวนหนึ่งเพื่อใหพนโทษสนธิสัญญาทําใหทานนบีมีความหวังและเปนการเปดประตูสูชัยชนะ สวนพวกกุร็อยซฺมีความกลัวและวิตกกังวลเปนอยางมาก พวกเขาคิดวาถาขบวนการนี้ยังไมถูกทําลายอยางถอนรากถอนโคน อนาคตของพวกเขาจะตกอยูในอันตราย ชัยชนะของมุหัมมัดอาจเกิดขึ้น พวกเจาจึงวางแผนใชมารตราการขั้นเด็ดขาดกับมุหัมมัดและชาวมุสลิม ทานนบีก็รูดีวาการนองเลือดระหวางพวกกุร็อยซฺกับชาวมุสลิมเห็นที่จะไมมีทางหลีกพน ทานจึงสั่งใหมิตรสหายตลอดจนสาวกของทานอพยพไปยังเมืองยัษริบ มุสลิมจึงเริ่มอพยพไปทีละคนทีละกลุม บางครั้งก็เปนกลุมเล็กๆ ทั้งนี้เพื่อไมใหพวกกุร็อยซเกิดความสงสัย อยางไรก็ตามบางคนที่จับได ก็ถูกทรมานไปมักกะฮฺเปนสถานที่แหงแลงเต็มไปดวยเนินเขา สภาพทางภูมิศาสตรนับวามีอิทธิพลตอผูคนในเมืองเปนอยางมากทีเดียว ชาวมักกะฮฺมักเปนคนอารมณรายและไมคอยมีความคิดที่ลึกซึ้ง ตรงกันขามยัษริบเปนเมืองที่อุดมสมบูรณมีพืชผลไมมากชนิดดินฟาอากาศ ก็ไมทารุณเหมือนมักกะฮฺ ผูคนจึงมีจิตใจออนโยน มีความเกรงใจและชางคิด เพราะฉะนั้นในระยะตนของการเผยแพรอิสลามเมืองมะดีนะฮฺจึงเปนที่ ๆ เหมาะสมมากกวามักกะฮฺมาก ในมะดีนะฮฺไมมีพวกนักบวชคอยตอตานความเจริญเติบโตของอิสลามเหมือนในมักกะฮฺ ฉะนั้นจึงเปนการงายที่จะเผยแพรคําสอนศาสนาอิสลามมากกวาที่อื่น นอกจากนี้ในเมืองนี้ยังมีชาวยิวอาศัยอยูดวย พวกยิวถือวามุหัมมัดเปนผูสนับสนุนคัมภีรของพวกตน ฉะนั้นพวกเขาจึงรอตอนรับทานศาสดาดวยความกระตือรือรนหลังจากที่ทานศาสดาไดสั่งสานุศิษยของทานใหโยกยาย อพยพไปอยูที่เมืองยัษริบแลว ประกอบกับทราบขาววาพวกกุร็อยซฺกําลังวางแผนจะสังหารทานนบีอยางแนนอน และในเวลาเดียวกันนั้น ทานนบีไดรับคําบัญชาจากพระเจาใหเดินทางไปพรอมกับทานอบูบักรฺ ทานนบีไดหลบออกจากบานในเวลากลางคืน โดยใหทานอาลี บุตรอบูฎอลิบ นอนอยูบนเตียงของทาน ภายใตสถานการณที่คนหนุมจากเผาตางๆ ได
  14. 14. F 14ลอมรอบบานทานเพื่อรอการสังหารทาน ทานไดหลบหนีออกไปกับอบูบักรโดยไปหลบอยูในถ้ําแหงหนึ่ง ซึ่งอยูไมไกลจากเมืองมักกะฮฺนัก โดยไมมีใครเห็น นอกจากอับดุลลอฮฺ ลูกของอบูบักรฺ กับนองสาวสองคนของทาน คือ อาอิชะฮฺ และอัสมา ทั้งสองไดซอนอยูในถ้ําเปนเวลาสามวัน ดวยความชวยเหลือจากพระเจา พวกกุร็อยซฺตามตัวไมพบถึงแมวาพวกเขาไดมาถึงปากถ้ําแลวก็ตาม เพราะวาหนาปากถ้ํามีใยแมงมุมและมีนกพิราบมาสรางรังอยู โดยที่พวกเขานึกไมถึงวาทานนบีอยูในถ้ํานั้นเมื่อเห็นวาปลอดภัยดีแลว ทานนบีและอบูบักรฺจึงออกเดินทางตอไป โดยมีคนใชชื่อวา อับดุลลอฮฺ อินุ อุรัยกิต เปนผูนําทาง ซึ่งไดนําทางสองไปทางตอนใตของมักกะฮฺแลวออกเดินทางไปอยางระมัดระวังตามเสนทางที่ไมมีผูคนใช เพื่อหลีกเลี่ยงไมใหพบกับพวกกุร็อยซฺ ในวันที่ 2 เดือนร็อบบิลอุลอัววัล ตรงกับเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 622ทานนบีมาถึงที่เมืองกุบาอฺ ซึ่งอยูหางจากเมืองยัษริบประมาณ 6 ไมล ณ ที่นั้นทานนบีไดสรางมัสยิด ซึ่งมีชื่อวา มัสยิดกุบาอฺ และถือวาเปนมัสยิดแหงแรกในอิสลาม ทานนบีไดพักที่นั้นเปนเวลาประมาณสองอาทิตย จึงเดินทางเขาเมืองยัษริบในวันศุกรโดยมีชาวเมืองยัษริบออกมาตอนรับเปนจํานวนมากเหตุการณครั้งนี้เรียกวาการอพยพหรือ ฮิจญเราะฮฺอันเปนการเริ่มตนศักราชของชาวมุสลิม นับแตนั้นมา เวลาแหงการประหัตประหารชาวมุสลิมในเมืองมักกะฮฺก็เปนอันสิ้นสุดลง และยุคแหงเมืองมะดีนะฮฺก็เริ่มตนขึ้น ภาระกิจของทานศาสดายังไมสําเร็จเสร็จสิ้นแตความสําเร็จก็เริ่มขึ้นแลวที่มะดีนะฮฺ ทานศาสดาไมเพียงแตไดรับการตอนรับอยางมีเกียรติเทานั้น แตยังไดรับการแตงตั้งใหเปนประธานของชุมชนอีกดวย สถานะและอํานาจของทานศาสดาก็เพิ่มขึ้น และอิสลามก็ไดตั้งหลักปกฐานมั่นคงขึ้นทุกวัน ณเมืองนี้ทานศาสดามีอิสรภาพที่จะเทศนาคําสอนของพระผูเปนเจา ทามกลางผูหลงผิดในที่สุดก็หันมามีศรัทธาในศาสนาใหมนี้มากขึ้นและไดแผขยายออกไปเรื่อย ๆ
  15. 15. F 15เมื่อทานศาสดาไดมาอยูที่เมืองยัษริบแลว เมืองนั้นก็ไดรับขนานนามใหมเปนมะดีนะตุนนะบี หรือเมืองแหงศาสดา ภาระกิจแรกที่ทานศาสดาทําที่เมืองนี้ก็คือสรางมัสญิดขึ้นหนึ่งหลังซึ่งทานไดลงมือทํางานเองเหมือนกรรมกรคนหนึ่ง มัสญิดหลังนี้เปนสถานที่ทําการละหมาดและศูนยรวมการเผยแพรศาสนาอิสลามในสมัยนั้น มะดีนะฮฺประกอบดวยกลุมคน เผาพันธหลายกลุมดวยกัน นอกจากเผาเอาสฺ และค็อซร็อจญแลว ยังมีเผาพันธพวกยิวจํานวนหนึ่ง เชน เผาก็อยนุกออฺ เผากูรอยเซาะฮฺ เผานะฎีร และเผาค็อยบัร ทานนบีรูดีวาความหลากหลายในเผาพันธนั้นอาจสรางความวุนวายเกิดขึ้นได โดยเฉพาะอยางชาวยิวคงไมยิ่งดีนักที่เห็นความสําเร็จของศาสนาอิสลาม เพราะชาวยิวมักจะพูดเสมอวาตนเปนประชาชาติที่พระเจาทรงคัดเลือกและมีความประเสริฐกวาประชาชาติอื่นๆ ในโลก ดวยเหตุดังกลาวนี้ ทานนบีไดรีบสรางความเปนปกแผนเปนอันหนึ่งเดียวกันในหมูมุสลิม โดยใชศาสนาเปนตัวกระตุนสรางความเปนเอกภาพและภารดรภาพเกิดขึ้นในสังคมมุสลิมมะดีนะฮฺ โดยเฉพาะอยางยิ่งระหวางชาวมุสลิมที่อพยพมากมักกะฮฺ หรือที่เรียกวา กลุมมุฮาญิรีน ซึ่งเปนผูลี้ภัยและชาวมุสลิมพื้นเมือง หรือที่เรียกวา กลุมอันศอร ซึ่งเปนผูใหความชวยเหลือชาวอันศอรนอกจากชวยเหลือในยามคับขันแลว คนเหลานี้ยังเสียสละเงินทองจัดหาบานเรือนและทรัพยสมบัติใหแกชาวมุฮาญิรีน ความเปนพี่นองระหวางชาวมุฮาญิรีนกับชาวอันศอรนั้นไดเปนไปอยางลึกซึ้ง กระทั่งยอมหยาภรรยาตนเองเพื่อมอบใหแกชาวมุฮาญิรีน และสามารถรับมรดกของกันและกันไดเวลาคนหนึ่งคนใดสิ้นชีวิตไป เมื่ออิสลามเจริญรุงเรืองขึ้นจนเปนกลุมอํานาจที่เปนเอกเทศแยกออกไป บรรดาผูที่ถือรูปเคารพทั้งหลายที่ยังไมรับอิสลามตางก็พากันอิจฉาริษยา มีบางคนที่ทําที่เปนเขารับอิสลามแตภายในนั้นตั้งใจที่จะตอตานทานศาสดาอยูอยางลับ ๆ พวกนี้เรียกวาพวกมุนาฟกูน หรือพวกหนาไหวหลังหลอก ขาดความจริงใจ คนเหลานี้เปนคนที่มีอันตราย
  16. 16. F 16มากยิ่งกวาศัตรูที่เปดเผยเสียอีก สวนชาวยิวในมะดีนะฮฺนั้นเปนอีกรูปแบบหนึ่งกลาวคือตอนแรกพวกเขารวมกันกับชาวมะดีนะฮฺในการตอนรับทานศาสดาเปนอันดีทั้งนี้พวกเขาหวังที่จะชักชวนทานศาสดามาเขาเปนพวกของตน แตเมื่อภายหลังไดพบวาพวกเขาไมอาจจะทําได พวกเขาจึงคอย ๆ ถอนความชวยเหลือออกไปทีละนอย ๆ และไดกลายเปนศัตรูของอิสลามไปในที่สุดทานศาสดาพยายามสรางความรูสึกความเปนพี่นองขึ้นระหวางคนเหลานั้นใหมากที่สุด เพราะทานแลเห็นความจริงที่วาอาณาจักรอิสลามจะมีรากฐานที่แข็งแรงไมไดหากไมไดรับการค้ําจุนจากประชาชนทุกฝาย ความมีขันติตอศาสนาอื่น ๆ นั้นเปนสิ่งที่จําเปนในเมื่อมีคนหลายเผาหลายชาติอาศัยอยูรวมกัน ดวยวัตถุประสงคนี้ทานศาสดาจึงไดจัดตั้งระเบียบขึ้นเรียกวา ” ธรรมนูญแหงมะดีนะฮฺ “ ซึ่งเปนระเบียบเพื่อการเลิกลมการอาฆาตพยาบาทกันระหวางเผาและเพื่อใหสิทธิ์ตางแกประชาชนทุกกลุมโดยเฉพาะชาวยิวที่อาศัยอยูในมะดีนะฮฺและรอบ ๆ มะดีนะฮฺ เนื้อความสําคัญในธรรมนูญนั้นมีอยูดังนี้1) ชุมชนทั้งหลายที่ลงนามในพันธะสัญญา นี้จักเปนชาติเดียวกัน2) ถากลุมชนใดที่ลงนามในพันธะสัญญานี้ถูกขาศึกศัตรูรุกรานชนกลุมอื่นจะรวมกําลังกันชวย ทําการปกปอง3) จักไมมีกลุมชนใดในชาติเดียวกันนี้ไปทําสนธิสัญญาอยางลับ ๆ กับพวกกุร็อยช หรือให ที่พึ่งพาอาศัยแกคนเหลานั้นหรือชวยเหลือคนเหลานั้นใหตอตานชาวมะดีนะฮฺ4) ชาวมุสลิม ชาวยิวและชุมชนอื่น ๆ ของสาธารณรัฐนี้ยอมมีอิสระที่จะนับถือศาสนาของตนไดและปฏิบัติกิจตามศาสนาของตนไดโดยไมมีใครขัดขวาง5) การการะทําผิดสวนตัวเล็ก ๆ นอย ๆ ของผูที่ไมใชมุสลิมจะตองถือวาเปนความผิดสวนตัวไมเกี่ยวของกับชุมชนที่บุคคลนั้นอยู
  17. 17. F 176) ผูที่ถูกกดขี่จะตองไดรับการปกปอง7) นับตั้งแตนี้ไปการทําใหเลือดตกยางออก การฆาและความรุนแรงตาง ๆ ถือวาเปนสิ่งหะ รอม ( นารังเกียจ ) ในมะดีนะฮฺ8) ศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) ศาสดาแหงพระผูเปนเจาจะเปนประธานของสาธารณรัฐและ จะเปนศาลอุทธรณสูงสุดในดินแดนนี้ความสําคัญของธรรมนูญนี้อยูตรงที่วาเปนธรรมนูญฉบับแรกในโลกที่เขียนไวเปนลายลักษณอักษร กอนหนาที่ทานศาสดาไดมีผูปกครอง แตก็ไมมีใครเคยใหรัฐธรรมนูญที่เขียนเปนลายลักษณอักษรแกประชาชนของตนทานศาสดามุหัมมัดเปนคนแรกที่ประจักษถึงความสําคัญของความรวมมือและการใหความสําคัญตอประชาชนในการบริหารรัฐและการรักษาสัญญานี้ยังไดแสดงใหเห็นดวยวาทานศาสดามุหัมมัดมิใชเปนแตนักสั่งสอนศาสนาเทานั้นแตยังเปนรัฐบุรุษที่เปนนักปกครองที่ดีดวยเมื่อศาสนาอิสลามไดกอตัวเปนรัฐแลว มีความจําเปนอยางยิ่งที่จะตองมีความพรอมในดานกําลังทหาร การเมืองและเศรษฐกิจ มิฉะนั้นแลวรัฐอิสลามแหงมะดีนะฮฺจะถูกโจมตี และรุกรานจากพวกกุร็อยซฺ และเหลาศัตรูรอบๆ มะดีนะฮฺไดงาย นักประวัติศาสตรที่ไมหวังดีตออิสลามหลายทานกลาวหาศาสนาอิสลามวาชอบทําสงครามและเผยแพรศาสนาดวยคมดาบ อันที่จริงแลวอิสลามเปนศาสนาสันติ ที่จําเปนตองทําสงครามนั้นก็เพราะวาเพื่อปกปองศาสนาและอธิปไตยของรัฐเทานั้น ในสมัยของทานนบีเองหลังจากอพยพมายังมะดีนะฮฺแลวมีสงครามเกิดขึ้นระหวางชาวมุสลิมกับศัตรูตางๆถึง 47 ครั้ง และในจํานวนนั้นทานนบีเขารวมสงครามดวยตนเองถึง 27 ครั้ง ในบรรดาสงครามตางๆ เหลานี้ มีสงครามที่สําคัญดังนี้
  18. 18. F 18สงครามบัดรฺเปนสงครามครั้งแรก และเปนสงครามที่สําคัญที่สุดที่เกิดขึ้นระหวางชาวมุสลิมกับพวกกุร็อยซฺ เกิดขึ้นในเดือนรอมฏอนปที่ 2 หลังจากอพยพ หรือค.ศ. 624 ณ บอบัดรฺ ซึ่งกองทัพมุสลิมมีจํานวนพล 313 คน สวนกองทัพกุร็อยซฺมีจํานวนผลประมาณหนึ่งพันคน โดยมีอบูญะฮัลเปนแมทัพสาเหตุของสงครามสาเหตุของสงครามบัดรในครั้งนี้กลาวคือ ทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) ทราบขาววากองคาราวานพาณิชยของพวกกุร็อยซฺ ซึ่งนําโดยอบูซุฟยานกลับมาจากซีเรีย ทานนบบีไดปรึกษาหารือกับเหลาสาวกของทาน และตัดสินใจที่จะสงทหารไปโจมตีกองคาราวานของอบูซุฟยานนี้ อบูซุฟยานไหวตัวกอน จึงเปลี่ยนเสนทาง พรอมกับขอกําลังชวยเหลือจากมักกะฮฺ ฝายกุร็อยซฺมักกะฮฺจึงยกกองทัพมาเพื่อที่จะบดขยี้ฝายมุสลิมกองทัพทั้งสองฝายไดประจัญบานกัน ณ บอบัดรฺ ซึ่งอยูหางจากมะดีนะฮฺเพียงไมกี่ไมลทานศาสดาสั่งใหตั้งทัพอยูใกลกับเนินเขาอัล อาริช และเพื่อจะตัดน้ําจากฝายขาศึกซึ่งตั้งทัพอยูทางดานใตของหุบเขา ทานจึงไดสั่งขุดบอขนาดใหญขึ้นหลายบอใหน้ําไหลกลับเขามาในบอเหลานั้น ทั้งนี้มิใชเพียงเพื่อกันไมใหสายน้ําไหลเขาสูคายพักของพวกขาศึกเทานั้น แตเพื่อเก็บน้ําไวใหฝายมุสลิมใชดวย ตอนเชาตรูของวันที่ 13 มีนาคมค.ศ. 624 ทานไดจัดทัพและใหคําแนะนําแกพวกทหารของทานกอนจะเคลื่อนทัพไปทานไดวิงวอนขอตอพระเจา ขอใหทหารของทานมีชัยชนะตอกองทัพของขาศึกที่มีจํานวนมากกวาหลายเทาตามธรรมเนียมของอาหรับ นายทัพของทั้งสองฝายจะตองตอสูกันตัวตอตัว นายทัพของฝายกุร็อยชมีชัยบะฮ อุตบะฮและวะลีด บิน อุตบะฮไดทาทายนายทัพฝายมุสลิม ซึ่งมีอุบัยดะฮฺ ฮัมซะฮฺและอะลีออกไปสูกันตัวตอตัว นายทัพฝายกุร็อยชตอสูอยางกลาหาญแตก็แพและถูกฆาตายเกือบหมด กองทัพทั้งสองจึงเขาประจัญบานกัน
  19. 19. F 19ดวยขวัญและกําลังใจที่เหนือกวา ประกอบกับความชวยเหลือจากพระเจา ในที่สุดกองทัพมักกะฮฺก็พายแพ พวกทหารที่เหลือตางก็แตกทัพและหนีออกจากสนามรบทหารที่เหลือถูกจับเปนเชลยเปนจํานวนมาก อบูญะฮัล ผูเปนปรปกษที่รายกาจที่สุดของทานศาสดาก็ถูกฆาตายในสนามรบดวยผลของสงครามผลของสงครามในครั้งนี้ฝายมุสลิมไดรับชัยชนะ ทหารของกุร็อยซฺถูกฆาตาย 70คน และถูกจับเปนเชลยเปนจํานวนมาก สวนฝายมุสลิมเปนซะฮีดแค 14 คนเทานั้นทานศาสดาไดสั่งใหสานุศิษยของทานปฏิบัติตอเชลยศึกที่ไมมีเสื้อผาใสก็รับแจกเสื้อผาและพวกเขาไดรับการเลี้ยงดูดวยอาหารเชนเดียวกับฝายมุสลิม มุสลิมบางคนถึงกับสละขนมปงใหเชลยศึกกินสวนตัวเองกินเพียงอินทผลัม ตอมาทานศาสดาก็ตัดสินใจที่จะปลอยเชลยศึกไปโดยใหมีการเสียคาไถ แมแตญาติของทานเองก็ใหสอนหนังสือใหแกเด็กชายมุสลิมสิบคนแทนการเสียคาไถ สวนพวกที่ยากจนไมมีเงินคาไถก็ไดรับการปลอยตัวไปโดยใหสัญญาวาจะไมตอสูกับมุสลิมอีกในภายหนา การปฏิบัติของมุสลิมตอเชลยศึกอยางโอบออมอารีเชนนี้เปนสิ่งที่ไมเคยมีมากอนเลยในประวัติศาสตรผลของสงครามบัดรฺเปนเหตุการณที่มีความหมายตอชะตากรรมขอลงอิสลามอยางมากที่สุดในประวัติศาสตรของอิสลาม เพราะหากฝายมุสลิมไมสามารถเอาชนะสงครามครั้งนี้ได อิสลามก็อาจจะถูกกวาดลางใหสูญไปจากโลกนี้เลยก็ได ชัยชนะในสงครามครั้งนี้ไดใหความหวังใหมแกชาวมุสลิมและเปนกําลังใจแกพวกเขาเปนอยางมาก ในสงครามนี้อํานาจของพวกกุร็อยชก็ถูกทําลายลงและความหยิ่งผยองของพวกเขาก็ลดลงไปดวย ในขณะที่อิทธิพลของทานศาสดามุหัมมัด ( ศ็อลฯ ) และอํานาจของอิสลามเริ่มมีมากขึ้นตลอดไปถึงอาณาบริเวณนอกเมืองมะดีนะฮฺดวย สงครามครั้งนี้ยังมีผลกระทบกระเทือนอยางหนักตอชาวยิวและชนเผาใกลเคียงคือ เบดูอินพวกเขาไดรูวาบัดนี้ไดมีพลังอันไมอาจจะเอาชนะไดเกิดขึ้นแลวในอารเบีย แตกอนนี้พวกยิวไมไดใหความสําคัญอันใดแกชาวมุสลิมนักแตเดี๋ยวนี้พวกเขาเริ่มรูถึงความเขมแข็งของมุสลิมสงครามบัดรชวยใหฝายมุสลิมผนึกกําลังของอิสลามในมะดีนะฮฺ และทําใหพวกเขาตอสูกับผูคนที่มีทิฐิในเมืองนั้น ไดอยางไมหวั่นหวาด

×