เทคโนโลยีสารสนเทศ

644 views

Published on

ใบความรุ้บทที่ 1-บทที่ 9

Published in: Education, Technology, Business
0 Comments
3 Likes
Statistics
Notes
  • Be the first to comment

No Downloads
Views
Total views
644
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
2
Actions
Shares
0
Downloads
0
Comments
0
Likes
3
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

เทคโนโลยีสารสนเทศ

  1. 1. บทที่ 1 ความเป็นมาของเทคโนโลยีสารสนเทศ1.1 เทคโนโลยี (Technology)หมายถึง การนาเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาประยุกต์เข้าด้วยกันเพื่อให้สิ่งต่างมีประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม1.2 เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT)หมายถึง เทคโนดลยีที่มีความเกี่ยวข้องกับการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลสารสนเทศทาให้สารสนเทศนั้นมีประโยชน์และสามารถใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น1.3 ประโยชน์ของผู้มีความรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)1. สามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้สะดวกและคุ้มค่ามากขึ้น2. ตามทันกับสภาพสังคมที่มีการใช้เทคโนโลยีสารสนแทศและคาดการณ์แนวโน้มการใช้ในอนาคตได้3. มีความรู้สามารถที่จะเลือกซื้อ หรือเลือกใช้ฮาร์ดแวร์และซอหต์แวร์ได้เหมาะสมกับงานและความต้องการของตนเอง4. เป็นผู้มีความรู้ทันข่าวสารและเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ5. เป็นผู้มีความรู้กว้างขวางในหลากหลายสาขา และได้รับความรอบตัวมากขึ้น1.4 แนวโน้มของเทคโนโลยีสารสนเทศองค์กรต่าง ๆ จะมีการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสารสนเทศเพิ่มมากขึ้น การติดต่อสื่อสารสามารถทาได้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว สิ่งที่องค์กรต่าง ๆ จะต้องคานึงถึงในการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ ก็คือ1. ความจาเป็น ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีบุคลากรภายในอง๕กรไม่มาก การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศก็อาจจะทาให้สิ้นเปลืองงบประมาณ2. การพัฒนาของเทคโนโลยี ซึ่งมีการพัฒนาของเทคโนโลยีเป็นไปอย่างรวดเร็ว การนาเทคโนโลยีมาใช้จึงต้องคานึงถึงอนาคตด้วยว่า แนวโน้มการพัฒนาของเทคโนโลยีต่อไปจะเป็นอย่างไร3. การบริหารจัดการ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับรูปแบบขององค์กร ความได้เปรียบเสียเปรียบทางด้านการตลาด1.5 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต1. ด้านการติดต่อสื่อสาร มนุษย์จะสามารถรับรู้ข่าวสารกันได้อย่างไม่มีอุปสรรค ที่เรียกว่า “โลกไร้พรมแดน”2. ด้านการศึกษา นักเรียนนักศึกษาในอนาคตมีแนวโน้มที่จะสามารถเรียนจากที่บ้านได้โดยไม่ต้องไปโรงเรียนเหมือนปัจจุบัน3. ด้านการดาเนินชีวิต มนุษย์จะมีชีวิตที่สุขสบายมากยิ่งขึ้น เพราะคอมพิวเตอร์จะมีการพัฒนาในรูปแบบของหุ่นยนต์เพื่อทางานแทนมนุษย์4. ด้านสุขภาพ วงการแพทย์จะมีความก้าวหน้าในการรักษาโรคมากขึ้น เพราะจะมีระบบแพทย์ออนไลน์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์5. ด้านการท่องเที่ยวและความบันเทิง สามารถทาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจองตั๋ว การตรวจสอบสถานที่1.6 ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศในด้านต่าง ๆ1. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อการศึกษาจากการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาผลิตสื่อสารเรียนการสอนที่เรียกว่า CAI นั้นทาให้เกิดปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน เช่น- ครูกับนักเรียนจะขาดความสัมพันธ์และความใกล้ชิดกัน- นักเรียนที่มีฐานะยากจนไม่สามารถที่จะใช้สื่อประเภทนี้ได้
  2. 2. 2. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสิ่งแวดล้อม- เกิดปัญหามลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ก็เพราะมนุษย์นาเทคโนโลยีทางด้าน IT ไปพัฒนาอย่างผิดวิธีและนาไปใช้ในทางที่ผิด เพราะมุ่งเน้นเพียงแต่จะก่อประโยชน์แก่ตนเองเท่านั้น3. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสังคม- ทาให้เกิดปัญหาการว่างงานของแรงงานเพราะมีการนาเทคโนโลยีมาใช้- การปรับตัวเพื่อให้ทันกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ของพนักงานที่มีอายุมากหรือมีความรู้น้อย- สมาชิกในสังคมมีการดาเนินชีวิตที่เป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความสัมพันธ์กันภายในสังคมเพราะต่างมีชีวิตที่ต้องการรีบเร่งและดิ้นรน4. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเศรษฐกิจ- มนุษย์สามารถจับจ่ายใช้สอยได้ง่ายมากขึ้น เพราะมีบัตรเครดิตทาให้ไม่ต้องพกเงินสด หากต้องการซื้ออะไรที่ไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าก็สามารถซื้อได้ทันที- การแข่งขันกันทางธุรกิจสูงมากขึ้นเพราะต่างก็มุ่งหวังผลกาไรซึ่งก็เกิด ผลดี คือ อัตราการขยายตัวทางธุรกิจสูงขึ้นแต่ผลกระทบก็เกิดตามมาคือ บางครั้งก็มุ่งแต่แข่งขันกันจนลืมความมีมนุษยธรรมหรือความมีน้าใจ5. ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศต่อสุขภาพจิต- เมื่อการดาเนินชีวิตจากเดิมที่เป็นแบบเรียบง่าย ต้องเปลี่ยนมาปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันตลอดเวลา- พฤติกรรมของเยาวชน โดยเฉพาะพวกเกมคอมพิวเตอร์ทาให้เยาวชนมีพฤติกรรมก้าวร้าว ชอบการต่อสู้- นักธุรกิจก็ต้องทางานแข่งกับเวลา ไม่มีเวลาได้พักผ่อนก็ก่อให้เกิดความเครียด สุขภาพจิตก็เสียตามมาด้วยบทที่ 2 ข้อมูลและสารสนเทศ2.1 ความหมายข้อมูลและสารสนเทศข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การเก็บรวบรวม การวัดสารสนเทศ (Information) หมายถึง ผลลัพธ์ของข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลซึ่งสามารถนาไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้2.2 คุณสมบัติของข้อมูลที่ดี- มีความถูกต้อง เพราะข้อมูลที่ได้ต้องนาไปใช้ในการตัดสินใจ หากข้อมูลไม่มีความถูกต้องแล้วก็จะก่อให้เกิดผลเสียหายตามมา- มีความเที่ยงตรงสามารถเชื่อถือได้ กรรมวิธีในการได้มาซึ่งข้อมูลจะต้องคานึงถึงความแม่นยาเป็นหลัก- มีความเป็นปัจจุบัน เพื่อตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และสามารถที่จะตอบสนองต่อผู้ใช้ได้รวดเร็วที่สุด- สามารถตรวจสอบได้ ข้อมูลนั้นจะต้องมีแหล่งที่มาที่ไป มีหลักฐานอ้างอิงได้- มีความสมบูรณ์ชัดเจน ในบางครั้งก็จะต้องมีการเก็บรวบรวมข้อมูลมากกว่าหนึ่งครั้งเพื่อให้ได้ข้อมูลที่สมบูรณ์จริง2.3 การประมวลผลข้อมูลไปสู่สารสนเทศ2.3.1 การรวบรวมข้อมูล หมายถึง การรวบรวมข้อมูลตั้งแต่เบื้องต้น แล้วนาข้อมูลที่ได้มาจัดเก็บอย่างมีระบบ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างมากเพื่อให้ได้ข้อมูลตรงกับคุณสมบัติของข้อมูลที่ดี2.3.2 การประมวลผล แบ่งได้ 3 ประเภท ได้แก่2.3.2.1 การประมวลผลด้วยมือ วิธีนี้เหมาะกับข้อมูลจานวนไม่มากและไม่ซับซ้อน และเป็นวิธีที่ใช้มาแต่อดีตอุปกรณ์ในการคานวณ2.3.2.2 การประมวลผลด้วยเครื่องจักร วิธีนี้เหมาะกับข้อมูลจานวนปานกลาง และไม่จาเป็นต้องใช้ผลจากการคานวณในทันทีทันใด เพราะต้องใช้เครื่องจักร และแรงงานคน
  3. 3. 2.3.2.3 การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ วิธีนี้เหมาะกับงานที่มีจานวนมาก ไม่สามารถใช้แรงงานคนได้และงานมีการคานวณที่ยุ่งยากซับซ้อน2.3.2.4 การดูแลรักษา ในขั้นตอนนี้จะต้องมีการทาสาเนาข้อมูล แม้ว่าจะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในการเก็บรักษาข้อมูลแต่การทาสาเนาข้อมูลก็ถือว่าเป็นสิ่งจาเป็น เพราะข้อมูลที่จัดเก็บไว้อาจเสียหายโดยที่เราไม่คาดคิด2.4 ชนิดของข้อมูล2.4.1 ข้อมูลตัวเลข (Numeric) ได้แก่ ตัวเลขต่าง ไ และสามารถนาไปคานวณได้ ข้อมูลชนิดนี้อาจเขียนไดหลายรูปแบบ เช่น จานวนเต็ม 9,17,22,23 ทศนิยม 2.94, 3.14, 0.26 เป็นต้น2.4.2 ข้อมูลตัวอักษร (Character) ได้แก่ตัวอักขระและตัวอักษรต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถนาไปคานวณได้ แต่อาจจะนาไปจัดเรียงได้2.5 รหัสแทนข้อมูล2.5.1 รหัสแอสกี (ASCII) เป็นรหัสที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย รหัสแอสกีเป็นรหัสมาตรฐานที่ได้จากหน่วยงานกาหนดมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา (ASCII ย่อมาจาก American Standard Code for Information Interchange)เป็นรหัส 8 บิต หรือ 1 ไบต์ต่อหนึ่งอักขระและแทนข้อมูลลักษณ์ต่าง ๆ ได้256 ตัวรหัสแอสกีก็จะกาหนดไว้เป็นเลขฐานสิบเมื่อจะนาไปสู่หน่วยความจาคอมพิวเตอร์จึงจะเปลงเป็นเลขฐานสองสาหรับผู้ใช้งานสามารถที่จะเขียนในรูปของเลขฐานสิบหกได้ด้วย2.5.2 รหัสเอบซีดิก (EBCDIC) มีการกาหนดรหัสเป็น 8 บิตเหมือนกันกับรหัสแอสกี แต่แบบของรหัสจะมีความแตกต่างกัน รหัสเอบซีดิกพัฒนาโดยบริษัทไอบีเอ็ม (EBCDIC ย่อมาจาก Extended Binary Coded DecimalInterchange Code)2.6 การแปลงเลขฐานสอง2.6.1 การแปลงเลขฐานสิบเป็นเลขฐาน 25 และเลขฐาน 8จงเปลี่ยน 47 ฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 2วิธีทา 2)472)23 เศษ 12)11 เศษ 12)5 เศษ 12)2 เศษ 12)1 เศษ 00 เศษ 1คาตอบคือ (101111)2= 47จงเปลี่ยน 103 ฐาน 10 ให้เป็นเลขฐาน 8วิธีทา 8)1038)12 เศษ 78)1 เศษ 40 เศษ 1คาตอบคือ (147)8=103 5
  4. 4. 2.6.2 การแปลงเลขฐานอื่น ๆ มาเป็นเลขฐานสิบจงเปลี่ยน (147)8ให้เป็นเลขฐาน 10วิธีทา (147)8= ()()()012878481×+×+×= 73264++= 103จงเปลี่ยน ให้เป็นเลขฐาน 10 (2101111วิธีทา = ()2101111()()()()()()012345212121212021×+×+×+×+×+×= 1248032+++++ = 47บทที่ 3 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ3.1 โครงสร้างของการจัดข้อมูล3.1.1 อักขระ (Character) เป็นได้ทั้งตัวเลข ตัวอักษร เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์พิเศษ อักขระนี้เป็นส่วนที่เล็กที่สุดของข้อมูล3.1.2 เขตข้อมูล (Field) เป็นหน่วยข้อมูลที่กาหนดขึ้นมาแทนความหมายใดความหมายหนึ่ง เขตข้อมูลจะเกิดจากการนาอักขระที่เกี่ยวข้องกันมารวมเข้าด้วยกัน3.1.3 ระเบียนข้อมูล (Record) เกิดจากการนาเขตข้อมูลที่มีความเกี่ยวข้อง หรือ สัมพันธ์กันมารวมเข้าด้วยกันก่อให้เกิดความหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น3.1.4 แฟ้ มข้อมูล (File) เกิดจากการรวมระเบียนหลาย ๆ ระเบียนที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันเข้าด้วยกัน3.1.5 ฐานข้อมูล (Database) เกิดจากแฟ้มข้อมูลรวมกัน โดยใช้หลักการเพื่อไม่ให้ข้อมูลเกิดความซ้าซ้อนในการจัดเก็บ3.2 ประโยชน์ของการจัดข้อมูล1. สามารถค้นคว้าข้อมูล / สารสนเทศที่อยู่ในแฟ้มข้อมูลและทาการปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา2. สามารถประมวลผลชุดคาสั่งที่เก็บไว้ในแฟ้มข้อมูลได้3. สามารถสร้าง ตั้งชื่อและเก็บแฟ้มข้อมูลนั้นไว้ใช้ประโยชน์ต่อไปได้4. สามารถสร้างสาเนา ย้ายและลบแฟ้มข้อมูลเมื่อไม่มีความจาเป็นในการใช้งานแล้ว5. สามารถทาการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้6. สามารถรับแฟ้มข้อมูลจากโปรแกรมอื่นเข้ามาสู่แฟ้มข้อมูลเพื่อการใช้งานร่วมกันได้3.3 การจัดระเบียบแฟ้ มข้อมูล3.3.1 แฟ้ มลาดับ (Sequential File) การเรียงข้อมูลเป็นไปตามลาดับก่อนหลัง3.3.2 แฟ้ มสุ่ม (Random File) การอ่านหรือเขียนข้อมูลผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องเรียงลาดับจากข้อมูลตัวแรก แต่ข้อมูลแต่ละรายการจะมีคีย์หลักประจา เวลาที่ต้องการค้นหาข้อมูลก็สามารถดึงข้อมูลออกมาได้โดยตรง3.3.3 แฟ้ มดัชนี (Index File) แฟ้มดัชนีนี้จะต้องเก็บข้อมูลโดยจัดเป็นกลุ่มดัชนีเสียก่อน การค้นหาข้อมูลก็จะวิ่งไปหาข้อมูลที่ต้องการเมื่อพบแล้วก็ดึงเอาข้อมูลที่ต้องการออก3.4 ประเภทแฟ้ มข้อมูล3.4.1 แฟ้ มข้อมูลหลัก (Master File) เป็นแฟ้มข้อมูลที่เก็บข้อมูลที่สาคัญ ๆ ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อย ๆ
  5. 5. 3.4.2 แฟ้ มรายการปรับปรุง (Transaction File) เป็นแฟ้มที่มีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา รายการต่าง ๆ ในแฟ้มรายการปรับปรุงนี้จะต้องนาไปปรับปรุงกับแฟ้มข้อมูลหลัก เพื่อให้แฟ้มข้อมูลหลักมีความเป็นปัจจุบันเสมอ3.5 ลักษณะการประมวลข้อมูล3.5.1 การประมวลผลแบบกลุ่ม (Batch Processing) เป็นการประมวลผลข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เป็นกลุ่ม ในช่วงเวลาที่กาหนด3.5.2 การประมวลผลแบบทันที (Transaction Processing) เป็นการประมวลผลในทันทีเมื่อข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลง3.6 ระบบการจัดการฐานข้อมูล3.6.1 การจัดการฐานข้อมูล (Database Management) หมายถึง การบริหารแหล่งข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้เพื่อทาให้สามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ3.6.2 ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management System : DBMS) เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลในส่วนของการสร้างและการบารุงรักษา3.6.3 ระบบการจัดการฐานข้อมูล1. ภาษาคานิยามของข้อมูล จะเป็นคาสั่งที่ใช้ในการกาหนดโครงสร้างของข้อมูล2. ภาษาการจัดการข้อมูล เป็นภาษาเฉพาะที่ใช้ในการจัดการระบบฐานข้อมูล3. พจนานุกรมข้อมูล เป็นแหล่งเก็บโครงสร้างของข้อมูลในระบบ3.7 ลักษณะการจัดการสารสนเทศที่ดี1. ลดความซ้าซ้อนของข้อมูล2. สามารถใช้สารสนเทศร่วมกันได้3. การเปลี่ยนแปลงแก้ไขสามารถทาได้สะดวกและถูกต้อง4. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บและเรียกใช้สารสนเทศ5. ให้ความปลอดภัยในการใช้ระบบเพราะจะมีการจากัดสิทธิ6. มีการควบคุมมาตรฐานการใช้งานจากศูนย์กลางบทที่ 4 เทคโนโลยีสารสนเทศ4.1 ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศเทคโนโลยีสารสนเทศ มีบทบาทสาคัญต่อการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ- การศึกษา- การดาเนินชีวิตประจาวัน- การดาเนินธุรกิจ- อัตราการขยายตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว- ระบบการทางานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ จะต้องประกอบด้วย1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) 2. ซอฟต์แวร์ (Software)3. อุปกรณ์ที่ใช้ในการให้บริการข้อมูลและติดต่อสื่อสาร4.2 พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ4.2.1 องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์- ฮาร์ดแวร์ - ซอฟต์แวร์ - ข้อมูล - บุคลากร
  6. 6. 4.2.2 โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบและผู้ใช้ (Programmers, System Analyst และ User) เป็นบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งโปรแกรมเมอร์จะมีหน้าที่เขียนโปรแกรมตามที่นักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้ส่วนผู้ใช้ เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลต่อทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์มากที่สุด4.2.3 หน่วยของข้อมูลหน่วยรับข้อมูล ทาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์หน่วยประมวลผล ทาหน้าที่ประมวลผลและควบคุมการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมดหน่วยแสดงผล ทาหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูลหน่วยเก็บข้อมูล ทาหน้าที่เก็บข้อมูลที่รอทาการประมวลผล และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลในระหว่างที่รอส่งไปยังหน่วยแสดงผล4.2.4 การจัดการข้อมูล หมายถึง แฟ้มข้อมูล4.2.5 การประมวลผล ได้แก่- การรวบรวมข้อมูล- การประมวลผล- การดูแลรักษา4.3 เทคโนโลยีสารสนเทศรูปแบบต่าง ๆ4.3.1 เทคโนโลยีสารสนเทศ จะมีความสามารถในด้านการจัดการสารสนเทศ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกการแก้ไข การจัดทารายงาน งานบัญชี งานลงทะเบียน4.3.2 เทคโนโลยีระบบเครือข่าย เป็นเทคโนโลยีที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบันและมีประโยชน์ดังนี้- สามารถติดต่อถึงกันได้ด้วยจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ (e-mail)- การจัดเก็บข้อมูลที่รวมไว้ที่เดียว ผู้ที่อยู่ห่างไกลก็สามารถดึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว- องค์กรสามารถประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์- สามารถทางานร่วมกันได้4.3.3 เทคโนโลยีสานักงานอัตโนมัติ- พนักงานสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์- การทางาน ไม่ว่าจะเป็นงานเอกสาร หรืองานพิมพ์ต่าง ๆ- การออกแบบต่าง ๆ มีโปรแกรมที่ช่วยในการออกแบบและมีการใช้งานที่ง่ายขึ้น- มีระบบฝากข้อความเสียง- การประชุมทางไกล4.3.4 เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ช่วยสอนหรือเรียกว่า CAI4.4 การจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ4.4.1 การนามาประยุกต์ใช้4.4.2 การวางแผนที่ดี4.4.3 มาตรฐานในการใช้4.4.4 การลงทุน4.4.5 การจัดการข้อมูล4.4.6 การรักษาความปลอดภัยของระบบ
  7. 7. บทที่ 5 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ5.1 ระดับสารสนเทศ5.1.1 ระบบสารสนเทศระดับบุคคล เป็นระดับที่ช่วยให้แต่ละบุคคล สามารถทางานในหน้าที่ของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมสาเร็จเป็นเครื่องช่วยในการทางาน5.1.2 ระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม วัตถุประสงค์ของระบบสารสนเทศระดับกลุ่ม คือ การใช้ทรัพยากรร่วมกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดไม่ว่าจะเป็นการใช้ข้อมูลร่วมกันหรือการใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ร่วมกัน5.1.3 ระบบสารสนเทศระดับองค์กร เปรียบเสมือนการนาเอาระบบสารสนเทศระดับกลุ่มมารวมเข้าด้วยกันเพราะระดับสารสนเทศระดับองค์กรนี้เป็นภาพรวมของหลาย ๆ แผนก เพื่อสนับสนุนงานด้านการบริหารและการจัดการให้สะดวกยิ่งขึ้น5.2 องค์ประกอบของระบบสารสนเทศ5.2.1 ฮาร์ดแวร์ หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์และหน่วยประมวลผลต่าง ๆ ถือเป็นองค์ประกอบสาคัญ ของระบบสารสนเทศ5.2.2 ซอฟต์แวร์ หมายถึง โปรแกรมหรือชุดคาสั่งที่จะสั่งงานให้ฮาร์ดแวร์ทางาน ตามที่ต้องการ ซอฟต์แวร์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ- ซอฟต์แวร์ระบบ เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมการปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่า“ระบบปฏิบัติการ” (Operating System)- ซอฟต์แวร์ประยุกต์ เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อการทางานเฉพาะอย่างหรือเฉพาะด้าน5.2.3 ข้อมูล (Data) คือ ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ข้อมูล มีความสาคัญอย่างยิ่งเพราะใช้เป็นเครื่องช่วยในการวางแผนงานการบริหารจัดการ5.2.4 บุคลากร (People) คือ บุคคลที่เกี่ยวข้องกับงานคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใช้ พนักงานคอมพิวเตอร์ ผู้ควบคุมระบบ โปรแกรมเมอร์ นักวิเคราะห์ระบบ จนถึงผู้อานวยการศูนย์คอมพิวเตอร์5.2.5 ขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Process) จะต้องมีการวางแผนให้การทางาน เป็นไปตามลาดับขั้นตอนและต่อเนื่องสัมพันธ์กันทั้งบุคลากรและเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่มีความถูกต้องสมบูรณ์บทที่ 6 คอมพิวเตอร์6.1 ความหมายของคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์ หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการคานวณผลในรูปแบบหนึ่ง ๆ ได้อย่างรวดเร็วและให้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและเชื่อถือได้ความหมายของคอมพิวเตอร์จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ว่า “เครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติทาหน้าที่เหมือนสมองกล ใช้สาหรับแก้ปัญหาต่าง ๆ ทั้งที่ง่ายและซับซ้อนโดยวิธีทางคณิตศาสตร์”6.2 ประเภทของคอมพิวเตอร์6.2.1 แอนะล็อกคอมพิวเตอร์ (Analog computer) มีลักษณะเป็นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่แยกส่วนทาหน้าที่เป็นตัวกระทาและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์ โดยจะใช้ค่าระดับแรงดันไฟฟ้าเป็นหลักในการคานวณการรับข้อมูลจะรับในลักษณะของปริมาณที่มีค่าต่อเนื่องกันโดยรับจากแหล่งที่เกิดโดยตรงข้อจากัดของแอนะล็อกคอมพิวเตอร์ คือ ผลการคานวณที่ได้จะมีความละเอียดต่า ทาให้ใช้กับงานได้เฉพาะอย่างเท่านั้น
  8. 8. 6.2.2 ดิจิตัลคอมพิวเตอร์ (Digital Computer) หลักการคานวณจะเป็นแบบลูกคิดหรือหลักการนับ และทางานกับข้อมูลแบบไม่ต่อเนื่อง ลักษณะการคานวณจะแปลงเลขฐานสิบก่อนแล้วจึงประมวลผลด้วยระบบเลขฐานสองแล้วให้ผลลัพธ์ออกมาในรูปของตัวเลขข้อจากัดของดิจิตัลคอมพิวเตอร์ คือ ต้องใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “สื่อข้อมูล” ในการบันทึกข้อมูล แต่แอนะล็อกคอมพิวเตอร์สามารถรับข้อมูลได้โดยตรงจากแหล่งเกิดข้อมูล6.2.3 ไฮบริดคอมพิวเตอร์ (Hybrid Computer) เป็นการนาแอนะล็อกคอมพิวเตอร์และดิจิตัลคอมพิวเตอร์ มาทางานร่วมกัน เพื่อให้สามารถทางานเฉพาะอย่างได้ดียิ่งขึ้น6.3 วิวัฒนาการของคอมพิวเตอร์6.3.1 คอมพิวเตอร์ยุกแรก (ค.ศ. 1951 – 1958)- เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้กาลังไฟฟ้าสูง เพราะมีขนาดใหญ่ จึงมีปัญหาเรื่องความร้อนและไส้หลอดขาดบ่อย- ใช้วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และหลอดสูญญากาศ- การทางานใช้ภาษาเครื่อง (Machine Language)- คอมพิวเตอร์เครื่องแรกของโลกที่ถูกใช้งานในเชิงธุรกิจ คือ UNIVAC I- เครื่องคอมพิวเตอร์ยุคแรกได้แก่ มาร์ค วัน (Mark 1) อีนิแอค (Eniac) ยูนิแวค (Univac)ข้อเสียของเครื่องคอมพิวเตอร์ยุคแรก คือ ก่อนใช้งานต้องอุ่นให้หลออดสูญญากาศเสียก่อน จึงจะใช้งานได้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายนาที และเมื่ออุ่นได้ที่แล้วก็มักจะร้อนเกินไปทันที และเนื่องจากคอมพิวเตอร์มีขนาดใหญ่และใช้กระแสไฟฟ้า 126.3.2 คอมพิวเตอร์ยุคที่สอง (ค.ศ. 1959 – 1964)- เป็นคอมพิวเตอร์ที่ใช้ทรานซิสเตอร์แทนหลอดสูญญากาศ- มีความเร็วที่สูงกว่า มีความถูกต้องแม่นยาและประสิทธิภาพในการทางานที่ดีกว่า- เครื่องมีขนาดเล็ก ใช้กาลังไฟฟ้าน้อยและราคาถูกลง- ใช้วงแหวนแม่เหล็กที่ทาขึ้นจากสาร Ferromagnetic เป็นหน่วยเก็บความจา- ในช่วงต้น ค.ศ. 1960 ได้เริ่มมีอุปกรณ์เก็บข้อมูลสารองในรูปของสื่อบันทึกแม่เหล็ก- ภาษาที่ใช้เป็นภาษาระดับสูง ซึ่งเป็นภาษาที่เขียนเป็นประโยคที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้6.3.3 คอมพิวเตอร์ยุคที่สาม (ค.ศ. 1965-971)- เป็นการปฏิวัติอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สาหรับคอมพิวเตอร์ เพราะมีการคิดค้น วงจรรวม (Integrated Circuit)หรือ IC ซึ่งสามารถทางานได้เท่ากับทรานซิสเตอร์หลายร้อยตัว- เครื่องคอมพิวเตอร์จึงมีขนาดเล็กลง ความเร็วเพิ่มขึ้น และใช้กาลังไฟน้อย- โครงสร้างของคอมพิวเตอร์มีการออกแบบที่ซับซ้อนขึ้น- ภาษาที่ใช้ได้แก่ ภาษาโคบอล และภาษาพีแอลวัน6.3.4 คอมพิวเตอร์ยุคที่สี่ (ค.ศ. 1972-1980)- เป็นยุคคอมพิวเตอร์ที่ใช้วงจรรวมความจุสูงมาก- ขนาดของเครื่องคอมพิวเตอร์มีขนาดเล็กลงหรือไมโครคอมพิวเตอร์เป็นแบบตั้งโต๊ะ หรือพกพาได้- ทางานเร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น- ใช้สื่อข้อมูลพวกเทปแม่เหล็ก หรือ จานแม่เหล็ก- ภาษาที่ใช้เป็นภาษาใหม่ เช่น ภาษาเบสิก ภาษาปาสคาล และ ภาษาซี- ซอฟต์แวร์มีการพัฒนามาก มีโปรแกรมสาเร็จให้เลือกใช้กันมากขึ้น
  9. 9. 6.3.5 คอมพิวเตอร์ยุคที่ห้า (ค.ศ. 1980- ปัจจุบัน)- คอมพิวเตอร์ในยุคนี้ใช้เพื่อช่วยในการจัดการ การตัดสินใจ และแก้ปัญหา โดยจะมีการจัดเก็บข้อมูลไว้เมื่อต้องการใช้งานก็สามารถเรียกข้อมูลที่เก็บไว้มาใช้ในการทางานได้- คอมพิวเตอร์ยุคนี้เรียกว่า ปัญญาประดิษฐ์- มีการใช้คอมพิวเตอร์ทางานด้านกราฟิกอย่างแพร่หลายมากขึ้น- ขนาดเครื่องมีแนวโน้มเล็กลงและมีความเร็งสูง- การปฏิบัติงานต่าง ๆ มีการใช้คอมพิวเตอร์แทนแรงงานมนุษย์- ซอฟต์แวร์มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วขึ้นมาก รวมทั้งการประดิษฐ์คิดค้นหุ่นยนต์6.4 ชนิดของคอมพิวเตอร์6.4.1 ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Supercomputer)- เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เหมาะกับงานคานวณที่ต้องคานวณตัวเลขจานวนมหาศาล ให้เสร็จภายในระยะเวลาสั้น ๆ- เครื่องมีขนาดใหญ่ซึ่งสามารถทางานได้เร็ว และมีประสิทธิภาพมากที่สุด- มีโครงสร้างการคานวณพิเศษ ที่เรียกว่า เอ็มพีพี 136.4.2 เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (Mainframecomputer)- มีขนาดรองลงมาจากซูเปอร์คอมพิวเตอร์- สาเหตุที่เรียนว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ เพราะตัวเครื่องประกอบด้วยตู้ขนาดใหญ่ ซึ่งภายในตู้จะมีชิ้นส่วนและอุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นจานวนมาก- ใช้ในงานประมวลผลในงานสาหรับธุรกิจขนาดใหญ่- ราคาสูงที่สุดในบรรดาคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานโดยทั่วไป- มีการประมวลผลที่รวดเร็วและเก็บข้อมูลได้มหาศาล- ต้องการดูแลรักษาเป็นอย่างดีและอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ- ข้อเด่นของเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ คือ การทางานโดยมีระบบศูนย์กลางและกระจายงานไปยังที่ต่าง ๆ6.4.3 มินิคอมพิวเตอร์ (Minicomputer)- เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้งานได้หลายคนในเวลาเดียวกัน คือสามารถเชื่อมโยงกับเทอร์มินัล หลาย ๆ เครื่อง- ใช้ในงานประมวลผลในงานสาหรับธุรกิจขนาดกลาง- ขนาดเล็กกว่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ความเร็วในการทางานและราคาก็ต่ากว่าด้วย6.4.4 สถานีงานวิศวกรรม- ผู้ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นวิศวกรรม นักวิทยาศาสตร์ สถาปนิกและนักออกแบบ- จุดเด่นของสถานีงานวิศวกรรมคือเรื่องกราฟิก- ราคาของสถานีวิศวกรรมจะแพงกว่าไมโครคอมพิวเตอร์มาก- การใช้งานก็จะต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้โดยเฉพาะ- หากนาสถานีวิศวกรรมมาเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย จะทาให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูล และใช้งานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก6.4.5 ไมโครคอมพิวเตอร์- เครื่องมีขนาดเล็กและมีราคาถูก อาจเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (Personal Computer : PC) หรือ พีซี- มีทั้งแบบตั้งโต๊ะ, แล็ปท็อปคอมพิวเตอร์, ปาล์มท็อปคอมพิวเตอร์ และโน้ตบุ้คคอมพิวเตอร์- สามารถใช้งานได้ง่าย
  10. 10. - สามารถใช้งานในลักษณะเครือข่าย และทาหน้าที่เป็นเทอร์มินัลได้ด้วย- มีหน่วยประมวลผลกลางเป็นไมโครโพรเซสเซอร์6.5 ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์6.5.1 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) ทาหน้าที่ประมวลผลและควบคุมการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด โดยมีหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายข้อมูลระหว่างหน่วยความจาด้วย ซึ่งหน่วยประมวลผลกลางหรือพีซีนี้จะประกอบด้วย6.5.1.1 หน่วยคานวณและตรรกะ (Arithematic and Logic Unit : ALU) ทาหน้าที่ในการคานวณ และหน้าที่ในการเปรียบเทียบทางตรรกะโดยหน่วยควบคุมจะควบคุมความเร็วในการคานวณ6.5.1.2 หน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ควบคุมกลไกการทางานของระบบทั้งหมด โดยจะทางานประสานกันกับหน่วยความจา และหน่วยคานวณ และตรรกะซีพียูหลักที่ใช้ในคอมพิวเตอร์ในปัจจุบัน คือ ไมโครชิป หรือที่เรียกว่า ไมโครโพรเซสเซอร์6.5.2 หน่วยความจาหลัก (Main Memory) ทาหน้าที่เก็บข้อมูลที่รอทาการประมวลผล และเก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลในระหว่างที่รอส่งปยังหน่วยแสดงผลลัพธ์ประเภทของหน่วยความจาสามารถแบ่งได้ดังนี้6.5.2.1 ตามลักษณะของการเก็บข้อมูล- หน่วยความจาแบบลบเลือนได้คือ ในกรณีที่ไฟฟ้าดับหรือกาลังไฟฟ้าไม่เพียงพอ ข้อมูลที่เก็บไว้ก็จะหายหมด- หน่วยความจาแบบไม่ลบเลือน หน่วยความจาแบบนี้จะเก็บข้อมูลได้โดยไม่ขึ้นกับไฟฟ้าที่เลี้ยงวงจร6.5.2.2 ตามสภาพการใช้งาน- หน่วยความจาอ่านอย่างเดียว (Read-Only Memory : ROM) หรือ รอม เป็นหน่วยความจาชนิดไม่ลบเลือน คือซีพียูสามารถอ่านได้อย่างเดียวไม่สามารถเขียนข้อมูลลงไปได้- หน่วยความจาเข้าถึงโดยสุ่ม (Random Access Memory : RAM) หรือ แรม เป็นหน่วยความจาแบบลบเลือนได้คือ สามารถเขียนหรืออ่านข้อมูลได้การเขียนหรืออ่านจะเลือกที่ตาแหน่งใดก็ได้**** หน่วยความจาแบบไม่ลบเลือน แต่ยอมให้มีการแก้ไขหรือลบข้อมูลได้โดยกรรมวิธีพิเศษ เรียกว่า อีพร็อม(Erasable Programmabllle Read Only Memory : EPROM)6.5.3 หน่วยความจารอง (Virtual Memory) มีเพื่อเพิ่มความสามารถในการจดจาของคอมพิวเตอร์ให้มากขึ้น ได้แก่แผ่นบันทึกหรือแผ่นดิสก์ (Diskette) มีลักษณะเป็นแผ่นกลมแบนถูกเคลือบไว้ด้วยสารเหล็กออกไซด์เพื่อให้เกิดสนามแม่เหล็กได้ การอ่านข้อมูลของแผ่นดิสก์เวลาที่อ่านหัวอ่านจะแตกที่พื้นผิวของแผ่น ทาให้มีการเสื่อมคุณภาพได้เมื่อใช้งานไปนาน ๆ แผ่นบันทึกในปัจจุบัน มีขนาด 5.25 นิ้ว และ 3.5 นิ้วฮาร์ดดิสก์ (Harddisk) การเก็บข้อมูลจะเก็บลงแผ่นโลหะอะลูมิเนียมที่เคลือบด้วยสารเหล็กออกไซด์ ฮาร์ดดิสก์สามารถจุข้อมูลได้มากกว่าและมีความเร็วกว่าฟลอปปี้ ดิสก์การบันทึกข้อมูลในฮาร์ดดิสก์จะแบ่งเป็นวงรอบเรียกว่า แทร็ก ซึ่งจะเก็บข้อมูลเป็นวงรอบหลาย ๆ วง การที่เราซื้อมาใหม่ ๆ นั้นก็เพื่อสร้างแทร็กนั่นเองและในแต่ละแทร็กจะแบ่งเป็นออกเป็นส่วนๆ เรียกว่า เซ็กเตอร์ โดย 1 เซ็กเตอร์จะมีความจุเท่ากับ 512 ไบต์การอ่านข้อมูลของฮาร์ดดิสก์เวลาที่อ่านหัวอ่านจะไม่แตะที่พื้นผิวของแผ่นแต่จะลอยสูงจากผิวประมาณ 4 ไมครอน ซึ่งถือว่าใกล้มากจนเกือบสัมผัสซีดีรอม (Compact Disk Read Only Memory : CDROM) เป็นสื่อเก็บข้อมูลที่มีความเร็วในการใช้งานสูง และสามารถเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก ซีดีรอมเป็นเทคโนโลยีจานแสง คือ การอ่านหรือบันทึกข้อมูลนั้นหัวอ่านไม่ต้องสัมผัสกับจานแต่จะใช้ลาแสงส่องและสะท้อนกลับ ซีดีรอมนี้สามารถเก็บข้อมูลที่เป็นข้อความ รูปภาพ เสียง และ ภาพวีดีโอ
  11. 11. เวิร์ม (Write Once Read Many : WORM) เป็นสื่อชนิดที่มีการบรรทุกไม่มีการบันทึกใหม่ แต่จะมีการเรียกใช้หรืออ่านได้หลายครั้ง การที่จะเขียนข้อมูลลงแผ่นต้องใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ ตัวแผ่นเป็นโลหะและใช้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ระดับเมนเฟรม6.5.4 อุปกรณ์รับเข้า (Input Device) ทาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูล เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์อุปกรณ์รับเข้าที่เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ได้ แก่แป้ นพิมพ์ (Keyboard) เป็นอุปกรณ์พื้นฐานที่ทุกเครื่องจะต้องมีการรับข้อมูล คือ ผู้ใช้กดแป้นพิมพ์แล้วจึงแปลงรหัสเข้าสู่การประมวลผลต่อไปเมาส์ (Mouse) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยอานวยความสะดวกในการใช้งานเพิ่มมากขึ้น เมาส์จะมีรูปร่างพอเหมาะกับมือ และมีลูกกลิ้งอยู่ข้างล่าง โดยระบบคอมพิวเตอร์จะทางานสัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของลูกกลิ้ง และรับคาสั่งจากการกดปุ่มเมาส์สแกนเนอร์ (Scanner) จะทางานโดยการอ่านรูปภาพ แล้วแปรเปลี่ยนให้เป็นข้อมูลที่คอมพิวเตอร์สามารถที่จะเข้าใจได้6.5.5 อุปกรณ์ส่งออก (Output Device) ทาหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูล อุปกรณ์ส่งออกที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์ส่งออกที่ผู้ใช้คุ้นเคยออกมากที่สุด ใช้แสดงผลในรูปของข้อความและรูปภาพ เริ่มแรกนั้นมีการนาเอาโทรทัศน์มาเป็นจอภาพสาหรับการแสดงผลแต่ผลที่ได้ไม่เป็นที่นาพอใจนัก จึงมีการผลิตจอขึ้นมา จอภาพนั้นมีหลายลักษณะซึ่งลักษณะที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่คุ้นเคยและพบเห็นบ่อย ๆ ได้แก่จอภาพแบบซีอาร์ที (Cathode ray tube : CRT) จะมีลักษณะจอโค้งนูน ลักษณการแสดงผลนั้นเริ่มแรกแสดงผลได้เฉพาะเป็นตัวอักษรเท่านั้น แต่จะมีความละเอียดสูงเรียกว่า จอภาพแบบสีเดียว(Monochrome Display Adapter : MDA) ต่อมามีการพัฒนาจอสี (Color Graphic Adapter : CGA) ซึ่งสามารถแสดงภาพสีและภาพกราฟิกได้ แต่แสดงตัวอักษรและตัวเลขได้มีดีเท่าจอแบบสีเดียว จอรุ่นต่อมาที่สามารถแสดงภาพกราฟิกได้ละเอียด และมีจานวนสีมากขึ้นเรียกว่า จอสีภาพละเอียด(Enhance Graphic Adapter : EGA)ส่วนจอสีภาพละเอียดพิเศษ (Video Graphic Array : VGA) เป็นจอภาพที่มีความละเอียดสูงมาก ปัจจุบันจอภาพที่ใช้สาหรับงานคอมพิวเตอร์ในด้านการออกแบบจะใช้จอภาพ เอ็กซ์วีจีเอ (extra video graphic array : xvga)จอภาพแบบแอลซีดี (Liquid Crystal Display : LCD) เดิมเป็นจอภาพที่ใช้กับคิดเลขและนาฬิกาแต่ปัจจุบันจะพบได้ในเครื่อง PC แบบพกพา จอภาพแบบนี้จะมีลักษณะแบนเรียบแบะบาง และ ได้พัฒนาให้การแสดงผลมีความละเอียดและได้ภาพที่ชัดเจนเครื่องพิมพ์ (Printer) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่สาคัญรองลงมาจากจอภาพ เพราะจะแสดงผลลัพธ์ลงบนกระดาษทาให้สะดวกต่อการใช้งาน โดยลักษณะของเครื่องพิมพ์ที่ใช้กันในปัจจุบันได้แก่เครื่องพิมพ์แบบจุด (Dot – Matrix Printer) คุณภาพของงานพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ ชนิดนี้ขึ้นอยู่กับจานวนจุดของเครื่องเพราะผลที่ได้จากการพิมพ์จะมีลักษณะเป็นจุด เครื่องพิมพ์ชนิดนี้จะมีราคาถูกเหมาะสาหรับงานพิมพ์ที่ไม่ต้องการความละเอียดมากนัก เครื่องพิมพ์แบบจุดนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบกระทบ คือเวลาพิมพ์หัวพิมพ์จะกระทบกับผ้าหมึกเครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึก (Inkjet Printer) หลักการทางานคือ การฉีดหนึกลงบนกระดาษเป็นจุดเล็ก ๆ เพื่อให้ได้รูปแบบงานพิมพ์ที่ต้องการงานพิมพ์ที่ได้จะมีความละเอียดกว่าเครื่องพิมพ์แบบจุดมากเครื่องพิมพ์แบบฉีดหมึกนี้จัดเป็นเครื่องพิมพ์แบบไม่กระทบเครื่องพิมพ์แบบเลเซอร์ (Laser Printer) หลักการทางานของเครื่องพิมพ์แบบนี้ จะใช้หลักการเดียวกันกับเครื่องถ่ายเอกสาร คือ ใช้แสงเลเซอร์ในการพิมพ์เรียกว่า LED (Light-Emit-ting Diode) และ LCS (Liquid Crystal Shutter) ซึ่งจะพิมพ์งานออกทีละหน้า เราเรียกงานพิมพ์แบบนี้ว่า ppm (Page per minute)พล็อตเตอร์ (Plotter) เป็นอุปกรณ์แสดงผลที่มักจะใช้ในงานเขียนแบบ หรืองนด้านกราฟิก
  12. 12. 6.5.6 อุปกรณ์ต่อพ่วงอื่น ๆโมเด็ม (Modem) ย่อมาจาก Modulator – DeModulator ทาหน้าที่แปลงสัญญาณข้อมูล ประโยชน์ของโมเด็มเพื่อใช้ในการสื่อสารระยะไกลระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ต้องอาศัยเครือข่ายโทรศัพท์ในการสื่อสารด้วย อัตราความเร็วในการส่งข้อมูลและโมเด็มมีหน่วยเป็นบิตต่อวินาที โมเด็มสามารถรับและส่งได้ทั้งข้อมูลที่เป็นข้อความ ภาพและเสียง ลักษณะของโมเด็มมี 2 แบบ คือ1. แบบ Internal คือ เป็นแผงวงจรเสียบเข้าภายในเครื่องคอมพิวเตอร์2. แบบ External ค เป็นอุปกรณ์ที่นามาต่อภายนอกกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แบบนี้จะมีราคาสูงกว่าแบบ Internal6.6 ระบบสื่อประสม (Multimedia)ระบบสื่อประสม คือ เป็นการทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถแสดงได้หลาย ไ รูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อความ กราฟิกภาพเคลื่อนไหว และเสียง ซึ่งจะเป็นการรวมเอาวิชาการหลาย ๆ สาขามาประยุกต์เข้าด้วยกัน ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้ในงานด้านการศึกษาเป็นอย่างมาก เรียกว่า การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer Assisted Instruction : CAI) ผู้เรียนสามารถเรียน ได้ตามความสามารถของแต่ละบุคคลโดยจะมีการโต้ตอบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ แสดงผลให้ผู้เรียนเห็นผ่านทางจอภาพที่สาคัญเทคโนโลยีนี้สามารถใช้สื่อประสมหลาย ไ ชนิดเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นข้อความ กราฟิก ภาพเคลื่อนไหวหรือเสียง สื่อการเรียนรูปแบบนี้สามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนได้มากขึ้นบทที่ 7 องค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์7.1 ฮาร์ดแวร์ (Hardware) คือ อุปกรณ์ที่ทาหน้าที่ต่าง ไ เพื่อให้เกิดการทางานที่ประสานกันและเกิดการประมวลผล เราสามารถแบ่งออกตามหน้าที่การทางานได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่7.1.1 หน่วยประมวลผลกลาง (Central Processing Unit : CPU) เป็นฮาร์ดแวร์ที่สาคัญที่สุดเพราะเป็นหัวใจของการทางาน เพราะซีพียูจะทาหน้าที่ควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ดดยรับคาสั่งหรือข้อมูลมาทาการประมวลผลแล้วส่งผลลัพธ์ที่ได้ยังหน่วยแสดงผลหน่วยคานวณและตรรกะ (Arithematic and Logic Unit : ALU) ทาหน้าที่ในการคานวณหน่วยควบคุม (Control Unit) ทาหน้าที่ควบคุมกลไกการทางานของระบบ ทั้งหมด7.1.2 หน่วยความจา (Memory) หน่วยความจาของเครื่องคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยวงจรอิเล็กทรอนิกส์ รับส่งสัญญาณไฟฟ้าซึ่งจะมีสภาพเป็น เปิดและปิด โดยใช้รหัสเลขฐานสองคือเลข 0 และ 1 ซึ่งแต่ละตัวเรียกว่า บิต (BinaryDigit : Bit) โดยที่อักษร 1 ตัวจะเกิดจากการรวมเลขฐานสอง 8 บิต ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1 ไบต์ (Byte)ประเภทของหน่วยความจา แบ่งออกได้เป็น 2 แบบ คือหน่วยความจาหลัก (Main Memory) คือ หน่วยความจาที่อยู่ภายในตัวเครื่องคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและคาสั่งต่าง ๆ รวมถึงผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลด้วย หน่วยความจาประเภทนี้สามารถแบ่งได้ดังนี้ตามลักษณะของการเก็บข้อมูล จะแบ่งได้เป็น- หน่วยความจาแบบลบเลือนได้(Volatile Memory)- หน่วยความจาแบบไม่ลบเลือน (Nonvolatile Memory)ตามสภาพการใช้งาน จะแบ่งได้เป็น- หน่วยความจาอ่านอย่างเดียว (Read-Only Memory : ROM) หรือ รอม- หน่วยความจาเข้าถึงโดยสุ่ม (Random Access Memory : RAM) หรือ แรมหน่วยความจารอง (Secondary storage) หรือหน่วยความจาภายนอกเครื่อง คือ สื่อที่ใช้เก็บบันทึกข้อมูลหรือโปรแกรมเพื่อเก็บไว้ใช้งานต่อไป การใช้หน่วยความจารองถือว่า เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการจดจาข้อมูลของเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่ก็มีข้อจากัด เช่น เนื้อที่หรือความจุในการบันทึกมีจากัด
  13. 13. 7.1.3 อุปกรณ์รับเข้า (Input Device) ทาหน้าที่รับโปรแกรมและข้อมูลเข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์7.1.4 อุปกรณ์ส่งออก (Output Device) ทาหน้าที่แสดงผลลัพธ์จากการประมวลผลข้อมูล7.2 ซอฟต์แวร์ (Software) คือ ชุดคาสั่งที่เขียนขึ้นอย่างมีลาดับขั้นตอนเพื่อควบคุมการทางานของเครื่องคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมนี้เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ7.2.1 ซอฟต์แวร์ระบบ คือ โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ในการควบคุมการปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์ ที่เรียกว่าระบบปฏิบัติการ (Operating System) ซึ่งระบบปฏิบัติการนี้จะไปควบคุมการทางานของฮาร์ดแวร์รวมถึงการจัดสรรอุปกรณ์และทรัพยากรต่าง ๆ ภายในระบบให้ประสานกัน7.2.2 ซอฟต์แวร์ประยุกต์ คือ โปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อการทางานเฉพาะอย่าง หรือเฉพาะด้าน เช่น ด้านการคานวณ ด้านการจัดทาเอกสาร ด้านการัดการฐานข้อมูล หรือ การทางานภายในโรงงานเป็นต้น การเรียนรู้ใช้งานก็ทาได้ง่ายประเภทของซอฟต์แวร์ประยุกต์อาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภทซอฟต์แวร์ทั่วไป หรือ ซอฟต์แวร์สาเร็จ (Software Packages) ซอฟต์แวร์ชนิดนี้ไม่ได้มุ่งเน้นในการทางานใด ๆ เจาะจงมากมากนัก แต่ผู้ใช้จะต้องนาไปประยุกต์หรือปรับตามการทางานของตนเอง หรือนาไปพัฒนาเพื่อสร้างชิ้นงาน ราคาจึงไม่สูงมากนักซอฟต์แวร์เฉพาะทาง ใช้สาหรับงานอย่างจาเพาะเจาะจง เช่น โปรแกรมบัญชี โปรแกรมสต๊อก เป็นต้น7.3 ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับบุคคล วัตถุหรือสถานที่ซึ่งข้อมูลอาจจะได้มาจากการสังเกต การเก็บรวบรวม การวัด ข้อมูลเป็นได้ทั้งข้อความ ตัวเลข ที่สาคัญจะต้องมีความเป็นจริงและต่อเนื่องคุณสมบัติของข้อมูลที่ดี ได้แก่- มีความถูกต้อง - มีความเที่ยงตรงสามารถเชื่อถือได้- มีความเป็นปัจจุบัน - สามารถตรวจสอบได้ - มีความสมบูรณ์ชัดเจน7.4 บุคลากร (People) เป็นบุคคลที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องในงานคอมพิวเตอร์ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มผู้ใช้อาจจะเป็นผู้มีความรู้หรือไม่มีความรู้ในการใช้ระบบเลยก็ได้เราจะเรียกกลุ่มผู้ใช้นี้ว่า End Users ซึ่งจะเป็นผู้มีอิทธิพลต่อทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านคอมพิวเตอร์และการออกแบบพัฒนาก็จะต้องยึดความต้องการของผู้ใช้เป็นหลักกลุ่มนักคอมพิวเตอร์ เป็นกลุ่มบุคคลที่มีหน้าที่ในงานคอมพิวเตอร์- ผู้อานวยการศูนย์คอมพิวเตอร์ ทาหน้าที่ จัดโครงการและวางแผนงานภายในหน่วยงาน- นักวิเคราะห์ระบบ มีหน้าที่วิเคราะห์เกี่ยวกับการออกแบบระบบงาน ตามความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด- โปรแกรมเมอร์ หรือนักเขียนโปรแกรม มีหน้าที่เขียนโปรแกรมตามที่ นักวิเคราะห์ระบบได้ออกแบบไว้- ผู้ควบคุมเครื่อง ทาหน้าที่ควบคุมการปฏิบัติงานของเครื่องคอมพิวเตอร์- พนักงานจัดเตรียมข้อมูล ทาหน้าที่เตรียมข้อมูลให้อยู่ในรูปที่เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถนาไปใช้งานต่อได้บทที่ 8 การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์8.1 การสื่อสารข้อมูล (data Communication) หมายถึง กระบวนการถ่ายโอนหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ โดยผ่านช่องทางสื่อสาร เช่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือคอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางในการส่งข้อมูล เพื่อให้ผู้ส่งและผู้รับเกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันวิธีการส่งข้อมูลนี้ จะแปลงข้อมูลเป็นสัญญาฯหรือรหัสเสียก่อนแล้วจึงส่งไปยังผู้รับ และเมื่อถึงปลายทางหรือผู้รับก็จะต้องมีการแปลงสัญญาณนั้นกลับมาให้อยู่ในรูปที่มนุษย์สามารถที่จะเข้าใจได้ ในระหว่างการส่งอาจจะมีอุปสรรคที่เกิดขึ้น คือ สิ่งรบกวน (Noise) จากภายนอกทาให้ข้อมูลบางส่วนเสียหายหรือผิดเพี้ยนไปได้ส่วนประกอบพื้นฐานของการสื่อสารข้อมูล
  14. 14. 1. ตัวส่งข้อมูล 2. ช่องทางการส่งสัญญาณ 3. ตัวรับข้อมูล8.2 การสื่อข้อมูลในระดับเครือข่าย มาตรฐานกลางที่ใช้ในการส่งข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ในระบบเครือข่าย คือมาตรฐาน OSI (Open Systems Interconnection Mode) ซึ่งทาให้ทั้งคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่าง ๆ สามารถเชื่อมโยงและใช้งานในเครือข่ายได้จุดมุ่งหมายของการกาหนดมาตรบาน OSI นี้ขึ้นมาก็เพื่อจัดแบ่งการดาเนินงานพื้นฐานของเครือข่ายและกาหนดหน้าที่การทางานในแต่ละชั้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 7 ชั้น โดยมีหลักเกณฑ์ในการกาหนดมีดังต่อไปนี้1. ไม่แบ่งโครงสร้างออกในแต่ละชั้นจนมากเกิดไป 2. แต่ละชั้นมีหน้าที่การทางานแตกต่างกัน3. หน้าที่การทางานคล้ายกันจะถูกจัดให้อยู่ในชั้นเดียวกัน 4. เลือกเฉพาะการทางานที่เคยใช้ได้ผลกระสบสาเร็จมาแล้ว5. กาหนดหน้าที่การทางานเฉพาะง่าย ๆ เผื่อว่ามีการออกแบบหรือเปลี่ยนแปลงใหม่ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จะได้ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงตาม 6. มีการกาหนดอินเตอร์เฟชมาตรฐาน7. มีความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนแปลงโปรโตคอลในแต่ละชั้น7 Application6 Presentation5 Session4 Transport3 Network2 Data Link1 Physicalบทที่ 9 เทคโนโลยีสื่อสมัยใหม่9.1 อินเตอร์เน็ต คือ เครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ จากทั่วทุกมุมโลกเขาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา องค์กร หน่วยงานทั้งราชการและเอกชน9.1.1 ที่มาของอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ตถูกพัฒนาโดยกระทรวงกลาโหม ของสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.1969 ซึ่งหน่วยงานที่ทาหน้าที่ดูแลเครือข่ายมีชื่อว่า ARPA (Advanced Research Project Agency) เครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้จึงเรียกว่าอาร์พาเน็ต เครือข่ายนี้สร้างขึ้นเพื่อการใช้งานทางด้านการทหาร โปรโตคอลที่ใช้ชื่อว่า DARPA ต่อมา ARPA ได้สร้างมาตรฐานในการเชื่อมต่อขึ้นใหม่ เพื่อให้คอมพิวเตอร์ต่างชนิดกันสามารถติดต่อสื่อสารกัน จึงได้สร้างโปรโตคอลขึ้นมาในปัจจุบันที่เรียกว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol) และเมื่อปี ค.ศ. 1989 มีคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อในเครือข่ายมากขึ้น จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า อินเทอร์เน็ต9.1.2 อินเตอร์เน็ตในประเทศไทย การใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศไทยได้เริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2530 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โดยลักษณะการเชื่อมต่อนั้นเป็นการเชื่อมต่อโดยใช้สายโทรศัพท์ติดต่อกันเป็นครั้งคราว และใช้โมเด็มความเร็วเพียง 2,400 บิต ต่อวินาที เท่านั้น ต่อมาปี พ.ศ. 2535 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยสมบูรณ์เป็นครั้งแรก โดยมีความเร็ว 9,600 บิตต่อวินาที และต่อมาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติก็เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ของสถาบันการศึกษาภายในประเทศเพื่อให้บริการอินเทอร์เน็ตภายในประเทศ โดยชื่อว่า ไทยสาร9.1.3 ทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ตทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ต คือ สิ่งที่เราสามารถนามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่งานของเราได้ได้แก่1. เวิลด์ไวด์เว็บ (World Wide Web : WWW) 2. โกเฟอร์ (Gopher)3. เทลเน็ต (Telnet) 4. เวย์ส (wais , wide area information service)
  15. 15. 5. อาร์ซี (archie)World Wide Web : WWWเป็นระบบอินเทอร์เน็ตโดยให้ผู้ใช้ค้นหาข้อมูลเอกสารจากแฟ้มข้อมูลในรูปข้อความหลายมิติ www มีคุณสมบัติดังนี้- User-friendly ที่ทาให้ผู้ใช้สะดวกในการเลือกตัวเลือกต่าง ๆ บนหน้าจอ และเข้าถึงส่วนต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต- เอกสารในรูปมัลติมีเดีย- มีการโต้ตอบกันระหว่างผู้ใช้และ ServerGopher เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ยังไม่มี www โดยมหาวิทยาลัยมินเนโศตา จุดประสงค์ก็เพื่อค้นหาสารสนเทศบนอินเตอร์เน็ตTelnet เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ห่างไกลกันคล้ายกับการโทรศัพท์เข้าไปที่เครื่องWAIS เป็นเครื่องมือในการค้นหาฐานข้อมูลลนอินเตอร์เน็ต โดยระบบจะมีวิธีดาเนินการที่ทาให้ผู้ใช้เห็นว่ามีฐานข้อมูลอยู่เพียงพอArchieเป็นการค้นหาข้อมูลโดยใช้ขั้นตอนของการโยกย้ายบนแฟ้มข้อมูลผู้ใช้จะต้องเข้าไปค้นหาก่อนว่าข้อมูลที่ตนเองต้องการเก็บอยู่สถานที่ใดจากนั้นจึงจะเข้าไปค้นหาที่สถานที่ที่ต้องการ9.1.4 เว็บพราวเซอร์ (Web Browser) Web browser เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเลือกดูเอกสารในระบบอินเตอร์เน็ตที่เป็น www ซึ่ง Web browser จะต้องเชื่อมต่อไปยัง เว็บเซิร์ฟเวอร์ หรือ โฮสต์ เพื่อเรียกข้อมูลที่ต้องการ9.1.5 ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต - ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือที่เรียกว่า e-mail- แหล่งค้นคว้าของข้อมูลขนาดใหญ่ - แหล่งรวมโปรแกรมที่ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมต่าง ๆ- การถ่ายโอนข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ - ใช้สนทนาพูดคุยโต้ตอบกันโดยผ่านทางแป้ นพิมพ์- แหล่งรวมความบันเทิงต่าง ๆ - เป็นเครื่องมือในการติดต่อซื้อขายทางธุรกิจ9.1.6 ข้อจากัดและผลกระทบของอินเทอร์เน็ตข้อจากัด- ทาให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากขึ้น - จะต้องมีเครื่องคอมพิวเตอร์จึงจะสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ผลกระทบ- อาจทาให้มีปัญหาเกี่ยวกับสายตาได้ - หากใช้ไปในทางที่ไม่ถูกต้องก็เกิดผลเสียแต่ผู้ใช้เอง9.1.7 ลักษณะการทางานของอินเตอร์เน็ต มาตรฐานที่ทาให้เครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องสามารถติดต่อสื่อสารกันได้คือ โปรโตคอล ที่ใช้ในปัจจุบัน คือ TCP/IPTCP/IP คือ ภาษากลางบนอินเตอร์เน็ต ทาให้เครื่องสามารถเข้าใจกันได้สิ่งที่ช่วยให้เรารู้ที่อยู่ของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องก็คือ ไอพีแอดเดรส (IP Address) เป็นหมายเลขประจาตัวเครื่องแต่ละเครื่อง ซึ่งไม่ซ้ากันกับเครื่องอื่นในโลกโดยมีจุด (.) เป็นสัฯลักษณ์แบ่งตัวเลขเป็นชุดซึ่งแต่ละชุดมีค่าได้ตั้งแต่ 0 ถึง 255ความหมายของโดเมนเนม แบ่งออกเป็น 6 ประเภท1. .com - กลุ่มองค์การค้า2. .edu - กลุ่มการศึกษา3. .mit - กลุ่มองค์การทหาร4. .net - กลุ่มองค์การ บริการเครือข่าย5. .org - กลุ่มองค์กรอื่น ๆ6. .int - หน่วยงานที่ตั้งขึ้นโดยสัญญาหรือจ้อตกลงระหว่างประเทศ
  16. 16. ความหมายของโดเมนเนมของประเทศไทย- .ac สถาบันการศึกษา- .co องค์กรธุรกิจ- .or องค์กรอื่น ๆ- .net ผู้วางระบบเน็ตเวิร์ก- .go หน่วยงานของรัฐบาล9.1.8 รูปแบบการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต- อุปกรณ์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตดังนี้1. เครื่องคอมพิวเตอร์ CPU Pentium 233 ขึ้นไป2. หน่วยความจา 128 MB ขึ้นไป3. ฮาร์ดดิสก์ความจุ 40 GB ขึ้นไป4. จอภาพแบบ SVGA5. โมเด็มความเร็วตั้งแต่ 56 kbps6. โทรศัพท์ที่ใช้ในการเชื่อมต่อ 1 คู่สาย- การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสาหรับผู้ใช้ทั่วไป- การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสาหรับองค์กรที่มีผู้ใช้จานวนมาก- ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต1. ISP หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตสิ่งที่สาคัญคือ การจัดการอินเทอร์เน็ตมาใช้ ผู้ใช้จะต้องพิจารณาเลือกรายการที่ดีที่สุด2. การใช้อินเทอร์เน็ตที่บ้าน จาเป็นจะต้องพิจารณาผู้ให้บริการสิ่งที่ควรคานึงถึงในเลือกผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต คือ1. ตรวจสอบดูว่ามีบริการใดให้บ้าง เพราะผู้ให้บริการบางรายให้บริการแต่ www แต่ไม่ให้บริการ e-mail2. คู่สายโทรศัพท์มีเพียงพอกับจานวนผู้ใช้หรือไม่9.2 สานักงานอัตโนมัติ เป็นการนาระบบเครือข่ายมาใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์สานักงาน ทาให้- พนักงานสามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยทาง e-mail- การทางานไม่ว่าจะเป็นงานเอกสารหรืองานพิมพ์ต่าง ๆ สามารถบันทึกไว้เป็นแฟ้มอิเล็กทรอนิกส์- การออกแบบต่าง ๆ - มีระบบฝากข้อความเสียง- การประชุมทางไกล9.3 การแลกเปลี่ยนข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับความสนใจมากที่สุด เพราะ EDI เป็นการส่งเอกสารธุรกิจหรือข้อมูลในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ไปยังผู้รับโดยผ่านทางระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ประโยชน์ของ EDI คือ ทาให้สะดวกรวดเร็วในการสื่อสาร ประหยัดแรงงานคนในการบันทึกข้อมูล และประหยัดค่าใช้จ่ายในการทางาน9.4 ทางด่วนข้อมูล เป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายสูงมาก สาหรับประเทศไทยก็ได้มีการดาเนินการไปบ้างแล้ว โดยการวางเส้นใยแก้วนาแสงไปตามแนวทางรถไฟ เพื่อใช้ในการสื่อสารทางโทรศัพท์9.5 ระบบรักษาความปลอดภัย- สาหรับระบบคอมพิวเตอร์ควรมีกาลังไฟสารอง - สาหรับศูนย์คอมพิวเตอร์จะต้องมีการรักษาความปลอดภัย- ไวรัสคอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่ระมัดระวังเป็นพิเศษ - ข้อมูลจะต้องมีการสาเนาไว้ - มีการจากัดสิทธิผู้ใช้ระบบ

×