บทที่ 2

13,139 views

Published on

Classroom Action Research

1 Comment
1 Like
Statistics
Notes
No Downloads
Views
Total views
13,139
On SlideShare
0
From Embeds
0
Number of Embeds
235
Actions
Shares
0
Downloads
192
Comments
1
Likes
1
Embeds 0
No embeds

No notes for slide

บทที่ 2

  1. 1. บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นพื้นฐานสําหรับการดําเนินการวิจัย โดยแยกตามหัวข้อดังต่อไปนี้ 1.1 หลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษา 1.1.1 วัตถุประสงค์ของหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา 1.1.2 คําอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ 5 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.2.1 ความหมายของแบบฝึก 2.2.2 ความสําคัญของแบบฝึก 2.2.3 ประโยชน์ของแบบฝึก 2.2.4 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี 2.2.5 ประสิทธิภาพของแบบฝึก 2.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียน 2.3.1 ความหมายและความสําคัญของการเขียน 2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 2.4.1 ความหมายของการอ่าน 2.4.2 ความเข้าใจในการอ่าน 2.4.3 ระดับความเข้าใจในการอ่าน 2.4.4 ปัญหาและอุปสรรคในการอ่าน 2.5 ความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการเขียนและการอ่าน 2.5.1 สูตรคํานวณความพึงพอใจ 2.6 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกทักษะภาษาอังกฤษ 2.6.1 งานวิจัยในประเทศ2.1 หลักสูตรภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษา 2.1.1 วัตถุประสงค์ของหลักสูตรภาษาอังกฤษระดับมัธยมศึกษา วัตถุประสงค์ของการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับมัธยมศึกษาซึ่งเป็นการเรียนภาษาอังกฤษระดับมาตรฐานพื้นฐานตอนกลาง และระดับมาตรฐานพื้นฐานตอนปลาย มีดังนี้ 1. เพื่อให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารได้อย่างถูกต้องตามหลักภาษาและเหมาะสมกับวัฒนธรรม 2. เพื่อให้มีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษอย่างเพียงพอที่จะใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับสูงหรือการประกอบอาชีพ 3. เพื่อให้มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ ทั้งด้านการฟัง พูด อ่าน และเขียน เพื่อใช้ในการสื่อสารและการแสวงหาความรู้ 4. เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่อภาษาอังกฤษ เห็นประโยชน์และคุณค่าของภาษาอังกฤษในการแสวงหาความรู้และการประกอบอาชีพ 5. เพื่อให้มีความรู้และความเข้าใจเรื่องราวและวัฒนธรรมของชนชาติที่พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ 6. เพื่อพัฒนาให้มีความรู้ความเข้าใจเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก และพัฒนาความสามารถในการใช้ภาษาเพื่อถ่ายทอดความคิดและวัฒนธรรมไทยไปยังสังคมโลกได้อย่างสร้างสรรค์
  2. 2. 6 2.1.2 คาอธิบายรายวิชาภาษาอังกฤษ 5 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ การดําเนินชี วิต ครอบครัว อาชีพ การดูแล การให้/ขอหรือนําเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง และสถานที่ท่องเที่ยว การเขียนจดหมายอิเล็กโทรนิค ข้อความจากสื่อประเภทหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต สารคดี ละคร เพลง กีฬา ภาพยนตร์ เทศกาลที่น่าสนใจ รวมถึงกิจกรรมบันเทิงต่าง ๆ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภัยธรรมชาติ ประสบการณ์ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งของในเรื่องของรูปร่ างหน้าตา/ลักษณะที่ปรากฏ ปัญหา สิ่งแวดล้อม สิ่งมหัศจรรย์ของโลกการคุ้มครองสัตว์ป่า การบริจาคเงิน การเลือกซื้อสินค้าอย่างฉลาด ประเภทของอาหาร การเชิญชวน การตอบรับและการตอบปฏิเสธ การวางแผนในการจัดงาน การใช้ภาษาสื่อสารในสถานการณ์จริง/สถานการณ์จําลองที่เกิดขึ้นในห้องเรียนสถานศึกษา ชุมชน และสังคม การแสดงความขอบคุณและยกย่องชมเชย และการแสดงความคิดเห็น การให้คําแนะนํา คําสั่ง การแสดงเงื่อนไขต่างๆ ที่อยู่ในความสนใจของนักเรียนที่ถูกต้องเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย วัฒนธรรมท้องถิ่น Wiang Sa My Home Land และวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา เพื่อให้นักเรียนเป็นผู้มีความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ มุ่งมั่นในการทํางานรักความเป็นไทยและมีจิตสํานึกสาธารณะ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียนสาคือโรงเรียนสามุ่งพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการ ใฝ่เรียนรู้ ฉลาดใช้เทคโนโลยี มีสุขภาพกายสุขภาพจิตดี มีคุณธรรมจริยธรรม อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม สืบสานศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น ชุมชนร่วมพัฒนา ยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ 2.2.1 ความหมายของแบบฝึก แบบฝึกมีความจําเป็นต่อการเรียนการสอนวิชาทักษะ การใช้แบบฝึกพัฒนาการเรียนการสอนจะช่วยให้ครูและนักเรียนพบข้อบกพร่องทางการเรียนการสอนและแก้ไขข้อบกพร่องนั้น มีผู้กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกไว้ ดังนี้ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน 2525 ได้ให้ความหมายของแบบฝึกไว้ว่า“แบบฝึกหมายถึง แบบตัวอย่าง ปัญหา หรือ คําสั่ง ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ” ส่วน ชัยยงค์พรหมวงศ์ กล่าวถึงความหมายของแบบฝึกสรุปได้ว่า แบบฝึกหมายถึง สิ่งที่นักเรียนต้องใช้ควบคู่กับการเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดที่ครอบคลุมกิจกรรมที่นักเรียนพึงกระทําจะแยกกันเป็นหน่วยหรือจะรวมเล่มก็ได้ และ อัจฉรา ชีวพันธ์ และ คณะ กล่าวถึงแบบฝึกทางภาษาสรุปได้ว่า แบบฝึกทางภาษาหมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเสริมสร้างความเข้าใจทางภาษาตามแนวหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ และเสริมเพิ่มเติมเนื้อหาบางส่วนที่ช่วยให้นักเรียนนําความรู้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง จากความหมายของแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้ว่า แบบฝึก หมายถึง สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทักษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้กระทํากิจกรรมโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาความสามารถของนักเรียนให้ดีขึ้น
  3. 3. 7 2.2.2 ความสาคัญของแบบฝึก เชาวนี เกิดเพทางค์ (2524 : 23) ได้กล่าวถึงความสําคัญของแบบฝึกไว้ว่า “แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ ทําให้นักเรียนเกิดความสนใจ และช่วยให้ครูทราบผลการเรียนของนักเรียนอย่างใกล้ชิด” ส่วน วีระ ไทยพานิช (2528 : 11) ได้กล่าวถึงความสําคัญของแบบฝึกสรุปได้ว่า แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ที่เกิดจากการกระทําจริง เป็นประสบการณ์ตรง ที่ผู้เรียนมีจุดมุ่งหมายที่แน่นอน ทําให้นักเรียนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เรียน สามารถเรียนรู้ และจดจําสิ่งที่เรียนได้ดีและนําไปใช้ในสถานการณ์เช่นเดียวกันได้ และ Petty (อ้างถึงใน เพียงจิต. 2529: 18 – 20) ได้กล่าวว่า … แบบฝึกเป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมจากหนังสือเรียนในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนที่ช่วยลดภาระของครูได้มาก เพราะแบบฝึกเป็นสิ่งที่ทําขึ้นอย่างเป็นระเบียบ ระบบ ช่วยให้นักเรียนฝึกทักษะการใช้ภาษาดีขึ้น และช่วยเสริมทักษะทางภาษาให้คงทน นอกจากนี้แบบฝึกยังใช้เป็นเครื่องมือวัดผลการเรียนหลังจากบทเรียนในแต่ละครั้ง… แบบฝึกเป็นสื่อการเรียนชนิดหนึ่งที่ทําขึ้นอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาการเรียนของนักเรียนได้ เป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอน คือ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้เป็นเครื่องมือวัดผลและประเมินผลการเรียน ช่วยให้ครูทราบความก้าวหน้าหรือข้อบกพร่องของนักเรียนและช่วยให้นักเรียนประสบผลสําเร็จในการเรียน 2.2.3 ประโยชน์ของแบบฝึก Green และ Petty (1971: 80) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกไว้ ดังนี้ 1. ใช้เสริมหนังสือแบบเรียนในการเรียนทักษะ 2. เป็นสื่อการสอนที่ช่วยแบ่งเบาภาระของครู 3. เป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกฝนและส่งเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดีขึ้น แต่จะต้องได้รับการดูแลและเอาใจใส่จากครูด้วย 4. แบบฝึกที่สร้างขึ้นโดยคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลจะเป็นการช่วยให้เด็กประสบความสําเร็จ ตามระดับความสามารถของเด็ก 5. จะช่วยเสริมทักษะให้คงอยู่ได้นาน 6. เป็นเครื่องมือวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังจบบทเรียนแต่ละครั้ง 7. แบบฝึกที่จัดทําเป็นรูปเล่มจะอํานวยความสะดวกแก่นักเรียนในการเก็บรักษาไว้เพื่อทบทวนด้วยตนเองได้ 8. ช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องในการสอน ตลอดจนทราบปัญหาและข้อบกพร่องและจุดอ่อนของนักเรียน ช่วยให้ครูสามารถแก้ปัญหาได้ทันท่วงที 9. ช่วยให้เด็กมีโอกาสฝึกทักษะได้อย่างเต็มที่ 10. แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์ไว้เรียบร้อยแล้วจะช่วยครูประหยัดเวลา และแรงงานในการสอนการเตรียมการสอน การสร้างแบบฝึกทักษะ และช่วยให้นักเรียนประหยัดเวลาในการลอกโจทย์แบบฝึกหัด จากความสําคัญของแบบฝึกดังกล่าว สรุปได้ว่า แบบฝึกนอกจากจะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกฝนทักษะ และทบทวนได้ด้วยตนเองแล้ว ยังช่วยให้ครูมองเห็นปัญหาและข้อบกพร่องในการสอน ทราบปัญหา และข้อบกพร่อง จุดอ่อนของนักเรียน เพื่อครูจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเวลา แรงงาน ในการเตรียมการสอนของครู ตลอดจนช่วยประหยัดเวลาในการลอกโจทย์แบบฝึกหัดของนักเรียนด้วย
  4. 4. 8 2.2.4 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ภาษาอังกฤษเป็นวิชาทักษะ ต้องอาศัยการฝึกฝนอยู่เสมอ ผู้สอนควรสร้างแบบฝึกเพื่อทบทวนความรู้หรือฝึกทักษะให้แก่นักเรียน ก่อ สวัสดิพาณิชย์ (2524 : 20) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีว่า“ลักษณะของแบบฝึกควรสั้นและมีหลายแบบเพื่อฝึกทักษะเดียว ใช้ได้ตามสภาพความแตกต่างระหว่างบุคคลและมีการประเมินผลการใช้แบบฝึกของนักเรียนด้วย” ประชุมพร สุวรรณตรา (2527 : 61) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีว่า “มีคําสั่งและคําอธิบายอย่างชัดเจน มีตัวอย่างที่ให้ความคิดหลายแนวมีภาพประกอบ และเส้นบรรทัดที่เว้นให้เติมมีขนาดพอเหมาะการฝึกฝนควรมีหลาย ๆแบบ และต้องคํานึงถึงความยากง่าย และระยะเวลาในการฝึกด้วย” ส่วน โรจนา แสงรุ่งรวี (2531: 22 ) กล่าวถึงแบบฝึกเสริมทักษะที่ดีว่า “แบบฝึกที่ดีต้องมีคําอธิบายชัดเจนเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาฝึกไม่นานเกินไปแบบฝึกมีหลายรูปแบบ คําศัพท์ที่ใช้ฝึกสามารถนําไปใช้ในชีวิตประจําวันได้” นอกจากนี้วิไลลักษณ์ บุญประเสริฐ (2531 : 13) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดีว่า … ลักษณะของแบบฝึกที่ดีนั้นต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมกับนักเรียนตลอดจนคํานึงถึงจิตวิทยาเกี่ยวกับสิ่งเร้าและการตอบสนองพัฒนาการของเด็ก และลําดับขั้นของการเรียน นอกจากนั้นจะต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับวัย และความสามารถของเด็กซึ่งแบบฝึกจะประกอบด้วยคําชี้แจงและตัวอย่างสั้น ๆ ที่จะทําให้เด็กเข้าใจง่าย ใช้เวลาเหมาะสมและมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เรียนไปแล้วนอกจากนี้แบบฝึกควรมีหลายแบบเพื่อสร้างความสนใจและท้าทายให้แสดงความสามารถ… จากข้อความที่กล่าวมาแล้ว พอสรุปได้ว่า แบบฝึกที่ดีควรเหมาะสมกับนักเรียนในด้านวัยความสามารถ ความสนใจ มีคําชี้แจงและตัวอย่างสั้น ๆ มีหลายรูปแบบ ใช้เวลาฝึกไม่นานจนเกินไป เพื่อช่วยให้นักเรียนเข้าใจชัดเจน สามารถพัฒนาทักษะทางภาษาของนักเรียนให้ดีขึ้น 2.2.5 ประสิทธิภาพของแบบฝึก การสร้างแบบฝึกให้มีประสิทธิภาพนั้นมีหลักในการสร้างหลายประการ ดังที่ ธูปทองปราบพาล (25251 : 91) ได้กล่าวถึงหลักในการฝึกฝนทักษะทางภาษาไว้ว่า “การฝึกฝนควรมีหลายแบบ เช่น ใช้เกม การเติมคํา ใช้เพลง ใช้แผ่นภาพ ใช้การ์ตูนประกอบ ใช้แบบฝึก เป็นต้นส่วนการสร้างแบบฝึกควรคํานึงถึงเนื้อหา ความยากง่าย และระดับความสนใจของเด็ก” รัชนี ศรีไพรวรรณ (2527 : 18) กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบฝึกว่า… แบบฝึกต้องมีรูปแบบที่จูงใจ และเป็นไปตามลําดับความยากง่ายเพื่อให้เด็กมีกําลังใจทํา มีจุดมุ่งหมายว่าจะฝึกด้านใดเพื่อให้เด็กเข้าใจแบบฝึกต้องมีการถูกต้อง ในการให้เด็กทําแบบฝึกทุกครั้งต้องให้เหมาะสมกับเวลา เหมาะกับความสนใจ ควรทําแบบฝึกหลาย ๆ ครั้ง เพื่อให้เด็กเรียนได้กว้างขวาง และส่งเสริมให้เกิดความคิดนอกจากนั้นกระดาษที่ให้เด็กทําแบบฝึกต้องเหนียวและทนทานพอสมควร… วิไลลักษณ์ บุญประเสริฐ (2531 : 13) ได้กล่าวถึงการสร้างแบบฝึกสรุปได้ว่า ในการสร้างแบบฝึกที่ดีต้องเรียบเรียงภาษาให้เหมาะสมกับนักเรียน คํานึงถึงหลักจิตวิทยาเกี่ยวกับสิ่งเร้าและการตอบสนอง พัฒนาการของเด็ก และลําดับขั้นของการเรียน โดยพิจารณาให้เหมาะสมกับวัยและความสามารถของนักเรียน จากหลักการดังกล่าว พอสรุปได้ว่า การสร้างแบบฝึกนั้นจะต้องคํานึงถึงความพร้อมความสนใจของเด็ก ด้วยการใช้เกม การเติมคํา เพลง แผ่นภาพ การ์ตูนประกอบ กระดาษที่ใช้ทําแบบฝึกต้องมีความทนทานพอสมควร เนื้อหาไม่ยากเกินไป และกําหนดเวลาในการทําแบบฝึกที่เหมาะสม แบบฝึกที่สร้างขึ้นควรมีการหาประสิทธิภาพให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน และในการนําแบบฝึกไปใช้นั้นควรมีการแจ้งผลการเรียนให้นักเรียนทราบผลทันที เพื่อแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและข้อบกพร่องที่ต้องการปรับปรุงแก้ไข
  5. 5. 92.3 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเขียน 2.3.1 ความหมายและความสาคัญของการเขียน การเขียน เป็นการแสดงความคิด ความรู้สึก และความรู้ของผู้เขียนออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้อ่านเข้าใจความคิดของผู้เขียน สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย์(2523 : 134) ได้กล่าวถึงความหมายของการเขียนไว้ว่า การเขียนคือการเรียบเรียงความรู้ ความคิด ประสบการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนความรู้สึกนึกคิด และจินตนาการออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร จะเป็นข้อความสั้น ๆ ทํานองคําขวัญร้อยแก้วสั้น ๆ หรือบทกวีนิพนธ์ก็ได้ ข้อเขียนต่าง ๆ เหล่านี้จะมีเอกภาพ มีความเป็นตัวของมันเองทั้งในด้านความคิดและการใช้ภาษาเรียบเรียง เมื่อผู้เขียนสามารถเรียบเรียงความรู้ ความคิดของตนเองออกมาเป็นภาษาเขียนได้แล้ว ก็จะต้องเขียนเพื่อสื่อความหมายให้ผู้อ่านเข้าใจได้ และสามารถใช้ภาษาเขียนได้อย่างถูกต้องอีกด้วย ดังที่โรเบิร์ต ลาโด (Robert Lado 1977 : 145) ได้กล่าวถึงความหมายของการเขียนไว้ว่า การเขียน คือ การสื่อความหมายด้วยตัวอักษรของภาษาซึ่งเป็นที่เข้าใจกันระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน การเขียนเป็นรูปแบบหนึ่งของการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย การเขียนโดยไม่ทราบความหมายไม่นับว่าเป็นการเขียน ถือเป็นเพียงการจารึกตัวอักษรลงบนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเท่านั้น การเขียนจะต้องเป็นการใช้ตัวอักษรอย่างมีความหมาย ใช้วิธีเรียบเรียงใจความตามลักษณะโครงสร้างของภาษาที่ใช้ใช้แบบของการเขียนให้ตรงกับจุดมุ่งหมายของการเขียนนั้น ๆ ตลอดจนการใช้ถ้อยคําสํานวนโวหารได้อย่างถูกต้อง จากความหมายของการเขียนดังกล่าวจึงพอสรุปได้ว่า การเขียนคือการสื่อความหมายโดยการเรียบเรียงความรู้ ความคิด และความรู้สึก ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้เขียน มีจุดมุ่งหมายเพื่อสื่อสารระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน การเขียน เป็นทักษะที่สําคัญทักษะหนึ่งในการใช้ภาษาอังกฤษ ภาษาเขียนใช้ในการสื่อความหมายที่ได้ความและปรากฏหลักฐานมั่นคง เพราะไม่ลบเลือนเร็วเหมือนคําพูด ภาษาเขียนจึงใช้ในการติดต่อสื่อสารได้ดีแม้ในระยะทางไกล แต่การที่จะสื่อสารได้ดีนั้นผู้เขียนต้องมีความสามารถในการเขียน คือใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน และสามารถทําให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายในสิ่งที่ตนเขียนได้การเขียนจึงต้องมีการฝึกฝนบ่อย ๆ เพื่อให้เกิดความชํานาญและต้องอาศัยการอ่านมาก ๆ เพื่อนําข้อมูลจากการอ่านมาเป็นแนวทางในการเขียน นอกจากนี้ ในการเขียนจะต้องให้ผู้อ่านติดใจ ซึ่งถ้าดูเผิน ๆแล้วจะเห็นว่าการเขียนไม่น่าจะมีลักษณะพิเศษอย่างไร นึกอย่างไรก็เขียนไปอย่างนั้น แต่ที่จริงแล้วการเขียนหนังสือจะต้องรู้ลักษณะของภาษาว่า เขียนอย่างไรจึงจะทําให้ผู้อ่านเข้าใจและติดใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับคุณภาพของงานเขียนนั้น ศรีวิไล ดอกจันทร์ (2523 : 202-203) กล่าวถึงทักษะในการเขียนว่าต้องรู้จักแสดงความคิดออกมา เป็นตัวหนังสือให้ผู้อ่านเข้าใจได้ตามที่ตนประสงค์ให้สามารถเขียนตัวสะกดได้ถูกต้องตามอักขรวิธี เขียนให้อ่านง่าย ชัดเจน เรียบร้อย รวดเร็วรู้จักเลือกใช้ถ้อยสํานวนให้เหมาะสมกับเนื้อเรื่อง รู้จักลําดับความคิดและแสดงความคิดออกมาเป็นตัวหนังสือให้ผู้อ่านเข้าใจได้แจ่มแจ้ง การเขียน เป็นระบบการสื่อสารและบันทึกถ่ายทอดภาษา เพื่อแสดงความรู้ความคิดและความรู้สึก โดยใช้ตัวหนังสือเป็นสัญลักษณ์ ประสิทธิภาพของการเขียนจึงอยู่ที่ความสามารถทางความคิด และการใช้ภาษาของผู้เขียนเอง เมื่อพิจารณาฝึกทักษะทางภาษาทั้ง 4ด้าน คือ การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียนแล้ว จะเห็นว่าทักษะการเขียนเป็นทักษะหลังสุดที่ผเรียนจะได้รับการฝึกอย่างจริงจัง ู้ ทั้งนี้เนื่องจาก การเขียนเป็นทักษะที่ยากและซับซ้อนที่สุดในทักษะทั้งหมด ผู้ที่จะมีความสามารถทางการเขียนได้จึงต้องมีพื้นฐานในทักษะการฟังการพูด และการอ่านมาก่อน
  6. 6. 10 ในบรรดาทักษะทั้งสี่ของการเรียนภาษา การเขียนนับเป็นทักษะที่ยุ่งยากซับซ้อนที่สุดในการฟังและการอ่าน นักเรียนจะได้รับฟังหรือเห็นข้อความจากผู้เขียน จึงมีบทบาทเพียงแต่ตีความหรือวิเคราะห์ว่าตนเองกําลังได้ยินหรืออ่านอะไร ในการพูด นักเรียนสามารถแสดงความคิด ความรู้สึกของตนเอง และมีโอกาสให้คําอธิบายแทรกในบทสนทนาได้ แต่ในการเขียนนั้นต้องมีความสามารถอย่างแท้จริงจึงจะเขียนข้อความได้ชัดเจนจนผู้อ่านเข้าใจได้ การเขียนเป็นวิธีการถ่ายถอดความรู้ ความคิด ตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆโดยใช้ภาษาเป็นเครื่องมือในการสื่อสารเพื่อความเข้าใจระหว่างผู้อ่านและผู้เขียน รวมทั้งชักนําความรู้ความคิดประสบการณ์ อารมณ์ ความรู้สึก จากผู้หนึ่งไปสู่อีกผู้หนึ่งหรือคนจํานวนมากได้อีกด้วยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการที่ผู้เขียนจะมีเจตนารมณ์เช่นใด และมีความสามารถในการเลือกสรรถ้อยคําเพื่อใช้ในการเขียนได้ดีเพียงใดอีกด้วย นอกจากนี้การเขียนยังถือเป็นทักษะทางภาษาอันดับสี่ ซึ่งหมายถึงว่าบุคคลจะต้องมีความสามารถในทางภาษาด้านการพูด การฟัง และการอ่านมาก่อน จึงนับได้ว่าการเขียนมีบทบาทสําคัญมากในชีวิตประจําวันของคนเราในฐานะของการสื่อสารที่มีความชัดเจนและเป็นหลักฐานที่แน่นอนกว่าทักษะทางภาษาทั้งสามด้าน โดยเฉพาะการอ่านถ่ายทอดวิทยาการต่าง ๆ ในปัจจุบัน ผู้ศึกษาก็สามารถเพิ่มพูนความรู้จากงานเขียนต่าง ๆ ได้สะดวกกว่าวิธีการอื่น ๆ วัลภา เทพหัสดิน ณอยุธยา (2526 : 11 – 13) กล่าวถึงความสําคัญของการเขียน พอสรุปได้ดังนี้ 1. การเขียนเป็นวัฒนธรรมที่สําคัญของชาติ เพราะภาษาเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์และวิถีชีวิตของคนในชาติ 2. การเขียนทําให้เกิดวรรณคดี ถือเป็นหลักฐานที่แสดงถึงความงอกงามทางสติปัญญา จินตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของคนในชาติ 3. การเขียนเป็นสื่อในการสร้างความมั่นคงของประเทศ เช่น การเขียนเพื่อก่อให้เกิดความสามัคคี การเขียนข่าวสาร เป็นต้น 4. การเขียนมีความสําคัญต่อการศึกษา เช่น การเขียนสื่อสารกับผู้สอนในการตอบข้อสอบหรือเขียนรายงาน หรือครูอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเขียนตํารา เอกสาร งานวิจัย การเขียนที่มีคุณภาพย่อมสามารถสื่อสารให้บุคคลสองฝ่ายเข้าใจกันได้ดี ภาษาเขียนถือเป็นภาษาที่มีประโยชน์ต่อบุคคลในสังคมอย่างมาก ฉะนั้นจึงควรสนับสนุนให้มีการศึกษา และฝึกการใช้ภาษาเขียนอย่างถูกต้อง เพื่อให้บุคคลให้ภาษาเขียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ2.4 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 2.4.1 ความหมายของการอ่าน การอ่านนับได้ว่าเป็นทักษะที่ยุ่งยากซับซ้อน จะต้องอาศัยการทํางานของสมองในขั้นสูงสุดกล่าวคือต้องอาศัยการนึกย้อนกลับ (Recall) การหาเหตุผล (Reasoning) การประเมินผล (Evaluation) การใช้จินตนาการ (Imagination) การเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ (Organizing) การนําไปใช้ (Applying) และการแก้ปัญหา (Problem Solving) (อุทัย ภิรมย์รื่น และเพ็ญศรี รังสิยากูล 2521 : 3) และการอ่านคืออะไรนั้นมีผู้ให้นิยามไว้มากมายแตกต่างกันไป สุดแล้วแต่ผู้ให้ความหมายนั้นจะมองในด้านใด เช่นนักจิตวิทยาจะมองการอ่านในแง่จิตวิทยา นักภาษาศาสตร์จะมองการอ่านในแง่ของภาษา หรือนักจิตภาษาศาสตร์ก็มองการอ่านในแง่ของจิตภาษาศาสตร์ สําหรับนิยามหรือความหมายของการอ่านนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย ดังนี้ ก่อ สวัสดิพาณิชย์ (ก่อ สวัสดิพาณิชย์ 2505 : 3) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้ว่า “เป็นการแปลความหมายของตัวอักษรออกมาเป็นตัวความคิด และนําความคิดนี้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ตัวอักษรเป็นเครื่องหมายแทนคําพูด และคําพูดก็เป็นเพียงเสียงที่ใช้แทนของจริงอีกทีหนึ่ง” เพราะฉะนั้นหัวใจของการอ่านอยู่ที่ “การเข้าใจความหมายของคํา” ศาสตราจารย์รัญจวน อินทรกําแหง (รัญจวน อินทรกํา
  7. 7. 11แหง และคนอื่น ๆ 2515 : 17) กล่าวถึง ความหมายของการอ่านไว้ว่า คือ “การแปลสื่อความหมายจากตัวอักษรหรือภาพ ให้เป็นเรื่องราวที่เป็นแนวความคิด โดยให้มีความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งและชัดเจนการอ่านจะต้องจับใจความสําคัญของข้อความ และสามารถผูกเป็นเรื่องราวได้ถูกต้อง ผู้อ่านจะต้องสร้างมโนภาพขึ้นมาพร้อมกับการอ่านไปด้วย” บอนด์ และทิงเคอร์ (Bond and Tinker. 1957 : 19) ได้กล่าวว่าการอ่านคือความเข้าใจตัวอักษร ซึ่งเร้าใจให้ผู้อ่านระลึกถึงความหมายที่ได้สร้างขึ้นจากประสบการณ์ และความหมายที่ได้ใหม่จะเป็นผลของความคิดรวบยอดที่มีอยู่เดิม กล่าวง่าย ๆ ก็คือกระบวนการอ่านประกอบด้วยความหมายของผู้เรียน รวมกับการตีความ การประเมินผลและการตอบสนองของผู้อ่านที่มีต่อความหมาย นิวเวล และไซมอน (Newell and Simon. 1970 : 310 -315) กล่าวว่า การอ่านคือกระบวนการทางจิตภาษาศาสตร์ การอ่านผู้อ่านจะใช้ระบบการรับข่าวสารการรัยรู้สิ่งที่อ่านโดยใช้ตาเป็นอวัยวะสัมผัสจับสิ่งที่เป็นตัวหนังสือส่งไปยังหน่วยการรับรู้สึกเกี่ยวกับการอ่านแล้วส่งไปยังกระบวนการความจํา เมื่อสิ่งที่อ่านผ่านกระบวนการจําไปแล้วจะถูกส่งกลับมายังตัวรับหน่วยสิ่งที่อ่านใหม่อีกครั้งจากนั้นจึงส่งมายังหน่วยปฏิบัติการอ่านออกมาเป็นเสียง หรือความเข้าใจ เดอชองท์ (Dechant. 1969 : 11) กล่าวว่า การอ่านมิใช่เพียงความเข้าใจในสัญลักษณ์หรือการออกเสียง หรือการรับความหมายจากตัวหนังสือ แต่ผู้อ่านจะได้รับการกระตุ้นจากตัวหนังสือและต้องปรับความหมายของตัวหนังสือเหล่านั้นให้เข้ากับความหมายที่ผู้อ่านมีอยู่แล้ว ฟรีส์ (Fries. 1963 : 131) กล่าวว่าการอ่านคือ การตอบสนองสัญลักษณ์ทางภาษา ซึ่งเป็นตัวแทนของคําพูด หัวใจของการอ่านอยู่ที่การเข้าใจความหมายในสิ่งที่อ่าน สมิธ (Smith. 1967 : 11) ให้นิยามการอ่านว่า เป็นคําพูดที่ถูกบันทึกเก็บไว้เมื่อเราพูด เราต้องช้ําศัพท์เพื่อสื่อความคิดของเรา และในเวลาเดียวกันจะต้องรับรู้ด้วยว่าจะเรียบเรียงคําพูดนั้นอย่างไร จึงจะได้รับผลตามความมุ่งหมาย ซึ่งอาจต้องใช้เสียงหรือสัญลักษณ์แทนก็ได้ ลาโด (Lado. 1964 : 14) กล่าวว่า การอ่านเป็นการรวมทักษะในการถอดความการวิเคราะห์คํา ความหมายของคํา ความเข้าใจเนื้อเรื่อง การตีความและการให้ข้อคิดเห็น ส่วนนักภาษาศาสตร์อีกคน คือ ฟรีส์ (Fries. 1963 : 131) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่าเป็นการตอบสนองสัญลักษณ์ทางภาษา ซึ่งเป็นตัวแทนของภาษาพูด หัวใจของการอ่านนั้นอยู่ที่การเข้าใจความหมายของคํา เกรย์ (Gray. 1984 : 35 – 37) กล่าวว่ากระบวนการอ่านประกอบด้วยทักษะที่สําคัญหลายอย่างดังนี้ 1. การรู้จักคํา (Perception of the word used) ผู้อ่านจะอ่านหนังสือได้เข้าใจก็ต่อเมื่อมีความสามารถในการอ่านตัวอักษร และเข้าใจความหมายตรงกับผู้เขียน เกรย์ กล่าวว่า การเข้าใจความหมายของคําเป็นทักษะเบื้องต้นของการอ่านทุกประเภท 2. การเข้าใจความคิดของผู้เขียน (Comprehension of the ideas expressed) 3. การมีปฏิกิริยาตอบโต้ความคิดของผู้เขียน (Reaction to these ideas) เป็นการประเมินความคิดของผู้เขียนจากเรื่องที่อ่าน ซึ่งผลของการประเมินจะเป็นการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ได้ 4. ทักษะในการผสมผสานความคิดใหม่กับความคิดเก่า จากเรื่องที่อ่าน (Integration ofthe idea) ซึ่งหมายถึงการรวมความคิดที่ได้รับจากเรื่องที่อ่านกับประเดิมของผู้อ่าน บอนด์ และทิงเคอร์ (Bond and Tinker. 1957 : 235) กล่าวว่า ความสามารถในการอ่านขึ้นอยู่กับทักษะพื้นฐานดังต่อไปนี้ 1. การเข้าใจความหมายของคํา (Word meaning) การเข้าใจความหมายของคําเป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน ถ้าหากนักเรียนเรียนรู้ความหมายของคําไม่เพียงพอ นักเรียนจะไม่เข้าใจประโยค (Sentence) อนุเฉท (Paragraph) และไม่สามารถพูดหรืออ่านได้ 2. การเข้าใจความหมายของกลุ่มคํา (Thought Units) นักเรียนจะสามารถเข้าใจความหมายของประโยคได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนรู้จักอ่านเป็นกลุ่มคํา การอ่านทีละคําทําให้ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน
  8. 8. 12 3. การเข้าใจประโยค (Sentence Comprehension) เมื่อนักเรียนเข้าใจความหมายของกลุ่มคําแล้วยังต้องรู้จักนําเอาคําแต่ละคําหรือแต่ละส่วนมาสัมพันธ์กันจนได้ใจความของประโยค 4. การเข้าใจอนุเฉท (Paragraph Comprehension) หมายถึง ความสามารถนําการนําประโยคในตอนนั้น ๆ มาสัมพันธ์กัน นักเรียนจะสามารถอ่านได้เข้าใจยิ่งขึ้น 5. การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉท (Comprehension of larger units)นักเรียนจะสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้นได้ก็ต่อนักเรียนสามารถจัดลําดับความคิดของเรื่องที่อ่านได้ และจะต้องมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉทด้วย ทักษะพื้นฐานตามที่กล่าวมาแล้วนี้ จะมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน กล่าวคือผู้อ่านจะเข้าใจเรื่องที่อ่านได้ ก็ต่อเมื่อผู้อ่านเข้าใจความหมายของคํา รู้จักอ่านเป็นกลุ่มคํา ซึ่งเป็นองค์ประกอบสําคัญของการเข้าใจประโยค การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประโยคจะทําให้เข้าใจอนุเฉทและการเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉทจะทําให้เข้าใจเรื่องที่อ่านทั้งหมด พอจะสรุปได้ว่า การอ่านคือ การเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน และสามารถแปลความ ตีความและขยายความ สัญลักษณ์หรือตัวอักษรที่ปรากฏออกมา เป็นความคิดเห็นที่นํามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ 2.4.2 ความเข้าใจในการอ่าน ชวาล แพรัตกุล (ชวาล แพรัตกุล. 2520 : 134) ได้ให้ความหมายของความเข้าใจว่าเป็นความสามารถในการผสมแล้วขยายความรู้ความจําให้ได้ไกลออกไปจากเดิมอย่างสมเหตุสมผล ซึ่งจะต้องมีคุณสมบัติหลายประการ ดังนี้คือ 1. รู้ความหมายและรายละเอียดย่อย ๆ ของเรื่องนั้นมาก่อนแล้ว 2. รู้ความเกี่ยวข้องความสัมพันธ์ระหว่างขั้นและความรู้ย่อย ๆ เหล่านั้น 3. สามารถอธิบายสิ่งเหล่านั้นได้ด้วยภาษาของตนเอง 4. เมื่อพบสิ่งอันใด ที่มีสภาพทํานองเดียวกับที่เคยเรียนรู้มาแล้ว ก็สามารถตอบและอธิบายได้ ความเข้าใจสามารถแสดงได้ดังนี้ 1. การแปลความ (Translation) คือ สามารถแปลความหมายของสิ่งต่าง ๆ ได้โดยแปลลักษณะและนัยของเรื่องราว ซึ่งเป็นความหมายที่ถูกต้องและใช้ได้ดีสําหรับเรื่องราวนั้นโดยเฉพาะ 2. การตีความ (Interpretation) คือ ความสามารถจับความสัมพันธ์ระหว่างชิ้นส่วนย่อย ๆ ของเรื่องนั้น จนสามารถนํามากล่าวอีกนัยหนึ่งได้ 3. การขยายความ (Extrapolation) คือ ความสามารถขยายความหมายตามนัยของเรื่องนั้นให้กว้างไกลไปจากสภาพข้อเท็จจริงเดิมได้ ทั้งนี้ สอดคล้องกับของ สมบูรณ์ ชิตพงศ์ (สมบูรณ์ ชิตพงศ์. 2523 : 27) ว่า ความเข้าใจ(Comprehension) เป็นความสามารถทางด้านสมองในการคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ ในด้านการแปลความตีความ และขยายความในเรื่องราวและเหตุต่าง ๆ ในชีวิต และนอกจากนี้ พัฒน์ น้อยแสงศรี (พัฒน์น้อยแสงศรี. 2520 : 76) สรุปว่าการอ่านเพื่อความเข้าใจ (Reading for comprehension) จะต้องมีความสามารถในด้านความหมายของคํา (Word meaning) สังกัป (Concept) โครงสร้างประโยค(Sentence structure) โครงสร้างอนุเฉท (Paragraph structure) นอกจากนี้แล้วยังเกี่ยวพันธ์กับทัศนคติ (Attitude) และจุดประสงค์ (Purpose) ของผู้อ่านด้วย
  9. 9. 13 การวิจัยและศึกษาเรื่องการอ่านในต่างประเทศ เป็นที่สนใจและได้ศึกษากันมาเป็นเวลานานแล้วเช่น ศึกษาว่าสิ่งใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการอ่าน หรือต่อความสามารถในการเข้าใจสิ่งที่อ่าน เกทส์(ปริญญา เกื้อหนุน. 2515 : 3) อ้างอิงมาจาก (Gates. 1947 : 356) มีความเห็นว่าความเข้าใจในการอ่านขึ้นอยู่กับความเข้าใจความหมายของคําต่าง ๆ อย่างถูกต้อง ความเข้าใจในการอ่านพิจารณาได้จากลักษณะต่อไปนี้ 1. ชนิดของความเข้าใจในการอ่าน (Type of reading comprehension) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด คือ 1.1 อ่านเพื่อเก็บความสําคัญ หรือเก็บใจความโดยทั่วไป 1.2 อ่านเพื่อศึกษารายละเอียดที่สําคัญ 1.3 อ่านเพื่อคาดการณ์ว่าเรื่องจะจบลงอย่างไร 1.4 อ่านเพื่อรวบรวมเรื่องหรือย่อโดยนํามาเขียนเสียใหม่ 1.5 อ่านเพื่อประเมินคุณค่าของเรื่องที่อ่าน 1.6 อ่านเพื่อสรุปความในรูปต่าง ๆ เช่น เรื่องย่อ และโครงเรื่อง 1.7 การอ่านเพื่อเปรียบเทียบ 1.8 การอ่านเพื่อจดจําเนื้อหาไปใช้ 2. ปริมาณความสามารถในการอ่าน (Ability in reading)ปริมาณความสามารถในการอ่านขึ้นอยู่กับระดับสติปัญญา และประสบการณ์ของผู้อ่าน ตลอดจนความยากง่ายของเรื่องที่อ่าน 3. ระดับความเข้าใจของการอ่าน (Levels of reading comprehension) ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายประการ เช่น สติปัญญา ความสามารถในการอ่าน ความเข้าใจศัพท์ที่อ่าน และวิธีการพิเศษเฉพาะตัวผู้อ่านแต่ละคน 4. ระดับความเร็วในการอ่าน (Speed of reading comprehension) ความเร็วในการอ่านขึ้นอยู่กับความสามารถในการอ่าน ความเร็วในการรับรู้ตัวอักษร ความยากง่ายของเนื้อหา และประเภทของการอ่าน จะเห็นได้ว่า การอ่านเป็นทักษะที่ยุ่งยากซับซ้อนมาก การที่บุคคลจะอ่านได้เข้าใจนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถทางภาษาซึ่งได้แก่ คําศัพท์และโครงสร้างของประโยคและความสามารถในการคิด ซึ่งขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมและระดับสติปัญญาของผู้อ่านเป็นสําคัญ ส่วนบอนด์และทิงเกอร์ (สารภี จีนจู. 2524 : 7 – 8 อ้างอิงมาจาก (Bond and Tinker.1957 : 235) ได้กล่าวถึงความสามารถในการอ่านที่ต้องอาศัยพื้นฐานความเข้าใจในด้านต่อไปนี้ 1. การเข้าใจความหมายของคํา (Word meaning) การเข้าใจความหมายของคําเป็นทักษะพื้นฐานของการอ่าน ถ้านักเรียนรู้ความหมายของคําไม่เพียงพอนักเรียนจะไม่สามารถเข้าใจประโยค(Sentence) อนุเฉท (Paragraph) 2. การเข้าใจความหมายของกลุ่มคํา (Thought units) นักเรียนจะเข้าใจความหมายของประโยคได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนรู้จักอ่านเป็นกลุ่มคํา การอ่านทีละคําทําให้ไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน 3. การเข้าใจประโยค (Sentence Comprehension) นอกจากนักเรียนจะต้องเข้าใจความหมายเป็นรายคําและเป็นกลุ่มคําแล้ว นักเรียนจะต้องมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคํา และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคําในประโยคด้วย นักเรียนที่ไม่สามารถมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างคําและระหว่างกลุ่มคําในประโยค จะไม่เข้าใจเรื่องที่อ่าน 4. ความเข้าใจอนุเฉท (Paragraph comprehension) นักเรียนจะเข้าใจอนุเฉทได้ก็ต่อเมื่อนักเรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉท การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างประโยคค่อนข้างจะยาก แต่ถ้านักเรียนขาดความสามารถทางด้านนี้แล้ว นักเรียนจําไม่สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้
  10. 10. 14 5. ความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉท (Comprehension of larger units) นักเรียนจะสามารถเข้าใจเนื้อเรื่องที่ยาวขึ้นก็ต่อเมื่อนักเรียนสามารถจักลําดับความคิดของเรื่องที่อ่านได้และจะต้องมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างอนุเฉทได้ ดังนั้นความเข้าใจในการอ่านจึงเป็นเรื่องที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับการศึกษาและประสบการณ์ต่าง ๆ หลาย ๆ ด้านของแต่ละบุคคล (สุนทร เซ็นเชาวนิช. 2526 : 88) ฉะนั้นจึงจําเป็นที่นักเรียนจะต้องได้รับฝึกฝนทักษะในการอ่านเป็นอย่างดี เพราะการที่นักเรียนอ่านแล้วไม่เกิดความเข้าใจ นอกจากจะทําให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์แล้วยังไม่ได้อะไรจากการอ่าน ดอว์สัน (Dawson. 1953 : 177) ได้เสนอแนวทางในการสอนนักเรียนให้มีความเข้าใจในเนื้อเรื่องไว้ดังนี้ 1. สอนให้นักเรียนเข้าใจความ กลุ่มคํา ประโยค และข้อความสั้น ๆ 2. ฝึกให้นักเรียนจับความติดที่สําคัญได้ โดยการตั้งคําถามให้นักเรียนคิดถึงเรื่องที่อ่านไปแล้ว ทั้งหมด เช่น เรื่องนี้เกี่ยวกับอะไร สอนว่าอย่างไร 3. ฝึกให้อ่านเพื่อสังเกตรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกันโดยกําหนดให้อ่านและวิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่อ่าน 4. ฝึกให้อ่านเพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป หรือเพื่อแก้ปัญหาโดยการเล่าเรื่องทิ้งท้ายให้ นักเรียนทายต่อว่าอะไรจะเกิดขึ้น 5. ฝึกให้อ่านโดยกําหนดว่า ต้องการให้รู้เรื่องใดบ้าง 6. ฝึกให้อ่านเพื่อให้มีจินตนาการเพิ่มขึ้น 7. ฝึกให้อ่านเพื่อทราบการจัดระเบียบหรือแนวการลําดับความของนักเรียน 2.4.3 ระดับความเข้าใจในการอ่าน นพรัตน์ สรวยสุวรรณ (นพรัตน์ สรวยสุวรราถณ. 2521 : 17) ได้อ้างถึงระดับความเข้าใจในการอ่านตามความคิดของ เบอร์มิสเตอร์ (Burmister) โดยอาศัยพื้นฐานแนวความคิดของ แซนเดอร์ส(Sanders) ซึ่งได้ดัดแปลงมาจาก Bloom’s Taxonomy อีกต่อหนึ่ง เบอร์มิสเตอร์ ได้กล่าวถึงระดับต่าง ๆ ของความเข้าใจมีดังนี้ 1. ระดับความจํา (Memory) เป็นระดับของการจําในสิ่งที่ผู้เขียนกล่าวไว้ ได้แก่ การจํา หรือการเข้าใจเกี่ยวกับข้อเท็จจริง วันที่ คําจํากัดความ ใจความสําคัญของเรื่อง และลําดับเหตุการณ์ของเรื่อง 2. ระดับการแปลความหมาย (Translation) เป็นการนําข้อความหรือสิ่งที่เข้าใจไปแปลเป็นรูปอื่น เช่น การแปลภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง การถอดความ การนําใจความสําคัญไปแปลรูปเป็นแผนภูมิ เป็นต้น 3. ระดับการตีความ (Interpretation) คือการเข้าใจหรือมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ผู้เขียนมิได้บอกไว้ เช่น หาเหตุเมื่อกําหนดผลมาให้ การคาดการณ์ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป การจับใจความของเรื่องโดยที่ผู้เขียนมิได้บ่งไว้ 4. ระดับการประยุกต์ใช้ (Application) เป็นการเข้าใจหรือมองเห็นหลักการและสามารถนําหลักการไปประยุกต์ใช้จนประสบความสําเร็จด้วย 5. ระดับการวิเคราะห์ (Analysis) คือความเข้าใจและรู้ในแง่ของการตรวจตราส่วนย่อยที่ประกอบกันเข้าเป็นส่วนเต็ม การวิเคราะห์โฆษณาชวนเชื่อ การแยกแยะวิเคราะห์คําประพันธ์ การรู้ถึงการให้เหตุผลที่ผิด ๆ ของผู้เขียน 6. ระดับการสังเคราะห์ (Synthesis) เป็นการนําความคิดเห็นที่ได้จากการอ่านมาผสมผสานกันและจัดเรียบเรียงใหม่
  11. 11. 15 7. ระดับการประเมินผล (Evaluation) เป็นการวางเกณฑ์และตัดสินสิ่งที่อ่านโดยอาศัยเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็นบรรทัดฐาน เช่น เรื่องราวที่อ่านอะไรบ้างที่เป็นจริง (Facts) และอะไรบ้างที่เป็นจินตนาการ(Fantasy) อะไรบ้างที่เป็นความคิดตลอดจนความเชื่อของเรื่องราวที่อ่าน เป็นต้น ระดับความเข้าใจในการอ่านมีความสําคัญและจําเป็นมากสําหรับครูผู้สอนอ่านในแง่กําหนดแนวจุดประสงค์ในการอ่านของนักเรียนให้เหมาะสมกับระดับชั้น อายุ และความสามารถในการอ่าน ซึ่งในแต่ละระดับมีคําถามหรือสิ่งเร้าที่แตกต่างกันออกไปซึ่งจุดมุ่งหมายของการอ่านคือ อ่านให้เกิดความเข้าใจนั่นเอง (Goodman and Niles. 1970 : 28) แต่ความเข้าใจที่เกิดจากการอ่านขึ้นอยู่กับความสําเร็จที่ได้ความหมาย (Meaning) ความหมายมีทั้งความหมายในระดับคํา (Lexical meaning) ความหมายในระดับประโยค (Syntactic meaning) และความหมายในระดับอนุเฉท (Paragraph organization)ผู้อ่านจะประสบความสําเร็จในการอ่านเข้าใจความหมายในสิ่งที่ตนอ่านมากน้อยเพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับภูมิหลัง2 ประการ ตามที่ เซฟเฟิร์ด (Shepherd. 1973 : 79) กล่าวไว้ดังนี้คือ 1. ความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาของผู้อ่าน หมายถึง ระดับความรู้ทางภาษาที่ได้เรียนมาของผู้อ่าน และระดับความรู้ในภาษาที่ผู้เขียนใช้ 2. ประสบการณ์ที่มีมาแต่หนหลังของผู้อ่าน สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่ช่วยอธิบายรวบรวมประเมินข้อมูลความคิดเห็นของผู้เรียน ย่อมทําให้อ่านได้อย่างรวดเร็วเข้าใจเรื่องที่อ่านได้อย่างถูกต้องและสามารถเข้าถึง ความตั้งใจ อารมณ์ และเจตคติของผู้เขียน ซึ่งถ่ายถอดออกมาเป็นตัวหนังสือได้อย่างลึกซึ้ง จากเอกสารเกี่ยวกับความเข้าใจในการอ่านที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าความเข้าใจเป็นหัวใจอันสําคัญในการอ่านที่ผู้เรียนจะต้องฝึกฝนพัฒนา เพื่อเพิ่มพูนสมรรถภาพการอ่านให้เกิดประโยชน์แก่ตนเพราะการอ่านนั้นถ้าอ่านแล้วไม่เข้าใจก็เท่ากับเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ สําหรับระดับความเข้าใจนั้นมีความสําคัญต่อผู้สอนที่จะกําหนดจุดมุ่งหมายทางการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล อันจะก่อให้เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น 2.4.4 ปัญหาและอุปสรรคในการอ่าน ความสามารถในการอ่านไม่ใช่คุณสมบัติที่มีติดต่อมาแต่กําเนิด แต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ การที่จะเป็นนักอ่านที่ดีจะต้องอาศัยวิธีการและเทคนิคหลายหลายประการ ผู้อ่านต้องมีความสามารถในการเลือกเทคนิคที่เหมาะสมมาใช้ในการอ่านด้วย (อรุณี วิริยะจิตรา. 2525 : 175) การอ่านที่ดี จะต้องประกอบด้วยสมรรถภาพในการอ่านเร็ว ควบคู่ไปกับความเข้าใจในการอ่าน การอ่านเร็วแต่ไม่เข้าใจในเนื้อหาที่อ่าน หรืออ่านช้าเข้าใจในเนื้อหาดี แต่อ่านไม่จบ เวลาหมดการอ่านเช่นนี้ถือว่าไม่มีประสิทธิภาพในการอ่าน มิลเลอร์ (Miller. 1970 : 11) ได้ชี้ให้เห็นสาเหตุของการอ่านช้าของแต่ละคนว่า องค์ประกอบใหญ่เกิดจากนิสัยการอ่าน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้อ่านบางคนเป็นคนไม่สนใจที่จะปรับปรุงนิสัยการอ่านของตน ขาดความสนใจในการอ่านจึงยากที่จะประสบผลสําเร็จในการอ่านได้ ปัญหาและข้อเสนอแนะต่อไปนี้จะเป็นการช่วยให้ประสิทธิภาพในการอ่านมีมากยิ่งขึ้น 1. การอ่านออกเสียง (Vocalizing) การอ่านออกเสียงทําให้อ่านช้าถ้าอ่านโดยวิธีนี้จะติดเป็นนิสัย ให้แก้ไขโดยใช้นิ้วปิดปากขณะที่อ่าน จะเป็นการอ่านในใจใช้วิธีนี้จนกว่าจะแก้นิสัยเดิมได้ และเมื่อติดนิสัยอ่านในใจอย่างดีแล้ว จะพบว่าทําให้อ่านได้เร็วยิ่งขึ้น 2. การอ่านทีละคํา (Word-by-word reading) การอ่านหนังสือทีละตัวทําให้อ่านหนังสือช้าเพราะมัวแต่จะหาความหมายจากคําทีละคํา สามารถแก้ไขได้โดยตั้งใจไว้ว่า การอ่านหนังสือทุกครั้งจะอ่านเอาความคิดทั้งหมดโดยเก็บทั้งประโยคโดยใช้สายตามองไปครั้งเดียว แล้วตีความหมายทันที
  12. 12. 16 3. ปัญหาเกี่ยวกับคําศัพท์ (Word blocking) การหยุดและกังวลเกี่ยวกับคําศัพท์ที่ไม่เคยเห็นมาก่อนจะทําให้จังหวะในการอ่านและแนวความคิดในการอ่านทั้งประโยคหายไป ถึงแม้ว่าเราจะไม่รู้ศัพท์บางคําก็สามารถหาความหมายของมันโดยดูจากสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ในประโยคนั้นได้ถ้าใช้ความคิดติดตามไปตลอดทั้งเรื่อง 4. การพะวงอยู่กับตัวเลข (Number attraction) ผู้อ่านบางคนจะหยุดการอ่านทันทีที่พบตัวเลขที่พบจํานวนเลข และจะใช้เวลาพิจารณาตัวเลขอย่างจริงจังจนดูเหมือนว่าตัวเลขนั้นสําคัญที่สุด การแก้ก็คือ ให้ตีความหมายของตัวเลขนั้นออกมาเป็นคําง่าย ๆ เช่น มาก เล็กน้อย นานมาแล้ว ปัจจุบันปีหน้า เร็ว ๆ นี้ เป็นต้น แล้วข้ามมาอ่านเนื้อหาตอนอื่น จะทําให้อ่านเร็วขึ้น 5. การวิเคราะห์เกินความเป็นจริง (Word analysis) ผู้อ่านจะหยุดและวิเคราะห์คําแปลก ๆว่ามาจากรากคําใด โดยจะพยายามนึกถึงคําอุปสรรคปัจจัย จนลืมเนื้อหาอื่น ๆ ทั้งบทความ ทําให้ต้องกลับไปอ่านซ้ําแล้วซ้ําอีก สิ่งเหล่านี้จะทําลายแนวโน้มในการอ่าน และอาจนําไปสู่การสร้างทัศนะคติที่ไม่ดีต่อการอ่าน เช่นเดียวกับความหมายของคํา ซึ่งแตกต่างตามเนื้อหาวิชาที่ใช้ให้แก้ไขโดยค้นหาความหมายกว้าง ๆ ของคํานั้น พยายามเสาะค้นหาความคิด ความหมายของคําที่อยู่เบื้องหลังให้ได้ (Seeks theideas behind the word) 6. ใช้วิธีเดียวกันตลอดในการอ่านทุกประเภท (Monotonous plodding) หมายความว่าการอ่านอนุเฉททุกประเภทตั้งแต่นิยายประเภทเบา ๆ ไปจนถึงการอ่านตําราใช้วิธีเดียวกันหมด อัตราความเร็วในการอ่านก็เปรียบเสมือนการขับรถยนต์ ถ้าเราขับรถอย่าสนุกสนานด้วยความเร็วก็ใช้อัตราความเร็วสูงได้ถ้าท่านขับในย่านจอแจย่านชุมชนต้องใช้ความระมัดระวัง ก็ต้องขับให้ช้าลง หลักในการขับรถยนต์ก็เช่นเดียวกับการอ่าน นักอ่านบางคนอ่านหนังสือเบาสมอง นิยายจะอ่านอย่างเร็วมากนับได้หลายพันคําต่อนาที แต่อ่านหนังสือวิชาการใช้หัวคิดพิจารณาเนื้อหาไปด้วยททก็ใช้เวลานานขึ้นกว่าเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือนิยาย ท่านต้องรู้จักอ่านโดยพิจารณาประเภท และจุดมุ่งหมายของสิ่งที่พิมพ์นั้นด้วย จึงจะได้ประโยชน์อย่างแท้จริง 7. การใช้นิ้วชี้ตามไปด้วย (Finger following) การใช้นิ้วชี้ตามตัวอักษรในขณะอ่าน ลักษณะนี้จะทําให้อ่านช้าลงแทนที่จะอ่านเร็วขึ้น การอ่านโดยใช้สายตากวาดมองไปตามบรรทัดจะเร็วกว่าการอ่านโดยใช้นิ้วชี้ เพราะว่านิ้วไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เร็วเท่าสายตา วิธีแก้นิสัยนี้ทําได้โดยอย่าให้นิ้วมือว่างเป็นอันขาด โดยการจับหนังสือ 2 มือ หรือประสานมือไว้ที่ตักขณะอ่านหนังสือที่โต๊ะ กวาดไปที่อักษรทีละบรรทัด 8. การโคลงศีรษะไปมาขณะอ่านหนังสือ (Head swinging) การส่ายศีรษะไปมาขณะอ่านหนังสือ ทําให้ผู้อ่านเกิดความล้าหรือเหนื่อยมากกว่าการกวาดสายตาไปตามบรรทัด ซึ่งนอกจากจะมีผลทําให้การอ่านช้าลงแล้วยังทําให้ประสาทกล้ามเนื้อเครียด รู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการอ่านมากขึ้น ถ้ามีนิสัยเช่นนี้ต้องใช้มือกุมศีรษะไว้ไม่ให้เคลื่อนไหวไปมา แล้วใช้สายตากวาดตามตัวอักษรทีละบรรทัด 9. ไม่สนใจกับหัวข้อสําคัญ (Clue blindness) การสนใจกับหัวข้อที่สําคัญที่ผู้เขียนจงใจเขียนมาให้ดู เหมือนกับนักขับรถทางไกลมักสนใจดูระยะทาง สภาพทางจากป้ายข้างถนนที่เขียนบอกไว้เป็นระยะๆ จนกว่าจะถึงจุดหมาย เช่นเดียวกันกับนักอ่านมักสนใจแต่กับคําอ่าน และสนใจเฉพาะหัวเรื่อง ชื้อเรื่องย่อย รูปแบบการพิมพ์ สารบาญ ภาพประกอบ และบทสรุป สิ่งเหล่านี้เป็นหัวข้อสําคัญที่ผู้เขียนจงใจจะช่วยผู้อ่านให้เข้าใจในความคิดรวบยอดว่าสิ่งใดมีความสําคัญเช่นไร ผู้อ่านจงพยายามให้ตลอดพยายามใช้ประโยคนําเรื่องเป็นุตัวนําไปสู่หัวข้อสําคัญ และใช้ตอนสรุปท้ายเรื่องเป็นส่วนประกอบก็จําได้ความคิดความเข้าใจในรูปแบบของผู้เขียนคนนั้น ๆ 10. การย้อนกลับไปอ่าน (Rereading) การอ่านย้อนกลับบทความที่ไม่เข้าใจจะเป็นการบ่งชัดว่าผู้อ่านไม่มีความมั่นใจที่จะดึงเอาใจความสําคัญของเนื้อความนั้นออกมาด้วยความสามารถของตนเอง เหตุนี้จะเป็นตัวการที่ทําให้การอ่านช้าลงเพราะมัวแต่จะคิดย้อนหลังกลับไป แทนที่จะอ่านไปข้างหน้า เพื่อหา
  13. 13. 17แนวคิดใหม่ จงพยามอ่านเพียงครั้งเดียวอย่างตั้งใจ ความคิดทั้งหลายก็จะค่อย ๆ ออกมาเอง โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าตนเองอ่านไม่รู้เรื่อง ต้องอ่านใหม่อีกรอบจึงจะรู้เรื่อง 11. การอ่านย้อนกลับไปกลับมา (Backtracking) อ่านแล้วอ่านอีกใกล้เคียงกับการย้อนกลับไปอ่าน (Rereading) แต่เป็นการอ่านย้อนทั้งหมดไม่ใช่อ่านย้อนเป็นบางตอน เพื่อที่จะให้แน่ใจว่าท่านเข้าใจทั้งหมด อ่านข้อความนี้แล้ว เดี๋ยวย้อนกลับมาที่ขอความเดิมอีก แสดงให้เห็นว่าผู้อ่านไม่มีความมั่นใจในตนเองในการฝึกหาความคิดสําคัญจากเรื่องทําให้เป็นคนอ่านช้า และไม่สามารถจับความคิดจากบทความได้ ต้องพยายามและมุ่งให้ความสนใจอย่างเต็มที่ในขณะที่อ่านอย่างตั้งใจเพียงครั้งเดียว ท่านจะได้ความคิดความเข้าใจในเนื้อหาเป็นอย่างดี 12. ชอบฝันกลางวัน (Daydreaming) การปล่อยให้ความตั้งใจและความคงที่ในอารมณ์เหม่อลอยไปกับความคิดที่สอดแทรกเข้ามาในหนังสือเพียงบางจุด แต่ไม่ได้ความรู้อะไรจากการอ่านเลย เพื่อที่จะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ ผู้อ่านจะต้องพัฒนาความสามารถโดยฝึกจิตใจให้แน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่อ่านตรงหน้าท่านเพียงอย่างเดียวในขณะที่อ่านหนังสือต้องมุ่งความสนใจในสิ่งที่ปรากฏแก่สายตาท่านเพียงอย่างเดียวเท่านั้น สรุปได้ว่า ความสามารถในการอ่านไม่ใช่คุณสมบัติที่มีได้มีติดตัวมาแต่กําเนิด แต่เป็นสิ่งที่ฝึกฝนกันได้ การที่จะเป็นนักอ่านที่ดีจะต้องอาศัยวิธีการและเทคนิคหลายหลายประการ เช่น การอ่านออกเสียงการอ่านทีละคํา การอ่านโดยใช้นิ้วชี้ตามไปด้วย การโคลงศีรษะไปมาขณะอ่านหนังสือ การอ่านแบบไม่สนใจกับหัวข้อสําคัญ การอ่านย้อนกลับไปกลับมา เป็นต้นฯ2.5 ความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการเขียนและการอ่าน 2.5.1 สูตรคานวณความพึงพอใจ หลักการคํานวณความพึงพอใจต่อแบบฝึกทักษะการเข฀1

×